Share

บทที่ 7

last update Last Updated: 2025-12-31 07:29:25

ไป๋ซู่ซินพูดพล่ามหลายอย่างว่าจิรวรรณคือน้องสาวของตน หญิงสาวได้แต่เถียง เพราะเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ดอย่างไป๋ซู่ซิน จะกลายมาเป็นพี่สาวของตนที่มีอายุยี่สิบสี่ได้อย่างไร

ระหว่างทางที่เดินมากับไป๋ซู่ซิน หญิงสาวก็ใจแป้วลงเรื่อยๆ ภาพบรรยากาศบ้านเรือน ผู้คนและสถานที่ที่ดูยังไงก็คงจะหาไม่เจอในจีพีเอส ทำให้ลางสังหรณ์แปลกๆ ในใจส่งเสียงออกมาดังลั่น และคิดว่าเจ้ากำไลนั่นกำลังเล่นตลกแน่

ไป๋ซู่ซินพาหญิงสาวเข้ามายังคฤหาสน์ตระกูลไป๋อันมั่งคั่ง แล้วยื่นกระจกส่งให้ไป๋อวี้หลันทันที เพราะเห็นอีกฝ่ายเอาแต่บอกว่าตนอายุยี่สิบสี่แล้ว

“นะ นี่มันอะไรกันเนี่ย!!!”

ภาพของเด็กสาววัยไม่เกินสิบห้าปีกำลังสะท้อนออกมาจากกระจกเงา เด็กคนนี้คือไป๋อวี้หลันที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับหญิงสาวไม่ผิดแน่ หากหญิงสาวคือไป๋อวี้หลันเด็กสาวอายุสิบห้าอยู่ที่นี่

…แล้วจิรวรรณที่อายุยี่สิบสี่ปีเล่า อยู่ที่ไหน!!

หลังจากที่ไป๋ซู่ซินพาไป๋อวี้หลันกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลไป๋แล้ว นางจึงจำเป็นต้องบอกความลับเรื่องที่นางแอบคบหากับหยางไห่ออกไป ด้วยเพราะนางต้องเชิญท่านหมอมาดูอาการของญาติผู้น้อง ซึ่งโดนหยางไห่บีบคอ และยังต้องอธิบายด้วยว่าทำไมพวกนางจึงออกไปพบหยางไห่กลางป่า

 ไป๋ซู่จิ่นออกไปแจ้งทางการให้ตามจับหยางไห่มาลงโทษทันทีที่ทราบข่าว เขาเดือดดาลเป็นอย่างมาก ทั้งยังสั่งกักบริเวณไป๋ซู่ซินมิให้ออกไปนอกคฤหาสน์ แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้ทำให้ไป๋ซู่ซินเสียใจ เท่ากับเรื่องที่นางเป็นต้นเหตุให้ไป๋อวี้หลันต้องถูกทำร้าย

หมอที่มาดูอาการไป๋อวี้หลันเพียงบอกว่า เพราะเด็กสาวถูกทำร้ายจึงตกใจเกินไป ทำให้นางจำเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้ รักษาตัวสักพักก็จะหายเป็นปกติ

ส่วนรอยช้ำรอบคอที่เกิดจากการที่หยางไห่ใช้มือทั้งสองข้างบีบนั้น ทายาไม่กี่วันก็จะหายไปเอง หลังจากเอ่ยแบบนั้นแล้วเขาก็เขียนใบสั่งยาทิ้งเอาไว้ให้ก่อนจากไป

ทว่ามีเพียงเด็กน้อยที่นั่งอยู่เงียบๆ บนเตียงเท่านั้นที่รู้ว่า นางไม่มีวันหายเป็นปกติหรอก เพราะนางไม่ใช่ไป๋อวี้หลันเด็กสาวอายุสิบห้า แต่นางคือไป๋อวี้หลันหญิงสาวอายุยี่สิบสี่ปีต่างหาก

หญิงสาวพบว่าไป๋ซู่ซินนั้น ค่อนข้างรักและเป็นห่วงไป๋อวี้หลันมาก ทุกวันนางจะมาเยี่ยมเยียน ทั้งยังมาอยู่เป็นเพื่อนไป๋อวี้หลันไม่ยอมห่าง ทั้งยังคอยเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับไป๋อวี้หลันให้ฟัง เพื่อเป็นการช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ

ในเมื่อจิรวรรณยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ จึงตัดสินใจที่จะเป็นไป๋อวี้หลันเด็กสาววัยสิบห้าปีดูสักครั้ง หากจะคิดในแง่ดีแล้ว จะมีใครที่โชคดีได้กลับมาเป็นเด็กวัยสิบห้าปีอีกครั้งเช่นตนเล่า…

