FAZER LOGINวังหลวงแคว้นฉี
ฉีหย่งเล่อ องค์ชายซึ่งเป็นโอรสของฮ่องเต้ฉีหวังเล่ยกับสนมเอก หม่าซือเสียน บุรุษในวัยยี่สิบชันษาผู้มีอุปนิสัยหยิ่งทะนง กำลังศึกษาวิชาการทางด้านบู๊ด้านบุ๋นเพื่อสืบทอดบัลลังก์มังกรอันสูงส่ง เขาเป็นทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว จึงต้องทำหน้าที่รัชทายาทและเตรียมการขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ที่มีอาการป่วยหนักหลังจากการหมั้นขององค์ชายและหลี่ซิ่วหนิง ฮ่องเต้เปรียบเสมือนผู้ไร้ความสามารถ ทรงประชวรและบรรทมเพียงในห้องส่วนพระองค์มิได้ออกว่าราชการใดๆ นับตั้งแต่องค์ชายฉี่หย่งเล่อมีพระชนมายุสิบเจ็ดชันษา เนื่องด้วยมารดาของเขามาจากตระกูลใหญ่ทรงอำนาจในวังหลวง จึงสามารถผลักดันได้ไม่ยาก ทว่าถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่เคยแต่งตั้งเป็นพระมเหสี หลังจากที่อัครมเหสีองค์ก่อนได้พาบุตรชายคนเดียวที่ถูกส่งออกไปอยู่ขอบชายแดนเมื่อยี่สิบสองปีก่อนจากคำทำนายของปุโรหิตว่า องค์รัชทายาทเกิดในช่วงของฤกษ์ดาวโจรส่งผลต่อแคว้นฉีต้องล่มสลายในอนาคตจากน้ำมือของรัชทายาทองค์นี้ เมื่อเติบโตขึ้นเขาจะก่อกบฏ เข่นฆ่าผู้คนมีจิตวิปริตฆ่าพ่อแม่พี่น้องและต้องโทษประหารในที่สุดถึง เก้าชั่วโคตร เว้นเสียแต่ว่าจะถอดยศออกเป็นเพียงสามัญชนไร้ซึ่งอำนาจจึงจะพอช่วยได้ มิเช่นนั้นก็สังหารเสียตั้งแต่แบเบาะเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทำให้พระมเหสีฟางจิ้งจำต้องพาโอรสระหกระเหินออกไปอยู่ในที่ห่างไกลเพื่อรักษาชีวิตของเขาให้พ้นจากการถูกเข่นฆ่าจากฝ่ายตรงข้าม จากนั้นมาฉีหย่งเล่อก็ถูกแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทแทน ถึงแม้พระมเหสีจะรับรู้ความไม่ชอบมาพากลในราชสำนักพอสมควร แต่ด้วยตระกูลหม่าของพระสนมเอกยิ่งใหญ่กว่าตระกูลฟางของนาง จึงทำให้ตำแหน่งพระมเหสีและองค์รัชทายาทตัวจริงสั่นคลอน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นอุบายของขุนนางกังฉินหลายคนร่วมมือกันกำจัดนางกับพระโอรส ด้วยความเป็นแม่ที่เห็นชีวิตลูกสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดนางจึงเลือกสละตำแหน่งและจากไปพร้อมกับโอรสองค์น้อยในตอนนั้น ฮ่องเต้เองก็ครองตำแหน่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับฐานะของตนเองตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าทรงคิดทำสิ่งใดมักมีพระสนมเอกคอยช่วยรับฟังและจัดการอยู่เสมอ นางเข้ามาดูแลแทนพระมเหสีหลากหลายหน้าที่มากขึ้น แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งที่ต้องการเสียที เพราะฮ่องเต้ไม่มีพระประสงค์แต่งตั้งตำแหน่งพระมเหสีอันทรงเกียรติ ยังคงว่างไว้มาตลอดนับตั้งแต่ฟางจิ้งจากไป แม้ว่านางจะคอยเอาอกเอาใจฮ่องเต้จนสุดความสามารถก็ยังไม่ต้องพระทัยทำให้ไม่เคยประสบผลสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว "หากอยากไปเยี่ยมหลี่ซิ่วหนิงเจ้าก็ไปได้ข้ามิได้ห้าม" พระสนมเอกเอ่ยขึ้นกับองค์ชายระหว่างนั่งจิบชาด้วยกันเพียงลำพังในห้องส่วนตัวของนาง ฉีหย่งเล่อเมินหน้าไปอีกทาง แววตาของเขาดูจริงจังคมลึกคล้ายกับซ่อนเรื่องราวบางอย่างไว้ในนั้น สตรีไร้ยางอายที่เขาเกลียดแสนเกลียดนอกจากเขาไม่เคยมีใจให้นางแล้วยังสานสัมพันธ์กับจางถิงถิง บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีอย่างลึกซึ้งอีกด้วย หลี่ซิ่วหนิงที่คอยติดตามวนเวียนไม่เลิกทำให้เขาทั้งรำคาญและชิงชัง คนเหลวไหลเช่นนางมีสิ่งใดเทียบจางถิงถิงได้บ้าง แต่หากเพิกเฉยอยู่เช่นนี้คงเป็นเรื่องน่าเกลียดเกินไป ในเมื่อตอนนี้ทางวังหลวงและตระกูลหลี่ก็เป็นมิตรไมตรีต่อกัน ราชสำนักยังคงพึ่งพากองทัพหลี่ในการปกป้องแคว้น หากเขาบุ่มบ่ามทำเรื่องใดตามใจตนเองมากเกินไปคงเป็นเรื่องไม่ค่อยดีนัก ฉีหย่งเล่อหันหน้ากลับมามองมารดาพร้อมอมยิ้มเล็กน้อย "พะยะค่ะท่านแม่ วันพรุ่งนี้ลูกจะไปจวนตระกูลหลี่" สนมหม่าซือเสียนพยักหน้ายิ้มพึงพอใจที่องค์ชายยังคงเชื่อฟังและเกรงใจ มิทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง "คารวะองค์ชาย" หลี่จิ้นหยางทำความเคารพด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม ปีติที่เห็นฉีหย่งเล่อเดินทางมาถึงจวนด้วยตัวเองพร้อมกับองครักษ์สี่นาย มองเลยไปด้านหลังเขาต้องประหลาดใจที่เห็นจางถิงถิงยืนอยู่ด้านหลัง นางมีสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่น้อมตัวทำความเคารพผู้อาวุโสอย่างแม่ทัพหลี่เลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจสาวน้อยตรงหน้ามากไปกว่าองค์ชาย ที่นับได้ว่าเป็นแขกคนสำคัญของตระกูลหลี่ในเวลานี้ พลางคิดไปว่าหลี่ซิ่วหนิงคงยินดีปรีดายิ่งหากนางได้ทราบข่าวมงคลนี้ "กระหม่อมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์ชายเสด็จมาเยี่ยมหนิงเอ๋อร์พะยะค่ะขอบพระทัยที่ทรงเมตตา" หลี่จิ้นหยางได้สนทนากับองค์ชายเพียงครู่เดียวจึงเชิญเข้าไปพบหลี่ซิ่วหนิง ส่วนเขากลับไปทำธุระที่คั่งค้างต่อ ปล่อยให้หนุ่มสาวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันน่าจะเหมาะกว่าถึงอย่างไรก็มีบริวารมากมายมิได้อยู่กันเพียงลำพัง ฉีหย่งเล่อปลีกตัวไปยังเรือนของหลี่ซิ่วหนิงเขาเองก็อยากรู้ให้ประจักษ์กับตาว่าข่าวลือต่างๆ จริงเท็จเช่นไร นึกขุ่นเคืองในใจไม่น้อยที่นางมีสภาพเช่นนี้ ทำให้เขาลำบากงดเว้นงานราชกิจมากมายเพื่อมาดูอาการทุเรศของหญิงขยะ พลันความคิดหนึ่งวูบเข้ามาในหัว หากนางพิกลพิการสติเลอะเลือนตามที่คนเล่าลือกันเขาก็มีโอกาสนำเรื่องนี้ขึ้นทูลฮ่องเต้เพื่อขอถอนหมั้นคงมิใช่เรื่องยาก ใครเล่าอยากจะครองคู่กับคนบ้า หากเขาไม่สลัดนางทิ้งตอนนี้เสียแล้วในภายภาคหน้าคงทำไม่ได้อีกเป็นแน่ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนก้าวเข้าประตูเรือนโดยมีจางถิงถิงเดินตามหลังส่วนเหล่าองครักษ์ยืนคอยอารักขาด้านนอก "คารวะองค์ชาย" จื่อรั่วยอบกายทำความเคารพสายตาเหลือบเห็นสตรีงดงามอีกคนที่ยืนด้านหลังทำให้นางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ยิ่งเมื่อเห็นองค์ชายหันไปชักชวนให้นั่งลงบนเก้าอี้ที่จัดไว้ทำให้จื่อรั่วหัวใจหล่นวูบที่ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันเกินจินตนาการได้ "คุณหนูของเจ้าไปไหนเสียล่ะ ให้แขกมานั่งรอช่างกล้าเสียมารยาท" ฉีหย่งเล่อนั่งยืดหลังตรงเอ่ยตำหนิอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ หลี่ซิ่วหนิงแต่งตัวเสร็จพอดีนางจึงเดินออกมาจากหลังฉากกั้นท่วงท่าดูสง่าผ่าเผย นางก้าวเข้ามายืนใกล้ทั้งคู่ด้วยกิริยานิ่งสงบ ฉีหย่งเล่อตะลึงไปชั่วครู่ สตรีตรงหน้ายังดูสุขสบายดีไม่ได้เหมือนข่าวลือแม้แต่น้อยมันผู้ใดบังอาจหลอกลวงเบื้องสูงกัน หรือจะเป็นอุบายของนางหลอกล่อเขามาที่นี่เพื่อเรียกร้องความสนใจ สตรีเจ้าเล่ห์ ฉีหย่งเล่อกำหมัดแน่นกับความคิดของตนเอง เขามองนางด้วยแววตาสุดเกลียดชังขบบดกรามเป็นสันนูนด้วยกำลังควบคุมอารมณ์เอาไว้ให้แนบเนียนที่สุด "องค์ชายมีธุระสำคัญใดเพคะ ถึงขนาดมาจวนตระกูลหลี่ด้วยตัวเอง" หลี่ซิ่วหนิงเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังยืนอยู่เว้นระยะห่างพอสมควรโดยไม่ทำความเคารพ ไม่นั่งเก้าอี้ที่จื่อรั่วจัดไว้ให้ "เจ้าคงความจำเลอะเลือนแล้วสินะ แม้แต่กิริยามารยาทยังหาไม่เจอ อ่อ ปกติเจ้าก็มีน้อยอยู่แล้ว หึ" เขาเอ่ยพลางแค่นเสียง แววตาคมกล้ากำลังตำหนินางต่อหน้าบ่าวไพร่จงใจหักหน้าโดยตรง "หม่อมฉันจะมีมารยาทกับคนที่สมควรได้รับเท่านั้น องค์ชายมาที่นี่เพื่อสืบข่าวใดหรือมาดูว่าข้าพิการเป็นคนบ้าอย่างที่คนกล่าวหาเช่นนั้นหรือ" นางพูดขึ้นไม่ไว้หน้าทำให้องค์ชายฉี่หย่งเล่อยิ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หลี่ซิ่งหนิงไม่เคยหยาบคายกับเขาเหตุใดครั้งนี้นางถึงได้โอหังนัก "หลี่ซิ่วหนิง เจ้ามันไร้ยางอาย ข้ามาเยี่ยมเยียนแล้วเจ้ายังไม่สำนึก น่าละอายแทนตระกูลหลี่ที่มีทายาทกักขฬะอย่างเจ้าจริงๆ" เขาขึ้นเสียงใส่นางหาได้เกรงกลัวใครไม่ตั้งแต่ไหนแต่ไรหลี่ซิ่วหนิงยอมเขามาตลอด ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองยามทำให้โมโห