LOGIN“………” พิมพิกามองไปที่แก้วกาแฟพลางทำหน้าเหยเกอย่างไม่สู้ดีนัก
“ทำหน้าแบบนั้นทำไม หรือเธอใส่ยาพิษลงไปจริง ๆ “ ยาพิษกับผีนะสิ ในแก้วนั่นนะกาแฟดำล้วน ๆ เชียวนะ “ยืนนิ่งอยู่ทำไมดื่มสิ” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเอาแต่ยืนนิ่งอีกทั้งยังมีท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่หยุด พายัพที่จ้องอยู่จึงเอ่ยสั่งเธออีกครั้ง “ไม่ดีมัังคะ นั่นมันแก้วของเจ้านาย” พิมพิกาพยายามหาข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากการดื่มกาแฟดำเข้ม ๆ นั่น “เจ้านายอนุญาตคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” พิมพิกาเม้มปากเข้าหากันแน่นมองพายัพด้วยแววตาเลิ่กลั่กในขณะที่ตัวของพายัพกำลังลอบยิ้มเบา ๆ ออกมา “ดิฉันแพ้กาแฟดำค่ะ” พิมพิกาโพล่งออกไปอย่างลืมคิด “ฉันเห็นเธอชงดื่มทุกวัน” อาการไม่พอใจฉายชัดบนใบหน้าสวยแต่ทว่าพิมพิกาก็พยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เธอกัดฟันกรอดมองพายัพด้วยแววตาเคียดแค้นพลางคิดในใจว่า ไอ้งั่งนี่รู้เยอะเกินไปแล้วนะ “ดื่มซะ” พายัพออกคำสั่งอีกครั้งยิ่งพิมพิกาแสดงถึงความหวาดหวั่นออกมาพายัพก็ยิ่งอยากแกล้งเธอ “ดิฉัน” พิมพิกาอึกอัก “หรือเธอวางยาพิษฉันกัน” ดูละครมากไปเปล่าวะ ใครมันจะบ้ามาวางยาพิษกัน พิมพิกาขบคิดในใจโดยที่มีสายตากดดันของพายัพจ้องมองมาไม่หยุด “มัวชักช้าอะไรอยู่ ฉันบอกให้เธอดื่มให้ฉันดูก็ดื่มสิ” “ก็ได้ค่ะ ดิฉันจะดื่มให้บอสดู” เมื่อได้รับสายตากดดันมาไม่หยุดหญิงสาวบอกออกไปอย่างจำใจพลางเอื้อมมือคว้าแก้วกาแฟมาถือไว้ค่อย ๆ ยกขึ้นจรดริมฝีปากเพียงสัมผัสแรกพิมพิกาก็ถึงขั้นเบ้หน้าเมื่อความขมและฝาดแล่นพล่านทั่วทุกอณูความรู้สึก พิมพิกาขนลุกขนพองกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่ตัวคนมองอย่างพายัพกำลังกลั้วหัวเราะหญิงสาวออกมาด้วยความสะใจ ท่าทางพะอืดพะอมของเธอดูตลกชะมัดจนเขากลั้นขำเอาไว้ไม่ไหวหลุดส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจและเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่พายัพต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อของเหลวสีดำพวยพุ่งออกมาจากเรียวปากเล็กโดนหน้าเขาเต็ม ๆ “เฮ้ย อะไรวะ” พายัพสะดุ้งโหยงยกมือเช็ดน้ำกาแฟออกจากใบหล่ออย่างคนหัวเสีย ในขณะที่พิมพิกากำลังกลั้นขำหน้าดำหน้าแดง เธอรู้สึกสะใจเป็นบ้า เป็นไงล่ะขำเธอดีนัก “พิมพิกา” “พิมไม่ได้ตั้งใจนะคะบอส มันพุ่งออกไปเอง เป็นไงคะรสชาติของกาแฟที่ออกมาจากปากของพิมมันเข้มข้นกลมกล่อมเหมือนที่บอสต้องการไหมคะ” พิมพิกาว่าพลางกลั้วหัวเราะ ยิ่งเห็นสภาพพายัพที่ตอนนี้เลอะเต็มไปด้วยคราบของน้ำกาแฟเธอก็ยิ่งสะใจ “เธอนี่มัน” พายัพชี้หน้าพิมพิกาอย่างเหลืออดก่อนจะสาวเท้าเดินดุ่ม ๆ เข้ามาใกล้กระชากพิมพิกาเข้าหาโดยที่เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ “บะ บอสจะทำอะไร” พิมพิกาละล่ำละลักถามด้วยความหวาดหวั่นเมื่อจู่ ๆ คนตัวโตก็กระชากตัวเธอเข้ามาใกล้แถมยังโอบเอวเธอไว้ “แสบนักนะ” พายัพกัดฟันว่า “บอสอยากแกล้งพิมพ์ก่อนทำไม” “ใครกันแน่เป็นคนแกล้งใคร