สามวันผ่านไปไป๋ซู่ซินใช้เวลาว่างของนาง สอนหลายอย่างที่ไป๋อวี้หลันอยากจะเรียน อย่างแรกคือการอ่านเขียน

ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ หญิงสาวก็เพิ่งจะมารู้ว่าไป๋อวี้หลันพออ่านออกเขียนได้ ฟังดูอาการอึกอักของไป๋ซู่ซิน หญิงสาวก็เดาได้เลยว่าเด็กคนนี้น่าจะหัวทึบเป็นแน่ เพราะเรียนการอ่านเขียนมาหลายปี ทว่าก็ยังเขียนพู่กันได้ไม่ดี

หญิงสาวตาลายเมื่อเห็นอักษรจีนโบราณพวกนั้น ตอนแรกมั่นใจหนักหนา เพราะตัวเองจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของเซี่ยงไฮ้

ทว่าอักษรจีนพวกนี้มันไม่เห็นเหมือนกับที่ตนเคยเรียนเลยนี่นา แม้บางอักษรจะเหมือนกัน แต่ก็ส่วนน้อยเท่านั้น ดังนั้นบัณฑิตสาวจบหมาดๆ ก็ยังต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่ดี

โชคดีที่ว่าตนหัวไว ดังนั้นจึงพยายามที่จะเรียนรู้จากไป๋ซู่ซินให้มากที่สุด

คืนวันที่สี่ของการเป็นไป๋อวี้หลัน ระหว่างที่กำลังนอนหลับอยู่นั่นเอง เสียงเรียกคุ้นหูก็ดังแว่วมา จิรวรรณขมวดคิ้วทั้งยังคล้ายคนที่กำลังฝันร้าย “แม่คะ” ไป๋อวี้หลันละเมอ

“แม่ หนูอยู่นี่ค่ะแม่”

“วรรณ ได้ยินแม่ไหมลูกแม่มาแล้ว ตื่นได้แล้วนะลูกนอนนานไปแล้ว” อัญชลีลูบใบหน้าบุตรสาวทั้งยังเรียกชื่อบุตรสาวทั้งน้ำตา

“มะ แม่คะ” หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของอัญชลีมีแววแตกตื่น ตามมาด้วยรอยยิ้มสดใส นางกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อเรียกหมอเข้ามาทันที “ตื่นแล้วหรือลูก รู้สึกยังไงบ้าง รู้หรือเปล่าว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน”

เสียงปนสะอื้นของมารดาและสัมผัสแสนอ่อนโยน ทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ที่นี่คือที่ที่ตนจากไป และนี่คือร่างของจิรวรรณเองไม่ใช่ร่างของไป๋อวี้หลัน “แม่คะ” มองใบหน้ามารดาแล้วยกมือขึ้นจับมือมารดาเอาไว้ “หนูขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะคะ”

“ไม่หรอกจ้ะฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว” อัญชลียกมือบุตรสาวมาวางที่ใบหน้าของตนเบาๆ ตอนนั้นเองที่หญิงสาวมองเห็นกำไลคุ้นตา มันคือกำไลอาถรรพ์ที่ตนพยายามที่จะเอาไปทิ้งที่วัด แต่ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ กำไลที่ว่านั้นมันสวมอยู่บนข้อมือของตน!!

“หมอบอกว่าถอดไม่ออกจ้ะ มันเล็กเกินไปเลยปล่อยเอาไว้อย่างนั้น ว่าแต่ลูกใส่เข้าไปได้ยังไงจ้ะกำไลเล็กรัดข้อมือขนาดนั้น ทั้งยังใส่ทั้งข้างซ้ายข้างขวาเลย” อัญชลีมองตามสายตาบุตรสาวแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนหน้านี้หมอได้อธิบายไปแล้วว่าพวกเขาพยายามถอดกำไลทั้งสอง

“อะไรนะคะ” หญิงสาวเบิกตากว้าง

ลางสังหรณ์ทำให้ตนยกข้อมืออีกข้างขึ้นมา เป็นอย่างที่คิดข้อมือทั้งสองข้างของตนปรากฏกำไลหยกสองอันที่สมบูรณ์ยิ่ง กำไลหยกที่มีคำกลอนประหลาดสลักเอาไว้ กำไลหยกที่ครั้งหนึ่งหญิงสาวเองก็เห็นว่ามันแตกเป็นสองส่วนไปแล้ว

