LOGINพระสนมบางคนยังคงพูดจาเหน็บแนม แต่เมื่อนางตอบอย่างสุภาพและไม่แสดงความทุกข์ คนเหล่านั้นก็เริ่มเบื่อ
พระสนมบางคนยังคงพูดจาเหน็บแนม แต่เมื่อนางตอบอย่างสุภาพและไม่แสดงความทุกข์ คนเหล่านั้นก็เริ่มเบื่อที่จะโจมตี มีเพียงซูเฟยที่ยังจับตามองทุกการเคลื่อนไหว วันหนึ่งในงานชมดอกเบญจมาศ ซูเฟยยกถ้วยชาขึ้นแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม“พระชายาดูปรับตัวกับตำหนักชิงอวิ๋นได้ดี ข้าเคยกังวลว่าจะทรงเหงาเมื่อจ้านอ๋องกลับชายแดน”อวี่ซียิ้มตอบ“หม่อมฉันมีตำราให้อ่าน มีสวนให้เดิน และได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาท ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกังวลเพคะ”“ไม่คิดถึงท่านอ๋องหรือ”“คิดถึงย่อมคิดถึง แต่ชายแดนกับราษฎรสำคัญกว่าอารมณ์ส่วนตัว”“สมกับเป็นพระชายาผู้ผ่านสนามรบ”ซูเฟยวางถ้วยชา “เพียงแต่สตรีซึ่งเข้มแข็งเกินไป บางครั้งอาจทำให้บุรุษรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องกลับมา”อวี่ซีมองอีกฝ่ายอย่างสงบ“บุรุษที่กลับมาเพราะคิดว่าสตรีอ่อนแอ อาจไม่ใช่คนที่ควรรอเพคะ”สตรีรอบโต๊ะรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ซูเฟยหน้าแข็งขึ้น แต่ไม่อาจจับผิดถ้อยคำได้ ระหว่างที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เสียงประกาศของขันทีก็ดัง
องครักษ์หลวงขอให้ฝากกระบี่ไว้ที่จวน โดยอ้างว่าการพกอาวุธเข้าไปพักในเขตวังไม่เหมาะสม แต่อวี่ซีกลับยกป้ายพระราชทานของอดีตฮ่องเต้ซึ่งติดอยู่บนฝักกระบี่ขึ้นมา“กระบี่เล่มนี้เป็นสิ่งที่จ้านอ๋องมอบให้ข้าคุ้มกาย หากผู้ใดเห็นว่าไม่ควรนำเข้าไป ก็จงขอพระบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ยึดของพระราชทาน”ไม่มีผู้ใดกล้ารับผิดชอบคำสั่งนั้นสุดท้ายกระบี่จึงถูกนำขึ้นรถม้าพร้อมนางตำหนักชิงอวิ๋นตั้งอยู่ทางตะวันตกของวังชั้นนอก เดิมใช้รับรองพระญาติจากหัวเมืองหรือทูตสตรีจากต่างแคว้น ตัวตำหนักสร้างอย่างประณีต หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว ผนังด้านในประดับภาพนกกระเรียนบินเหนือเมฆ มีสวนขนาดเล็ก สระบัว และศาลาสำหรับชมจันทร์ทุกสิ่งงดงามเกินกว่าจะเรียกว่าคุกแต่ประตูตำหนักมีองครักษ์แปดนายผลัดเวรตลอดวัน หน้าต่างด้านหลังมองเห็นกำแพงวังสูงสองชั้น ส่วนข้ารับใช้มากกว่าครึ่งเป็นคนที่สำนักพระราชวังส่งมานางกำนัลอาวุโสผู้ดูแลตำหนักชื่อฉินมามา อายุราวห้าสิบปี ใบหน้าอ่อนโยนและพูดจาสุภาพ ทว่าสายตากลับกวาดมองหีบสัมภาระทุกใบอย่างละเอียด“ฝ่าบาททรงเป็นห
“แต่หากเป็นหนังสือหย่าที่ข้ามอบเอง”อวี่ซีหันมามองแววตาของเขาสงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความกังวล“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาตัดสิน”นางตอบ“รอให้เรื่องจบก่อน”แม้ไม่ได้เป็นคำสัญญา แต่นั่นเพียงพอให้สีหน้าของเซียวจิ้งเหยียนผ่อนลง คืนสุดท้ายผ่านไปอย่างเงียบสงบ ก่อนฟ้าสาง เสียงม้ากับเกวียนเริ่มดังจากลานหน้าเรือน องครักษ์เตรียมพร้อมออกเดินทาง เซียวจิ้งเหยียนสวมชุดเกราะสีดำเต็มยศ แต่ไม่มีตราทหารสมบูรณ์เช่นเดิมอวี่ซีออกมาส่งที่หน้าจวน ถนนยังเงียบ มีเพียงหมอกบางปกคลุมหลังคาเมืองหลวง องครักษ์หลวงซึ่งเฝ้าจวนจับตาทุกการเคลื่อนไหว เซียวจิ้งเหยียนตรวจม้าครั้งสุดท้าย ก่อนหันกลับมา“อย่าเข้าไปในวังตามลำพัง”“ข้ารู้”“อย่ากินสิ่งใดซึ่งไม่ได้ตรวจ”“รู้แล้ว”“หากมีอันตราย ให้ใช้ตราสั่งคนพาออกจากเมืองทันที”“ท่านพูดเรื่องนี้สามครั้งแล้ว”“ข้าจะพูดจนแน่ใจว่าเจ้าจำได้”อวี่ซีมองเขา “ท่าน
