LOGINความยิ่งใหญ่อลังการที่ยากจะพบเห็นได้บ่อย ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อขึ้นพิธีครองราชย์อย่างเป็นทางการ พระสนมตอนนี้มีตำแหน่งไท่เฟย ในขณะที่หลี่จิ้นหยางดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองทัพหลี่ของแคว้นฉี งานรื่นเริงต่อจากนั้นสร้างความครึกครื้นไปทั่วแคว้น เมืองทั้งเมืองตกแต่งด้วยดอกไม้ สวยสดงดงาม ภายในวังหลวงก็มีแต่ความหรูหรา หลี่ซิ่วหนิงกวาดตามองโดยรอบ อืม ต้อนรับฮ่องเต้องค์ใหม่ฟุ่มเฟือยดีจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างประมาณค่ามิได้สำหรับพิธีสำคัญนี้
หลี่จิ้นหยางถูกรุมล้อมไปด้วยบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ เขารู้ดีว่ายามตกต่ำคนเหล่านั้นไม่เคยชายตาแล ยามนี้กลับเข้ามาทักทายพูดคุยอย่างเป็นห่วงเป็นใยยินดีกับเขาหนักหนา จางจิ้งซื่อที่ยืนอยู่อีกฟากมองหลี่จิ้นหยางอยู่ห่างๆ เขาครุ่นคิดบางอย่างที่เกินคาดเดา "แม่ทัพหลี่อย่างนั้นรึ หึ" จางจิ้งซื่อยกจอกสุราขึ้นจิบพลางมองตรงไปยังหลี่จิ้นหยาง การกลับมาของแม่ทัพหลี่พร้อมกองทัพขนาดใหญ่ย่อมทำให้หลายฝ่ายร้อนๆ หนาวๆ เพราะกริ่งเกรงในอำนาจของกองทัพตระกูลหลี่ ทหารเรือนแสนทุกคนล้วนมีฝีมือระดับสูงทั้งสิ้น ชื่อเสียงระบือไกลไปหลายแคว้น ใครๆ ต่างยำเกรง มันเสียอยู่อย่างเดียวคือแม่ทัพผู้นี้ ถึงเขาจะเคยแข็งแกร่งขนาดไหนแต่ในเวลานี้แม้แต่เด็กยังดูออกว่าเขาไม่สามารถนำกองทัพได้อีก จางจิ้งซื่อมองว่าหลี่จิ้นหยางกำลังใช้ความพยายามที่มากเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จักสละ ไม่รู้จะหวงอำนาจไปถึงเมื่อใดกัน หลี่ซิ่วหนิงมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าได้รับรู้ว่าลุงของนางกำลังถูกจับตามองจากใครบางคนอยู่ คาดว่ามิใช่ความหวังดีสักเท่าใดนัก "เจ้าก็มาด้วยหรือ" จางถิงถิงเดินถือจอกเข้ามาทักทายหลี่ซิ่วหนิง ในเมื่อเวลานี้นางเหนือกว่าหลานสาวแม่ทัพแก่ทุกอย่าง ทำให้จางถิงถิงยืนอกเชิดมองอีกฝ่ายอย่างเย้ยหยัน หลี่ซิ่วหนิงเริ่มรู้ตัวว่าการที่นางยอมมาตลอดเพียงต้องการความสุขสงบ แต่ดูแล้วจางถิงถิงผู้นี้จะได้ใจเกินไปแล้ว นางอาจจะเคยยอมง่ายๆ เพียงเพราะองค์ชายสั่ง ความรักที่มีให้ท่วมท้นทำให้ดวงตามืดบอด แต่ตอนนี้นางมิใช่หลี่ซิ่วหนิงคนเก่าและจางถิงถิงคงยังไม่รู้ฤทธิ์เดชของนาง ถึงได้ยโสโอหังขึ้นเรื่อยๆ ขนาดนี้ ยิ่งตอนนี้มีฮ่องเต้หนุนหลังเต็มที่ ความจองของพองขนยิ่งพอกพูน คราแรกหลี่ซิ่วหนิงพยายามมองข้ามจางถิงถิงแต่เวลานี้คงต้องทบทวนใหม่เสียแล้วเหตุการณ์ปางตายคราวก่อนจางถิงถิงไม่ได้อยู่ในข้อสงสัยแต่ในขณะนี้ไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าไม่มีส่วนร่วม "เจ้ามีธุระกับข้าหรือ" นางถามจางถิงถิงที่ทำหน้ายียวนอยู่ใกล้ๆ ชุดสีชมพูประดับดอกไม้แสนสวยปักด้วยฝีมือปราณีต แต่น่าเสียดายที่ผู้สวมใส่ไม่เหมาะสมกับชุดสวยนี้เลย หลีซิ่วหนิงกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขบขันกับการวางท่าทางสูงส่งราวกับดอกไม้งามบนยอดสูงกว่าผู้ใด จางถิงถิงเปลี่ยนสีหน้าขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจขึ้นมาทันที "เจ้าขำข้ารึ" จางถิงถิงถามอย่างเอาเรื่อง หลี่ซิ่วหนิงมองนางตั้งแต่หัวจดเท้าเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "เปล่า" จากนั้นก็เดินจากไปหากอยู่นานคงต้องเสียอารมณ์กับคนอย่างนี้ทั้งวันแน่ ไม่ว่าย่างกรายไปมุมไหนผู้คนต่างมองนางเป็นตาเดียว หลี่ซิ่วหนิงนับว่าเป็นสตรีเพียงไม่กี่คนที่งดงามในแบบที่เรียกว่างามล่มเมือง แต่รอยยิ้มมีเสน่ห์ก็ยิ่งหาได้ยากนางเองก็ไม่ใช่คนชอบยิ้มแย้ม หากวันใดได้เผยมันออกมาก็ไม่ต่างกับกำลังล่อลวงให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม แม้จางถิงถิงเองยังอิจฉาริษยาหากเทียบกันแล้วนางสู้หลี่ซิ่วหนิงไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว เสียงซุบซิบของคนที่เดินผ่านได้ยินเข้าหูบ้างแต่หญิงสาวหาได้สนใจไม่ ด้วยนิสัยของนางมิได้สนใจเรื่องไร้สาระสักเท่าใดหากเรื่องนั้นไม่มีความสำคัญมากพอ ทุกคนต่างเข้าไปถวายพระพรฮ่องเต้และไท่เฟยเป็นระยะแถวยาวเหยียด ซึ่งหลี่จิ้นหยางจำต้องยืนอยู่ตรงนั้น หลี่ซิ่วหนิงจึงปลีกตัวออกมาจากความอึดอัดด้านใน เดินดูด้านนอกท้องเพราะโรงอย่างสบายใจ แม้จะถูกถอนหมั้นตั้งแต่ฉีหย่งเล่อยังเป็นรัชทายาทก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด บริเวณด้านนอกทุกคนต่างดื่มกินกันอย่างรื่นเริง บ้างก็กำลังเตรียมตัวเพื่อการละเล่นในค่ำคืนนี้ นางมองดูบรรยากาศไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้สนใจสิ่งใดเป็นพิเศษ แต่ผู้ที่มองนางต่างไม่อยากเข้าใกล้เพราะเขาคงรังเกียจพฤติกรรมเดิมๆ ยังไม่หาย จึงมองเหมือนขยะเช่นนี้ "แม่นางหลี่ผู้นี้ควรอยู่ให้ห่าง" "นางกล้ามากที่ออกงานในวันนี้" "ข้าไม่ชอบนางเลย" เสียงกระซิบกระซาบกันพอได้ยินต่างไม่เดินเฉียดเข้าใกล้นาง วีรกรรมและนิสัยเดิมทำให้พวกเขารังเกียจ แม่นางหลี่งามล่มเมืองแต่ไร้ซึ่งความเป็นกุลสตรีที่ดี ลูกหลานบ้านไหนก็ไม่อยากเสวนาด้วย นางมองคนพวกนั้นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเฉยชา พวกเขาไม่มีผลใดต่อชีวิตทั้งสิ้นโชคดีที่นิสัยนักฆ่าที่ติดตัวมา ความเย็นชาทำให้นางไม่แยแสโลก ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรมาก่อนนางก็หาได้ใส่ใจ คิดเพียงปัจจุบันขณะว่ามีความสุขก็เพียงพอแล้ว ช่วงค่ำคืนไฟส่องสว่างไปทั่วบริเวณวังหลวงและรอบนอกแคว้น การแสดงต่างๆ เริ่มต้นขึ้น