ต้องให้ฉันพูดไหมว่าเธอชงกาแฟยังไงมาให้ฉันกิน” เมื่อพายัพพูดออกมาแบบนั้นพิมพิกาก็ร้อนรนอย่างคนทำอะไรไม่ถูกแต่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ “พะ พิมทำอะไร” “เธอรู้อยู่แก่ใจพิมพิกา และไอ้รสชาติกาแฟที่เธอถามหามันเป็นยังไงฉันคงตอบเธอไม่ได้หรอกนะเพราะตอนมันพุ่ง มันออกมาจากปากของเธอ มันพุ่งมาโดนหน้าไม่ได้เข้าปากฉันสักหน่อย แต่ในเมื่อเธออยากรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไงฉันก็จะพิสูจน์ให้” พายัพยิ้มเจ้าเล่ห์ “พะ พิสูจน์ยังไง” “แบบนี้ไงพิมพิกา” “อื้อ” ไม่รอให้พิมพิกาได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นพายัพก็ทาบทับริมฝีปากประกบเรียวปากบางอย่างดูดดื่ม สอดแทรกลิ้นร้อนเข้าโพรงปากนุ่มเพื่อควานหาความหวาน ลิ้นร้อนของเขาและเธอเกี่ยวกระหวัดพัวพันกันจนเกิดเสียงน่าอาย เสียงหวานครางอื้ออึงอยู่ในลำคอในขณะที่มือก็ขย้ำเสื้อของพายัพจนยับยู่ยี่ “แฮ่ก” พิมพิการีบกอบโกยอากาศเข้าปอดเมื่อพายัพปล่อยให้เธอเป็นอิสระ ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ตัวเธอเพิ่งจูบกับพายัพแถมเขายังพ่นประโยคบางอย่างออกมาอย่างหน้าไม่อายใส่เธออีก “หวานดี” “……….” “ไม่ใช่กาแฟนะ ฉันหมายจึงจูบเธอ”“เฮ้อ” พายัพถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเมื่อเห็นเสื้อผ้าของลูกที่เขาต้องซัก พายัพซักผ้าลูกทุกวัน รวมถึงผ้าของเขากับพิมพิกา บวกกับทำงานบ้านทั้งหมด เขาจะจ้างแม่บ้านมาแบ่งเบาภาระพิมพิกาก็ไม่ยอมคัดค้านเขาหัวชนฝาเสมือนว่าเธอกำลังแกล้งเขาอยู่ยังไงอย่างนั้น งานพวกนี้พายัพทำได้สบายมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นคนทำเองทั้งหมด แม้จะเหนื่อยหน่อยแต่พายัพก็เต็มใจทำอย่างไม่อิดออด แต่ทว่าวันนี้เขาดันมีธุระและเป็นธุระสำคัญ อีกทั้งวันนี้งานบ้านก็ล้นมือชนิดที่ว่าพายัพปลีกตัวไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย “เฮ้อ” ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไรแล้วเหมือนกันที่พายัพขยี้ผ้าไปถอนหายใจไป สายตาของเขาคอยจดจ่อจ้องมองอยู่ตรงนาฬิกาข้อมือเพื่อดูเวลา ครืดดดด จนกระทั่งที่โทรศัพท์ของพายัพมีคนโทรเข้ามา พายัพรีบเช็ดมือที่เต็มไปด้วยฟองผงซักฟอกกับกางเกงของตัวเองล้วกมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมากดรับสาย กรอกเสียงทุ้มน่าฟังลงไป พายัพ: ฮัลโหลครับ ปลายสาย: ไม่ทราบว่าคุณพายัพสะดวกเข้ามารับสินค้าที่ร้านเวลาไหนคะ วันนี้วันเสาร์ร้านอาจจะปิดเร็วกว่าปกตินิดหนึ่งนะคะ พายัพเริ่มคิดหนักเมื่อได้ยินปรายสายพูดอย่างนั้น เมื่องานบ
หนึ่งอาทิตย์ให้หลังคุณหมอก็อนุญาตให้พิมพิกากับลูกกลับมาอยู่บ้านได้โดยมีพายัพคอยดูแลพิมพิกากับลูกเหมือนเดิม อีกทั้งคราวนี้พายัพไม่ต้องกางเต็นท์นอนหน้าบ้านเหมือนอย่างเก่าเมื่อคราวนี้พิมพิกาอนุญาตให้พายัพเข้ามาด้วยในบ้านได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอยอมให้เขานอนในห้องนอนของเธอด้วย… ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าพายัพดีใจมากขนาดไหน เขากระโดดโหยงดีใจราวกับเด็กน้อยเลยก็ว่าได้ โหวกเหวกโวยวายจนพิมพิกาส่ายหน้าเอือมระอาให้พร้อมกับเอ่ยดุเขาไปอีกยกใหญ่เมื่อเสียงตะโกนของเขาทำให้ลูกที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมาแหกปากร้องไห้ “ขอโทษ” พายัพขอโทษพิมพิกาเสียงแผ่วเบา ยกมือเกาแก้มตัวเองแก้เก้อเมื่อเธอทั้งเอ่ยดุและมองเขาด้วยแววตาขึงขัง เขาก็แค่ดีใจเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เพียงพราวสะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้สักหน่อย ทำไมเธอต้องมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวแบบนั้นด้วย “ส่งลูกมาให้ฉันสิ เดี๋ยวฉันโอ๋ลูกเอง” พายัพบอกพิมพิกา “ก็มารับไปสิ” พิมพิกาส่งลูกให้พายัพอย่างว่าง่าย พายัพจึงยื่นมือเข้าไปรับเพียงพราวที่กำลังร้องไห้จ้าเข้าสู่อ้อมอก กล่อมจนลูกหลับไปอีกครั้ง แต่กว่าที่เพียงพราวจะหลับก็เล่นเอาพายัพปวดแขนกันเ
พายัพกำลังพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาให้พิมพิกาได้ฟัง แต่แล้วพยาบาลก็มาเชิญตัวเข้าให้ออกมาก่อน เนื่องจากตอนนี้พิมพิกายังอยู่ในห้องคลอดและเธอก็ต้องการเวลาพักผ่อน อีกหกชั่วโมงหลังจากนี้เราถึงจะไปเจอกันที่ห้องพักฟื้น ระหว่างรอพิมพิกาออกมา พายัพไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าเขามาเกาะกระจกมองหนูเพียงพราวที่นอนอยู่ในตู้อบตาไม่กระพริบ พายัพรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกและอีกความรู้สึกหนึ่งที่แทรกเข้ามาตลอดเวลาที่เขามองหน้าลูก คือความรู้สึกผิด วันนั้นถ้าพิมพิกาเลือกจะทำตามที่เขาบอก พายัพคงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าลูกเหมือนอย่างวันนี้ ทุกคำพูดของเขามันยังดังก้องอยู่โสตประสาท พายัพยังจำคำพูดของเขาวันนั้นได้ไม่ลืม เขาอยากขอโทษพิมพิกาสักหมื่นพันครั้งให้สาสมกับความผิดที่เขาได้ทำ อยากขอโทษลูกที่ครั้งหนึ่งคนเป็นพ่ออย่างเขาคิดชั่ว พายัพผิดไปแล้ว เขาผิดไปแล้วจริง ๆ และเขาก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อชดใช้ทุกความผิดที่เขาได้ทำเอาไว้ “เพียงพราวหน้าเหมือนมึงเลยเนอะ” พายัพที่ยืนมองลูกอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาพูดกับเขาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง คนคนนั้นก็คือจากัวร์มันเดินเข้ามายืนขนาบข้างเขาสายตาของ
พายัพเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องอย่างใจจดใจจ่อและรู้สึกเป็นห่วงพิมพิกาจับใจ สีหน้าที่แสดงชัดถึงความเจ็บปวดยังฉายชัดอยู่ในความรู้สึกของพายัพ เสียงร้องของเธอยังคงบาดลึกลงไปในจิตใจของเขา พายัพไม่รู้ว่าการที่คนเราเจ็บท้องคลอดมันเจ็บมากแค่ไหนแต่จากที่เขาได้เห็นจากพิมพิกา พายัพคิดว่าเธอคงเจ็บปวดมาก “ไอ้พา พิมเป็นไงบ้างวะ” พายัพหันไปมองว่าจากัวร์ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับครอบครัวของเขา “ยังไม่ออกมาเลย” พายัพตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ตอนนี้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ เดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นเกาะประตูห้องคลอดชะเง้อคอมองอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งการกระทำของพายัพอยู่ในสายตาของทุกคน “แม่ว่าพามานั่งดีกว่าไหมลูก เดี๋ยวน้องก็ออกมาแล้ว” แม่พายัพที่เห็นว่าลูกชายเอาแต่เดินไปเดินมาจนรู้สึกเวียนศีรษะจึงเอ่ยปรามให้ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วมานั่งพัก แต่พายัพส่ายหน้าหน้าพัลวัน เขาจะนั่งนิ่งได้อย่างไรกันเมื่อเขารู้สึกกระวนกระวายใจมากขนาดนี้ “ผมนั่งไม่ติดหรอกครับแม่ ผมเป็นห่วงน้อง” “โอ้ยพี่พาคะ” จนเป็นพริมาที่โอดครวญออกมาอย่างนึกระอาในตัวของพี่ชาย เธอเดินเข้าไปจับตัวพายัพแล้วลากเขามา