ในตอนที่หมอและพยาบาลเข้ามาตรวจอาการ อัญชลีจำต้องออกไปรอด้านนอก หญิงสาวเอ่ยถามกับพยาบาลและหมอว่ากำไลที่ตนสวมนั้นมาได้อย่างไร

ทว่าพวกเขากลับบอกว่ามันอยู่หญิงสาวตั้งแต่ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลแล้ว หญิงสาวได้แต่งงในเมื่อกำไลทั้งสองอยู่ในกระเป๋าถือ แล้วมันจะมาสวมอยู่บนข้อมือของตนได้ยังไง อีกทั้งเพราะอะไรกำไลที่หักไปแล้ว กลับกลายเป็นกำไลที่สมบูรณ์ไปได้

หลังจากรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว หมอก็ให้ความเห็นว่าตอนนี้ร่างกายของหญิงสาวไม่มีอะไรน่าห่วง นอกจากบาดแผลภายนอกที่มองเห็นแล้วทุกอย่างปกติดี แต่บาดแผลภายนอกพวกนั้น ทำให้ต้องอยู่โรงพยาบาลต่อ จนกว่าหมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้

หญิงสาวสนทนาอยู่กับอัญชลีได้ไม่นาน ก็ผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หลุมพรางร้อยรัก   บทที่ 8

    “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ”เสียงสาวใช้ปลุกไป๋อวี้หลันเสียงดัง ทำให้ไป๋ซู่ซินที่กำลังเดินเข้ามาพอดีขมวดคิ้ว “วันนี้อวี้เอ๋อตื่นสายจริง” ไป๋ซู่ซินเดินเข้ามาในห้อง“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูอวี้หลันเป็นอะไรไปก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเรียกตั้งนานแล้วก็ไม่ยอมตื่น บ่าวเขย่าตัวก็แล้ว เรียกก็แล้ว” เสี่ยวจี๋เอ๋อสาวใช้ประจำตัวของไป๋อวี้หลันเอ่ยออกมาเสียงสั่น“อะไรนะ” ไป๋ซู่ซินก้าวเข้ามาหน้าเตียงของไป๋อวี้หลัน“อวี้เอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป ตื่นได้แล้ว” ไป๋ซู่ซินเรียกนางด้วยเสียงแตกตื่น เห็นอยู่ชัดๆ ว่าไป๋อวี้หลันยังคงหายใจเป็นปกติ ทว่าไม่ว่าจะเรียกอย่างไรเด็กสาวก็ไม่ยอมตื่นเสียที“ไปบอกนายท่าน แล้วก็ให้คนไปตามหมอมาด้วย” ไป๋ซู่ซินเอ่ยเสียงร้อนรนและแล้วเช้าวันนั้นคฤหาสน์ตระกูลไป๋ก็วุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ทว่าในตอนที่หมอกำลังจับชีพจรไป๋อวี้หลันอยู่นั้น ดวงตาของไป๋อวี้หลันก็ค่อยๆเปิดออก ใบหน้าเล็กมองทุกคนงงๆ คล้ายยังไม่ตื่นเต็มตา“ทำไมเป็นที่นี่อีกแล้วล่ะ”ภาพของผู้คนตระกูลไป๋ที่ยืนรายล้อมหน้าเตียง ทำให้ไป๋อวี้หลันเบิกตามองคนโน้นทีคนนี้ทีด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวจำได้ว่าตนตื่นขึ้นมาและพบว่าตนอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วทำไมห

  • หลุมพรางร้อยรัก   บทที่ 7

    ไป๋ซู่ซินพูดพล่ามหลายอย่างว่าจิรวรรณคือน้องสาวของตน หญิงสาวได้แต่เถียง เพราะเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ดอย่างไป๋ซู่ซิน จะกลายมาเป็นพี่สาวของตนที่มีอายุยี่สิบสี่ได้อย่างไรระหว่างทางที่เดินมากับไป๋ซู่ซิน หญิงสาวก็ใจแป้วลงเรื่อยๆ ภาพบรรยากาศบ้านเรือน ผู้คนและสถานที่ที่ดูยังไงก็คงจะหาไม่เจอในจีพีเอส ทำให้ลางสังหรณ์แปลกๆ ในใจส่งเสียงออกมาดังลั่น และคิดว่าเจ้ากำไลนั่นกำลังเล่นตลกแน่ไป๋ซู่ซินพาหญิงสาวเข้ามายังคฤหาสน์ตระกูลไป๋อันมั่งคั่ง แล้วยื่นกระจกส่งให้ไป๋อวี้หลันทันที เพราะเห็นอีกฝ่ายเอาแต่บอกว่าตนอายุยี่สิบสี่แล้ว“นะ นี่มันอะไรกันเนี่ย!!!”ภาพของเด็กสาววัยไม่เกินสิบห้าปีกำลังสะท้อนออกมาจากกระจกเงา เด็กคนนี้คือไป๋อวี้หลันที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับหญิงสาวไม่ผิดแน่ หากหญิงสาวคือไป๋อวี้หลันเด็กสาวอายุสิบห้าอยู่ที่นี่…แล้วจิรวรรณที่อายุยี่สิบสี่ปีเล่า อยู่ที่ไหน!!หลังจากที่ไป๋ซู่ซินพาไป๋อวี้หลันกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลไป๋แล้ว นางจึงจำเป็นต้องบอกความลับเรื่องที่นางแอบคบหากับหยางไห่ออกไป ด้วยเพราะนางต้องเชิญท่านหมอมาดูอาการของญาติผู้น้อง ซึ่งโดนหยางไห่บีบคอ และยังต้องอธิบายด้วยว่าทำไมพวกนางจึงออ

