Share

บทที่ 4

Author: เกิดใหม่ก็บ้าเลย
ระหว่างทางกลับบ้าน เวินหลียังคงนั่งเบาะหน้าคู่คนขับ ลู่เจ๋อเหยียนจึงขับรถไปส่งเธอที่บ้านก่อน

ส่วนฉันนั่งเบาะหลัง กำลังคุยเรื่องเช่าบ้านกับเจ้าของบ้านชาวฝรั่งเศส

“มานั่งข้างหน้านี่”

จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนก็พูดขึ้น ฉันตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ไม่ต้องหรอก”

เขาเงียบไปสองวินาที

“ตามใจ”

ฉันไม่สนใจ เอาแต่ดูรูปบ้านที่โปร่ง ๆ แสงแดดส่องถึงด้วยความพอใจ แล้วโอนเงินมัดจำทันที

พอถึงบ้าน

เขาก็หยิบอัลบั้มรูปเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วเดินมาหาฉัน

“ดูไหม”

ฉันรับมาแบบงง ๆ ถึงเพิ่งเห็นว่าเป็นแคตตาล็อกชุดแต่งงาน

“รีบเลือกสักชุดเถอะ งานแต่งเหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ช่างจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”

เขาชี้ชุดแต่งงานที่ประดับดีเทลดอกสาลี่สามมิติทั้งชุด

“ฉันว่าชุดนี้ไม่เลวเลย”

แววตาของฉันฉายแววดูแคลน

ดอกสาลี่...เวินหลี...

ช่างนึกถึงผู้หญิงคนนั้นตลอดเลยจริง ๆ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงอาละวาดไปแล้ว

แต่ตอนนี้

ฉันกลับพยักหน้ารับอย่างใจเย็น

“เอาสิ ได้ เอาชุดนี้แหละ”

ยังไงอีกสองวันฉันก็จะไปอยู่แล้ว

งานแต่งในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเกี่ยวอะไรกับฉันอีกล่ะ

ลู่เจ๋อเหยียนเหมือนจะพอใจในความว่าง่ายของฉันมาก เขาจูบหน้าผากฉันราวกับให้รางวัล

“เด็กดี”

“ทำตัวแบบนี้แหละดี ท่าทีหน้าบึ้งตอนกลางวันนั่นฉันไม่ชอบ วันหลังก็อย่าทำอีก เข้าใจไหม”

พูดจบเขาก็เดินเข้าห้องน้ำไป

ฉันหยิบทิชชูเปียกฆ่าเชื้อมาเช็ดหน้าผากจนแดงเถือกถึงได้ยอมหยุด

เวลาล่วงเลยมาถึง 21:00 น.

ลู่เจ๋อเหยียนปิดไฟเข้านอนตามปกติ เขาคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลง แล้วสวมหูฟังบลูทูธไว้ที่หูข้างขวา

เขาเหมือนจะไม่สังเกตเห็นโต๊ะเครื่องแป้งกับห้องน้ำที่ว่างเปล่า

และไม่เห็นกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ข้างตู้ข้างเตียงของฉันด้วยซ้ำ

ก็ถูกของเขา

นอกจากเวินหลีแล้ว เขาก็มีท่าทีไม่แยแสใครหน้าไหนทั้งนั้น

ทว่ากลางดึก

จู่ ๆ ฉันก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดดังขึ้น

ลู่เจ๋อเหยียนที่นอนอยู่ข้างกายก็เบิกตาโพลงแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง เขาลนลานจนตะคอกใส่หูฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

“เวินหลี เป็นอะไรไป”

ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัด ฉันได้ยินเสียงเวินหลีร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ปลายสายไม่หยุด

ผู้ชายที่มักจะเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกมาตลอดพลันนั่งไม่ติด เขาพลิกตัวลงจากเตียง แล้ววิ่งพรวดออกจากบ้านไปทันที

กฎ 21:00 น. บ้าบออะไร

กิจวัตรประจำวันอะไร

พอเป็นเรื่องของเวินหลี เขาก็โยนมันทิ้งได้ทุกเมื่อ

ฉันไม่มีทางตามไปอยู่แล้ว แต่ก็นอนไม่หลับอีก

จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถแบบเบื่อ ๆ

จนเห็นว่าเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยจิงกำลังลุกเป็นไฟ

[มีไอ้โรคจิตแอบเข้าไปในตึกอาจารย์ เหมือนผู้ช่วยเวินจากคณะอักษรศาสตร์จะเกิดเรื่องแล้ว!]

[ยังไม่เกิดเรื่อง ๆ! ฉันรายงานสดจากที่เกิดเหตุเลย โรคจิตนั่นเกาะอยู่ตรงหน้าต่างห้องผู้ช่วยเวิน จังหวะที่กำลังจะพังประตูเข้าไปได้ ศาสตราจารย์ลู่ก็โผล่มาพอดี!]