งานเลี้ยงคืนนี้ทุกคนกินดื่มเต็มที่เพราะอีกไม่กี่ชั่วยามก็ต้องเลิกรากลับสู่เหตุการณ์ปกติ ฮ่องเต้และไท่เฟยเป็นประธานในพิธี อาหารพร้อมเครื่องดื่มหลั่งไหลไปตามโต๊ะต่างๆ ไม่ขาดระยะ ไท่เฟยมองดูหลี่ซิ่วหนิงอยู่ชั่วครู่ใบหน้าและท่าทางสุดสงบของนางบ่งบอกสิ่งใดมิได้เลย อาจเป็นไปได้ว่าสตรีผู้เอาแต่ใจยอมอ่อนข้อลง เพราะถูกถอนหมั้นคราวนี้ความมั่นใจของนางถูกลดทอนลงไปมาก จึงกลายเป็นสตรีธรรมดาไม่เย่อหยิ่งจองหองเหมือนที่ผ่านมา นางเป็นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้เลิกคิดเข้าข้างตัวเองเสียทีว่ามีแต่คนรักใคร่ ซึ่งตามความจริงแล้วมีแต่คนชิงชังเกลียดขี้หน้าจนไม่อยากพูดคุยด้วย เป็นอย่างนี้ก็ดีนะสิ หลี่ซิ่วหนิงแต่ก่อนเคยเป็นหญิงสาวไม่ได้เรื่อง ตอนนี้ก็เป็นเพียงสตรีอ่อนแอไร้พิษสง แม้ว่ากองทัพหลี่จะมีอำนาจมากมายแต่นางคงมิได้สนใจ อีกอย่างนางก็แค่สตรีสวะเท่านั้น สู้รบปรบมือกับใครไม่ได้อยู่แล้ว ไท่เฟยกระตุกยิ้มมุมปากแววตาลุ่มลึกบ่งบอกความนัยชัดเจน ไท่เฟยยังคงมองการละเล่นอย่างอารมณ์ดีในสมองไม่ได้ปล่อยให้ว่างเปล่า มีแผนการมากมายผุดขึ้นมา พระนางยกจอกสุราขึ้นจิบเบาๆ อย่างมิได้รีบร้อน มองดูทั่วงานที่ดูครื้นเครงก็ครึ้มอกครึ้มใจกับบรรยากาศคืนนี้เป็นอันมากหลี่ซิ่วหนิงยังคงอยู่เงียบๆ ตามประสาไม่ได้ออกรบหรือนำทหารไปฟาดฟันเพื่อขยายอำนาจแข่งขันกับฮ่องเต้หรือข่มขู่ถ่วงดุลอำนาจ ไม่ส่งทหารของกองทัพหลี่เข้าควบคุมวังหลวงทั้งที่มีสิทธิ์ นางคิดเพียงเรื่องเดียวคืออยากพบร่างของหลี่จิ้นหยาง ลาภยศสรรเสริญใดบนโลกนางไม่มีความสนใจแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฟางจิ้งเดินทางมายังจวนตระกูลหลี่ขอเข้าพบหลี่ซิ่วหนิง ถึงแม้ว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเพราะตอนนางออกจากแคว้นฉีไปหลี่ซิ่วหนิงยังไม่ถือกำเนิด จึงรู้จักเพียงแม่ทัพหลี่จิ้นหยางเท่านั้น หลี่ซิ่วหนิงต้อนรับฟางจิ้งเป็นอย่างดี หญิงสาวใบหน้างดงาม ผิวพรรณขาวผ่องสดใสสมวัย ดูรูปร่างเล็กบอบบางทว่าจิตใจแข็งแกร่งยิ่งนัก ฟางจิ้งมองเข้าไปในแววตาของหญิงสาวสัมผัสได้ถึงความเศร้าหม่นปนความอ้างว้าง หากไม่สังเกตให้ดีก็ไม่มีทางรู้เลยว่าสตรีวัยสาวแรกแย้มมีความทุกข์ระทมอยู่เต็มเปี่ยม หลี่ซิ่วหนิงยอบกายคารวะอย่างนอบน้อมกิริยาของนางนั้นในสายตาของฟางจิ้ง หลี่จิ้นหยางฝึกมาได้ดีจริงๆ อยู่กับท่านลุงที่เป็นชายชาตรีแต่มีความเป็นกุลสตรีเต็มตัวฟางจิ้งนึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนนางฆ่าฟันศัตรูนั้นมีท่วงท่าเช่นไร อะไรก็ช่างเถิด วันนี้นางก็มาถึงตระกูลหลี่แ