  • หลุมพรางร้อยรัก   บทที่ 6

    ภาพร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายระโยงระยางทั้งเลือดและน้ำเกลือทำให้รู้สึกใจหาย หมอบอกว่าจิรวรรณพ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเท่านั้น“ลูกวรรณแม่มาแล้ว ตื่นสิลูก นอนขี้เซาอีกแล้วนะ ต้องให้แม่มาปลุกทุกทีเลย ตื่นได้แล้วจ้ะลูกรัก”อัญชลีลูบไล้ใบหน้าบุตรสาวด้วยความรักใคร่ ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้ม ทว่าน้ำตากลับไหลออกมาอาบแก้มสองข้างไม่หยุด“โอ้ย” จิรวรรณลุกขึ้นนั่งอย่างลำบากยากเย็น รู้สึกมึนงงทั้งยังเจ็บไปทั้งตัว ดวงตากะพริบตาปริบๆ แล้วหันมองซ้ายขวา “คราวนี้อะไรอีกละ” เอ่ยเสียงดังเมื่อพบว่าตนนั่งอยู่กลางป่าอีกแล้ว“ไป๋อวี้หลัน” มองหาเด็กสาวที่จูงมือตนเดินมาเมื่อครู่ ทว่ารอบกายกลับไม่มีใครสักคนเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของผู้หญิงดังแว่วมา จิรวรรณพยายามเงี่ยหูฟัง ทั้งยังเดินเข้าไปยังทิศทางของเสียง ยิ่งเดินไปเสียงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ทั้งยังมีเสียงของผู้ชายแว่วมา ดังนั้นจึงยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไม่นานก็พบร่างสูงใหญ่ของบุรุษคร่อมอยู่บนร่างของหญิงสาวเจ้าของเสียง หญิงสาวไม่รอช้าคว้าท่อนไม้อันใหญ่ที่วางระเกะระกะอยู่ไม่ไกลจากเท้า แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังไม่ให้เขา

  • หลุมพรางร้อยรัก   บทที่ 5

    ทั้งที่หลับตาลงเพื่อเตรียมพร้อมกับรับความเจ็บ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกที กลับพบว่าตัวเองล้มตัวลงไปบนพื้นห้องนอนที่มีพรมหนานุ่มรองรับ “อะไรกันเนี่ย นี่มันอะไรกัน”จิรวรรณโยนกำไลในมือทิ้งไป มันกลิ้งไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง หญิงสาวมองมันอย่างหวาดๆ ก่อนจะงอเข่าขึ้นแล้วนั่งซบหน้าลงกอดตัวเองนิ่ง หากจะบอกว่าตนคิดไปเอง แต่สัมผัสจากท่อนแขนแข็งแรงของบุรุษแปลกหน้าก็ชัดเจนเหลือเกิน แม้ว่าครั้งนี้จะมองเห็นใบหน้าเขาไม่ชัด ทว่าหน้ากากอันนั้นก็ทำให้จิรวรรณมั่นใจว่า เขาคือบุรุษบนหลังม้าคนนั้นทางด้านเสวียนหมิง เขามองหน้ากากในมือนิ่งอย่างใช้ความคิด ร่างของหญิงสาวหายวับไปกับตา ทำให้เขาจ้องเขม็งไปยังบริเวณที่นางเคยยืนอยู่เขามั่นใจว่านางมิใช่ภูตผีหรือวิญญาณ เพราะสัมผัสจากผิวกายของนางยังคงติดอยู่ที่มือเขา ทว่าเขากลับอธิบายไม่ได้ว่าทำไมนางจึงสามารถล่องหนหายตัวไปเช่นนี้ ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางตกใจเลย เขาเพียงอยากจะถามให้แน่ชัดเท่านั้น ว่านางเป็นคนหรือวิญญาณกันแน่ เหตุใดจึงมีเพียงเขาที่มองเห็นนาง แต่ดูเหมือนว่านางจะตกใจกลัวหน้ากากของเขา จึงได้ตั้งท่าจะวิ่งหนีอย่างเดียวเมื่อก้มลงมองหน้ากากในมือ อยู่ๆ บทส

