ログイン“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ”
เสียงสาวใช้ปลุกไป๋อวี้หลันเสียงดัง ทำให้ไป๋ซู่ซินที่กำลังเดินเข้ามาพอดีขมวดคิ้ว “วันนี้อวี้เอ๋อตื่นสายจริง” ไป๋ซู่ซินเดินเข้ามาในห้อง
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูอวี้หลันเป็นอะไรไปก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเรียกตั้งนานแล้วก็ไม่ยอมตื่น บ่าวเขย่าตัวก็แล้ว เรียกก็แล้ว” เสี่ยวจี๋เอ๋อสาวใช้ประจำตัวของไป๋อวี้หลันเอ่ยออกมาเสียงสั่น
“อะไรนะ” ไป๋ซู่ซินก้าวเข้ามาหน้าเตียงของไป๋อวี้หลัน
“อวี้เอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป ตื่นได้แล้ว” ไป๋ซู่ซินเรียกนางด้วยเสียงแตกตื่น เห็นอยู่ชัดๆ ว่าไป๋อวี้หลันยังคงหายใจเป็นปกติ ทว่าไม่ว่าจะเรียกอย่างไรเด็กสาวก็ไม่ยอมตื่นเสียที
“ไปบอกนายท่าน แล้วก็ให้คนไปตามหมอมาด้วย” ไป๋ซู่ซินเอ่ยเสียงร้อนรน
และแล้วเช้าวันนั้นคฤหาสน์ตระกูลไป๋ก็วุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ทว่าในตอนที่หมอกำลังจับชีพจรไป๋อวี้หลันอยู่นั้น ดวงตาของไป๋อวี้หลันก็ค่อยๆเปิดออก ใบหน้าเล็กมองทุกคนงงๆ คล้ายยังไม่ตื่นเต็มตา
“ทำไมเป็นที่นี่อีกแล้วล่ะ”
ภาพของผู้คนตระกูลไป๋ที่ยืนรายล้อมหน้าเตียง ทำให้ไป๋อวี้หลันเบิกตามองคนโน้นทีคนนี้ทีด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวจำได้ว่าตนตื่นขึ้นมาและพบว่าตนอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วทำไมหลับไปครู่เดียวตื่นขึ้นมาก็พบว่ากลับมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว
“อวี้เอ๋อเจ้ารู้สึกเช่นไรบ้าง” เป็นไป๋ซู่จิ่นบิดาของไป๋ซู่ซินที่เอ่ยถามขึ้น เขาอยู่ใกล้หน้าเตียงที่สุด ถัดไปเป็นไป๋ซู่ซินกับมารดาและมารดารองของนาง
“อะไรกัน หรือว่าที่เจอแม่ตอนนั้นคือฝัน” ไป๋อวี้หลันพึมพำเสียงเบา
“เจ้าหลับลึกมากเราปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นสักที ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง” ไป๋ซู่ซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“ขะ ข้าไม่เป็นอะไร” ไป๋อวี้หลันเอ่ยตอบออกไป
“ประหลาดนัก ข้าไม่พบความผิดปกติใดๆ เลย ชีพจรของคุณหนูเป็นปกติดีทุกอย่าง” หมอที่ตระกูลไป๋เชิญมากล่าว เขานั่งขมวดคิ้วเพราะไม่พบสาเหตุที่ไป๋อวี้หลันไม่ยอมรู้สึกตัวขึ้นมา ฃ
“ท่านหมอ แต่เมื่อครู่ท่านก็เห็นแล้วว่านางหลับลึกเพียงใด”
“แต่ข้าตรวจไม่พบสิ่งใดเลยจริงๆ หรือว่าคุณหนูไป๋อาจจะเป็นโรคหลับลึกก็เป็นได้ โรคนี้หาได้ยากนัก อาการจะคล้ายกับที่คุณหนูเป็นคือนอนหลับไปแล้วไม่ตื่น แต่ร่างกายก็ยังเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ไม่มีสติเท่านั้น”
“แล้วมีทางรักษาหรือไม่ขอรับ” ไป๋ซู่จิ่นเอ่ยถามด้วยเสียงเป็นกังวล
ไป๋อวี้หลันเป็นบุตรสาวคนเล็กของไป๋จินเป่า ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของเขา นางมาอาศัยอยู่ที่นี่ก็เพราะพี่ชายของเขาฝากฝังนางเอาไว้ หากนางเกิดเป็นอะไรไปเขาจะบอกกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไร
ตระกูลไป๋ของพวกเขาค้าขายมาหลายชั่วอายุคน มีกิจการอยู่ทุกหัวเมืองของแคว้นจ้าว โดยมีสาขาใหญ่อยู่ที่เมืองหลวง มีไป๋จินเป่าพี่ชายคนโตซึ่งเป็นผู้นำตระกูลดูแลสาขานั้น
เมื่อสองปีก่อนฮูหยินของไป๋จินเป่า ซึ่งเป็นมารดาของไป๋อวี้หลันจากไป ฮูหยินรองของเขาจึงเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่ต่างๆ ในบ้านแทน ตั้งแต่นั้นมาไป๋อวี้หลันก็กลายเป็นคนเงียบขรึมมาโดยตลอด
กระทั่งนางเอ่ยปากอยากจะย้ายมาอยู่ที่เมืองเลี่ยอู่กับไป๋ซู่ซิน ไป๋จินเป่าก็ตามใจยินยอมตามใจ แม้ว่ามารดาของนางจะจากไปแล้ว แต่เขารู้ดีว่าไป๋จินเป่ารักและตามใจบุตรสาวคนเล็กคนนี้เพียงใด ดังนั้นไป๋ซู่จิ่นจึงมิอาจที่จะละเลยนางไปได้
“พี่ซินเอ๋อ ข้าอยากจะออกไปเดินเที่ยวข้างนอกจังเลย” จิรวรรณในร่างไป๋อวี้หลันเอ่ยออกมาอย่างเบื่อๆ หลังจากที่หัดเขียนพู่กันตั้งแต่เช้า
“ไม่ได้หรอก เจ้าเพิ่งจะดีขึ้น อีกทั้งท่านพ่อยังกักบริเวณพี่อยู่ เราออกไปนอกคฤหาสน์ไม่ได้หรอก” ไป๋ซู่ซินยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมือ
“แต่ข้าเบื่อจะแย่” ไป๋อวี้หลันเดินมาหยุดตรงหน้านางอย่างไม่ยอมแพ้ “เสี่ยวจี๋เอ๋อบอกข้าว่าขนมเมื่อเช้าเป็นขนมจากหอมงคลมั่งมี ข้าได้กินแล้วก็ชอบมาก อยากจะกินอีก ข้าจะขอท่านน้าเองว่าเราจะออกไปซื้อขนม หากเขายังไม่วางใจ ข้าบอกว่าเราจะให้เสี่ยวจี๋เอ๋อกับเสี่ยวชุนไปกับเราด้วยก็ได้”
หลังจากที่สังเกตดูอยู่หลายครั้ง ดูเหมือนว่าไป๋ซู่จิ่นจะตามใจไป๋อวี้หลันเอามากๆ ไม่ว่าไป๋อวี้หลันจะพูดอะไรเขาคล้ายเออออตามหมด อย่างเช่นเมื่อเช้าตอนที่หมอกำลังตรวจอาการอยู่นั้น เด็กสาวแกล้งเอ่ยว่าตนเพียงง่วงมาก เลยนอนหลับลึกร่างกายแข็งแรงดีไม่ได้เป็นอะไร ไป๋ซู่จิ่นก็รีบพยักหน้า แล้วเชิญหมอกลับไปทันที
ดังนั้นตอนนี้ไป๋ซู่ซิน ไป๋อวี้หลัน เสี่ยวจี๋เอ๋อและเสี่ยวชุนก็ยืนอยู่หน้าหอมงคลมั่งมีด้วยเหตุนี้
ผู้คนที่กำลังเดินเข้าออกโรงเตี๊ยมมั่งมี ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน ทำเอาทั้งสี่คนอดที่จะสงสัยไม่ได้ เมื่อเข้าไปด้านในหอมงคลมั่งมี เสี่ยวชุนสาวใช้ของไป๋ซู่ซินเดินเข้าไปถามหลิวเจ้า คนงานในหอมงคลมั่งมีที่คุ้นเคยกับนางเป็นอย่างดี
“เกิดอะไรขึ้นหรืออาเจ้าทำไมผู้คนจึงเยอะเช่นนี้”
“อ้อ อาชุนเจ้าไม่รู้หรือ คืนนี้หอมั่งมีจะจัดงานประมูลขึ้น”
“งานประมูลหรือ ประมูลอะไรกัน” ไป๋อวี้หลันเอ่ยถามอย่างสงสัย ในใจก็นึกถึงงานประมูลเครื่องเพชรในพิพิธภัณฑ์ที่ตนได้มีโอกาสไปร่วมงานมา มันน่าเบื่อเอามากๆ เลยล่ะ
“ได้ยินมาว่าเป็นงานประมูลของชาวยุทธ์นะ ของที่จะนำประมูลมีมูลค่าสูงมากเลยล่ะ หนึ่งในนั้นคือองุ่นอัคคี” หลิวเจ้ากระซิบเสียงเบา
“องุ่นอัคคีหรือ” ไป๋ซู่ซินตกอกตกใจ
“ใช่แล้วล่ะ คุณหนูไป๋ท่านก็รู้จักองุ่นอัคคีหรือ”
“องุ่นอัคคีมิใช่ว่าเป็นของวังเมฆาอัคคีหรอกหรือ ว่ากันว่าจ้าววังเมฆาอัคคีน่ะเป็นปีศาจมาจุติ เขาฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา ทั้งยังโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่มีความปรานีเลยแม้แต่น้อย” ไป๋ซู่ซินหน้าซีดลงทั้งยังกระซิบเสียงเบา
