LOGINลู่เจ๋อเหยียนคู่หมั้นของฉันมีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือหลัง 21:00 น. เขาจะไม่รับโทรศัพท์ใครเด็ดขาด ช่วงที่เรารักกันหวานชื่นที่สุด พอถึงเวลา เขาก็จะกดตัดสายทิ้งอย่างไม่ไว้หน้าเช่นกัน ถึงขั้นว่ามีอยู่วันหนึ่งฉันกลับบ้านดึกมาก รู้สึกได้ว่ามีคนเดินตามมา ด้วยความตื่นตระหนกจึงรีบกดโทรหาเขา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญใจขั้นสุดของเขา “ช่วยเคารพเวลาพักผ่อนของคนอื่นหน่อยได้ไหม แค่นี้นะ” วันนั้นฉันต้องนั่งให้ปากคำที่สถานีตำรวจเพียงลำพัง ทว่ากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปากโทษเขา แต่ตอนนี้ ขณะที่ฉันกำลังใช้คอมพิวเตอร์ของเขาอยู่ ฉันบังเอิญเห็นประวัติการโทรซิงก์ข้อมูลเข้าเครื่องเป็นสายที่โทรคุยกันตั้งแต่ 21:00 น. ยาวไปจนถึง 09:00 น. ของอีกวัน สิบสองชั่วโมงเต็ม โทรหากันทุกคืน ต่อเนื่องมานานถึงห้าปี เบอร์โทรศัพท์นั้นฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเธอเป็นลูกศิษย์แม่ของเขา และยังพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยสอนของเขาอีกด้วย วินาทีนี้ ฉันถึงกับหมดเรี่ยวแรง ฉันนั่งนิ่งอยู่นาน กระทั่งขาทั้งสองข้างชาหนึบ ถึงได้ปิดคอมพิวเตอร์ลงเงียบ ๆ แล้วกดยกเลิกนัดจดทะเบียนสมรสของเรา แสงไฟจากสายเรียกเข้านั้นไม่ได้สว่างขึ้นเพื่อฉัน และตัวฉันเองก็ไม่อยากรับสายแล้ว
View Moreตอนฉันไปถึง ลู่เจ๋อเหยียนยังคงนอนหลับตาสนิทอยู่บนเตียงผู้ป่วยเขาหน้าซีดมากคบกับเขามาห้าปี ฉันไม่เคยเห็นลู่เจ๋อเหยียนในสภาพแบบนี้มาก่อนเลยแต่ฉันทำเพียงปรายตามองแวบหนึ่ง หวังแค่ว่าเขาอย่าเพิ่งมาตายก็พอ ไม่อย่างนั้นคงซวยแย่ขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแหบพร่ามาก“จืออวี๋...”ฉันชะงักฝีเท้า หันกลับไปสบตากับเขา คนหนึ่งเรียบเฉย ส่วนอีกคนเจ็บปวด“เธอเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ”ขอบตาของลู่เจ๋อเหยียนร้อนผ่าวเขานึกถึงเมื่อก่อน ทุกครั้งที่เขาปวดท้องโรคกระเพาะหรือเป็นไข้ ก็จะมีแต่หลินจืออวี๋ที่คอยดูแลอยู่ข้างกายหลายปีที่ผ่านมาเธอลงมือทำอาหารให้เขากินด้วยตัวเองตลอดนานวันเข้า อาการปวดท้องโรคกระเพาะของเขาก็กำเริบน้อยลงเรื่อย ๆเขาตื่นมาทีไรก็มักจะเห็นหลินจืออวี๋ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง โดยที่มือยังคงกุมมือเขาไว้แน่นทุกครั้งที่มองเห็นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงไปหลายส่วนแต่เขามักจะรู้สึกว่าไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมา ดังนั้นพอเธอตื่นขึ้นมา เขาก็กลับไปปั้นหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเหมือนเดิมทว่าตอนนี้ตอนที่เขาป่วยหนักแต่เธอกล
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมา ฉันใช้ชีวิตผ่านไปอีกหนึ่งปีสำหรับฉันเวลาเป็นเพียงแค่พระอาทิตย์ขึ้นและตก น้ำขึ้นและน้ำลงเวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วการทำงานและการใช้ชีวิตของฉันในฝรั่งเศสเข้าที่เข้าทางนานแล้วฉันไม่รับรู้เรื่องในประเทศเลยแม้แต่น้อยฉันลบช่องทางการติดต่อของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ทิ้งไปหมดแล้วไม่เคยคิดว่าจะได้เจอลู่เจ๋อเหยียนอีก อย่างน้อยในใจฉันก็ไม่อยากเจอเขาทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกวันนั้นตอนเลิกงานกลับบ้าน ฉันมองเห็นเงาร่างอันโดดเดี่ยวอ้างว้างยืนอยู่ใต้แสงสลัวของไฟถนนแต่ไกลฉันชะงักฝีเท้า ลู่เจ๋อเหยียนเห็นฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านซึ่งฉันเองก็อ่านไม่ออกขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามา ทำให้ฉันตกอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและสั่นเทาทันที“ขอโทษ...”