FAZER LOGIN"ข้าอยากไปหอสมุด ที่นี่มีหอสมุดหรือไม่"
หลี่ซิ่วหนิงถามขึ้น จื่อรั่วรู้ดีว่าในเมืองนี้มีหอสมุดแห่งหนึ่ง แต่นางมิอยากให้คุณหนูใหญ่ออกนอกจวนจึงอาสาว่าจะไปหยิบยืมมาให้ "ข้าจะไปยืมมาให้เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ต้องการอ่านเรื่องใดเจ้าคะ" นางรู้ว่ากำลังถูกกันท่าคงมีเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นจื่อรั่วคงไม่มีท่าทางขึงขังเช่นนี้ ก็หลี่จิ้นหยางเป็นห่วงหลานสาวคนเดียวขนาดนี้ เขาย่อมออกคำสั่งให้คนในจวนคอยดูแลนางทุกย่างก้าวอยู่แล้ว "เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าข้าอยากอ่านเรื่องใด" หลี่ซิ่วหนิงตอบด้วยท่าทีเฉยชา นางก็อยากรู้เหมือนกันว่าภายนอกจวนเป็นอย่างไรบ้างในเวลานี้ คนข้างในถึงได้ห้ามปรามไปเสียทุกสิ่งอย่าง เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ไม่ยอมฟังจื่อรั่วจึงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง "ทุกครั้งคุณหนูไม่เคยอยากอ่านตำรับตำรานี่เจ้าคะ อีกอย่างในจวนก็มีห้องสมุดมีตำรามากมายหากท่านต้องการ นายท่านสั่งไว้ว่าหากคุณหนูใหญ่อยากได้สิ่งใดก็บอกข้าได้ทันที หากข้าทำไม่ได้นายท่านจะจัดหาให้เอง" นางตอบตามความจริงที่ได้รับมอบหมาย "อย่าลำบากเลย ข้าไม่อยากรบกวนไปถึงท่านลุง" หลี่ซิ่วหนิงเอ่ยขึ้นเตรียมตัวเพื่อออกไปข้างนอก จื่อรั่วไม่กล้าขัดใจเกรงว่าอาจจะโดนทุบตีเหมือนคราวเก่าก่อนจึงยินยอมและเดินตามไปด้วยติดๆ สตรีทั้งสองนั่งรถม้ามาจนถึงหอสมุดใหญ่ในแคว้นฉี นางไม่เคยมาที่แห่งนี้มาก่อนบรรยากาศเงียบสงบ ผู้คนไม่มากและดูเป็นส่วนตัวมีพื้นที่กว้างขวาง ผู้มาใช้บริการส่วนมากไม่พ้นบัณฑิตผู้คร่ำเคร่ง หลี่ซิ่วหนิงใช้เวลาในการอ่านตำราอยู่ถึงสองชั่วยามจึงเดินทางกลับจวน ละแวกนี้มีตลาดขนาดใหญ่ทำให้นางรู้สึกสนใจอยากเดินชม "เราเดินเล่นกันสักหน่อยจึงกลับเถิด" นางชวนจื่อรั่วที่ยืนตัวแข็งมิกล้าขัดใจแต่อยากรีบกลับจวนแล้ว "แต่ว่าใกล้เย็นแล้วนะเจ้าคะ" จื่อรั่วเกรงว่าหากนายท่านรู้ว่าออกมานอกจวนโดยไม่ขออนุญาตอาจมีความผิดถ้าถูกจับได้ ทว่าคุณหนูใหญ่ของนางไม่ฟังเสียงใดเลย ตรงข้ามกลับเดินลิ่วๆ นำหน้าเข้าไปที่ร้านขายปิ่นปักผมเสียแล้ว จื่อรั่ววิ่งตามแทบไม่ทัน คุณหนูใหญ่มักทำสิ่งใดรวดเร็วเช่นนี้เสมอแต่นางก็ไม่ชินเสียที หน้าร้านขายปิ่นปักผมขนาดใหญ่ มีปิ่นหยกสวยงามสะดุดตาชิ้นหนึ่ง หลี่ซิ่วหนิงเอื้อมมือเพื่อหยิบขึ้นมาดู แต่มือใหญ่ของใครบางคนหยิบได้ไวกว่า เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองพบกับฉีหย่งเล่อยืนเคียงคู่จางถิงถิง ในมือของเขาถือปิ่นหยกอันงามเอาไว้ สองหนุ่มสาวมองหลี่ซิ่วหนิงตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ฉีหย่งเล่อแค่นยิ้มออกมาอย่างสมเพช เขาอยากสมน้ำหน้าหลี่ซิ่วหนิงที่พลาดการได้เป็นคู่ครองขององค์รัชทายาทไปอย่างง่ายดาย ส่วนจางถิงถิงที่ยืนชูคอทำตัวสูงส่งราวเทพธิดาปรายตามองนางอย่างเย้ยหยันไม่แพ้กัน "นึกว่าใครที่ไหน แม่นางหลี่นั่นเอง เจ้าช่างกล้าออกมาเดินตลาดในที่คนพลุกพล่านไม่รู้สึกอับอายบ้างหรือ" จางถิงถิงเอ่ยขึ้นพลางชูคอดั่งตัวเองสูงศักดิ์กว่าใคร ช่างแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนยิ่งนัก หลี่ซิ่วหนิงยิ้มแย้มไม่ทุกข์ร้อน "เหตุใดต้องอายด้วยเล่า ในเมื่อข้ามิได้ทำความผิดอันใด" จางถิงถิงเงยหน้าสบตาฉีหย่งเล่อ ยิ้มโปรยเสน่ห์ให้เขา ฝ่ายนั้นก็ตอบสนองได้รวดเร็วเอื้อมมือโอบกระชับเอวบางเข้าแนบชิดตัวยิ้มให้อย่างมีความหมาย หวังให้หลี่ซิ่วหนิงเจ็บปวด เขาอยากให้นางผิดหวังที่สุดในชีวิตอยากให้นางได้รับรู้ว่าในหัวใจของเขาไม่เคยมีใจ ไม่แยแสและนางควรเจียมตัวเลิกตามเซ้าซี้ให้เขารำคาญอับอายประชาชนเสียที แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้มีเพียงแววตานิ่งเฉยดูว่างเปล่าในแบบที่เคยไม่เคยมีมาก่อน เขาสบตาคู่สวยตรงๆ เป็นครั้งแรกที่นางมีสายตาเช่นนี้ให้กับเขา "ปิ่นหยกในมือของท่านข้าต้องการมัน คืนมาให้ข้า" หลี่ซิ่วหนิงทวงปิ่นหยกซึ่งๆ หน้าโดยไม่สนใจว่าบุรุษสตรีที่ยืนอยู่ด้านหน้ากระทำกิริยาเหยียดหยามนางขนาดไหน จางถิงถิงอดไม่ได้ นางอยากได้ปิ่นหยกอันนี้ ยิ่งรู้ว่าหลี่ซิ่วหนิงอยากได้นางยิ่งอยากแย่งมาครอบครองให้ได้ "องค์ชายทรงหยิบขึ้นมาก่อนและต้องการให้ข้าเป็นของขวัญ เจ้ามองหาชิ้นอื่นเถิด อีกอย่างมันเหมาะกับข้ามากกว่า" นางต้องการด่าหลี่ซิ่วหนิงตรงๆ จึงพูดออกมาโดยไม่ยั้งคิด เหมือนต้องการประกาศให้ชาวเมืองรู้ด้วยว่านางคือว่าที่คู่หมั้นคนใหม่ที่จะขึ้นครองตำแหน่งเป็นมเหสีในอนาคต ผู้คนต่างหันมามองการสนทนาของบุคคลทั้งสาม พวกเขาเองก็อยากรู้อยากเห็นว่าหลี่ซิ่วหนิงจะจัดการอย่างไร นางจะอาละวาดหรือฟูมฟายอย่างที่เคยทำ แม้ว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าระอาแต่พวกเขาก็ยังสนใจอยู่ดี "ก็ได้ สิ่งของที่อยู่ในมือคนอื่นแล้วข้าก็ไม่อยากได้ ข้าถือว่ามันมีตำหนิ" นางพูดเน้นให้จางถิงถิงได้ยินชัดเจนก่อนสะบัดตัวเดินไปขึ้นรถม้า จางถิงถิงได้แต่ก้มหน้าอับอายผู้คน ใบหน้าแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้ออกมา ทำให้ฉีหย่งเล่อประคองนางออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ผู้คนต่างซุบซิบตามหลังเบาๆ ว่าช่างไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพิ่งถอนหมั้นนางได้ไม่นานองค์ชายก็ควงสตรีคนใหม่ออกนอกหน้า หลายคนจึงกลับมาเห็นใจหลี่ซิ่วหนิงที่ถูกถอนหมั้นแล้วยังถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีได้ขนาดนี้ ถึงนางจะทำกิริยาไม่ค่อยงามก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดในฐานะคู่หมั้น ส่วนในเวลานี้องค์ชายต่างหากที่ทำไม่ถูกต้องแล้วยังทำร้ายจิตใจนางได้ลงคอ หลี่ซิ่วหนิงเดินผ่าน ผู้คนต่างจับจ้องนางเสียงซุบซิบว่านางถูกองค์ชายถอนหมั้นดังขึ้นให้ได้ยิน จื่อรั่วเกรงว่าคุณหนูใหญ่จะคิดมากจึงเร่งเร้าให้รีบไปขึ้นรถม้าโดยเร็ว ในใจของหลี่ซิ่วหนิงมิได้เสียอกเสียใจเลยแม้แต่น้อย เรื่องแค่นี้นางไม่ยี่หระอยู่แล้ว ในเมื่อมากกว่านี้พวกเขาทั้งคู่ก็เคยกระทำหลี่ซิ่วหนิงนิ่งเงียบมาตลอดทางทำให้จื่อรั่วใจคอไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่กำลังคิดสิ่งใดอยู่ อากัปกิริยาเงียบนิ่งในขณะนี้จื่อรั่วไม่สามารถคาดเดาสิ่งใดได้ นึกเพียงว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อย หลี่จิ้นหยางยืนคอยท่าหลานสาวอยู่หน้าจวน เมื่อได้รู้ว่านางออกไปข้างนอกแล้วยังไม่กลับมา เขาเองก็นึกเป็นห่วงจนไม่สามารถทำสิ่งใดได้ หลี่ซิ่วหนิงมิใช่สตรีแข็งแกร่งเอาเสียเลย เขารู้ดีว่านางบอบบางทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ได้รับรู้เรื่องราวใดบ้าง เขาแน่ใจว่าต้องมีใครสักคนเข้ามาพูดคุยเรื่องการถอนหมั้นให้นางสะเทือนใจเป็นแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวายใจ เสียงรถม้าดังเข้ามาใกล้และจอดหน้าจวนเพียงไม่นานร่างบอบบางก็เดินเข้ามา นางพบผู้เป็นลุงยืนรอด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ส่วนจื่อรั่วก็เอาแต่ก้มหน้าอย่างหวาดหวั่น "ท่านลุงข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ" นางรายงานเพื่อให้เขารู้ว่านางกลับมาอย่างปลอดภัย "คราวหน้าคราวหลังเจ้าต้องการสิ่งใดก็ควรบอกลุงก่อนเข้าใจหรือไม่" เห็นแววตาแสนซื่อจริงใจก็ทำให้หลี่จิ้นหยางดุนางไม่ลง ในเมื่อหลานสาวพบเรื่องหนักหนามามากแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะดุทั้งนายทั้งบ่าวเขาก็ได้แต่บอกให้รีบกลับห้องไปพักผ่อน "จื่อรั่ว" เสียงห้าวดังไล่หลังทำให้จื่อรั่วหยุดเดินแล้วหันกลับทั้งที่ก้มหน้า "เจ้าคะ" นางขานรับเสียงสั่น "ขอบใจที่ดูแลคุณหนูเป็นอย่างดี" เขาเอ่ยขึ้นทำให้จื่อรั่วโค้งคำนับแล้วขอตัวกลับห้องตามคุณหนูใหญ่ไปจางถิงถิงตอนนี้นางมีความสำคัญกับฮ่องเต้ที่สุด อีกไม่ช้าไม่นานอาจมีข่าวดีเกิดขึ้นในเร็ววัน จางจิ้งซื่อภูมิอกภูมิใจหนักหนาที่บุตรสาวต้องพระทัยฮ่องเต้ หากว่าตระกูลจางได้ผูกสัมพันธ์กับฮ่องเต้ที่มีตระกูลหม่าของไท่เฟยผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ผนวกเข้ากับตระกูลจางของเขาที่ไม่น้อยหน้ากัน คราวนี้แคว้นฉีคงมีแต่ความรุ่งโรจน์ เมื่อได้ควบกันได้เมื่อไหร่ตระกูลหลี่ของหลี่จิ้นหยางต้องยอมสยบใต้ฝ่าเท้าเป็นแน่แท้จางจิ้งซื่อกระหยิ่มในใจเพียงแค่คิดเขาก็รอดูความยิ่งใหญ่ของตัวเองแทบกลั้นไว้ไม่ไหวแล้ว ชื่อเสียง อำนาจ ลาภยศสรรเสริญจะต้องหลั่งไหลเข้ามา ผู้คนต้องแซ่ซ้องไปทั่วสารทิศ บารมีแผ่ปกคลุมไปทั่วแว่นแคว้นก็คราวนี้"หลี่จิ้นหยาง ข้าอยากเห็นเจ้าพังพินาศ!"จางจิ้งซื่อกัดฟันกรอดพูดอย่างหมายมาดหากเขาล้มตระกูลหลี่ได้นับว่ายอดเยี่ยมที่สุด เพราะไอ้สวะนั่นขัดขวางความยิ่งใหญ่ของเขาเรื่อยมา มันถูกถีบหัวส่งไปแล้วก็ดีอยู่แล้วไม่รู้ไท่เฟยเอามันกลับมาให้รกลูกตาทำไม!"ท่านพ่อ วันนี้ลูกจะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อยินดีหรือไม่"จางถิงถิงเดินเข้ามาทักทายน้ำเสียงสดใสของคนกำลังมีความรัก เมื่อนางกำลังจะเดินทางเข้าวังหลวง ช
แคว้นฉีมีเมืองในปกครองขนาดเล็กอยู่เมืองหนึ่งที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนักเนื่องจากฮ่องเต้องค์ก่อนไม่ค่อยมีอำนาจถูกควบคุมโดยตระกูลของไท่เฟยองค์ปัจจุบัน การช่วยเหลือหรือดูแลจึงเป็นเรื่องยาก เมืองนี้ถูกปล่อยปะละเลยอย่างมาก อีกนัยหนึ่งทรัพยากรไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ประชาชนอยู่อย่างแร้นแค้นต้องพึ่งพาอาศัยกันเอง เจ้าเมืองเองก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หาความสุขสบายอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นฉีมากกว่า ฟางจิ้ง อดีตพระมเหสีขององค์ฮ่องเต้เมื่อทราบข่าวการสวรรคตนางเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นาางรู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่มีทางเลือกมากนักเมื่อในอดีต จึงตัดสินใจเรื่องต่างๆ เองไม่ค่อยได้ การพลัดพรากไม่ได้ทำให้นางมีความสุขทางใจตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเพียงบุตรชายคนเดียวที่เปรียบเสมือนตัวแทนของเขาให้ดูต่างหน้า ให้นางได้รักได้ห่วงใย จึงคลายความเศร้าโศกลงได้บ้างเพราะต้องการปกป้องบุตรอันเป็นดั่งดวงใจทำให้นางจำใจเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แบกรับความเจ็บปวดไว้แต่เพียงผู้เดียว เรื่องนี้ใช่ว่า'อู๋เจี๋ย'จะไม่รู้ เขาเข้าใจมาตลอดว่ามารดารู้สึกอย่างไร นางทำเพื่อเขาทุกอย่าง เรื่องนี้เขารับรู้มาโดยตลอดว่าต้องออกจากวังหลวง
