Mag-log inอยู่คนละเมืองมาสามปี หลังทำงานล่วงเวลาอยู่เป็นเดือนจนสะสมเวลาไปหาแฟนหนุ่มได้ เขากลับติดต่อไม่ได้เสียแล้ว ฉันต้องนั่งรออยู่คนเดียวในต่างเมืองที่ไม่คุ้นเคยนานถึงสิบชั่วโมงเต็ม กว่าเขาจะส่งข้อความตอบกลับมาอย่างเอื่อยเฉื่อย ปลายสายนั้น เพื่อนสนิทที่สุดของฉันพูดกลั้วหัวเราะอย่างร่าเริงว่า “เฉียวเหนียน เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ! ฉันเที่ยวเมืองเซียงซื่อแทนเธอไปรอบหนึ่งแล้ว สนุกสุดๆ ไปเลย โจวเฉวียนหลินเป็นไกด์นำเที่ยวที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบจริงๆ!” เธอส่งเสียงเจื้อยแจ้วแบ่งปันเรื่องสนุกสนาน ราวกับมองไม่เห็นสายที่ไม่ได้รับถึงสามสิบสายบนโทรศัพท์ของโจวเฉวียนหลินแม้แต่น้อย ฉันรับฟังอยู่เงียบๆ จนกระทั่งเธอเอ่ยปากออกมาคำหนึ่งว่าหนาวจังเลย โจวเฉวียนหลินถึงค่อยรับโทรศัพท์ไป แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั้นกระชับว่า “ผมพาเธอไปส่งที่โรงแรมก่อน คุณรออีกสักพักนะ” สิ้นเสียงของเขา ฉันก็เอ่ยถามขึ้นมาฉับพลันว่า “คุณรู้ไหมว่าฉันรอมานานแค่ไหนแล้ว?” โจวเฉวียนหลินชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงมีแววห่างเหินเย็นชา “เธอเป็นเพื่อนสนิทของคุณนะ แม้แต่เรื่องนี้คุณยังจะต้องชิงดีชิงเด่นอีกเหรอ?” ภายใต้การตำหนิอย่างเห็นได้ชัด ความอยากที่จะพูดอธิบายของฉันพลันมลายหายไปโดยสิ้นเชิง หลังจากกดวางสาย รถร่วมเดินทางกลับเมืองจิงซื่อก็มาถึงพอดี คนขับรถเหลือบมองฉันแวบหนึ่ง ก่อนอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “แม่หนู นี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนะ แถบนี้เปลี่ยวและอันตรายจะตาย คนในครอบครัวทำใจทิ้งหนูให้อยู่คนเดียวที่นี่ได้ยังไงกัน” ฉันก้มลงมองรองเท้าที่เปียกปอนไปด้วยหิมะและละอองน้ำแข็ง ก่อนจะเอ่ยพึมพำรับคำเบาๆ ว่านั่นสินะ จากนั้นก็คลี่ยิ้มตอบกลับไปว่า “ไม่แล้วล่ะค่ะ หลังจากนี้จะไม่มีวันเป็นแบบนั้นอีกแล้ว”
view moreเขาเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าซีดเซียว รู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะหลังจากทรงตัวอยู่เนิ่นนาน เขาจึงค่อยลุกขึ้นยืน“ผมเคารพการตัดสินใจของคุณ จากนี้ไปจะไม่มารบกวนคุณอีก”“แต่ผมจะรอคุณตลอดไป”บนใบหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นที่ฉันแสนจะคุ้นเคยฉันขมวดคิ้ว ตั้งใจจะเอ่ยปากเตือนสติเขาทว่าโจวเฉวียนหลินไม่เปิดโอกาสให้ฉันอีกเขาหมุนตัวผลักประตูเดินจากไปเรือนร่างสูงใหญ่ ทว่าในยามค่ำคืนนี้กลับดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างเหลือเกินช่วงเวลาหลังจากนั้น เขาทำอย่างที่พูดไว้จริงๆไม่เคยมาหาฉันอีกเลยกลับเป็นเฉินเยว่ถิงที่โทรมาหาฉันในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง“เธอพูดอะไรกับเขากันแน่!”น้ำเสียงของเธอแฝงไว้ด้วยความเดือดดาลอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก“ทำไมถึงบล็อกฉัน แถมยังเปลี่ยนที่อยู่อีก ในเมื่อเธอไม่เอาเขาแล้ว ทำไมถึงไม่ปล่อยฉันไปสักที!”พอพูดถึงช่วงท้าย เธอร้องไห้ออกมาเสียงเบา“ฉันชอบเขาจริงๆ นะ”แต่เรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องอะไรกับฉันกันเล่า?“นี่เธอทำตัวเองนะ ไม่เกี่ยวกับฉัน”“ไม่!” เฉินเยว่ถิงตอบกลับทันควัน เธอสูดจมูกเบาๆ แล้วเอ่ยแกมสั่งแกมอ้อนวอน“เธอไปติดต่อเขา ให้เขารับสายฉัน เขาเชื่อฟังเธอขนาดนั้น