ดูครั้งนี้สินางยืนพูดกับราชวงศ์ที่เป็นถึงองค์รัชทายาทได้อย่างไร "เจ้าควรนั่งลงพูดกับองค์ชายจะดีกว่าและควรสุภาพกว่านี้ ทำอย่างกับว่าตระกูลหลี่ไร้ค่าไม่ได้รับการอบรมให้เป็นสตรีที่ดีเสียอย่างนั้น" เสียงแหลมของจางถิงถิงสอดแทรกขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ยคล้ายสั่งสอนนาง ตบท้ายด้วยการเหน็บแนมเหยียดหยามถึงตระกูลของนางหลี่ซิ่วหนิงนั่งลงช้าๆ โดยไม่ทุกข์ร้อนเพื่อตัดความรำคาญ จางถิงถิงยิ้มอย่างพึงพอใจที่คำพูดของตัวเองทำให้นางยอมได้ ฉีหย่งเล่อหันไปมองจางถิงถิงพยักหน้าเล็กน้อย เขาเองก็รู้สึกดีที่เลือกคนไม่ผิด จางถิงถิงใช้คำพูดได้ดีมากทำให้หลี่ซิ่วหนิงยอมสยบได้ "มีเรื่องใดก็ว่ามา" หลี่ซิ่วหนิงพูดขึ้นเสียงห้วน นางไม่ชอบคนพูดเยิ่นเย้อให้รำคาญใจโดยเฉพาะกับหญิงชายคู่นี้ "ข้าแค่มาดูว่าเจ้าหายดีหรือยัง" "นึกว่ามาดูว่าข้าตายโหงหรือยัง" นางต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย "เหลวไหล! อย่าบังอาจประชดข้า หากเจ้าตายคงไม่มีข่าวลือเล็ดลอดไปถึงหูของข้าเจ้ามันไม่มีสมอง ข้างดเว้นราชกิจมาถึงจวนตระกูลหลี่นับว่าเสียสละมากพอแล้ว ยังปากดีไม่เลิกถือว่ามีฮ่องเต้ถือหางหรือถือดีว่าลุงของเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ถึงจองหองได้ขนาดนี้" ฉีหย่งเล่อหมดความอดทนที่เขาเก็บซ่อนมายาวนาน พ่นคำสบถใส่นางไม่หยุดหย่อน "ทั้งสองเรื่อง" นางโต้ตอบโดยไม่สะทกสะท้านจะว่ากำลังยียวนแต่แววตากลับเย็นชาเหมือนคนไม่มีความรู้สึกพิเศษใดแล้ว "หลี่ซิ่วหนิง!" ฉีหย่งเล่อยืนขึ้นชี้หน้านางอย่างเหลืออดเต็มที ผู้หญิงอะไรไร้ยางอายที่สุด "จื่อรั่ว ส่งแขก!" พูดจบนางก็เมินหน้าเดินสะบัดเข้าห้องนอนที่อยู่ด้านในไม่สนใจว่าใครจะเป็นตายร้ายดี ปล่อยให้คนข้างนอกยืนโกรธหน้าดำหน้าแดงที่ถูกตอกกลับให้อับอายบ่าวไพ่รอบข้าง องค์ชายหันหลังกระแทกเท้าออกไปขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดสิ่งใดต่อพร้อมกับจางถิงถิงวิ่งตามออกไปแทบไม่ทัน "พระทัยเย็นไว้เพคะ นางคงยังไม่หายดีอาจจะไม่สบายกายไม่สบายใจถึงได้เสียมารยาทกับองค์ชายเช่นนี้" จางถิงถิงเอื้อมมือกุมมือใหญ่เอาไว้นิ่ง ไม่อยากเห็นเขาอารมณ์ร้ายกับคนต่ำทรามเช่นหลี่ซิ่วหนิง ฉีหย่งเล่อมองนางด้วยแววตารักใคร่พลางยิ้มตอบ "ข้าเชื่อเจ้าถิงเอ๋อร์ เจ้าคือคนเดียวที่เข้าใจข้า" เขาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงละมุนยกแขนขึ้นดึงนางเข้ามากอดไว้แนบชิด จางถิงถิงเองก็ยินยอมพร้อมใจขยับกายซบใบหน้าลงบนอกแกร่งอย่างฉอเลาะ เอาอกเอาใจหวังให้องค์ชายอารมณ์สงบลงจางถิงถิงตอนนี้นางมีความสำคัญกับฮ่องเต้ที่สุด