“หากพวกเขาวางยาหรือลอบสังหาร”“ข้ามีซูเหยา เยี่ยนหลัว และหน่วยเงาของท่าน”เซียวจิ้งเหยียนส่ายหน้า“ไม่พอ”“ไม่มีการป้องกันใดสมบูรณ์ แต่เราต้องเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุด”เขามองนางอยู่นาน “เจ้าพูดเหมือนกำลังสั่งแม่ทัพ”“เพราะท่านกำลังใช้อารมณ์แทนเหตุผล”“เรื่องของเจ้า ข้าใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวไม่ได้”อวี่ซีชะงักเล็กน้อย คำพูดนั้นไม่ใช่คำสารภาพรัก แต่มีน้ำหนักมากพอทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างไม่อาจปฏิเสธ ก่อนที่นางจะตอบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น“ท่านอ๋อง พระชายา คนจากวังรอรับคำตอบอยู่พ่ะย่ะค่ะ”เซียวจิ้งเหยียนไม่กล่าวอะไร อวี่ซีจึงเดินไปเปิดประตู“บอกให้เขารออีกครู่”หลิวเฉิงรับคำแล้วถอยออกไป นางหันกลับมา“ท่านต้องรับราชโองการ”“ข้ายังไม่ตกลง”“ถ้าท่านไม่รับ ข้าจะออกไปรับแทนและกราบทูลว่าท่านป่วยจนไม่สามารถออกมาคุกเข่าได้”“อ
“ข้ารู้”“เมื่อรู้แล้ว เจ้าก็ไม่ควรอยู่”“หากข้าไม่อยู่ ท่านจะทำอย่างไร”“พาเจ้ากลับหลินโจว”“ด้วยการขัดพระบัญชาหรือ”“หากจำเป็น”คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของอวี่ซีแข็งขึ้น ขันทีผู้ถือราชโองการยิ่งไม่กล้าขยับ อวี่ซีมองไปรอบลาน เหล่าองครักษ์และคนรับใช้ทั้งหมดกำลังยืนอยู่ในระยะได้ยิน หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คำว่า “ขัดพระบัญชา” จะถูกนำไปเติมในข้อกล่าวหากบฏทันที นางจึงหันไปกล่าวกับขันที“ขอท่านรออยู่ที่ศาลาหน้าจวนสักครู่ หม่อมฉันกับท่านอ๋องจะหารือกันก่อน”ขันทีรีบคำนับ “พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อคนจากวังถูกพาออกไป อวี่ซีก็เดินตรงเข้าห้องหนังสือ เซียวจิ้งเหยียนตามเข้ามาโดยไม่พูดสิ่งใด ประตูปิดลงทันทีที่ทั้งคู่เข้าไป อวี่ซีหันกลับมา“ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไร”“รู้”“ท่านเพิ่งปฏิเสธรับราชโองการต่อหน้าคนจากวัง”“เพราะราชโองการนั้นใช้เจ้าเป็นตัวประกัน”&l
“ขอบพระทัยเพคะ”เซียวจิ้งเหยียนยังคงยืนแข็งอยู่ข้างกายนางฮ่องเต้ตรัสต่อ“จ้านอ๋อง เจ้าต้องออกเดินทางภายในสามวัน ห้ามนำพระชายาหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการสอบสวนไปด้วย หากชายแดนสงบและคดีสิ้นสุด เราจะพิจารณาให้นางกลับไป”คำว่า “พิจารณา” ไม่มีคำมั่นว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดเซียวจิ้งเหยียนเงยหน้าขึ้น“หากพระชายาได้รับอันตราย”“นางอยู่ใต้การคุ้มครองของเรา”ฮ่องเต้ตอบ“เจ้ากำลังสงสัยว่าพระเชษฐาจะปกป้องน้องสะใภ้ไม่ได้หรือ”คำถามนี้เป็นกับดัก หากเขาตอบว่าไม่ไว้ใจ ย่อมเท่ากับดูหมิ่นฮ่องเต้ แต่หากยอมรับ ก็ต้องปล่อยอวี่ซีไว้ในมือคนที่พยายามใช้ชีวิตนางควบคุมเขาอวี่ซีหันไปสบตาเซียวจิ้งเหยียน นางส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย อย่าขัดคำสั่ง อย่าเปิดช่องให้พวกเขาลงมือ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ความกังวล และความไม่ยินยอม แต่สุดท้ายก็ย่อตัวคุกเข่าลง“กระหม่อมรับพระบัญชา”คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้ยิ้มบาง“ดี เราหวังว่าเจ้าจะรัก







