Mag-log inมวลนกน้อยใหญ่ส่งเสียงดังหวีดหูปลุกให้ทุกชีวิตตื่นขึ้นเมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ หลี่ซิ่วหนิงลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากหลับใหลไปนานจนเต็มอิ่ม นางใคร่ครวญถึงเหตุการณ์เมื่อคืนพร้อมทบทวนความทรงจำต่างๆ ที่เกิดขึ้น
หลี่ซิ่วหนิง ชื่อเดียวกันได้จบชีวิตลงจากการถูกหักหลังของเพื่อนที่เคยไว้ใจมากที่สุด เธอขอให้ช่วยเหลือเรื่องสำคัญกลับกลายเป็นถูกฆ่าทิ้งเพราะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าขึ้นตำแหน่งหัวหน้าเขตของอาชีพนักฆ่าที่เธอต้องการขึ้นเป็นอันดับ หนึ่ง เรื่องนี้หลี่ซิ่วหนิงไม่เคยคิดมาก่อน นางอยู่วงการมาเฟียมาตั้งแต่เล็กเพราะเป็นเด็กกำพร้า เพื่อตอบแทนพระคุณของนายใหญ่ผู้ให้ชีวิตใหม่จึงกลายเป็นนักฆ่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลี่ซิ่วหนิงเป็นคนหัวไว ฉลาดรอบคอบและเรียนรู้ได้เร็ว ทำให้นางเป็นที่โปรดปรานของนายใหญ่ จะว่าไปนางก็คือคนไร้หัวจิตหัวใจเลือดเย็นเป็นที่สุด ไม่เคยมีความรักให้ใคร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เคยคิดเอาเปรียบผู้ใดและเป็นคนที่ซื่อสัตย์จริงใจต่อตัวเอง แต่นายใหญ่และเพื่อนทรยศก็ฆ่านางได้ลงคอ บทเรียนจากชาติที่แล้วทำให้หลี่ซิ่วหนิงตั้งมั่นเอาไว้ว่าจะดูคนให้ถี่ถ้วนกว่านี้ ทว่าจุดอ่อนคือนางยังคงเดียงสาเรื่องความสัมพันธ์หนุ่มสาวอยู่มากมาย เพราะการถูกห้ามมีความรักจากนายใหญ่ต้องเชื่อฟังนายเท่านั้น เขามองนางเป็นเพียงทาสรับใช้คนหนึ่งแม้จะรู้ตัวดีแต่นางก็คิดเสียว่าถึงอย่างไรก็ไม่ควรเนรคุณเขา ความอึดอัดมีท่วมท้นแต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นความเคยชิน ไร้หัวใจ ไร้ความรัก ชีวิตมีเพียงจุดหมายเดียวคือทำตามคำสั่งเท่านั้น เหตุนี้ทำให้นางชอบเก็บตัวเพียงลำพังศึกษาการฆ่าขั้นสูงรวมถึงการเรียนรู้จิตใจคน แต่มันคงล้มเหลวเมื่อนางเองยังอายุน้อยหลงเล่ห์กลผู้หญิงโฉดล่อลวงให้ติดกับดักจนถูกฆ่าตาย ไม่รู้ชะตาชีวิตลิขิตเอาไว้อย่างไรทำให้นางตื่นขึ้นมาในร่างสาวน้อยใกล้ตายที่ขาหักจากอุบัติเหตุในคราวนั้น ผู้คนต่างร่ำลือว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ในความทรงจำของสตรีผู้นี้นางรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่คนอื่นเข้าใจ หลี่ซิ่วหนิงสูดลมหายใจลึกที่สุดเพียงชั่วครู่นางทำใจได้กับการตายอย่างน่าอนาถและได้รับชีวิตใหม่ที่เหมือนทะลุมายังโลกยุคโบราณแห่งนี้ บางครั้งก็เคยคิดอยากหลีกหนีจากอาชีพร้ายกาจ ออกจากคนเอาแต่ได้คนนั้นด้วยการตายไปให้จบเรื่องเหมือนกัน