จังหวะการใช้ชีวิตในฝรั่งเศสเชื่องช้ากว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีกนอกจากเวลางานที่ต้องเร่งรีบอยู่บ้าง เวลาพักผ่อนนอกเหนือจากนั้นก็ถือเป็นอิสระอย่างแท้จริงฉันถือโอกาสใช้ช่วงวันหยุด ท่องเที่ยวเรื่อยเปื่อยไปทั่วทวีปยุโรปทั้งยังได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่อีกหลายคนแม้ทุกคนจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็เปี่ยมด้วยความไมตรีจิตเช่นเดียวกันแถมยังกระตือรือร้นช่วยฉันฝึกฝนทักษะการพูดอีกด้วยเด็กสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งนามว่าเดียน่าเอ่ยกับฉัน“ถ้าอยากพัฒนาภาษาฝรั่งเศสให้ได้เร็วที่สุด ก็แค่หาแฟนเป็นคนฝรั่งเศสสักคนไงล่ะ”พอกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเสนอตัวขึ้นมาทันที“เหนียน ผมเต็มใจนะ!”ทุกคนถูกมุกตลกนี้หยอกเย้าจนหัวเราะท้องแข็ง ส่วนฉันก็แกล้งทำเป็นครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ฉันจะเก็บไปพิจารณาก็แล้วกันนะ”ทว่าโชคชะตาราวกับจะทนเห็นฉันมีความสุขไม่ได้ในคืนนั้นเอง พอฉันกลับถึงบ้าน ก็เห็นโจวเฉวียนหลินกำลังนั่งปักหลักรออยู่หน้าประตูแล้วราวกับเขาเฝ้ารอฉันอยู่นานแสนนาน พอยืนขึ้น ขาจึงเซไปหลายก้าว“กลับมาแล้วเหรอ”เขายื่นมือมาจะช่วยถือกระเป๋าที่อยู่ข้างกายฉัน ทว่ากิริยา
“เฉียวเหนียน คุณหายไปไหนมา? ทำไมเจ้าของห้องถึงบอกว่าคุณย้ายออกไปแล้วล่ะ?”“คุณย้ายไปไหนน่ะ? ทำไมถึงไม่รอผมก่อน!”“รู้ไหมว่าผมยืนรอคุณอยู่ตั้งสามชั่วโมง”เขาคับแค้นใจอยู่เต็มอก ทั้งโกรธทั้งเดือดดาลรอจนเขาระบายโทสะจนพอใจ จู่ๆ ฉันก็เอ่ยขึ้นว่า“โจวเฉวียนหลิน วันนั้นฉันรอคุณตั้งสิบชั่วโมง โทรหาคุณสามสิบสาย ท่ามกลางหิมะหนาวจัดจนเท้าฉันถูกหิมะกัด คุณรู้ไหมว่าฉันรู้สึกยังไง?”โจวเฉวียนหลินเงียบเสียงลงทันที เหลือเพียงเสียงหายใจหอบกระชั้นเท่านั้นฉันมองทอดไปยังถนนในฝรั่งเศส พลางดึงเสื้อกระชับเข้าหาตัว“ระหว่างทางกลับ ลุงคนขับบอกฉันว่า วันก่อนหน้านั้นเกิดคดีข่มขืนขึ้นที่สถานีรถ คุณอยู่ในเมืองนี้แท้ๆ ไม่มีทางจะไม่รู้หรอก”พอคิดถึงความรู้สึกในตอนนั้น ขอบตาฉันก็ร้อนผ่าวขึ้นมา“แต่คุณก็ยังปล่อยให้ฉันอยู่ที่นั่นคนเดียว ตั้งสิบชั่วโมง”“ฉันนึกว่าคุณเกิดเรื่องเข้าแล้วจนเกือบจะแจ้งตำรวจ แต่พอโทรติด สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเสียงคุณกับเฉินเยว่ถิงหัวร่อต่อกระซิกกัน”“ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าสิ้นดี”“เหนียนเหนียน...”เสียงของโจวเฉวียนหลินเริ่มสั่นเครือ“อย่า” ฉันเอ่ยขัดจังหวะเขา “ฟัง
เธอยืนอึ้งอยู่กับที่ สีหน้าดูอับอายขายหน้าอยู่บ้าง คล้ายคาดไม่ถึงว่าฉันจะหักหน้ากันตรงๆ ขนาดนี้โจวเฉวียนหลินขมวดคิ้วเข้าหากัน“พวกคุณทะเลาะกันเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่?”ฉันหันไปมองเขา แล้วเน้นย้ำทีละคำ “ก็เมื่อสี่วันก่อน ตอนที่เธออยากจะตามฉันไปหาคุณ แต่ถูกฉันปฏิเสธไงล่ะ”ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมจำนน เพื่อที่จะเอาคืนฉัน เธอเลยไปหาโจวเฉวียนหลินก่อนล่วงหน้า“เพราะเรื่องแค่นี้เองเนี่ยนะ?”โจวเฉวียนหลินยังคงทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่ออยู่อย่างนั้นอันที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว หกปีมานี้ เฉินเยว่ถิงคอยขัดขวางช่วงเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองระหว่างฉันกับโจวเฉวียนหลินมาโดยตลอดทุกครั้งที่ฉันตั้งท่าจะไปหาเขา เฉินเยว่ถิงก็ต้องคอยเข้ามาเกาะแกะ ไม่ชวนไปเที่ยว ก็อ้างว่าป่วยเรียกร้องให้ฉันไปช่วยตอนที่ซื้อแหวนคู่รัก เธอก็มักจะซื้อแบบที่คล้ายกันมาใส่ไว้บนมือด้วยเสมอฉันไม่ได้โง่ ก็เลยตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอไปแบบไว้หน้ากันอยู่แต่ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่า คนเราจะหน้าด้านไร้ยางอายได้ถึงขนาดนี้เฉินเยว่ถิงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ในดวงตามีหยาดน้ำตาคลอเบ้าเธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ขอโทษด้ว