[สีหน้าศาสตราจารย์ลู่น่ากลัวมาก เหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง เขาซัดไอ้โรคจิตนั่นอยู่ฝ่ายเดียวเลย!]

[ตำรวจก็มาแล้วเหมือนกัน]

ฉันนั่งอ่านเงียบ ๆ ทุกประโยคล้วนมีรูปภาพประกอบ ทิ่มแทงสายตาของฉันท่ามกลางห้องนอนอันมืดมิดและหนาวเหน็บ

จนกระทั่งมีคนโพสต์วิดีโอตามมา

พอกดเข้าไปดู

ก็เป็นอย่างที่พวกเขาว่าจริง ๆ ผู้ชายที่มักจะพร่ำบอกเรื่องกฎเกณฑ์อยู่เสมอคนนั้น กำลังบ้าคลั่งอยู่ในวิดีโอ

เขาซัดหมัดใส่ชายสวมหน้ากากอีกคนไม่ยั้ง

จนกระทั่งตำรวจมาถึง

เขาถึงยอมหยุด

ก่อนจะหันกลับไปคว้าตัวเวินหลีมากอดไว้แน่น

เขากดศีรษะของเธอให้ซบลงกับอก เพื่อไม่ให้เธอต้องเห็นภาพเลือดตกยางออกเหล่านั้น

“ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่นี่แล้ว”

วิดีโอนั้นพุ่งติดเทรนด์ฮิตทันที ทุกคนต่างคอมเมนต์ว่าผู้ชายที่รักภรรยามากขนาดนี้มีเสน่ห์ที่สุด

ฉันมองอยู่นาน

ก่อนจะกดไลก์คอมเมนต์ยอดนิยมที่อวยพรให้พวกเขารักกันไปนาน ๆ

จากนั้นก็ปิดแอปไปอย่างใจเย็น

คืนนั้นลู่เจ๋อเหยียนไม่กลับบ้านทั้งคืน ซึ่งฉันก็ไม่ได้แปลกใจเลยสักนิด

ฉันนอนหลับสนิทแบบไม่ฝันจนถึง 06:00 น.

ฉันลากกระเป๋าเดินทางที่เตรียมไว้ พกเอกสารสำคัญ และปรายตามองแคตตาล็อกชุดแต่งงานบนโต๊ะเป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนจะวางกุญแจทิ้งไว้ตรงโถงทางเข้า

แล้วเดินจากมาโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย

เมื่อถึงสนามบิน ฉันก็โพสต์ประกาศถอนหมั้นพร้อมตั้งเป็นโพสต์ปักหมุดในหน้าไทม์ไลน์ จากนั้นจึงไปขึ้นเครื่อง

ทันทีที่เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ชาตินี้ฉันกับลู่เจ๋อเหยียนก็ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 8

    ตอนฉันไปถึง ลู่เจ๋อเหยียนยังคงนอนหลับตาสนิทอยู่บนเตียงผู้ป่วยเขาหน้าซีดมากคบกับเขามาห้าปี ฉันไม่เคยเห็นลู่เจ๋อเหยียนในสภาพแบบนี้มาก่อนเลยแต่ฉันทำเพียงปรายตามองแวบหนึ่ง หวังแค่ว่าเขาอย่าเพิ่งมาตายก็พอ ไม่อย่างนั้นคงซวยแย่ขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแหบพร่ามาก“จืออวี๋...”ฉันชะงักฝีเท้า หันกลับไปสบตากับเขา คนหนึ่งเรียบเฉย ส่วนอีกคนเจ็บปวด“เธอเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ”ขอบตาของลู่เจ๋อเหยียนร้อนผ่าวเขานึกถึงเมื่อก่อน ทุกครั้งที่เขาปวดท้องโรคกระเพาะหรือเป็นไข้ ก็จะมีแต่หลินจืออวี๋ที่คอยดูแลอยู่ข้างกายหลายปีที่ผ่านมาเธอลงมือทำอาหารให้เขากินด้วยตัวเองตลอดนานวันเข้า อาการปวดท้องโรคกระเพาะของเขาก็กำเริบน้อยลงเรื่อย ๆเขาตื่นมาทีไรก็มักจะเห็นหลินจืออวี๋ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง โดยที่มือยังคงกุมมือเขาไว้แน่นทุกครั้งที่มองเห็นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงไปหลายส่วนแต่เขามักจะรู้สึกว่าไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมา ดังนั้นพอเธอตื่นขึ้นมา เขาก็กลับไปปั้นหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเหมือนเดิมทว่าตอนนี้ตอนที่เขาป่วยหนักแต่เธอกล