นางจึงไม่มีความอาลัยชีวิตเก่าหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อยที่ต้องจากมา ถึงอย่างไรนางก็เป็นได้สูงสุดแค่เพียงสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น หลี่ซิ่วหนิงใช้เวลาในการพักฟื้นร่างกายนานหลายเดือนโดยมีเพียงผู้เป็นลุงและบ่าวรับใช้ในบ้านคอยตามหมอมาตรวจเป็นระยะ "ลุงสั่งทำซุปกระดูกหมูตุ๋นสูตรจากภัตตาคารชั้นหนึ่งให้เจ้าเป็นพิเศษ จะได้บำรุงกำลังเมื่อหายดีแล้วเจ้าจะไม่มีเรื่องใดต้องกังวลอีก" หลี่จิ้นหยางบอกเล่าถึงอาหารที่เขาตั้งใจสรรหามาเพื่อหลานรัก นางส่งยิ้มให้พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างจริงใจ "ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง" นางมองดูแล้วว่าผู้เป็นลุงนั้นทุ่มเททำเพื่อนางเพียงใด สายตาอบอุ่นอ่อนโยนการกระทำโดยไม่หวังผลตอบแทนหวังเพียงให้นางมีชีวิตรอดกลับมาเป็นคุณหนูใหญ่ที่คนในจวนเคารพเช่นเดิม อีกทั้งยังกระวีกระวาดช่วยเหลือในทุกเรื่องเช่นนี้ หลี่ซิ่วหนิงคนเก่าไยจึงไม่เห็นคุณค่าของพวกเขากันนะ ความอบอุ่นในใจแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกาย ความเย็นชาที่มีเหมือนเป็นสนิมเกรอะกรังเกาะติดแน่นติดตัวมา ถูกเติมเต็มด้วยพลังรักบริสุทธิ์ดั่งน้ำเย็นรดราดลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจของหญิงสาวให้อิ่มฟูคล้ายบ่อน้ำเหือดแห้งจะจนแตกระแหงได้รับน้ำชโลมจนชุ่มชื้น ส่งผลให้นางแสดงออกอย่างอ่อนโยนเอื้อมมือเล็กเกาะกุมมือใหญ่ที่เริ่มเหี่ยวย่นอย่างเบามือ หลี่จิ้นหยางยิ้มกว้างแววตาเจือปนไปด้วยประกายแห่งความสุขใจอย่างยินดียิ่ง ที่นางฟื้นฟูร่างกายได้ขึ้นดีขึ้นตามลำดับแล้วยังรู้จักขอบคุณทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน การบาดเจ็บครั้งนี้นางคงคิดได้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีเขาคิดเช่นนั้น หลี่ซิ่วหนิง สตรีผู้เย็นชาและไม่เคยพบพานกับความรักแท้เลยแม้แต่ครั้งเดียว คนรอบข้างจ้องหาผลประโยชน์จากนางแม้แต่ผู้ให้ชีวิต สุดท้ายเขาก็มองนางเป็นเพียงทาสรับใช้ไร้ค่า เมื่อพบเจอกับอดีตแม่ทัพอาวุโสผู้นี้กลับทำให้นางมีจิตใจอ่อนโยนลงโดยปริยายและทำให้สัมผัสได้ถึงคำว่าครอบครัวอย่างแท้จริง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนางพร้อมออกหน้าปกป้องด้วยชีวิตและเต็มใจตายแทนเขาครั้งนี้นางได้มีโอกาสเกิดใหม่แล้วหากโชคชะตายังเล่นตลกอีกครั้งนางก็ขอทำหน้าที่ปกป้องลุงและตระกูลหลี่อย่างสุดความสามารถ มิใช่แค่ตอบแทนที่พวกเขาช่วยให้นางมีชีวิตใหม่แต่นางกำลังจะตอบแทนความรักบริสุทธิ์ใจของคนที่ไม่เคยคาดหวังผลประโยชน์ใดจากนางด้วยเช่นกัน หลี่ซิ่วหนิงอยากดูบรรยากาศในจวนจึงชวนจื่อรั่วออกไปนั่งเล่นที่ศาลาริมสระในสวนใบหน้าสวยของนางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังผ่านมรสุมชีวิตมาได้ ทว่าแววตาที่ยังคงติดตัวของนางมามันดูว่างเปล่าบุคลิกเงียบขรึมราวกับคนละคนทำให้จื่อรั่วอดหนักใจไม่ได้ "คุณหนูใหญ่อยากไปที่ใดหรือไม่เจ้าคะบ่าวจะพาไป" จื่อรั่วเสนอขึ้นเพราะเห็นเจ้านายของตนเองนั่งนิ่งมองไปยังเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบมาสักพักใหญ่แล้ว "ไม่" นางตอบกลับสั้นๆ ยิ่งทำให้จื่อรั่วใจคอไม่ดีเพราะโดยปกติแล้วคุณหนูใหญ่มักเสาะแสวงหาการท่องเที่ยวนอกจวนอยู่ตลอดเวลา จื่อรั่วอดคิดไม่ได้ว่าตั้งแต่หลี่ซิ่วหนิงเกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งหายดีก็กินเวลาไปนานถึงสามเดือน นางไม่เคยพบเห็นองค์ชายเสด็จมาเยี่ยมแม้แต่ครั้งเดียว คนในวังหลวงก็ไม่เห็นหน้าหรือมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณหนูใหญ่ของนางเซื่องซึมผิดปกติไร้ความร่าเริงเหมือนที่เคยเป็น นางคงอ้างว้างที่ถูกคู่หมั้นหมางเมินก็เป็นได้ มิหนำซ้ำยังไม่เคยส่งคนมาถามไถ่หรือส่งยาชั้นดีมารักษาช่างใจดำนัก จื่อรั่วเอื้อมมือแตะที่มือของหลิ่วหนิงอย่างเห็นใจสงสารนางเป็นที่สุด "คุณหนูเจ้าคะอย่าเศร้าไปเลยนะเจ้าคะองค์ชายอาจจะมีราชกิจเยอะทำให้ไม่มีเวลามาหาท่าน" นางเอ่ยขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ราวกับกำลังปลอบใจเด็กน้อย หลี่ซิ่วหนิงอดขำไม่ได้ยิ้มเปิดเผย "เจ้าคิดมากเกินไปแล้วจื่อรั่ว" นางเอ่ยขึ้นใบหน้าแช่มชื่นไร้ความผิดหวังในแววตาและน้ำเสียง จื่อรั่วได้แต่ทำหน้างุนงงที่ยกเรื่ององค์ชายขึ้นมาพูดแต่อีกฝ่ายทำเหมือนไม่ใส่ใจ หลี่ซิ่วหนิงคิดเพียงว่าเหตุใดนางต้องใส่ใจชายโฉดผู้นั้น ในเมื่อเขาจงใจทำให้นางเป็นอย่างนี้มาแต่แรก บางสิ่งบางอย่างที่นางประสบพบเจอมากับตัวเองทำให้เชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ในฐานะคู่หมั้นกับองค์ชายควรสิ้นสุดลงได้แล้ว หากจะให้โพนทะนาถึงความร้ายกาจที่เขาทำกับนางให้ผู้คนรับรู้ก็ไม่ใช่วิสัยของนาง นิสัยของหลี่ซิ่วหนิงมิชอบเปิดโปงผู้อื่นเพื่อให้เขาสูญเสียความนับถือต่อผู้คนทั่วไป แต่หากมีอย่างอื่นที่นางเห็นสมควรแม้แต่ชื่อก็ไม่หลงเหลือให้ผู้คนจดจำ เช่นองค์ชายผู้นั้นที่นางมีใจปฏิพัทธ์ต่อเขาเหลือล้นกลับต้องมาถูกกำจัดอย่างเลือดเย็นเหมือนนางมิใช่คน เช่นนี้แล้วนางยังจะหลงเหลือความรู้สึกดีๆ ไว้เพื่อสิ่งใดกัน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าวันนั้นเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกันแน่ มีเพียงนางที่จำภาพแสนเลวร้ายได้ขึ้นใจ จึงมีใครบางคนย่ามใจปล่อยข่าวให้คนเล่าลือว่านางลื่นล้มตกหน้าผาจมหายลงทะเลอาการเป็นตายเท่ากัน องค์ชายวิ่งเข้าไปช่วยไม่ทันการจึงเกิดเหตุการณ์น่าสลดขึ้น แม้จะมีข่าวเล็ดลอดออกไปว่าหลี่ซิ่วหนิงมีชีวิตรอดกลับมาได้ราวปาฏิหาริย์แต่ก็ไม่วายถูกเติมแต่งเรื่องราวให้ดิ่งลงไปอีกว่านางพิกลพิการเดินไม่ได้ สมองเลอะเลือนคล้ายคนสติแตก การใส่สีตีไข่มากไปทำให้ผู้คนเข้าใจผิดจนข่าวนี้หลุดเข้าไปถึงวังหลวง เมื่อพระสนมและองค์ชายได้รับทราบจึงส่งคนมาสืบข่าวรอบนอกได้ความแน่ชัดตามคำร่ำลือ พวกเขาจึงตัดสินใจไม่ก้าวเข้ามาในจวนตระกูลหลี่โดยอ้างว่าต้องการให้นางพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อนหลี่ซิ่วหนิงยังคงอยู่เงียบๆ ตามประสาไม่ได้ออกรบหรือนำทหารไปฟาดฟันเพื่อขยายอำนาจแข่งขันกับฮ่องเต้หรือข่มขู่ถ่วงดุลอำนาจ ไม่ส่งทหารของกองทัพหลี่เข้าควบคุมวังหลวงทั้งที่มีสิทธิ์ นางคิดเพียงเรื่องเดียวคืออยากพบร่างของหลี่จิ้นหยาง ลาภยศสรรเสริญใดบนโลกนางไม่มีความสนใจแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฟางจิ้งเดินทางมายังจวนตระกูลหลี่ขอเข้าพบหลี่ซิ่วหนิง ถึงแม้ว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเพราะตอนนางออกจากแคว้นฉีไปหลี่ซิ่วหนิงยังไม่ถือกำเนิด จึงรู้จักเพียงแม่ทัพหลี่จิ้นหยางเท่านั้น หลี่ซิ่วหนิงต้อนรับฟางจิ้งเป็นอย่างดี หญิงสาวใบหน้างดงาม ผิวพรรณขาวผ่องสดใสสมวัย ดูรูปร่างเล็กบอบบางทว่าจิตใจแข็งแกร่งยิ่งนัก ฟางจิ้งมองเข้าไปในแววตาของหญิงสาวสัมผัสได้ถึงความเศร้าหม่นปนความอ้างว้าง หากไม่สังเกตให้ดีก็ไม่มีทางรู้เลยว่าสตรีวัยสาวแรกแย้มมีความทุกข์ระทมอยู่เต็มเปี่ยม หลี่ซิ่วหนิงยอบกายคารวะอย่างนอบน้อมกิริยาของนางนั้นในสายตาของฟางจิ้ง หลี่จิ้นหยางฝึกมาได้ดีจริงๆ อยู่กับท่านลุงที่เป็นชายชาตรีแต่มีความเป็นกุลสตรีเต็มตัวฟางจิ้งนึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนนางฆ่าฟันศัตรูนั้นมีท่วงท่าเช่นไร อะไรก็ช่างเถิด วันนี้นางก็มาถึงตระกูลหลี่แ
"พาไท่เฟยไปขังคุกใต้ดิน" หลี่ซิ่วหนิงตอกย้ำความเจ็บปวดให้ฉีหย่งเล่อได้รับเหมือนที่นางเคยได้รับ นางเคยเจ็บมากเท่าใดชายโฉดผู้นี้ต้องเจ็บยิ่งกว่าเป็นพันเท่า ไท่เฟยหวีดร้องดิ้นรนอยู่พักใหญ่จึงถูกพาตัวออกไปขังเพื่อรอลงอาญาที่นางจะตัดสินเอง "จะฆ่าข้าแล้วไยต้องทำร้ายแม่ข้า" เขาสาดโคลนความเจ็บแค้นใส่นาง ไม่เหลือความเกรงกลัวอีกต่อไป "เพราะมารดาเจ้าเป็นตัวการใหญ่อย่างไรเล่า" นางรู้มานานแล้วว่าไท่เฟยมีส่วนในทุกๆ เรื่อง ทั้งวางแผนทำลายตะกูลของนาง ชิงอำนาจจากมเหสีองค์ก่อนและอีกนับไม่ถ้วนฉีหย่งเล่อเคียดแค้นทั้งด่าทอทั้งร้องไห้สุดกลั้น