อีกไม่ช้าไม่นานอาจมีข่าวดีเกิดขึ้นในเร็ววัน จางจิ้งซื่อภูมิอกภูมิใจหนักหนาที่บุตรสาวต้องพระทัยฮ่องเต้ หากว่าตระกูลจางได้ผูกสัมพันธ์กับฮ่องเต้ที่มีตระกูลหม่าของไท่เฟยผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ผนวกเข้ากับตระกูลจางของเขาที่ไม่น้อยหน้ากัน คราวนี้แคว้นฉีคงมีแต่ความรุ่งโรจน์ เมื่อได้ควบกันได้เมื่อไหร่ตระกูลหลี่ของหลี่จิ้นหยางต้องยอมสยบใต้ฝ่าเท้าเป็นแน่แท้จางจิ้งซื่อกระหยิ่มในใจเพียงแค่คิดเขาก็รอดูความยิ่งใหญ่ของตัวเองแทบกลั้นไว้ไม่ไหวแล้ว ชื่อเสียง อำนาจ ลาภยศสรรเสริญจะต้องหลั่งไหลเข้ามา ผู้คนต้องแซ่ซ้องไปทั่วสารทิศ บารมีแผ่ปกคลุมไปทั่วแว่นแคว้นก็คราวนี้"หลี่จิ้นหยาง ข้าอยากเห็นเจ้าพังพินาศ!"จางจิ้งซื่อกัดฟันกรอดพูดอย่างหมายมาดหากเขาล้มตระกูลหลี่ได้นับว่ายอดเยี่ยมที่สุด เพราะไอ้สวะนั่นขัดขวางความยิ่งใหญ่ของเขาเรื่อยมา มันถูกถีบหัวส่งไปแล้วก็ดีอยู่แล้วไม่รู้ไท่เฟยเอามันกลับมาให้รกลูกตาทำไม!"ท่านพ่อ วันนี้ลูกจะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อยินดีหรือไม่"จางถิงถิงเดินเข้ามาทักทายน้ำเสียงสดใสของคนกำลังมีความรัก เมื่อนางกำลังจะเดินทางเข้าวังหลวง ช
แคว้นฉีมีเมืองในปกครองขนาดเล็กอยู่เมืองหนึ่งที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนักเนื่องจากฮ่องเต้องค์ก่อนไม่ค่อยมีอำนาจถูกควบคุมโดยตระกูลของไท่เฟยองค์ปัจจุบัน การช่วยเหลือหรือดูแลจึงเป็นเรื่องยาก เมืองนี้ถูกปล่อยปะละเลยอย่างมาก อีกนัยหนึ่งทรัพยากรไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ประชาชนอยู่อย่างแร้นแค้นต้องพึ่งพาอาศัยกันเอง เจ้าเมืองเองก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หาความสุขสบายอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นฉีมากกว่า ฟางจิ้ง อดีตพระมเหสีขององค์ฮ่องเต้เมื่อทราบข่าวการสวรรคตนางเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นาางรู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่มีทางเลือกมากนักเมื่อในอดีต จึงตัดสินใจเรื่องต่างๆ เองไม่ค่อยได้ การพลัดพรากไม่ได้ทำให้นางมีความสุขทางใจตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเพียงบุตรชายคนเดียวที่เปรียบเสมือนตัวแทนของเขาให้ดูต่างหน้า ให้นางได้รักได้ห่วงใย จึงคลายความเศร้าโศกลงได้บ้างเพราะต้องการปกป้องบุตรอันเป็นดั่งดวงใจทำให้นางจำใจเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แบกรับความเจ็บปวดไว้แต่เพียงผู้เดียว เรื่องนี้ใช่ว่า'อู๋เจี๋ย'จะไม่รู้ เขาเข้าใจมาตลอดว่ามารดารู้สึกอย่างไร นางทำเพื่อเขาทุกอย่าง เรื่องนี้เขารับรู้มาโดยตลอดว่าต้องออกจากวังหลวง