"พาไท่เฟยไปขังคุกใต้ดิน" หลี่ซิ่วหนิงตอกย้ำความเจ็บปวดให้ฉีหย่งเล่อได้รับเหมือนที่นางเคยได้รับ นางเคยเจ็บมากเท่าใดชายโฉดผู้นี้ต้องเจ็บยิ่งกว่าเป็นพันเท่า ไท่เฟยหวีดร้องดิ้นรนอยู่พักใหญ่จึงถูกพาตัวออกไปขังเพื่อรอลงอาญาที่นางจะตัดสินเอง "จะฆ่าข้าแล้วไยต้องทำร้ายแม่ข้า" เขาสาดโคลนความเจ็บแค้นใส่นาง ไม่เหลือความเกรงกลัวอีกต่อไป "เพราะมารดาเจ้าเป็นตัวการใหญ่อย่างไรเล่า" นางรู้มานานแล้วว่าไท่เฟยมีส่วนในทุกๆ เรื่อง ทั้งวางแผนทำลายตะกูลของนาง ชิงอำนาจจากมเหสีองค์ก่อนและอีกนับไม่ถ้วนฉีหย่งเล่อเคียดแค้นทั้งด่าทอทั้งร้องไห้สุดกลั้น เจ็บปวดทั้งกายใจสุดแสนทรมานเกินกว่าคนคนหนึ่งจะทนได้ จางจิ้งเซียนถือกระบี่หมายตัดหัวหลี่ซิ่วหนิง วันนี้เขาจะล้างแค้นให้จางจิ้นซื่อและคนในตระกูล นางต้องได้รับความตายเท่านั้น สัญชาตญาณนักฆ่าทำให้นางนิ่งขึ้นกะทันหันเพื่อเตรียมพร้อม การเคลื่อนไหวรวดเร็วทำให้ทหารตั้งตัวไม่ทัน จางจิ้งเซียนใช้ความแข็งแกร่งว่องไวฆ่าทหารรอบตัวหลี่ซิ่วหนิงตายหมดหวังปลิดชีพนาง "ฉับ!" ดาบแหลมคมฟันฉับลงบนคอของจางจิ้งเซียนก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวนาง อู๋เจี๋ยที่ลอบเข้ามาได้ชิงตัดหัวจางจิ้งเซี
ความเกลียดชังที่สะสมมาตลอดของหลี่ซิ่วหนิงใกล้ระเบิดเต็มที นางเพียงแค่รอทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเท่านั้น ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ล่วงเลยมานานขนาดนี้ยังไร้ข่าวคราว ท่าทางตื่นตระหนกของไท่เฟยและฮ่องเต้ทวีความหวาดกลัวมากขึ้นทุกขณะ เหตุใดทหารที่ถูกสั่งออกไปจึงไม่มาส่งข่าวเสียที เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มใบหน้าของฉีหย่งเล่อ แววตาตื่นกลัวดูเหมือนปิดบังไม่มิด หลี่ซิ่วหนิงไม่อาจรั้งรออีกต่อไป เพราะใบหน้าของฮ่องเต้บ่งบอกทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว "อี้เฉิน!" น้ำเสียงเย็นชาเรียกรองแม่ทัพ "ขณะนี้กบฏได้เข้าไปในเขตวังหลวงแล้วเราต้องตามจับมาลงโทษให้ได้ อารักขาฮ่องเต้กับไท่เฟย! "ขอรับ" "สั่งการลงไป ลากตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาให้หมด ขุดรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!" "รับคำสั่ง!" นางเงยหน้าขึ้นมองบนกำแพงสูงอย่างท้าทาย ความบ้าคลั่งของหลี่ซิ่วหนิงไม่สามารถหยุดยั้งได้ แม้แต่กำแพงวังนางก็พังมันลงได้ทุกเมื่อหากต้องการ ฉีหย่งเล่อใจสั่นสะท้านไม่รู้กี่รอบแล้ว ครั้งนี้ยิ่งหนักขึ้นในเมื่อตอนนี้หลี่ซิ่วหนิงกำลังควบม้าใกล้ประตูวังหลวงเข้ามาทุกที ไม่มีผู้ใดยับยั้งนางได้อีกแล้ว วันนี้นางจะแสดง