งานเลี้ยงเสร็จสิ้นลงทุกคนเตรียมตัวไปขึ้นรถม้า เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเดินทางไปยังสถานที่จอดรถม้าของตนเองรวมทั้งหลี่จิ้นหยางและหลี่ซิ่วหนิง นางออกไปทำธุระส่วนตัวจึงมาช้ากว่าผู้เป็นลุงที่รออยู่ด้านนอกแล้ว "ขอแสดงความยินดีที่ท่านแม่ทัพที่ได้กลับมา" เสียงของ จินเฟิง ขุนนางฝ่ายกรมพระคลังทักทายหลี่จิ้นหยาง "ขอบใจ" เขาขอบคุณตามมารยาทสายตามิวายมองหาหลานสาวที่เดินทางมาช้า "หลี่ซิ่วหนิงก็มาด้วยใช่หรือไม่ นางไปไหนเสียล่ะ" จินเฟิงถามขึ้นพร้อมชะโงกมองหา "หากเป็นข้าคงไม่กล้าพานางมางานเลี้ยงด้วยหรอก ท่านไม่เห็นใจหลานสาวบ้างเลยเด็กสาวที่พลาดการแต่งงานกับองค์รัชทายาท ในภายภาคหน้าหากอยากตบแต่งกับใครคงลำบากน่าดู จะมีผู้ใดกล้ารับเข้าตระกูลต่อเล่า" เขาพูดจาถากถางยิ้มเย้ย หลี่จิ้นหยางที่ทุกคนรู้ดีว่าการกลับมารับตำแหน่งแม่ทัพของเขาเป็นเพียงในนามเท่านั้น เพราะความสามารถที่ถดถอยทำให้คนบางคนไม่ได้ยำเกรงเขาอีกต่อไป ตรงกันข้ามกลับขุดปมด้อยของหลานสาวออกมาประจานให้อับอาย "ข้าสอนหลานให้อยู่กับความเป็นจริง หากไม่มีผู้ใดต้องการนางข้าและตระกูลหลี่ก็ยังเป็นที่พึ่งให้นางได้เสมอ อย่าห่วงเลยเจ้าดูแลลูกหลานให้ดีก่
ความยิ่งใหญ่อลังการที่ยากจะพบเห็นได้บ่อย ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อขึ้นพิธีครองราชย์อย่างเป็นทางการ พระสนมตอนนี้มีตำแหน่งไท่เฟย ในขณะที่หลี่จิ้นหยางดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองทัพหลี่ของแคว้นฉี งานรื่นเริงต่อจากนั้นสร้างความครึกครื้นไปทั่วแคว้น เมืองทั้งเมืองตกแต่งด้วยดอกไม้ สวยสดงดงาม ภายในวังหลวงก็มีแต่ความหรูหรา หลี่ซิ่วหนิงกวาดตามองโดยรอบ อืม ต้อนรับฮ่องเต้องค์ใหม่ฟุ่มเฟือยดีจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างประมาณค่ามิได้สำหรับพิธีสำคัญนี้ หลี่จิ้นหยางถูกรุมล้อมไปด้วยบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ เขารู้ดีว่ายามตกต่ำคนเหล่านั้นไม่เคยชายตาแล ยามนี้กลับเข้ามาทักทายพูดคุยอย่างเป็นห่วงเป็นใยยินดีกับเขาหนักหนา จางจิ้งซื่อที่ยืนอยู่อีกฟากมองหลี่จิ้นหยางอยู่ห่างๆ เขาครุ่นคิดบางอย่างที่เกินคาดเดา "แม่ทัพหลี่อย่างนั้นรึ หึ" จางจิ้งซื่อยกจอกสุราขึ้นจิบพลางมองตรงไปยังหลี่จิ้นหยาง การกลับมาของแม่ทัพหลี่พร้อมกองทัพขนาดใหญ่ย่อมทำให้หลายฝ่ายร้อนๆ หนาวๆ เพราะกริ่งเกรงในอำนาจของกองทัพตระกูลหลี่ ทหารเรือนแสนทุกคนล้วนมีฝีมือระดับสูงทั้งสิ้น ชื่อเสียงระบือไกลไปหลายแคว้น ใครๆ ต่างยำเกรง มันเสียอยู่อย่างเดียวคือแม่ทัพผู้นี้ ถึงเขาจะเ