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 7

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมา ฉันใช้ชีวิตผ่านไปอีกหนึ่งปีสำหรับฉันเวลาเป็นเพียงแค่พระอาทิตย์ขึ้นและตก น้ำขึ้นและน้ำลงเวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วการทำงานและการใช้ชีวิตของฉันในฝรั่งเศสเข้าที่เข้าทางนานแล้วฉันไม่รับรู้เรื่องในประเทศเลยแม้แต่น้อยฉันลบช่องทางการติดต่อของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ทิ้งไปหมดแล้วไม่เคยคิดว่าจะได้เจอลู่เจ๋อเหยียนอีก อย่างน้อยในใจฉันก็ไม่อยากเจอเขาทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกวันนั้นตอนเลิกงานกลับบ้าน ฉันมองเห็นเงาร่างอันโดดเดี่ยวอ้างว้างยืนอยู่ใต้แสงสลัวของไฟถนนแต่ไกลฉันชะงักฝีเท้า ลู่เจ๋อเหยียนเห็นฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านซึ่งฉันเองก็อ่านไม่ออกขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามา ทำให้ฉันตกอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและสั่นเทาทันที“ขอโทษ...”พอได้ยินประโยคนี้ ฉันยังประหลาดใจอยู่บ้างฉันนึกว่าเขาจะมาเอาเรื่อง ไม่คิดเลยว่าจะมาขอโทษแต่ฉันแค่ผลักเขาออกเบา ๆ“ฉันรับทราบแล้ว”จากนั้นก็หมุนตัวเดินหนีจังหวะที่เดินสวนกัน ลู่เจ๋อเหยียนก็คว้าตัวฉันไว้ สายตาที่เขามองมาสั่นไหว“จืออวี๋ ฉันตามหาเธอมาหนึ่งปีเต็มเลย

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 6

    ลู่เจ๋อเหยียนเห็นข้อความนี้ก็ถึงกับมึนงงถอนหมั้นเหรอหลินจืออวี๋เนี่ยนะจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อคืนพวกเขายังคุยเรื่องแบบชุดแต่งงานกันอยู่เลยทว่าปลายนิ้วกลับอดสั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้ เขากดเข้าไปในหน้าไทม์ไลน์ของหลินจืออวี๋ด้วยความลนลานและกระวนกระวายใจมันว่างเปล่ามีเพียงข้อความประกาศถอนหมั้นถูกปักหมุดไว้บนสุดเท่านั้น[ขอโทษญาติ ๆ และเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ได้รับการ์ดเชิญงานแต่งงานของฉันกับลู่เจ๋อเหยียนด้วยนะคะ][เราถอนหมั้นกันแล้วค่ะ งานแต่งงานถูกยกเลิกแล้ว][ขอให้โชคดีในอนาคตค่ะ]หมดแค่นั้น...นัยน์ตาของลู่เจ๋อเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย ข้อความสั้น ๆ สามประโยคนี้เขาใช้เวลาอ่านถึงห้านาที แทบจะจ้องจนทะลุเป็นรูบรรดานักศึกษาด้านล่างเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก“ศาสตราจารย์ลู่เป็นอะไรเหรอ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นล่ะ เหมือนเจออะไรสะเทือนใจหนัก ๆ เลย”“ใครจะไปรู้ล่ะ ยังไงซะถ้าไม่ใช่เพราะหน่วยกิต ฉันก็ไม่มาเรียนวิชาของเขาหรอก พวกจอมปลอม ชิ...”ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเองจู่ ๆ ศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดแห่งคณะอักษรศาสตร์บนโพเดียมก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องท่ามก

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 5

    ในเวลาเดียวกัน จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนที่กำลังอยู่เป็นเพื่อนเวินหลีในหอพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยจิงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจขึ้นมาเวินหลีรีบเงยหน้าขึ้นมอง“เจ๋อเหยียน เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า พี่หน้าซีด ๆ นะ”ลู่เจ๋อเหยียนสูดลมหายใจลึกทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง อาการเจ็บแปลบในใจถึงค่อย ๆ ทุเลาลง เขาชงยาให้เวินหลีดื่ม“ฉันไม่เป็นไร”เขาลองนึกดู แต่ก็นึกหาเหตุผลไม่ออกเลยเลิกคิดไป“อาจเพราะตอนได้ยินว่าเธอเกิดเรื่องฉันร้อนใจเกินไป พอตั้งสติได้ก็เลยรู้สึกใจหวิวนิดหน่อย”ปลายหูของเวินหลีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวาไม่หาย“ขอบคุณนะคะ”“ถ้าไม่ได้พี่ คืนนี้ฉันคง...”เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “พี่อย่าบอกอาจารย์นะคะ ไม่งั้นท่านต้องเป็นห่วงจนนอนไม่หลับแน่ ๆ”ลู่เจ๋อเหยียนพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่าเวินหลีที่อยู่บนเตียงยังมีท่าทีหวาดกลัวจนไม่กล้าหลับตา เขาก็เม้มริมฝีปากบางแน่น“นอนเถอะ คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอที่นี่แหละ ไม่ไปไหนหรอก”ประกายความพึงพอใจพาดผ่านดวงตาของเวินหลี“ค่ะ”พูดจบเธอก็หลับตาลง แต่มือกลับเอื้อมไปคว้าปลายนิ้

