로그인“ข้าเองก็เคยได้ยินนะเจ้าคะ หลายคนบอกว่ามีคนเคยเห็นหน้าเขาไม่กี่คน เพราะคนที่เห็นต่างก็ถูกเขาฆ่าตายไปหมดแล้ว” เสี่ยวจี๋เอ๋อตัวสั่น ใบหน้าซีดลงด้วยความกลัวเช่นกัน
“น่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ” ไป๋อวี้หลันตาโต
“เขามาที่นี่ด้วยหรือเปล่า จ้าววังผู้นั้น” เสี่ยวชุนกระซิบถาม
“ไม่รู้สิ ที่ข้ารู้ มีเพียงตอนนี้เหล่าชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างก็พากันทยอยมาแล้ว หอมงคลมั่งมีต้องปิดเร็ว เพราะเถ้าแก่จะให้พวกเราทั้งหมดเข้าไปช่วยงานในหอมั่งมี” หลิวเจ้าเอ่ยอย่างตื่นเต้น เขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาสนเพียงค่าจ้างงามๆ ที่โรงเตี๊ยมมั่งมีจะจ่ายเท่านั้น
โรงเตี๊ยมมั่งมีและหอมงคลมั่งมี ต่างก็เป็นกิจการของตระกูลลั่ว ดังนั้นจึงสามารถหยิบยืมคนงานของกันและกันได้ เหล่าคนงานเองก็ชอบ เพราะงานครั้งนี้โรงเตี๊ยมมั่งมีจ่ายค่าจ้างสูงเป็นสองเท่า
เมื่อซื้อขนมจากหอมงคลมั่งมีอย่างที่ต้องการแล้ว หญิงสาวทั้งสี่คนจึงเดินออกมาด้านนอก ผู้คนที่ยังคงเดินเข้าออกโรงเตี๊ยมมั่งมี ทำให้บนถนนด้านหน้าเบียดเสียดกันไม่น้อย
“เราไปทางนั้นได้หรือไม่ ทางนี้คนเยอะเหลือเกิน” ไป๋อวี้หลันหันไปมองถนนอีกฝั่ง เห็นไม่ค่อยจะมีคนจึงเอ่ยถาม
“ทางนั้นไม่ใช่ทางกลับคฤหาสน์นะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจี๋เอ๋อรั้งไป๋อวี้หลันเอาไว้ เมื่อเห็นนางออกเดินโดยไม่รอคำตอบ เสี่ยวจี๋เอ๋อรู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมไป๋อวี้หลันจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้
หลังจากที่ถูกทำร้ายกลับมา จากคนที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา กลับกลายมาเป็นคนร่าเริงขี้สงสัย ทั้งยังคุยเก่งขึ้นมาก
“แล้วเราอ้อมไปไม่ได้หรือ จะได้เดินเที่ยวไปด้วยไง” นั่นละประเด็นที่นางจะบอก
“ไม่ได้เจ้าค่ะ เราออกมานานมากไม่ได้ นายท่านกำชับแล้วว่าซื้อขนมเสร็จให้เราตรงกลับคฤหาสน์ มาเถอะเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวจี๋เอ๋อเร่ง เพราะหากกลับช้าไม่ใช่คุณหนูทั้งสองจะโดนดุ แต่เป็นนางกับเสี่ยวชุนต่างหากที่จะโดนลงโทษ
“ระวัง!!!”
ในตอนที่ทั้งสี่กำลังออกเดินเสียงหนึ่งกลับดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุรุษที่กระโดดลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมมั่งมี
เสียงข้าวของตกแตกและเสียงคนกำลังต่อสู้กัน ทำเอาเหล่าชาวบ้านที่อยู่บนถนนต่างก็วิ่งหนีเอาตัวรอด ไป๋ซู่ซินโดนฝูงชนกลืนหายไป ระหว่างที่ทั้งสี่คนกำลังยืนงงอยู่ตรงนั้น
“คุณหนู!”