งานเลี้ยงเสร็จสิ้นลงทุกคนเตรียมตัวไปขึ้นรถม้า เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างเดินทางไปยังสถานที่จอดรถม้าของตนเองรวมทั้งหลี่จิ้นหยางและหลี่ซิ่วหนิง นางออกไปทำธุระส่วนตัวจึงมาช้ากว่าผู้เป็นลุงที่รออยู่ด้านนอกแล้ว "ขอแสดงความยินดีที่ท่านแม่ทัพที่ได้กลับมา" เสียงของ จินเฟิง ขุนนางฝ่ายกรมพระคลังทักทายหลี่จิ้นหยาง "ขอบใจ" เขาขอบคุณตามมารยาทสายตามิวายมองหาหลานสาวที่เดินทางมาช้า "หลี่ซิ่วหนิงก็มาด้วยใช่หรือไม่ นางไปไหนเสียล่ะ" จินเฟิงถามขึ้นพร้อมชะโงกมองหา "หากเป็นข้าคงไม่กล้าพานางมางานเลี้ยงด้วยหรอก ท่านไม่เห็นใจหลานสาวบ้างเลยเด็กสาวที่พลาดการแต่งงานกับองค์รัชทายาท ในภายภาคหน้าหากอยากตบแต่งกับใครคงลำบากน่าดู จะมีผู้ใดกล้ารับเข้าตระกูลต่อเล่า" เขาพูดจาถากถางยิ้มเย้ย หลี่จิ้นหยางที่ทุกคนรู้ดีว่าการกลับมารับตำแหน่งแม่ทัพของเขาเป็นเพียงในนามเท่านั้น เพราะความสามารถที่ถดถอยทำให้คนบางคนไม่ได้ยำเกรงเขาอีกต่อไป ตรงกันข้ามกลับขุดปมด้อยของหลานสาวออกมาประจานให้อับอาย "ข้าสอนหลานให้อยู่กับความเป็นจริง หากไม่มีผู้ใดต้องการนางข้าและตระกูลหลี่ก็ยังเป็นที่พึ่งให้นางได้เสมอ อย่าห่วงเลยเจ้าดูแลลูกหลานให้ดีก่
ความยิ่งใหญ่อลังการที่ยากจะพบเห็นได้บ่อย ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อขึ้นพิธีครองราชย์อย่างเป็นทางการ พระสนมตอนนี้มีตำแหน่งไท่เฟย ในขณะที่หลี่จิ้นหยางดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองทัพหลี่ของแคว้นฉี งานรื่นเริงต่อจากนั้นสร้างความครึกครื้นไปทั่วแคว้น เมืองทั้งเมืองตกแต่งด้วยดอกไม้ สวยสดงดงาม ภายในวังหลวงก็มีแต่ความหรูหรา หลี่ซิ่วหนิงกวาดตามองโดยรอบ อืม ต้อนรับฮ่องเต้องค์ใหม่ฟุ่มเฟือยดีจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างประมาณค่ามิได้สำหรับพิธีสำคัญนี้ หลี่จิ้นหยางถูกรุมล้อมไปด้วยบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ เขารู้ดีว่ายามตกต่ำคนเหล่านั้นไม่เคยชายตาแล ยามนี้กลับเข้ามาทักทายพูดคุยอย่างเป็นห่วงเป็นใยยินดีกับเขาหนักหนา จางจิ้งซื่อที่ยืนอยู่อีกฟากมองหลี่จิ้นหยางอยู่ห่างๆ เขาครุ่นคิดบางอย่างที่เกินคาดเดา "แม่ทัพหลี่อย่างนั้นรึ หึ" จางจิ้งซื่อยกจอกสุราขึ้นจิบพลางมองตรงไปยังหลี่จิ้นหยาง การกลับมาของแม่ทัพหลี่พร้อมกองทัพขนาดใหญ่ย่อมทำให้หลายฝ่ายร้อนๆ หนาวๆ เพราะกริ่งเกรงในอำนาจของกองทัพตระกูลหลี่ ทหารเรือนแสนทุกคนล้วนมีฝีมือระดับสูงทั้งสิ้น ชื่อเสียงระบือไกลไปหลายแคว้น ใครๆ ต่างยำเกรง มันเสียอยู่อย่างเดียวคือแม่ทัพผู้นี้ ถึงเขาจะเ