พอได้ยินประโยคนี้ ฉันยังประหลาดใจอยู่บ้างฉันนึกว่าเขาจะมาเอาเรื่อง ไม่คิดเลยว่าจะมาขอโทษแต่ฉันแค่ผลักเขาออกเบา ๆ“ฉันรับทราบแล้ว”จากนั้นก็หมุนตัวเดินหนีจังหวะที่เดินสวนกัน ลู่เจ๋อเหยียนก็คว้าตัวฉันไว้ สายตาที่เขามองมาสั่นไหว“จืออวี๋ ฉันตามหาเธอมาหนึ่งปีเต็มเลย
ลู่เจ๋อเหยียนเห็นข้อความนี้ก็ถึงกับมึนงงถอนหมั้นเหรอหลินจืออวี๋เนี่ยนะจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อคืนพวกเขายังคุยเรื่องแบบชุดแต่งงานกันอยู่เลยทว่าปลายนิ้วกลับอดสั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้ เขากดเข้าไปในหน้าไทม์ไลน์ของหลินจืออวี๋ด้วยความลนลานและกระวนกระวายใจมันว่างเปล่ามีเพียงข้อความประกาศถอนหมั้นถูกปักหมุดไว้บนสุดเท่านั้น[ขอโทษญาติ ๆ และเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ได้รับการ์ดเชิญงานแต่งงานของฉันกับลู่เจ๋อเหยียนด้วยนะคะ][เราถอนหมั้นกันแล้วค่ะ งานแต่งงานถูกยกเลิกแล้ว][ขอให้โชคดีในอนาคตค่ะ]หมดแค่นั้น...นัยน์ตาของลู่เจ๋อเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย ข้อความสั้น ๆ สามประโยคนี้เขาใช้เวลาอ่านถึงห้านาที แทบจะจ้องจนทะลุเป็นรูบรรดานักศึกษาด้านล่างเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก“ศาสตราจารย์ลู่เป็นอะไรเหรอ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นล่ะ เหมือนเจออะไรสะเทือนใจหนัก ๆ เลย”“ใครจะไปรู้ล่ะ ยังไงซะถ้าไม่ใช่เพราะหน่วยกิต ฉันก็ไม่มาเรียนวิชาของเขาหรอก พวกจอมปลอม ชิ...”ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเองจู่ ๆ ศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดแห่งคณะอักษรศาสตร์บนโพเดียมก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องท่ามก
ในเวลาเดียวกัน จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนที่กำลังอยู่เป็นเพื่อนเวินหลีในหอพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยจิงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจขึ้นมาเวินหลีรีบเงยหน้าขึ้นมอง“เจ๋อเหยียน เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า พี่หน้าซีด ๆ นะ”ลู่เจ๋อเหยียนสูดลมหายใจลึกทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง อาการเจ็บแปลบในใจถึงค่อย ๆ ทุเลาลง เขาชงยาให้เวินหลีดื่ม“ฉันไม่เป็นไร”เขาลองนึกดู แต่ก็นึกหาเหตุผลไม่ออกเลยเลิกคิดไป“อาจเพราะตอนได้ยินว่าเธอเกิดเรื่องฉันร้อนใจเกินไป พอตั้งสติได้ก็เลยรู้สึกใจหวิวนิดหน่อย”ปลายหูของเวินหลีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวาไม่หาย“ขอบคุณนะคะ”“ถ้าไม่ได้พี่ คืนนี้ฉันคง...”เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “พี่อย่าบอกอาจารย์นะคะ ไม่งั้นท่านต้องเป็นห่วงจนนอนไม่หลับแน่ ๆ”ลู่เจ๋อเหยียนพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่าเวินหลีที่อยู่บนเตียงยังมีท่าทีหวาดกลัวจนไม่กล้าหลับตา เขาก็เม้มริมฝีปากบางแน่น“นอนเถอะ คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอที่นี่แหละ ไม่ไปไหนหรอก”ประกายความพึงพอใจพาดผ่านดวงตาของเวินหลี“ค่ะ”พูดจบเธอก็หลับตาลง แต่มือกลับเอื้อมไปคว้าปลายนิ้