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 4

    ระหว่างทางกลับบ้าน เวินหลียังคงนั่งเบาะหน้าคู่คนขับ ลู่เจ๋อเหยียนจึงขับรถไปส่งเธอที่บ้านก่อนส่วนฉันนั่งเบาะหลัง กำลังคุยเรื่องเช่าบ้านกับเจ้าของบ้านชาวฝรั่งเศส“มานั่งข้างหน้านี่”จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนก็พูดขึ้น ฉันตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ไม่ต้องหรอก”เขาเงียบไปสองวินาที“ตามใจ”ฉันไม่สนใจ เอาแต่ดูรูปบ้านที่โปร่ง ๆ แสงแดดส่องถึงด้วยความพอใจ แล้วโอนเงินมัดจำทันทีพอถึงบ้านเขาก็หยิบอัลบั้มรูปเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วเดินมาหาฉัน“ดูไหม”ฉันรับมาแบบงง ๆ ถึงเพิ่งเห็นว่าเป็นแคตตาล็อกชุดแต่งงาน“รีบเลือกสักชุดเถอะ งานแต่งเหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ช่างจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”เขาชี้ชุดแต่งงานที่ประดับดีเทลดอกสาลี่สามมิติทั้งชุด“ฉันว่าชุดนี้ไม่เลวเลย”แววตาของฉันฉายแววดูแคลนดอกสาลี่...เวินหลี...ช่างนึกถึงผู้หญิงคนนั้นตลอดเลยจริง ๆถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงอาละวาดไปแล้วแต่ตอนนี้ฉันกลับพยักหน้ารับอย่างใจเย็น“เอาสิ ได้ เอาชุดนี้แหละ”ยังไงอีกสองวันฉันก็จะไปอยู่แล้วงานแต่งในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเกี่ยวอะไรกับฉันอีกล่ะลู่เจ๋อเหยียนเหมือนจะพอใจในความว่าง่ายของฉั

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 3

    เมื่อถึงบ้านใหญ่ตระกูลลู่ คุณนายลู่ก็ชะเง้อคอรออยู่ข้างนอกเวินหลีลงจากรถรีบวิ่งเข้าไปควงแขนออดอ้อนทันที “อาจารย์คะ! ข้างนอกลมแรง ทำไมถึงออกมาด้วยตัวเองล่ะคะ รีบเข้าบ้านกันเถอะ”คุณนายลู่ยิ้มอย่างรักใคร่เอ็นดู“ก็มารอเธอนั่นแหละ อาจารย์ให้เธอไปทำงานเป็นลูกน้องเจ๋อเหยียน ลำบากเธอแย่เลย”“เจ้าเด็กนั่นนิสัยพิลึกจะตายไป”เวินหลีมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งกำลังระบายยิ้มอ่อนโยนประดับมุมปาก ปลายหูของเธอแดงระเรื่อขึ้นมา“ศาสตราจารย์ลู่ดีมากเลยค่ะ ไม่ได้ลำบากอะไรเลย”ทั้งสองคนคุยกันพลางพากันเดินเข้าบ้านคุณนายลู่เดินไปได้ห้าเมตรถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วหันกลับมา ทว่าสายตาที่มองมาทางฉันกลับดูห่างเหินขึ้นไม่น้อย“จืออวี๋ก็มาด้วยเหรอ รีบเข้ามาสิ เดี๋ยวจะหนาวเอา”เอ่ยเพียงประโยคเดียวลู่เจ๋อเหยียนเดินมาหาฉัน เขาหลุบตาลงพลางขมวดคิ้ว “อารมณ์ไม่ดีเหรอ”“เปล่าค่ะ”ฉันก็แค่รู้สึกปล่อยวางได้แล้วเขาเม้มริมฝีปาก“ถ้ามีเรื่องงานที่ไม่สบอารมณ์ ฉันหวังว่าเธอจะไม่เอาความหงุดหงิดนั้นกลับมาที่บ้านนะ ฉันไม่อยากทนมองคนเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงทั้งวัน”มือที่ปล่อยแนบลำตัวพลันกำแน่นขึ้นมา ฝ่ามือรู

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status