ถึงแม้หลักฐานพวกนี้ถูกเปิดเผยก็คงไม่มีประโยชน์ใด ฮ่องเต้ไม่มีทางลงโทษขุนนางของเขา ตรงกันข้ามยิ่งจะกดดันตระกูลหลี่หาทางลงโทษหลี่จิ้นหยางแทน แต่หลี่ซิ่วหนิงได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าแต่หลี่ซิ่วหนิงได้ใช้มันอย่างคุ้มค่ากับสิ่งที่คนพวกนี้สมควรได้รับ สิ่งที่หลี่จิ้นหยางไม่กล้าทำนางจะทำแทนเอง ความน่ารังเกียจที่คนก่นด่าสาปแช่งนางไม่เคยแยแสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แค่มันมีประโยชน์ต่อตระกูลหลี่ก็เพียงพอ นางจะใช้วิธีนี้บังคับฮ่องเต้คืนหลี่จิ้นหยางมาให้ได้ ขุนนางค่อยๆ สิ้นลมตามกันไปทีละคนแทบจะหมด หน้าประตูวังถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม บรรยากาศตึงเครียด กลิ่นอายของความตายแผ่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ฮ่องเต้หนุ่มใบหน้าเขียวคล้ำเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเครียด ศักดิ์ศรีของฮ่องเต้ถูกหลี่ซิ่วหนิงเหยียบย่ำซ้ำไปซ้ำมาจนไม่มีชิ้นดี เวลานี้ความสามารถในการต้านทานกองทัพหลี่ไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว ในเวลานี้นางต้องการบีบบังคับให้ฮ่องเต้สละราชบัลลังก์เสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้เขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก จางถิงถิงที่ยังสะอื้นร้องไห้อย่างหนักทั้งโกรธแค้นนางขยะผู้นี้ ในเวลานี้นางอยากฉีกร่างของหลี่ซิ่วหนิงออกเป็นชิ้นให้สาสมกับที่มันทำกั
ฉีหย่งเล่อมองไปยังเบื้องหน้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตอนนี้ผู้ใดกันกล้าจุดพลุเรียกกองทัพหลี่ออกมา เป็นที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่กองทัพหลี่รวมตัวมันไม่เคยมีเรื่องเล็กเลย ยาวนานกี่ปีแล้วที่ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น หากหลี่จิ้นหยางไม่หายตัวไปหลี่ซิ่วหนิงก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องท่านลุงของนางรับรองได้เลยว่ามันต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสมที่สุด คนสั่งฆ่าคงไม่ใช่พวกขุนนางหรือใครทั้งนั้น ในตอนนี้นางเล็งเป้าหมายไปที่คนผู้เดียว จินมู่เหยียนที่ยืนตะลึงเนื้อตัวสั่นเทากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าต้องพบกับหายนะเช่นนี้ เขาคอยเฝ้าสังเกตการณ์หลังล่อหลี่จิ้นหยางออกไปแล้ว ในใจได้แต่หวังว่าอย่าให้ใครจับตัวได้ ฟึ่บ! ยังคิดไม่ทันจบแขนสองข้างก็ถูกตรึงเอาไว้แน่น จินมู่เหยียนถูกชายร่างใหญ่สองคนจับเอาไว้แล้วลากตัวเข้าไปในจวนตระกูลหลี่ ถูกบังคับให้คุกเข่าเยี่ยงนักโทษประหาร แววตาอาฆาตแผ่รัศมีแห่งความตายกระทบผิวกายทำให้เขาตัวแข็งทื่อหญิงสาวที่เขาเคยคิดล่อลวงตอนนี้ต่างกันราวกับเป็นคนละคน "แม่ทัพหลี่อยู่ที่ไหน" เสียงอี้เฉินตะคอก มือหนาใหญ่ค