เมื่อมีการผลัดแผ่นดินก็ย่อมมีงานเลี้ยงฉลองตามมา ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อมีรับสั่งให้ประกาศราชโองการออกไปว่า จะมีการเฉลิมฉลองการขึ้นครองบัลลังก์ในเวลาอันใกล้ ทางวังหลวงเร่งจัดการเตรียมงานกันขมีขมัน ทุกส่วนต้องสมบูรณ์สำหรับฮ่องเต้ทรงอยู่ในวัยหนุ่มที่พร้อมสำหรับการครองราชย์อย่างยิ่ง จวนตระกูลหลี่เองก็ตระเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้เช่นกัน หลี่จิ้นหยางเองก็เข้าเฝ้าในฐานะแม่ทัพของกองทัพแคว้นฉี การกลับมารับตำแหน่งในครั้งนี้ทำให้เขามีพลังใจขึ้นมามาก เลือดนักรบในกายพลุ่งพล่านแม้ไร้กำลังต่อสู้ เขาตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะทำหน้าที่แม่ทัพอย่างดีที่สุดหลังจากถูกเพิกเฉยมาเนิ่นนาน จนคิดว่าคงไม่สามารถกลับมารุ่งโรจน์ได้อีกแล้ว ความยินดีปรีเปรมปรากฏบนใบหน้าหลังจากมันห่างหายไปนานหลายปี หลี่จิ้นหยางมั่นใจว่าหากทำดีที่สุดกองทัพหลี่จะไม่มีวันตกต่ำอย่างที่ผ่านมาแน่นอน ชุดออกงานของหลี่ซิ่วหนิงถูกสั่งตัดใหม่ทั้งหมดรวมถึงชุดแม่ทัพของหลี่จิ้นหยางจากช่างตัดเย็บชั้นดีของแคว้นฉี เขาพานางเข้าไปเลือกผ้าและเครื่องประดับที่ร้านมีชื่ออันดับหนึ่งในเมืองนี้เพื่อร่วมงานอันทรงเกียรติ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดีที่สุดเท่านั้น หลี่ซิ่วหนิ
ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักพระสนมจึงเรียกองค์ชายฉีหย่งเล่อเข้าเฝ้า ทุกฝ่ายต่างร้อนใจที่พระองค์มีอาการทรุดลงในเวลาอันรวดเร็ว "ข้าคงไม่ไหวแล้ว เตรียมร่างราชโองการแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่เถิด" ฮ่องเต้รับสั่งกับกงกงให้รีบร่างราชโองการ "แต่ว่า..." กงกงไม่แน่ใจคิดจะแย้ง ขึ้นฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้นห้าม เขาจึงถวายบังคมและออกไปทำตามหน้าที่อย่างไม่เต็มใจนักโดยมีพระสนมนั่งยิ้มไล่หลัง "พระองค์เพียงพักผ่อนให้มากอาการก็ดีขึ้นเพคะ เสวยยาสมุนไพรชั้นดี อาหารบำรุงกำลังให้มากขึ้นก็จะทรงหายเพคะ" พระสนมเอ่ยยิ้มแย้มดูอบอุ่นเป็นอย่างมาก หากเป็นเมื่อก่อนฮ่องเต้คงรู้สึกมีกำลังใจต่อสู้ แต่เวลานี้พระองค์ทรงรู้ดีว่าเป็นอย่างไร "ข้ารู้ตัวดีพระสนม ห่วงแต่เจ้า" ทรงตรัสเสียงบางเบาก่อนเอื้อมพระหัตถ์กุมมือเรียวเอาไว้ สีพระพักตร์ดูกังวล พระสนมยิ้มให้อีกครั้งเอ่ยขึ้นเสียงหนักแน่นเพราะทุกคนออกไปหมดแล้วมีเพียงองค์ชายกับนางเท่านั้น "หม่อมฉันมิเป็นไรเพคะ มีองค์ชายอยู่อย่าทรงเป็นห่วงเลยเพคะ ฝ่าบาทพักผ่อนให้มากๆ ตื่นมาอาการก็ดีขึ้น" พระสนมพูดจบก็ห่มผ้าให้ฮ่องเต้ได้พักผ่อน นางยังไม่ปักใจเชื่อว่าฮ่องเต้มีพระวรกายอ่อนแอลง ถึงทุก