เจ็บปวดทั้งกายใจสุดแสนทรมานเกินกว่าคนคนหนึ่งจะทนได้ จางจิ้งเซียนถือกระบี่หมายตัดหัวหลี่ซิ่วหนิง วันนี้เขาจะล้างแค้นให้จางจิ้นซื่อและคนในตระกูล นางต้องได้รับความตายเท่านั้น สัญชาตญาณนักฆ่าทำให้นางนิ่งขึ้นกะทันหันเพื่อเตรียมพร้อม การเคลื่อนไหวรวดเร็วทำให้ทหารตั้งตัวไม่ทัน จางจิ้งเซียนใช้ความแข็งแกร่งว่องไวฆ่าทหารรอบตัวหลี่ซิ่วหนิงตายหมดหวังปลิดชีพนาง "ฉับ!" ดาบแหลมคมฟันฉับลงบนคอของจางจิ้งเซียนก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวนาง อู๋เจี๋ยที่ลอบเข้ามาได้ชิงตัดหัวจางจิ้งเซี
ความเกลียดชังที่สะสมมาตลอดของหลี่ซิ่วหนิงใกล้ระเบิดเต็มที นางเพียงแค่รอทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเท่านั้น ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ล่วงเลยมานานขนาดนี้ยังไร้ข่าวคราว ท่าทางตื่นตระหนกของไท่เฟยและฮ่องเต้ทวีความหวาดกลัวมากขึ้นทุกขณะ เหตุใดทหารที่ถูกสั่งออกไปจึงไม่มาส่งข่าวเสียที เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มใบหน้าของฉีหย่งเล่อ แววตาตื่นกลัวดูเหมือนปิดบังไม่มิด หลี่ซิ่วหนิงไม่อาจรั้งรออีกต่อไป เพราะใบหน้าของฮ่องเต้บ่งบอกทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว "อี้เฉิน!" น้ำเสียงเย็นชาเรียกรองแม่ทัพ "ขณะนี้กบฏได้เข้าไปในเขตวังหลวงแล้วเราต้องตามจับมาลงโทษให้ได้ อารักขาฮ่องเต้กับไท่เฟย! "ขอรับ" "สั่งการลงไป ลากตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาให้หมด ขุดรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!" "รับคำสั่ง!" นางเงยหน้าขึ้นมองบนกำแพงสูงอย่างท้าทาย ความบ้าคลั่งของหลี่ซิ่วหนิงไม่สามารถหยุดยั้งได้ แม้แต่กำแพงวังนางก็พังมันลงได้ทุกเมื่อหากต้องการ ฉีหย่งเล่อใจสั่นสะท้านไม่รู้กี่รอบแล้ว ครั้งนี้ยิ่งหนักขึ้นในเมื่อตอนนี้หลี่ซิ่วหนิงกำลังควบม้าใกล้ประตูวังหลวงเข้ามาทุกที ไม่มีผู้ใดยับยั้งนางได้อีกแล้ว วันนี้นางจะแสดง
ถึงแม้หลักฐานพวกนี้ถูกเปิดเผยก็คงไม่มีประโยชน์ใด ฮ่องเต้ไม่มีทางลงโทษขุนนางของเขา ตรงกันข้ามยิ่งจะกดดันตระกูลหลี่หาทางลงโทษหลี่จิ้นหยางแทน แต่หลี่ซิ่วหนิงได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าแต่หลี่ซิ่วหนิงได้ใช้มันอย่างคุ้มค่ากับสิ่งที่คนพวกนี้สมควรได้รับ สิ่งที่หลี่จิ้นหยางไม่กล้าทำนางจะทำแทนเอง ความน่ารังเกียจที่คนก่นด่าสาปแช่งนางไม่เคยแยแสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แค่มันมีประโยชน์ต่อตระกูลหลี่ก็เพียงพอ นางจะใช้วิธีนี้บังคับฮ่องเต้คืนหลี่จิ้นหยางมาให้ได้ ขุนนางค่อยๆ สิ้นลมตามกันไปทีละคนแทบจะหมด หน้าประตูวังถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม บรรยากาศตึงเครียด กลิ่นอายของความตายแผ่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ฮ่องเต้หนุ่มใบหน้าเขียวคล้ำเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเครียด ศักดิ์ศรีของฮ่องเต้ถูกหลี่ซิ่วหนิงเหยียบย่ำซ้ำไปซ้ำมาจนไม่มีชิ้นดี เวลานี้ความสามารถในการต้านทานกองทัพหลี่ไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว ในเวลานี้นางต้องการบีบบังคับให้ฮ่องเต้สละราชบัลลังก์เสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้เขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก จางถิงถิงที่ยังสะอื้นร้องไห้อย่างหนักทั้งโกรธแค้นนางขยะผู้นี้ ในเวลานี้นางอยากฉีกร่างของหลี่ซิ่วหนิงออกเป็นชิ้นให้สาสมกับที่มันทำกั
ฉีหย่งเล่อมองไปยังเบื้องหน้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตอนนี้ผู้ใดกันกล้าจุดพลุเรียกกองทัพหลี่ออกมา เป็นที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่กองทัพหลี่รวมตัวมันไม่เคยมีเรื่องเล็กเลย ยาวนานกี่ปีแล้วที่ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น หากหลี่จิ้นหยางไม่หายตัวไปหลี่ซิ่วหนิงก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องท่านลุงของนางรับรองได้เลยว่ามันต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสมที่สุด คนสั่งฆ่าคงไม่ใช่พวกขุนนางหรือใครทั้งนั้น ในตอนนี้นางเล็งเป้าหมายไปที่คนผู้เดียว จินมู่เหยียนที่ยืนตะลึงเนื้อตัวสั่นเทากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าต้องพบกับหายนะเช่นนี้ เขาคอยเฝ้าสังเกตการณ์หลังล่อหลี่จิ้นหยางออกไปแล้ว ในใจได้แต่หวังว่าอย่าให้ใครจับตัวได้ ฟึ่บ! ยังคิดไม่ทันจบแขนสองข้างก็ถูกตรึงเอาไว้แน่น จินมู่เหยียนถูกชายร่างใหญ่สองคนจับเอาไว้แล้วลากตัวเข้าไปในจวนตระกูลหลี่ ถูกบังคับให้คุกเข่าเยี่ยงนักโทษประหาร แววตาอาฆาตแผ่รัศมีแห่งความตายกระทบผิวกายทำให้เขาตัวแข็งทื่อหญิงสาวที่เขาเคยคิดล่อลวงตอนนี้ต่างกันราวกับเป็นคนละคน "แม่ทัพหลี่อยู่ที่ไหน" เสียงอี้เฉินตะคอก มือหนาใหญ่ค
ลู่จิวขอเข้าพบหลี่ซิ่วหนิงที่จวนและได้รับอนุญาตเพราะนางแจ้งทหารหน้าจวนเอาไว้แล้ว "นายท่านบอกว่าแม่นางไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้สุขสบายดีและยังไม่ออกมาง่ายๆ" เขาเผลอเล่าให้นางฟังมากเกินกว่าที่ต้องการจะพูดตั้งแต่แรก "เขาไม่อยากออกจากคุก นี่มันบ้าไปแล้ว" นางแย้งขึ้น ลู่จิวจึงอธิบายได้เพียงสั้นๆเท่านั้นก็ขอตัวลากลับทิ้งความสงสัยให้นางได้ครุ่นคิด