เช้านี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันหลังจากตื่นนอนพายัพกุลีกุจอทำธุระส่วนตัวของตัวเองให้เสร็จด้วยความเร่งรีบแล้วรีบมาทำอาหารเช้าให้พิมพิกาได้ทาน เมนูง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำล้วนแล้วแต่เป็นของมีประโยชน์บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสรรพพายัพยกอาหารมาวางบนโต๊ะชะเง้อคอมองพิมพิกาเป็นพัก ๆ สลับกับดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “ทำไมป่านนี้ไม่ลงมาอีก” บ่นพึมพำเสียงแผ่ว เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อมันเลยเวลาอาหารเช้าแล้วแต่ไม่มีวี่แววว่าหญิงสาวจะลงมา ด้วยความเป็นห่วงพายัพจึงจะขึ้นไปดูว่าหญิงสาวเป็นอะไรรึเปล่า แต่เพียงเขาเดินออกมาจากห้องครัวสายตาคมกริบของพายัพก็เหลือบไปเห็นพิมพิกานอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงโซฟาห้องนั่งเล่น ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่หญิงสาวลงมานอนอยู่ตรงนี้แทนการนอนบนที่นอนนุ่ม ๆ เห็นดังนั้นพายัพจึงเดินเข้าไปหา ค่อย ๆ เดินช้า ๆ ทำเสียงให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้คนที่นอนหลับอยู่รู้สึกตัว พายัพเดินมานั่งลงตรงหน้าพิมพิกา แม้ว่าหญิงสาวกำลังนอนหลับแต่ถึงกระนั้นพายัพก็ไม่กล้าที่จะยื่นมือไปแตะตัวเธอด้วยซ้ำ เขาเอาแต่นั่งนิ่งมองหน้าเธออยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกมากมายที่สุ่มกันอยู่ในอก
หญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมด้วยความสงสัยว่าทำไมบ้านมันถึงได้เงียบแปลก ๆ โดยปกติเวลานี้พายัพอยู่บ้านเขาจะเปิดเพลงฟังหรือไม่ก็นั่งทำงานอยู่หน้าเต็นท์ของตัวเอง แต่ทว่าวันนี้กลับไม่มีเสียงเพลงแถมหน้าเต็นท์ของเขาก็ว่างเปล่าอีกด้วย “ไอ้พายัพไม่อยู่เหรอ” จากัวร์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังเอ่ยถามเมื่อมองเข้าไปในเต็นท์แล้วไม่เห็นพายัพ “ไม่รู้” พิมพิกาส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างไม่นึกสนใจ แต่ความจริงแล้วเธอสนใจมาก ทั้งที่รถของเขาก็จอดอยู่แล้วตัวเขาหายไปอยู่ที่ไหน “รถมันก็จอดอยู่นะ หรือมันจะอยู่ในบ้าน” จากัวร์เอ่ยต่อ “คงงั้นมั้ง” พิมพิกาตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำจากัวร์เข้าบ้านมา ก่อนกลับจากโรงพยาบาลพิมพิกาได้แวะซื้อของเข้าบ้านมามากมายโดยมีพี่ชายของเธอถือเข้ามาไว้ในบ้านให้ “พี่จะกลับเลยไหมคะ” พิมพิกาหันมาถามจากัวร์ หลังจากที่พายัพมาอยู่ดูแลเธอ พี่ชายของเธอก็ไม่ค่อยกลับบ้านเหมือนเก่า เรียกได้ว่าจากัวร์ย้ายถิ่นฐานไปเฝ้าลูกเฝ้าเมียอยู่บ้านใหญ่ก็ว่าได้ บ้านใหญ่ที่ว่าหมายถึงบ้านพ่อแม่พายัพนั่นแหละค่ะ แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ออกแนวเข้าใจพี่ชายตัวเองด้วยซ้ำ ใช่ว่าจากัวร์ทิ