เสี่ยวชุนอุทานก่อนรีบวิ่งตามไป ทำให้ตอนนี้ไป๋อวี้หลันและเสี่ยวจี๋เอ๋อได้แต่ยืนมองไป
เสี่ยวจี๋เอ๋อยืนบังร่างเล็กของไป๋อวี้หลันเอาไว้อย่างปกป้อง เพราะชาวบ้านที่กำลังตกอกตกใจต่างก็วิ่งไปคนละทิศคนละทาง “กลับเข้าไปด้านในหอมงคลมั่งมีก่อนเถิดเจ้าค่ะคุณหนู แถวนี้อันตรายเกินไป”
เสี่ยวจี๋เอ๋อเดินถอยหลัง พยายามกันไป๋อวี้หลันเอาไว้ด้านหลังตน เพราะเหตุนี้เสี่ยวจี๋เอ๋อจึงโดนชนเสียเอง ร่างเล็กกระเด็นออกไปหลายก้าว
ระหว่างที่ไป๋อวี้หลันกำลังจะเดินเข้าไปพยุงเสี่ยวจี๋เอ๋อขึ้น กลับมีบุรุษผู้หนึ่งกระโดดลงมาจากระเบียงของโรงเตี๊ยมมั่งมี
“จางหยุนจงหยุดอยู่ตรงนั้นนะ!” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนตามมา
ไป๋อวี้หลันเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นเป็นจอมยุทธ์หญิงนาง เมื่อละสายตากลับมาก็ต้องเบิกตากว้าง บุรุษที่ชื่อจางหยุนจงกำลังวิ่งตรงเข้ามาทิศทางที่นางยืนอยู่ “ซวยแล้ว” หญิงสาวสบถเมื่อมองเห็นมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“คุณหนู!!” เสียงเสี่ยวจี๋เอ๋อกรีดร้องดังลั่น
ด้วยความตกใจไป๋อวี้หลันจึงก้าวขาไม่ออก เพียงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ทว่าก่อนที่มีดสั้นนั้นจะปักลงไปบนแขนที่บดบังใบหน้าอยู่นั้น ร่างเล็กกลับถูกรั้งให้หมุนตัวไปอีกด้านอย่างฉิวเฉียด
“โอ๊ย” เสียงไป๋อวี้หลันร้องออกมา แม้ว่ามีดสั้นเล่มนั้นจะไม่ได้ปักลงไปบนข้อมือซึ่งยกขึ้นมาปิดหน้า ทว่ามันก็กรีดลงไปบนข้อมือจนเกิดเป็นแผลยาว
“เจ้าไม่เป็นไรกระมัง” เสียงทุ้มดังขึ้น ตอนที่เด็กสาวกำลังมองบาดแผลที่ข้อมือด้วยความตกใจ
“นะ..นี่ นี่มันอะไรกัน” ไป๋อวี้หลันก้มลงมองแผลที่ข้อมือด้วยความตกใจ แผลนี้เหมือนกันกับแผลที่จิรวรรณเคยมี ทั้งลักษณะ ความยาว ความลึก ข้อมือก็เป็นข้างเดียวกัน
…ไป๋อวี้หลันน้อยคนนี้อายุสิบห้าปี เช่นกันกับตอนที่จิรวรรณได้รับบาดแผลเช่นนี้ “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” ไป๋อวี้หลันมองบาดแผล โดยไม่ได้สนใจว่าตอนนี้เลือดสดๆ กำลังไหลออกมาไม่หยุด
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งถูกแนบปิดลงไปบนปากแผล ทำให้ไป๋อวี้หลันรู้สึกตัวในที่สุด เด็กสาวเงยหน้ามองเจ้าของมือนั้นเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้
“ขอบคุณ...ทำไมเป็นคุณ” ไป๋อวี้หลันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
เขาสูงกว่านางมากทั้งยังยืนอยู่ใกล้จนชิด กระทั่งนางต้องเงยหน้าขึ้นจนคอตั้งบ่า จึงจะสามารถมองเห็นใบหน้าและดวงตาเย็นชาที่มีหน้ากากสีดำปกปิดอยู่
เสวียนหมิงเลิกคิ้วมองเด็กสาวตรงหน้า “เป็นเจ้าจริงดังคาด”
เมื่อครู่เขายืนดูถังหานเยวี่ยเข้าไปหลอกล่อจางหยุนจงอยู่ห่างๆ ตอนที่เด็กสาวสี่คนกำลังเดินเข้าไปด้านในหอมงคลมั่งมี เขาก็มองเห็นใบหน้าคุ้นเคยของเด็กสาวคนนี้
ตอนนั้นเขารู้สึกประหลาดใจ เพราะเด็กสาวคนนี้คล้ายกับหญิงสาวคนที่เขาเจอสองครั้งก่อน เพียงแต่นางเป็นหญิงสาวไม่ใช่เด็กสาว
…จะเป็นไปได้หรือว่าคนสองคนจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันถึงเพียงนี้
“คุณจำฉันได้ด้วยหรือ” ไป๋อวี้หลันเลิกคิ้วถามเขา ทั้งยังมองมือใหญ่ที่กำลังใช้ผ้าซับเลือดออกจากบาดแผลให้อย่างเบามือ ก่อนที่เขาจะโรยผงยาห้ามเลือดลงไป
“โอ้ย แสบ” ไป๋อวี้หลันรั้งมือกลับทันทีที่ผงยาสีขาวถูกบาดแผล ทว่ามือใหญ่ของเขากลับยึดเอาไว้แน่น
เสี่ยวจี๋เอ๋อเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ “คุณหนู เจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ” ส่งเสียงถามผู้เป็นนาย แต่ใบหน้ากลับมองชายหนุ่มหวาดๆ