เขาไม่ได้บอกจิรวรรณว่าทั้งสองใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันและสุนิสาก็พูดคล่องปร๋อ งานนี้ทั้งพี่สาวของเขากับน้องสาวของจิรวรรณชนะใสๆ เลยทีเดียว“วรรณครับผมมารับ กลับไปกับผมนะ ผมจะมาตกลงขอหมั้นคุณกับคุณน้า ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบคุณอย่างเดียวซะแล้ว ผมคิดว่าผมรักคุณ และผมเองก็คิดว่าคุณน่าจะชอบผมบ้าง…หรือเปล่า”“มะ หมั้นหรือคะ” หญิงสาวมองเขาคล้ายไม่อยากจะเชื่อ“คือ ผมข้ามขั้นตอนไปหรือเปล่า ผมหมายถึง เอ่อ...” เพราะรู้ว่าตนเองทำอะไรรวบรัด จางหย่วนหมิงจึงพูดไม่ถูก“หมิง” จิรวรรณเรียกชื่อเขาเบาๆ “คุณกำลังตื่นเต้นอยู่หรือคะ” จิรวรรณมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของเขาแล้วยิ้มออกมา แม้จะเขินอาย ทว่าเมื่อมองเห็นความลนลานของเขา หญิงสาวกลับคิดว่าเขาน่ารักจริงๆ“ผม...” เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของจิรวรรณแล้วนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมา หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วรรณ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ” ครั้งนี้เขาเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ“ค่ะ” หลังจากมองหน้าเขาแล้วเงียบไปครู่ใหญ่ จิรวรรณก็ยิ้มสดใสให้เขาจางหย่วนหมิงรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้วงแหวนเพชร
“ผมไม่มีความลับ”บรรยากาศการฟาดฟันกันด้วยถ้อยคำระหว่างเขากับพี่สาว ทำให้จิรวรรณเห็นอีกด้านของเขา เพราะแม้ว่าทั้งสองดูจะประชดกันไปมาด้วยคำพูด ทว่ามันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าทั้งสองคนรักและสนิทสนมกันมากแค่ไหนตลอดมื้ออาหารจิรวรรณรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะจางเยวี่ยหลิงเอาแต่ชวนพูดโน่นคุยนี่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับจางหย่วนหมิงที่ดูอารมณ์ไม่ดีกระทั่งจบมื้ออาหารลง“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่พี่สาวของผมเสียมารยาท ถึงจะดูเขาเป็นคนพูดมากและไม่ค่อยสนใจในมารยาทเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยขึ้น ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินมายังที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม“ฉันรู้ค่ะ ที่จริงคุณไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉันสนุกมากเลยที่ได้พบพี่เยวี่ยหลิงวันนี้” จิรวรรณตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังก้าวเข้าไปนั่งบนรถเมื่อเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถทว่าจางหย่วนหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ว่าหญิงสาวมีเรื่องอยากจะถามเขา“วรรณมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่เหรอครับ”“เอ๋ อ้อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วละค่ะ ไม่สงสัยแล้ว”หญิงสาวยิ้มสดใสเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเข้าใจผิดจางเยวี่ยหลิง รอยยิ้มนั้นทำให้จางหย่วนหมิงนิ่งไป เขายื่นมือออกมาแตะแก้มของห
“คุณแม่ให้ป้าจิ้งไปตามวรรณหรือคะ”“จ้ะ แม่มีเรื่องจะถามหน่อย”“เรื่องอะไรหรือคะ” “เรื่องลูกกับหมอจาง” “เอ๋” “ลูกชอบเขาหรือเปล่า” “เอ่อ” “เขาโทรมาหาแม่วันนี้ ทั้งยังขออนุญาตพาลูกออกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกจะว่ายังไง” “เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ” จิรวรรณขมวดคิ้ว เพราะเมื่อเช้าเขาเองก็โทรหาตน แต่ไม่เห็นจะบอกเลยว่าจะพาไปข้างนอก“เขาบอกแม่ว่าเขาชอบลูกทั้งยังจริงใจกับลูก