ลู่จิวบอกว่าอู๋เจี๋ยกำชับให้นางดูแลตัวเองให้ดี ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจถึงข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี จางจิ้งเซียนต้องการล้างแค้นนาง! ค่ำคืนที่เงียบสงบในขณะที่แม่ทัพหลี่กำลังพูดคุยธุระกับอี้เฉิน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นกะทันหัน อี้เฉินเปิดประตูออกมาเจอทหารหน้าจวนทำหน้าตาตื่นพลางชี้ไปด้านหน้าของจวน หลี่จิ้นหยางและอี้เฉินรีบเดินออกไปพบกับจินมู่เหยียนและทหารอีกกลุ่มหนึ่งถือคบเพลิงสว่างไสวเป็นวงกว้าง จินมู่เหยียนถลาคุกเข่าลงสายตาตื่นตระหนก "เรียนท่านแม่ทัพ ข้าได้รับบัญชาจากฝ่าบาทให้ไปสืบสวนคดีทุจริตของตระกูลเกอ แต่ว่าเมื่อข้าไปถึงพวกเขาก็ถูกฆ่ายกจวนข้าเข้าตรวจสอบพบว่ามีคนข้างในถูกฆ่าตายเป็นสิบคนแล้ว จึงรีบมาแจ้งท่านนำกำลังทหารเข้าไปช่วยเขาขอรับ
ความยิ่งใหญ่อลังการที่ยากจะพบเห็นได้บ่อย ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อขึ้นพิธีครองราชย์อย่างเป็นทางการ พระสนมตอนนี้มีตำแหน่งไท่เฟย ในขณะที่หลี่จิ้นหยางดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองทัพหลี่ของแคว้นฉี งานรื่นเริงต่อจากนั้นสร้างความครึกครื้นไปทั่วแคว้น เมืองทั้งเมืองตกแต่งด้วยดอกไม้ สวยสดงดงาม ภายในวังหลวงก็มีแต่ความหร
เมื่อมีการผลัดแผ่นดินก็ย่อมมีงานเลี้ยงฉลองตามมา ฮ่องเต้ฉีหย่งเล่อมีรับสั่งให้ประกาศราชโองการออกไปว่า จะมีการเฉลิมฉลองการขึ้นครองบัลลังก์ในเวลาอันใกล้ ทางวังหลวงเร่งจัดการเตรียมงานกันขมีขมัน ทุกส่วนต้องสมบูรณ์สำหรับฮ่องเต้ทรงอยู่ในวัยหนุ่มที่พร้อมสำหรับการครองราชย์อย่างยิ่ง จวนตระกูลหลี่เองก็ตระเตร
ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักพระสนมจึงเรียกองค์ชายฉีหย่งเล่อเข้าเฝ้า ทุกฝ่ายต่างร้อนใจที่พระองค์มีอาการทรุดลงในเวลาอันรวดเร็ว "ข้าคงไม่ไหวแล้ว เตรียมร่างราชโองการแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่เถิด" ฮ่องเต้รับสั่งกับกงกงให้รีบร่างราชโองการ "แต่ว่า..." กงกงไม่แน่ใจคิดจะแย้ง ขึ้นฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้นห้าม เขาจึงถว
"ข้าอยากไปหอสมุด ที่นี่มีหอสมุดหรือไม่" หลี่ซิ่วหนิงถามขึ้น จื่อรั่วรู้ดีว่าในเมืองนี้มีหอสมุดแห่งหนึ่ง แต่นางมิอยากให้คุณหนูใหญ่ออกนอกจวนจึงอาสาว่าจะไปหยิบยืมมาให้ "ข้าจะไปยืมมาให้เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ต้องการอ่านเรื่องใดเจ้าคะ" นางรู้ว่ากำลังถูกกันท่าคงมีเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองเป็นแน่ ไม่อย่างน