เมื่อมีการผลัดแผ่นดินก็ย่อมมีงานเลี้ยงฉลองตามมา ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อมีรับสั่งให้ประกาศราชโองการออกไปว่า จะมีการเฉลิมฉลองการขึ้นครองบัลลังก์ในเวลาอันใกล้ ทางวังหลวงเร่งจัดการเตรียมงานกันขมีขมัน ทุกส่วนต้องสมบูรณ์สำหรับฮ่องเต้ทรงอยู่ในวัยหนุ่มที่พร้อมสำหรับการครองราชย์อย่างยิ่ง จวนตระกูลหลี่เองก็ตระเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้เช่นกัน หลี่จิ้นหยางเองก็เข้าเฝ้าในฐานะแม่ทัพของกองทัพแคว้นฉี การกลับมารับตำแหน่งในครั้งนี้ทำให้เขามีพลังใจขึ้นมามาก เลือดนักรบในกายพลุ่งพล่านแม้ไร้กำลังต่อสู้ เขาตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะทำหน้าที่แม่ทัพอย่างดีที่สุดหลังจากถูกเพิกเฉยมาเนิ่นนาน จนคิดว่าคงไม่สามารถกลับมารุ่งโรจน์ได้อีกแล้ว ความยินดีปรีเปรมปรากฏบนใบหน้าหลังจากมันห่างหายไปนานหลายปี หลี่จิ้นหยางมั่นใจว่าหากทำดีที่สุดกองทัพหลี่จะไม่มีวันตกต่ำอย่างที่ผ่านมาแน่นอน ชุดออกงานของหลี่ซิ่วหนิงถูกสั่งตัดใหม่ทั้งหมดรวมถึงชุดแม่ทัพของหลี่จิ้นหยางจากช่างตัดเย็บชั้นดีของแคว้นฉี เขาพานางเข้าไปเลือกผ้าและเครื่องประดับที่ร้านมีชื่ออันดับหนึ่งในเมืองนี้เพื่อร่วมงานอันทรงเกียรติ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดีที่สุดเท่านั้น หลี่ซิ่วหนิ
ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักพระสนมจึงเรียกองค์ชายฉีหย่งเล่อเข้าเฝ้า ทุกฝ่ายต่างร้อนใจที่พระองค์มีอาการทรุดลงในเวลาอันรวดเร็ว "ข้าคงไม่ไหวแล้ว เตรียมร่างราชโองการแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่เถิด" ฮ่องเต้รับสั่งกับกงกงให้รีบร่างราชโองการ "แต่ว่า..." กงกงไม่แน่ใจคิดจะแย้ง ขึ้นฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้นห้าม เขาจึงถวายบังคมและออกไปทำตามหน้าที่อย่างไม่เต็มใจนักโดยมีพระสนมนั่งยิ้มไล่หลัง "พระองค์เพียงพักผ่อนให้มากอาการก็ดีขึ้นเพคะ เสวยยาสมุนไพรชั้นดี อาหารบำรุงกำลังให้มากขึ้นก็จะทรงหายเพคะ" พระสนมเอ่ยยิ้มแย้มดูอบอุ่นเป็นอย่างมาก หากเป็นเมื่อก่อนฮ่องเต้คงรู้สึกมีกำลังใจต่อสู้ แต่เวลานี้พระองค์ทรงรู้ดีว่าเป็นอย่างไร "ข้ารู้ตัวดีพระสนม ห่วงแต่เจ้า" ทรงตรัสเสียงบางเบาก่อนเอื้อมพระหัตถ์กุมมือเรียวเอาไว้ สีพระพักตร์ดูกังวล พระสนมยิ้มให้อีกครั้งเอ่ยขึ้นเสียงหนักแน่นเพราะทุกคนออกไปหมดแล้วมีเพียงองค์ชายกับนางเท่านั้น "หม่อมฉันมิเป็นไรเพคะ มีองค์ชายอยู่อย่าทรงเป็นห่วงเลยเพคะ ฝ่าบาทพักผ่อนให้มากๆ ตื่นมาอาการก็ดีขึ้น" พระสนมพูดจบก็ห่มผ้าให้ฮ่องเต้ได้พักผ่อน นางยังไม่ปักใจเชื่อว่าฮ่องเต้มีพระวรกายอ่อนแอลง ถึงทุก