  • หลุมพรางร้อยรัก   บทที่ 4

    “เจ้าไม่เห็นนางหรือ หญิงสาวในชุดประหลาดตาสีเขียวเมื่อครู่ นางยืนอยู่ตรงนี้ ข้างๆ ข้า” เสวียนหมิงขมวดคิ้ว เขาเห็นภาพลวงตาหรอกหรือถังหานเยวี่ยมองไปรอบๆ อีกครั้ง ทว่าไม่ว่าจะมองหาเท่าไร ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่อื่น นอกจากสัตว์น้อยใหญ่ที่กำลังส่งเสียงอยู่ในป่าเสวียนหมิงได้แต่ขมวดคิ้วจากนั้นก็ควบม้าออกไป ในใจของเขายังคงสงสัยตัวตนของหญิงสาวผู้นั้น…หรือว่านางจะเป็นเพียงวิญญาณขณะเดียวกันนั้นจิรวรรณก็ต้องรั้งมือกลับเมื่อพบว่า แผงคอม้าที่ตนลูบเมื่อครู่กลับกลายเป็นผนังพิพิธภัณฑ์แทน “นี่มันอะไรเนี่ย” หญิงสาวบ่นกับตัวเองเบาๆ ทั้งยังก้มลงมองกล่องกำไลและกำไลที่ยังคงอยู่ในมือ“คุณหนูครับ”เสียงของทนายประจำตระกูลทำให้ได้สติกลับมา หญิงสาวยื่นกำไลทั้งสองให้กับเขา ทั้งยังถามหาเจ้าของ ทว่าไม่ว่าจะตามหาเช่นไรก็ไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ทนายประจำตระกูลจึงได้แต่เก็บเอาไว้ในตู้ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บสิ่งของที่ลูกค้าทำหาย หรือลืมเอาไว้จิรวรรณกลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลีย เรื่องที่เกิดกับตนที่พิพิธภัณฑ์นั้น แน่นอนว่าหญิงสาวไม่กล้าที่จะบอกใคร ตอนที่กำลังจะเตรียมตัวเข้านอนนั้นเอง กำไลทั้งสองกลับวางอยู

  • หลุมพรางร้อยรัก   บทที่ 3

    ด้านหนึ่งเขาคือ อิ่นเมิ่ง บัณฑิตอ่อนแอที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าธรรมดาหาเช้ากินค่ำที่ชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักเขา แต่อีกด้านหนึ่งเขาคือ เสวียนหมิง จอมมารจ้าววังเมฆาอัคคีที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัววังเมฆาอัคคีตั้งอยู่บนหุบเขาอัคคี หุบเขาสูงชันที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองอันหนิง เมืองหลวงแคว้นจ้าวเส้นทางขึ้นไปยังหุบเขาอัคคีเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ตัวเรือนพักต่างๆ และห้องโถงของวังเมฆาอัคคี ถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำที่เจาะลึกเข้าไปในภูเขาหิน โดยการใช้กำลังภายในขั้นสูงเจาะหินเข้าไปเป็นโพรงหอสูงต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเหลื่อมล้ำกันไป คล้ายขั้นบันไดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาที่มีแนวราบ ที่นั่นคือสุสานจ้าววังคนก่อนๆ ที่ได้รับการฝังอย่างมีเกียรติหากมองจากด้านล่างของหุบเขา จะสามารถมองเห็นวังเมฆาอัคคีได้อย่างชัดเจน ทว่าหากมีผู้ที่คิดจะบุกรุกเข้าไป หรือมีผู้ที่คิดจะปีนขึ้นไปคงจะต้องคิดนานหน่อย เพราะทางเข้าและรอบๆ หุบเขาเต็มไปด้วยค่ายกลกับดักซึ่งยังไม่เคยมีคนนอกฝ่าเข้าไปได้“ท่านจ้าววัง การเดินทางครั้งนี้ท่านไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเองก็ได้” จั่วจินเหิง ผู้คุมกฎซ้ายของวังเมฆาอัคคีเอ่ยเสียงเครียด“ไม่เป็นไร ข้าก็อยากจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status