ดังนั้นจึงขออนุญาตไปมาหาสู่ ทั้งยังอยากจะพาลูกออกไปข้างนอกบ้าง ลูกเองก็โตจนป่านนี้แล้วเขายังจะขออนุญาตแม่อีก แม่ก็ว่าเขาเป็นคนดี เห็นเขาโทรหาลูกแม่บ่อยๆ แม่ก็รู้ว่าเขาชอบพอในตัวลูก แต่ยังไงแม่ก็อยากจะให้ลูกตัดสินใจเอง”“ค่ะ” ใบหน้ายุ่งยากของจิรวรรณทำให้อัญชลียิ้มออกมา “มีอะไรก็ถามเขาไปตรงๆ สิลูก” “เอ๋” จิรวรรณสะดุ้งคล้ายเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิด “ลูกสงสัยไม่ใช่เหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เย็นนี้ออกไปพบเขาก็ถามเขาเสียสิจะได้รู้ความจริง” อัญชลียิ้มอย่างอ่อนโยน นางหรือจะไม่รู้ว่าจิรวรรณยังติดใจภาพที่เห็
“ขอโทษค่ะ” จิรวรรณหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่จะดันตัวเองออกไปจากเขา หญิงสาวพบว่าเขาใช้เพียงแขนข้างเดียวก็โอบรัดร่างของตนเอาไว้ได้แล้ว“นี่ครับ” เขายื่นช่อดอกทิวลิบให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะ”ในขณะที่คนทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อัญชลีกับหยูจิ้งที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างขัดใจ“โธ่ลูกสาวฉัน เขามาหาถึงบ้าน แทนที่จะไว้ตัวกลับพุ่งเข้าหาเขาซะนี่” อัญชลีกระซิบเสียงเบา“คุณหมอจางดูท่าจะชอบคุณหนูมากนะเจ้าคะ” หยูจิ้งกระซิบเสียงเบาเพราะเกรงว่าจางหย่วนหมิงและจิรวรรณจะได้ยิน“ยังไม่รู้หรอกต้องดูกันไปก่อน แต่การที่เขารับปากทันทีที่เอ่ยชวนนี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่” อัญชลีเอ่ยสองวันก่อนนางได้พบจางหย่วนหมิงโดยบังเอิญในตอนที่กำลังเดินซื้อของกับหยูจิ้ง นางขอโทษขอโพยเขาที่บุตรสาวเสียมารยาทในวันที่ออกมาจากโรงพยาบาลในตอนที่จะแยกจากกัน เขาคล้ายจะเอ่ยถามอะไร แต่ก็ยับยั้งเอาไว้ อัญชลีจึงคิดที่จะเปิดโอกาสให้เขาเสียหน่อย จึงลองชวนเขามาทานอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ไม่คาดว่าเขาจะรับปากทันที คล้ายกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ จนกระทั่งวันนี
“อ้อ เหรอคะ” อัญชลีครุ่นคิดว่า ‘เขาว่างขนาดนั้นเลยหรือ’ ก่อนมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาว แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของหมอหนุ่มนี่ตนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมบรรยากาศภายในห้องของบุตรสาวจึงแปลกพิกล“ถ้าคุณน้ากลับมาแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยอย่างสุภาพแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องนับจากวันนั้นจิรวรรณก็พบว่าเขาบังเอิญเดินผ่านเข้ามาทักทายด้วยบ่อยๆ เขาเข้ากับอัญชลีได้เป็นอย่างดี ท่าทางใจดีของเขา ทำให้พยาบาลหลายคนตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดายและนั่นยิ่งทำให้จิรวรรณระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองพาตัวพาใจไปใกล้เขาเกินความจำเป็น เพราะไม่อยากจะเข้าใจผิดว่าความใจดีที่เขามีให้ตนนั้น แตกต่างจากคนอื่นๆ“กำไลหยกนั่นสวยดีนะครับ”“ค่ะ ฉันได้มาโดยบังเอิญที่พิพิธภัณฑ์ แต่พอสวมแล้วถอดไม่ออกเลยได้แต่ปล่อยเอาไว้อย่างนี้” หญิงสาวเล่าเฉพาะสิ่งที่เล่าได้“ตระกูลของผมก็มีกำไลแบบนี้นะครับ แต่หายไปนานมากแล้ว”“เอ๋ อย่างนั้นกำไลนี้อาจจะเป็นของคุณหรือเปล่าคะ” จิรวรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นและยื่นไปหาเขา กำไลหยกสีเขียวแวววาวที่อยู่บนข้อมือของหญิงสาวส่องประกายวาววับ“มันจะเป็นของผมไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ข