“เจ็บ” ไป๋อวี้หลันบุ้ยใบ้ไปยังมือตนที่ยังคงถูกมือใหญ่ครอบครองเอาไว้ “นี่” ไป๋อวี้หลันเรียกเขา
“ข้าไม่ได้ชื่อนี่” เสวียนหมิงยังคงก้มหน้าก้มตาทำแผลให้นางอย่างเบามือ
เขาไม่ได้บอกจิรวรรณว่าทั้งสองใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันและสุนิสาก็พูดคล่องปร๋อ งานนี้ทั้งพี่สาวของเขากับน้องสาวของจิรวรรณชนะใสๆ เลยทีเดียว“วรรณครับผมมารับ กลับไปกับผมนะ ผมจะมาตกลงขอหมั้นคุณกับคุณน้า ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบคุณอย่างเดียวซะแล้ว ผมคิดว่าผมรักคุณ และผมเองก็คิดว่าคุณน่าจะชอบผมบ้าง…หรือเปล่า”“มะ หมั้นหรือคะ” หญิงสาวมองเขาคล้ายไม่อยากจะเชื่อ“คือ ผมข้ามขั้นตอนไปหรือเปล่า ผมหมายถึง เอ่อ...” เพราะรู้ว่าตนเองทำอะไรรวบรัด จางหย่วนหมิงจึงพูดไม่ถูก“หมิง” จิรวรรณเรียกชื่อเขาเบาๆ “คุณกำลังตื่นเต้นอยู่หรือคะ” จิรวรรณมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของเขาแล้วยิ้มออกมา แม้จะเขินอาย ทว่าเมื่อมองเห็นความลนลานของเขา หญิงสาวกลับคิดว่าเขาน่ารักจริงๆ“ผม...” เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของจิรวรรณแล้วนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมา หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วรรณ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ” ครั้งนี้เขาเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ“ค่ะ” หลังจากมองหน้าเขาแล้วเงียบไปครู่ใหญ่ จิรวรรณก็ยิ้มสดใสให้เขาจางหย่วนหมิงรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้วงแหวนเพชร
“ผมไม่มีความลับ”บรรยากาศการฟาดฟันกันด้วยถ้อยคำระหว่างเขากับพี่สาว ทำให้จิรวรรณเห็นอีกด้านของเขา เพราะแม้ว่าทั้งสองดูจะประชดกันไปมาด้วยคำพูด ทว่ามันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าทั้งสองคนรักและสนิทสนมกันมากแค่ไหนตลอดมื้ออาหารจิรวรรณรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะจางเยวี่ยหลิงเอาแต่ชวนพูดโน่นคุยนี่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับจางหย่วนหมิงที่ดูอารมณ์ไม่ดีกระทั่งจบมื้ออาหารลง“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่พี่สาวของผมเสียมารยาท ถึงจะดูเขาเป็นคนพูดมากและไม่ค่อยสนใจในมารยาทเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยขึ้น ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินมายังที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม“ฉันรู้ค่ะ ที่จริงคุณไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉันสนุกมากเลยที่ได้พบพี่เยวี่ยหลิงวันนี้” จิรวรรณตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังก้าวเข้าไปนั่งบนรถเมื่อเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถทว่าจางหย่วนหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ว่าหญิงสาวมีเรื่องอยากจะถามเขา“วรรณมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่เหรอครับ”“เอ๋ อ้อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วละค่ะ ไม่สงสัยแล้ว”หญิงสาวยิ้มสดใสเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเข้าใจผิดจางเยวี่ยหลิง รอยยิ้มนั้นทำให้จางหย่วนหมิงนิ่งไป เขายื่นมือออกมาแตะแก้มของห
