LOGINหลังจากออกมาจากห้องทำงานของเจ้านายหนุ่มพิมพิกาก็รีบเดินตรงมายังห้องน้ำโดยไม่ลืมล็อกประตูอย่างหนาแน่นก่อนจะยกมือปิดปากตัวเองแล้วกรีดร้องออกมาด้วยความอัดอั้น
แค่วันแรกที่เจอกันพายัพก็ทำให้เธอเหมือนคนบ้า หัวเธอร้อนไปหมด มือเธอกระตุกไปแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง เธออยากจะหยุมหัวพายัพแทบบ้าตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยใช้ความอดทนมากมายขนาดนี้มาก่อน เขามันเก่งมาก เก่งที่ทำให้เธอเกลียดตั้งแต่แรกเจอนี่แหละ “ทำไมช้าจังเลยอะพิม นี่มันใกล้เวลาทำงานแล้วนะ” อรปรียาที่นั่งรอเพื่อนมาเป็นเวลานานก็เอ่ยถามทันทีที่พิมพิกาเดินเข้ามาในห้องอาหาร พรึ่บ “ก็เจ้านายคนใหม่ฉันนะสิ” พิมพิกาตอบเสียงเนือยนาบเอื้อมมือหยิบช้อนมาตักข้าวเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ่ยท่าทางดูน่ารักน่ามันเขี้ยว แต่ทว่าแววตาของเธอกลับแข็งกร้าวเสมือนว่าโกรธใครมาแล้วสิบชาติก็ไม่ปาน “ยังไง” “ช่างมัน…ฉันไม่อยากจะพูดถึงเดี๋ยวเขามาได้ยินเข้าฉันจะซวยอีก” พิมพิกาตอบปัดอย่างไม่ใส่ใจ เธอไม่ได้เข็ดหลาบกับการนินทาเจ้านาย แต่ถ้าเจ้านายคนนั้นคือพายัพเธอขอไม่เสี่ยงดีกว่า ปากก็แค่นั้นแต่บ่นเก่งเป็นบ้า เทศน์เก่งยิ่งกว่าพระ ชนิดที่ว่าพระนักเทศน์ยังต้องยอม ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ ที่พิมพิกาทำงานร่วมกันกับพายัพ ซึ่งการทำงานกับพายัพ พิมพิกาขอบอกเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด ในทุก ๆ วันหลังจากเลิกงานกลับบ้านมาเธอต้องกลับมาหายาคลายเครียดกิน และเธอก็ไม่รู้ว่าโรคประสาทจะถามหาเธอเข้าวันไหน เพียงหนึ่งอาทิตย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันกับคนอย่างพายัพคำว่าอยากลาออกวิ่งชนพิมพิกาวันละไม่รู้กี่ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอทำงานกับภพพินิจไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลยสักครั้ง แต่ก็นั่นแหละค่ะเธอก็ได้แต่คิดเศรษฐกิจแบบนี้มีงานทำไว้น่ะดีที่สุดแล้ว จะไปหางานที่อื่นทำก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะได้ และไม่รู้ว่าเขาจะให้เงินเดือนสูงเหมือนอย่างที่นี่ไหม ที่พูดมาทั้งหมดก็เพราะจำนวนเงินนี่แหละค่ะที่ทำให้เธอยอมอดทนทำงานอยู่ที่นี่ต่อไป อยู่กับเจ้านายแสนจะปากหมาอย่างพายัพนั่นเอง กริ่ง…. พูดไม่ทันขาดคำเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเธอก็แผดเสียงร้องดังขึ้นมา พิมพิกาจึงเอื้อมมือไปกดรับสายในขณะที่สายตาก็เพ่งดูงานต่อไป พิมพิกา: ว่าไงคะ…บอส พายัพ: ชงกาแฟมาให้ฉันหน่อย ขอเข้ม ๆ นะ จืด ๆ เหมือนหน้าของเธอฉันไม่เอานะ พิมพิกาที่ได้ยินพายัพว่าแบบนั้นก็ขย้ำชายกระโปรงตัวเองจนยับยู่ยี่ระบายอารมณ์ที่มันคับแน่นอยู่ในอก พิมพิกา: พิมจะจัดให้เลยค่ะบอส รับรองว่าตาสว่าง สมองปลอดโปร่งทันทีที่ได้ชิมแน่นอนค่ะ พายัพ: ดี ให้ไวด้วยนะ ตู้ด “อย่าให้จืดเหมือนหน้าของเธอล่ะ หน้าตัวเองคมเข้มตายแหละคนผีทะเล” พิมพิกาว่าอย่างกระแนะกระแหนผละมือจากงานที่ทำเดินมาชงกาแฟให้กับพายัพ “อยากได้เข้ม ๆ ใช่ไหมคะบอส เดี๋ยวอีพิมคนนี้จะจัดให้แบบจุก ๆ เลยค่ะ” พิมพิกาคิดในใจก่อนจะเผยรอยยิ้มร้ายออกมาเธอลงมือชงกาแฟให้พายัพช้า ๆ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ “กาแฟดำสักสี่ห้าช้อนแล้วกัน น้ำตาลไม่ต้องใส่ ครีมเทียมก็ไม่ต้องเอา ใส่แต่น้ำร้อนก็พอ” พิมพิกาว่าอย่างขบขัน เธอหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวตลอดเวลา เมื่อชงกาแฟเสร็จสรรพก็นำมาเสิร์ฟให้กับพายัพที่ห้องทำงาน “กาแฟเข้ม ๆ มาแล้วค่ะบอส” พิมพิกาทำหน้าระรื่นกลั้นยิ้มแห่งความสะใจเอาไว้ไม่มิด นำแก้วกาแฟวางลงตรงหน้าของพายัพที่กำลังตรวจทานเอกสารอยู่ พายัพเงยหน้าจากกองเอกสารมามองหน้าของพิมพิกาที่กำลังกลั้นยิ้มสุดฤทธิ์ด้วยรอยยิ้มร้ายไม่แพ้กัน เธอคิดว่าเขาไม่รู้หรือไงกันว่าเธอทำอะไรมา ร้าย ๆ แบบพิมพิกาที่พร้อมจะเล่นงานเขาอยู่ตลอดเวลา พายัพไม่ปล่อยให้รอดสายตาไปได้หรอก “ดื่มสิ” พายัพมองพิมพิกาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ก่อนจะชี้นิ้วลงที่แก้วกาแฟสั่งให้พิมพิกาดื่ม “คะ” พิมพิกาหน้าเหวอเธอไม่คิดว่าพายัพจะมาไม้นี้ “ดื่มให้ฉันดูก่อน ฉันไม่ไว้ใจเธอเผื่อเธอใส่ยาพิษให้ฉันกิน” “บ๊า ใครจะทำอย่างนั้นกันคะบอส” พิมพิกาละล่ำละลักตอบอย่างเลิ่กลั่ก “จะไปรู้เหรอ เธออาจจะทำจริง ๆ ก็ได้” “………” พิมพิกามองไปที่แก้วกาแฟพลางทำหน้าเหยเกอย่างไม่สู้ดีนัก “ทำหน้าแบบนั้นทำไม หรือเธอใส่ยาพิษลงไปจริง ๆ “ ยาพิษกับผีนะสิ ในแก้วนั่นน่ะกาแฟดำล้วน ๆ เลย“เฮ้อ” พายัพถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเมื่อเห็นเสื้อผ้าของลูกที่เขาต้องซัก พายัพซักผ้าลูกทุกวัน รวมถึงผ้าของเขากับพิมพิกา บวกกับทำงานบ้านทั้งหมด เขาจะจ้างแม่บ้านมาแบ่งเบาภาระพิมพิกาก็ไม่ยอมคัดค้านเขาหัวชนฝาเสมือนว่าเธอกำลังแกล้งเขาอยู่ยังไงอย่างนั้น งานพวกนี้พายัพทำได้สบายมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นคนทำเองทั้งหมด แม้จะเหนื่อยหน่อยแต่พายัพก็เต็มใจทำอย่างไม่อิดออด แต่ทว่าวันนี้เขาดันมีธุระและเป็นธุระสำคัญ อีกทั้งวันนี้งานบ้านก็ล้นมือชนิดที่ว่าพายัพปลีกตัวไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย “เฮ้อ” ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไรแล้วเหมือนกันที่พายัพขยี้ผ้าไปถอนหายใจไป สายตาของเขาคอยจดจ่อจ้องมองอยู่ตรงนาฬิกาข้อมือเพื่อดูเวลา ครืดดดด จนกระทั่งที่โทรศัพท์ของพายัพมีคนโทรเข้ามา พายัพรีบเช็ดมือที่เต็มไปด้วยฟองผงซักฟอกกับกางเกงของตัวเองล้วกมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมากดรับสาย กรอกเสียงทุ้มน่าฟังลงไป พายัพ: ฮัลโหลครับ ปลายสาย: ไม่ทราบว่าคุณพายัพสะดวกเข้ามารับสินค้าที่ร้านเวลาไหนคะ วันนี้วันเสาร์ร้านอาจจะปิดเร็วกว่าปกตินิดหนึ่งนะคะ พายัพเริ่มคิดหนักเมื่อได้ยินปรายสายพูดอย่างนั้น เมื่องานบ
หนึ่งอาทิตย์ให้หลังคุณหมอก็อนุญาตให้พิมพิกากับลูกกลับมาอยู่บ้านได้โดยมีพายัพคอยดูแลพิมพิกากับลูกเหมือนเดิม อีกทั้งคราวนี้พายัพไม่ต้องกางเต็นท์นอนหน้าบ้านเหมือนอย่างเก่าเมื่อคราวนี้พิมพิกาอนุญาตให้พายัพเข้ามาด้วยในบ้านได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอยอมให้เขานอนในห้องนอนของเธอด้วย… ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าพายัพดีใจมากขนาดไหน เขากระโดดโหยงดีใจราวกับเด็กน้อยเลยก็ว่าได้ โหวกเหวกโวยวายจนพิมพิกาส่ายหน้าเอือมระอาให้พร้อมกับเอ่ยดุเขาไปอีกยกใหญ่เมื่อเสียงตะโกนของเขาทำให้ลูกที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมาแหกปากร้องไห้ “ขอโทษ” พายัพขอโทษพิมพิกาเสียงแผ่วเบา ยกมือเกาแก้มตัวเองแก้เก้อเมื่อเธอทั้งเอ่ยดุและมองเขาด้วยแววตาขึงขัง เขาก็แค่ดีใจเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เพียงพราวสะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้สักหน่อย ทำไมเธอต้องมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวแบบนั้นด้วย “ส่งลูกมาให้ฉันสิ เดี๋ยวฉันโอ๋ลูกเอง” พายัพบอกพิมพิกา “ก็มารับไปสิ” พิมพิกาส่งลูกให้พายัพอย่างว่าง่าย พายัพจึงยื่นมือเข้าไปรับเพียงพราวที่กำลังร้องไห้จ้าเข้าสู่อ้อมอก กล่อมจนลูกหลับไปอีกครั้ง แต่กว่าที่เพียงพราวจะหลับก็เล่นเอาพายัพปวดแขนกันเ
พายัพกำลังพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาให้พิมพิกาได้ฟัง แต่แล้วพยาบาลก็มาเชิญตัวเข้าให้ออกมาก่อน เนื่องจากตอนนี้พิมพิกายังอยู่ในห้องคลอดและเธอก็ต้องการเวลาพักผ่อน อีกหกชั่วโมงหลังจากนี้เราถึงจะไปเจอกันที่ห้องพักฟื้น ระหว่างรอพิมพิกาออกมา พายัพไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าเขามาเกาะกระจกมองหนูเพียงพราวที่นอนอยู่ในตู้อบตาไม่กระพริบ พายัพรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกและอีกความรู้สึกหนึ่งที่แทรกเข้ามาตลอดเวลาที่เขามองหน้าลูก คือความรู้สึกผิด วันนั้นถ้าพิมพิกาเลือกจะทำตามที่เขาบอก พายัพคงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าลูกเหมือนอย่างวันนี้ ทุกคำพูดของเขามันยังดังก้องอยู่โสตประสาท พายัพยังจำคำพูดของเขาวันนั้นได้ไม่ลืม เขาอยากขอโทษพิมพิกาสักหมื่นพันครั้งให้สาสมกับความผิดที่เขาได้ทำ อยากขอโทษลูกที่ครั้งหนึ่งคนเป็นพ่ออย่างเขาคิดชั่ว พายัพผิดไปแล้ว เขาผิดไปแล้วจริง ๆ และเขาก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อชดใช้ทุกความผิดที่เขาได้ทำเอาไว้ “เพียงพราวหน้าเหมือนมึงเลยเนอะ” พายัพที่ยืนมองลูกอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาพูดกับเขาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง คนคนนั้นก็คือจากัวร์มันเดินเข้ามายืนขนาบข้างเขาสายตาของ
พายัพเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องอย่างใจจดใจจ่อและรู้สึกเป็นห่วงพิมพิกาจับใจ สีหน้าที่แสดงชัดถึงความเจ็บปวดยังฉายชัดอยู่ในความรู้สึกของพายัพ เสียงร้องของเธอยังคงบาดลึกลงไปในจิตใจของเขา พายัพไม่รู้ว่าการที่คนเราเจ็บท้องคลอดมันเจ็บมากแค่ไหนแต่จากที่เขาได้เห็นจากพิมพิกา พายัพคิดว่าเธอคงเจ็บปวดมาก “ไอ้พา พิมเป็นไงบ้างวะ” พายัพหันไปมองว่าจากัวร์ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับครอบครัวของเขา “ยังไม่ออกมาเลย” พายัพตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ตอนนี้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ เดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นเกาะประตูห้องคลอดชะเง้อคอมองอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งการกระทำของพายัพอยู่ในสายตาของทุกคน “แม่ว่าพามานั่งดีกว่าไหมลูก เดี๋ยวน้องก็ออกมาแล้ว” แม่พายัพที่เห็นว่าลูกชายเอาแต่เดินไปเดินมาจนรู้สึกเวียนศีรษะจึงเอ่ยปรามให้ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วมานั่งพัก แต่พายัพส่ายหน้าหน้าพัลวัน เขาจะนั่งนิ่งได้อย่างไรกันเมื่อเขารู้สึกกระวนกระวายใจมากขนาดนี้ “ผมนั่งไม่ติดหรอกครับแม่ ผมเป็นห่วงน้อง” “โอ้ยพี่พาคะ” จนเป็นพริมาที่โอดครวญออกมาอย่างนึกระอาในตัวของพี่ชาย เธอเดินเข้าไปจับตัวพายัพแล้วลากเขามา