ในขณะเดียวกันนั้นจางหย่วนหมิง แพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของคนไข้ก็สูดหายใจเข้าลึก เขาหันหลังพิงกำแพงด้วยใบหน้าแตกตื่น เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาบนหน้าผาก หัวใจที่เต้นรัวแรงทำให้เขาต้องหยุดก้าวเดินไปชั่วครู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนที่เขาพบหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ครั้งนี้คล้ายรุนแรงกว่า เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่จ้องเขม็งมา ทำให้เขาแทบจะระงับอาการตื่นเต้นไม่อยู่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะกับหญิงสาวคนไหน แต่กับเธอคนนี้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าสบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขาเป็นอย่างที่คิดเขาแทบจะยื่นมือออกไป อยากลูบไล้สัมผัสแก้มเนียนใสนั้นอย่างอดใจไม่อยู่ทันทีที่สบตาของเธอก่อนหน้านี้เขาเป็นแพทย์ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อเมริกา แต่เมื่อทราบข่าวจากคนของตระกูลจางว่าหากำไลหยกประจำตระกูลที่สูญหายไปพบแล้ว เขาก็รีบบินมาที่จีนทันทีก่อนตายบิดาของเขาสั่งเสียเอาไว้ว่าต้องหากำไลหยกของย่าทวดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยให้พบ แต่เขาไม่เคยเห็นกำไลนั้นมาก่อน แม้ว่าจะมีภาพถ่ายของย่าทวดที่สวมกำไลนั้นแต่ก็เป็นเรื่องยากอย
“ได้ยินมาว่าท่านเป็นคนเผยร่องรอยของลั่วฉีเยี่ยน ทำให้วังเมฆาอัคคีได้องุ่นอัคคีกลับมา ทั้งยังสามารถใช้เรื่องนี้ในการต่อรองการค้ากับพรรควายุได้ ขอบคุณท่านจริงๆ”ลั่วฉีเยี่ยนคือหนึ่งในผู้ที่ร่วมมือกับถังจิวในการขโมยองุ่นอัคคี แต่เสวียนหมิงไม่ได้ฆ่าเขา กลับมอบหมายให้จั่วจินเหิงส่งตัวอีกฝ่ายคืนให้ลั่วฉี
ระหว่างการเดินทางเสวียนหมิงดูแลไป๋อวี้หลันเป็นอย่างดี เขาไม่เคยห่างกายนางไปเลยแม่แต่น้อย เขาไม่ได้เร่งรีบที่จะเดินทาง ตรงกันข้ามเขากลับพานางเที่ยวชมเมืองต่างๆ ในระหว่างที่เดินทางกลับเมืองหลวงจนนางรู้สึกประหลาดใจ“หมิง ท่านมิใช่ว่าต้องรีบกลับไปสะสางงานในพรรคหรอกหรือ เราเอ้อระเหยลอยชายกันมาหลายวันแล้
ไป๋อวี้หลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของนางกลอกไปมา ก่อนที่จะขมวดคิ้วแน่นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าสำนึกสุดท้ายนั้นเกิดอะไรขึ้น ใบหน้างัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อมองเห็นท่อนแขนแข็งแรงที่วางพาดอยู่บนเอวของตนนางค่อยๆ หันหน้ากลับไปด้านหลัง กระทั่งพบใบหน้าหลับใหลของเสวียนหมิงอยู่ในระยะประชิด รู้สึกได้ถึงลมหายใจอบอ
หญิงสาวไม่รอช้ารีบมองหาที่หลบทันควัน ทว่าทั่วทั้งห้องกลับไม่มีที่ไหนที่นางสามารถหลบได้เลย “ข้ามีความจำเป็นดังนั้นข้าขอหลบสักครู่นะ” ไป๋อวี้หลันกลั้นใจปีนข้ามร่างที่นอนอยู่บนเตียงไป แล้วแทรกตัวลงไปในผ้านวมผืนหนา ไม่สนใจร่างหนาที่ทำท่าลุกขึ้นมานั่งแม้แต่น้อย“ท่านนอนลงสิอย่าส่งเสียงนะ ขอข้าหลบครู่เดี