“คุณแม่ให้ป้าจิ้งไปตามวรรณหรือคะ”“จ้ะ แม่มีเรื่องจะถามหน่อย”“เรื่องอะไรหรือคะ” “เรื่องลูกกับหมอจาง” “เอ๋” “ลูกชอบเขาหรือเปล่า” “เอ่อ” “เขาโทรมาหาแม่วันนี้ ทั้งยังขออนุญาตพาลูกออกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกจะว่ายังไง” “เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ” จิรวรรณขมวดคิ้ว เพราะเมื่อเช้าเขาเองก็โทรหาตน แต่ไม่เห็นจะบอกเลยว่าจะพาไปข้างนอก“เขาบอกแม่ว่าเขาชอบลูกทั้งยังจริงใจกับลูก ดังนั้นจึงขออนุญาตไปมาหาสู่ ทั้งยังอยากจะพาลูกออกไปข้างนอกบ้าง ลูกเองก็โตจนป่านนี้แล้วเขายังจะขออนุญาตแม่อีก แม่ก็ว่าเขาเป็นคนดี เห็นเขาโทรหาลูกแม่บ่อยๆ แม่ก็รู้ว่าเขาชอบพอในตัวลูก แต่ยังไงแม่ก็อยากจะให้ลูกตัดสินใจเอง”“ค่ะ” ใบหน้ายุ่งยากของจิรวรรณทำให้อัญชลียิ้มออกมา “มีอะไรก็ถามเขาไปตรงๆ สิลูก” “เอ๋” จิรวรรณสะดุ้งคล้ายเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิด “ลูกสงสัยไม่ใช่เหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เย็นนี้ออกไปพบเขาก็ถามเขาเสียสิจะได้รู้ความจริง” อัญชลียิ้มอย่างอ่อนโยน นางหรือจะไม่รู้ว่าจิรวรรณยังติดใจภาพที่เห็
“ขอโทษค่ะ” จิรวรรณหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่จะดันตัวเองออกไปจากเขา หญิงสาวพบว่าเขาใช้เพียงแขนข้างเดียวก็โอบรัดร่างของตนเอาไว้ได้แล้ว“นี่ครับ” เขายื่นช่อดอกทิวลิบให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะ”ในขณะที่คนทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อัญชลีกับหยูจิ้งที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างขัดใจ“โธ่ลูกสาวฉัน เขามาหาถึงบ้าน แทนที่จะไว้ตัวกลับพุ่งเข้าหาเขาซะนี่” อัญชลีกระซิบเสียงเบา“คุณหมอจางดูท่าจะชอบคุณหนูมากนะเจ้าคะ” หยูจิ้งกระซิบเสียงเบาเพราะเกรงว่าจางหย่วนหมิงและจิรวรรณจะได้ยิน“ยังไม่รู้หรอกต้องดูกันไปก่อน แต่การที่เขารับปากทันทีที่เอ่ยชวนนี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่” อัญชลีเอ่ยสองวันก่อนนางได้พบจางหย่วนหมิงโดยบังเอิญในตอนที่กำลังเดินซื้อของกับหยูจิ้ง นางขอโทษขอโพยเขาที่บุตรสาวเสียมารยาทในวันที่ออกมาจากโรงพยาบาลในตอนที่จะแยกจากกัน เขาคล้ายจะเอ่ยถามอะไร แต่ก็ยับยั้งเอาไว้ อัญชลีจึงคิดที่จะเปิดโอกาสให้เขาเสียหน่อย จึงลองชวนเขามาทานอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ไม่คาดว่าเขาจะรับปากทันที คล้ายกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ จนกระทั่งวันนี
“อ้อ เหรอคะ” อัญชลีครุ่นคิดว่า ‘เขาว่างขนาดนั้นเลยหรือ’ ก่อนมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาว แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของหมอหนุ่มนี่ตนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมบรรยากาศภายในห้องของบุตรสาวจึงแปลกพิกล“ถ้าคุณน้ากลับมาแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยอย่างสุภาพแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องนับจากวันนั้นจิรวรรณก็พบว่าเขาบังเอิญเดินผ่านเข้ามาทักทายด้วยบ่อยๆ เขาเข้ากับอัญชลีได้เป็นอย่างดี ท่าทางใจดีของเขา ทำให้พยาบาลหลายคนตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดายและนั่นยิ่งทำให้จิรวรรณระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองพาตัวพาใจไปใกล้เขาเกินความจำเป็น เพราะไม่อยากจะเข้าใจผิดว่าความใจดีที่เขามีให้ตนนั้น แตกต่างจากคนอื่นๆ“กำไลหยกนั่นสวยดีนะครับ”“ค่ะ ฉันได้มาโดยบังเอิญที่พิพิธภัณฑ์ แต่พอสวมแล้วถอดไม่ออกเลยได้แต่ปล่อยเอาไว้อย่างนี้” หญิงสาวเล่าเฉพาะสิ่งที่เล่าได้“ตระกูลของผมก็มีกำไลแบบนี้นะครับ แต่หายไปนานมากแล้ว”“เอ๋ อย่างนั้นกำไลนี้อาจจะเป็นของคุณหรือเปล่าคะ” จิรวรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นและยื่นไปหาเขา กำไลหยกสีเขียวแวววาวที่อยู่บนข้อมือของหญิงสาวส่องประกายวาววับ“มันจะเป็นของผมไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ข