เช้านี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันหลังจากตื่นนอนพายัพกุลีกุจอทำธุระส่วนตัวของตัวเองให้เสร็จด้วยความเร่งรีบแล้วรีบมาทำอาหารเช้าให้พิมพิกาได้ทาน เมนูง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำล้วนแล้วแต่เป็นของมีประโยชน์บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสรรพพายัพยกอาหารมาวางบนโต๊ะชะเง้อคอมองพิมพิกาเป็นพัก ๆ สลับกับดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “ทำไมป่านนี้ไม่ลงมาอีก” บ่นพึมพำเสียงแผ่ว เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อมันเลยเวลาอาหารเช้าแล้วแต่ไม่มีวี่แววว่าหญิงสาวจะลงมา ด้วยความเป็นห่วงพายัพจึงจะขึ้นไปดูว่าหญิงสาวเป็นอะไรรึเปล่า แต่เพียงเขาเดินออกมาจากห้องครัวสายตาคมกริบของพายัพก็เหลือบไปเห็นพิมพิกานอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงโซฟาห้องนั่งเล่น ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่หญิงสาวลงมานอนอยู่ตรงนี้แทนการนอนบนที่นอนนุ่ม ๆ เห็นดังนั้นพายัพจึงเดินเข้าไปหา ค่อย ๆ เดินช้า ๆ ทำเสียงให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้คนที่นอนหลับอยู่รู้สึกตัว พายัพเดินมานั่งลงตรงหน้าพิมพิกา แม้ว่าหญิงสาวกำลังนอนหลับแต่ถึงกระนั้นพายัพก็ไม่กล้าที่จะยื่นมือไปแตะตัวเธอด้วยซ้ำ เขาเอาแต่นั่งนิ่งมองหน้าเธออยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกมากมายที่สุ่มกันอยู่ในอก
หญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมด้วยความสงสัยว่าทำไมบ้านมันถึงได้เงียบแปลก ๆ โดยปกติเวลานี้พายัพอยู่บ้านเขาจะเปิดเพลงฟังหรือไม่ก็นั่งทำงานอยู่หน้าเต็นท์ของตัวเอง แต่ทว่าวันนี้กลับไม่มีเสียงเพลงแถมหน้าเต็นท์ของเขาก็ว่างเปล่าอีกด้วย “ไอ้พายัพไม่อยู่เหรอ” จากัวร์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังเอ่ยถามเมื่อมองเข้าไปในเต็นท์แล้วไม่เห็นพายัพ “ไม่รู้” พิมพิกาส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างไม่นึกสนใจ แต่ความจริงแล้วเธอสนใจมาก ทั้งที่รถของเขาก็จอดอยู่แล้วตัวเขาหายไปอยู่ที่ไหน “รถมันก็จอดอยู่นะ หรือมันจะอยู่ในบ้าน” จากัวร์เอ่ยต่อ “คงงั้นมั้ง” พิมพิกาตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำจากัวร์เข้าบ้านมา ก่อนกลับจากโรงพยาบาลพิมพิกาได้แวะซื้อของเข้าบ้านมามากมายโดยมีพี่ชายของเธอถือเข้ามาไว้ในบ้านให้ “พี่จะกลับเลยไหมคะ” พิมพิกาหันมาถามจากัวร์ หลังจากที่พายัพมาอยู่ดูแลเธอ พี่ชายของเธอก็ไม่ค่อยกลับบ้านเหมือนเก่า เรียกได้ว่าจากัวร์ย้ายถิ่นฐานไปเฝ้าลูกเฝ้าเมียอยู่บ้านใหญ่ก็ว่าได้ บ้านใหญ่ที่ว่าหมายถึงบ้านพ่อแม่พายัพนั่นแหละค่ะ แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ออกแนวเข้าใจพี่ชายตัวเองด้วยซ้ำ ใช่ว่าจากัวร์ทิ