ลู่จิวขอเข้าพบหลี่ซิ่วหนิงที่จวนและได้รับอนุญาตเพราะนางแจ้งทหารหน้าจวนเอาไว้แล้ว "นายท่านบอกว่าแม่นางไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้สุขสบายดีและยังไม่ออกมาง่ายๆ" เขาเผลอเล่าให้นางฟังมากเกินกว่าที่ต้องการจะพูดตั้งแต่แรก "เขาไม่อยากออกจากคุก นี่มันบ้าไปแล้ว" นางแย้งขึ้น ลู่จิวจึงอธิบายได้เพียงสั้นๆเท่านั้นก็ขอตัวลากลับทิ้งความสงสัยให้นางได้ครุ่นคิด ลู่จิวบอกว่าอู๋เจี๋ยกำชับให้นางดูแลตัวเองให้ดี ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจถึงข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี จางจิ้งเซียนต้องการล้างแค้นนาง! ค่ำคืนที่เงียบสงบในขณะที่แม่ทัพหลี่กำลังพูดคุยธุระกับอี้เฉิน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นกะทันหัน อี้เฉินเปิดประตูออกมาเจอทหารหน้าจวนทำหน้าตาตื่นพลางชี้ไปด้านหน้าของจวน หลี่จิ้นหยางและอี้เฉินรีบเดินออกไปพบกับจินมู่เหยียนและทหารอีกกลุ่มหนึ่งถือคบเพลิงสว่างไสวเป็นวงกว้าง จินมู่เหยียนถลาคุกเข่าลงสายตาตื่นตระหนก "เรียนท่านแม่ทัพ ข้าได้รับบัญชาจากฝ่าบาทให้ไปสืบสวนคดีทุจริตของตระกูลเกอ แต่ว่าเมื่อข้าไปถึงพวกเขาก็ถูกฆ่ายกจวนข้าเข้าตรวจสอบพบว่ามีคนข้างในถูกฆ่าตายเป็นสิบคนแล้ว จึงรีบมาแจ้งท่านนำกำลังทหารเข้าไปช่วยเขาขอรับ
วังหลวงแคว้นฉี ฉีหย่งเล่อ องค์ชายซึ่งเป็นโอรสของฮ่องเต้ฉีหวังเล่ยกับสนมเอก หม่าซือเสียน บุรุษในวัยยี่สิบชันษาผู้มีอุปนิสัยหยิ่งทะนง กำลังศึกษาวิชาการทางด้านบู๊ด้านบุ๋นเพื่อสืบทอดบัลลังก์มังกรอันสูงส่ง เขาเป็นทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว จึงต้องทำหน้าที่รัชทายาทและเตรียมการขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากฮ่
มวลนกน้อยใหญ่ส่งเสียงดังหวีดหูปลุกให้ทุกชีวิตตื่นขึ้นเมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ หลี่ซิ่วหนิงลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากหลับใหลไปนานจนเต็มอิ่ม นางใคร่ครวญถึงเหตุการณ์เมื่อคืนพร้อมทบทวนความทรงจำต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลี่ซิ่วหนิง ชื่อเดียวกันได้จบชีวิตลงจากการถูกหักหลังของเพื่อนที่เคยไว้ใจมากที่สุด เธอขอให้ช่
ด้านนอกของห้องมีเสียงคนพูดคุยกันเบาๆ แต่ก็เล็ดลอดให้พอได้ยินบ้าง นางรู้สึกว่าที่นี่มีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เสียงนั้นช่างฟังแปร่งหูจับใจความอะไรไม่ได้เลย "ข้าวต้มมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่" เสียงของบ่าวรับใช้ดังขึ้นทำลายเสียงอื่นๆ รอบข้างเพราะนางอยู่ใกล้กว่า 'จื่อรั่ว' สตรีใบหน้าจิ้มลิ้มส่งเสีย
ชายป่าแคว้นฉี... ความเงียบสงัดในเขตป่าลึกดูวังเวงแม้เป็นช่วงเวลากลางวัน ร่างบอบบางในชุดอาภรณ์สีฟ้าอ่อนฉาบระบายไปด้วยเลือดสีแดงสด นอนคว่ำหน้าแน่นิ่งคล้ายไร้ลมหายใจ หญิงสาวเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ รู้สึกราวกับร่างกายแหลกละเอียดเป็นผุยผง มันทั้งเจ็บปวดแสนทรมานเกินกว่าสตรีอ่อนแอคนหนึ่งจะทนไหว นางหยัดกายขึ