ในขณะเดียวกันนั้นจางหย่วนหมิง แพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของคนไข้ก็สูดหายใจเข้าลึก เขาหันหลังพิงกำแพงด้วยใบหน้าแตกตื่น เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาบนหน้าผาก หัวใจที่เต้นรัวแรงทำให้เขาต้องหยุดก้าวเดินไปชั่วครู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนที่เขาพบหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ครั้งนี้คล้ายรุนแรงกว่า เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่จ้องเขม็งมา ทำให้เขาแทบจะระงับอาการตื่นเต้นไม่อยู่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะกับหญิงสาวคนไหน แต่กับเธอคนนี้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าสบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขาเป็นอย่างที่คิดเขาแทบจะยื่นมือออกไป อยากลูบไล้สัมผัสแก้มเนียนใสนั้นอย่างอดใจไม่อยู่ทันทีที่สบตาของเธอก่อนหน้านี้เขาเป็นแพทย์ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อเมริกา แต่เมื่อทราบข่าวจากคนของตระกูลจางว่าหากำไลหยกประจำตระกูลที่สูญหายไปพบแล้ว เขาก็รีบบินมาที่จีนทันทีก่อนตายบิดาของเขาสั่งเสียเอาไว้ว่าต้องหากำไลหยกของย่าทวดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยให้พบ แต่เขาไม่เคยเห็นกำไลนั้นมาก่อน แม้ว่าจะมีภาพถ่ายของย่าทวดที่สวมกำไลนั้นแต่ก็เป็นเรื่องยากอย
“นับว่าแผนการวันนี้ของข้าล้มเหลวไม่เป็นท่าจริงๆ นึกไม่ถึงว่าทั้งที่เจ้ารู้ล่วงหน้า แต่กลับอดทนรอจนข้าเข้ามาถึงที่นี่ ข้าอยากรู้มานานแล้วว่าทายาทหลี่เฟิงเสวียนจะแน่สักแค่ไหน” ถังจิวเอ่ยแล้วก้าวมาด้านหน้า“ชี้แนะด้วย” เสวียนหมิงยังคงยิ้มเยือน ก่อนที่ทั้งสองจะโผเข้าปะทะกันในตอนนั้นเองที่เฉินหวังฉวยโอ
เสวียนหมิงไม่ได้รับคำ ทว่ารอยยิ้มของเขากลับทำให้ผู้คนกระจ่างแจ้งจั่วจินเหิงเปิดผ้าคลุมหน้าออกเช่นกัน เขาส่งสัญญาณให้คนของพรรคที่ปลอมตัวเป็นคนของพรรคนาวา พาเหล่าผู้อาวุโสและสตรีในหอหลังออกไป ทั้งยังคอยคุมเชิงคนของเฉินหวังเอาไว้ตอนนี้ในห้องโถงจึงมีเพียงเฉินหวังกับเฉินหนิงอ้ายที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู
‘คิดว่านางน่าจะถูกวางยาพิษบางอย่าง ข้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นพิษชนิดใด ตั้งแต่ถังจิวพาเข้ามายังไม่รู้สึกตัวเลย’ จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยเสียงเครียด‘พิษหรือ ท่านมั่นใจหรือว่าเป็นพิษ มิใช่ยาสลบหรอกหรือ’ เสวียนหมิงมีท่าทีชะงักจนผิดสังเกต แต่กระนั้นก็ยังเดินตามจ้าวเหยียนเจี๋ยไปโดยดี‘ไม่ใช่ยาสลบแน่นอน ชีพจรของน
แน่นอนว่าเขารู้จักอินอินเป็นอย่างดี เพราะเขาคือคนที่นำอินอินเข้ามายังวังเมฆาอัคคี อีกทั้งเด็กสาวยังเคยเป็นสาวใช้ต้นห้องของเขามาก่อน“ท่านจะทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ” ถังหานเยวี่ยเอ่ยถาม“เจ้าสองคนกลับไปก่อนจากนั้นให้คนมาเก็บกวาดที่นี่เสีย หากพบว่าจินเหิงกลับถึงวังเมฆาอัคคีให้เขาไปที่ตระกูลไป๋ นำตัวไป๋จิน







