LOGIN“สรุปว่าเรื่องหมั้นหมายมันยังไงกันแน่ครับ พ่อแม่” วรากรเอ่ยถามผู้เป็นพ่อและแม่ขึ้นมาอีกครั้งทันที ที่แขกผู้มาเยือนกลับออกไปแล้ว
“แม่กับอรเราเคยให้คำมั่นสัญญากันไว้ตั้งแต่ที่พวกเรายังไม่มีครอบครัวแล้ว ว่าหากพวกเรามีลูกเราทั้งสองจะผูกดองกัน แล้วจะให้ลูกของพวกเราได้หมั้นหมายและแต่งงานกัน” อรอนงค์จึงบอกความจริงเรื่องในอดีตของเธอกับเพื่อนให้วรากรได้ฟัง ส่วนสามีนั้นอรอนงค์ก็พึ่งเล่าบอกไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
“เพราะเหตุนี้หรือเปล่าครับ ที่พ่อกับแม่ไปขอผมมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพียงเพราะสิ่งนี้หรือเปล่าครับ” วรากรถามขึ้นมาทันทีที่ผู้เป็นแม่เล่าให้ฟัง เพราะเขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าที่พวกท่านเอาเขามาเลี้ยง เพียงเพื่อให้ตอบแทนบุญคุณของพวกท่านเท่านั้น ไม่มีความรักความผูกพันใด ๆ เลย ใบหน้ารู้สึกผิดหวังเผยออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับเรื่องหมั้นหมายเลยนะกร” อภิเดชจึงแทรกขึ้นมาบ้าง เกรงว่าลูกชายจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไงครับพ่อ นี้มันเรื่องใหญ่ในชีวิตผมเลยนะครับพ่อ”
“จริงอยู่ที่พ่อกับแม่เราไม่มีทายาทไว้สืบสกุล แต่ที่พ่อกับแม่รับกรมาเลี้ยงนั้น เพราะพ่อรักและเอ็นดูกรจริง ๆ ลูก พ่อไม่เคยคาดหวังอะไรในตัวกรเลยนะ แต่เรื่องหมั้นหมาย พ่อก็ไม่รู้ว่าแม่เขามีคำสัญญาอะไรกันแบบนี้ เพราะแม่พึ่งจะบอกพ่อเมื่อไม่กี่วันมานี้” อภิเดชรีบบอกความจริงให้วรากรฟัง เพราะเขาเองไม่มีส่วนรู้เห็นมาก่อนเลย
“ลูกทำเพื่อแม่สักครั้งนะกร” อรอนงค์เอ่ยร้องขออย่างออกอ้อนเพื่อให้วรากรเห็นใจ
“แต่แม่ครับ...”
“น่ะกร ตอนนี้กรก็ยังไม่มีใครไม่ใช่เหรอ”
“แม่รู้ได้ยังไงครับ ว่าผมยังไม่มีใคร” วรากรได้แต่เลิกคิ้วถามมารดากลับไปบ้าง
“ถ้ากรหมายถึงพวกผู้หญิงที่กรหิ้วขึ้นคอนโดพวกนั้น ก็ให้กรตัดทิ้งไปได้เลย เพราะแม่ไม่มีทางยอมรับผู้หญิงพวกนั้นมาเป็นสะใภ้แม่เด็ดขาด” อรอนงค์สั่งห้ามและยืนกรานทันที เพราะลูกชายน่าจะถูกใจผู้หญิงที่เป็นคู่นอนคนไหนสักคนเข้าแล้วถึงพูดออกมาแบบนั้น
วรากรได้แต่ก้มงุดอย่างเคร่งเครียดคิดไม่ตก เพราะเรื่องราวของเขาเองตอนนี้ก็ยังสับสนใจอยู่ และก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าบอกความจริงกับพวกท่านอย่างไรดี
“ผมก็ไม่ได้คิดที่จะเอาผู้หญิงพวกนั้นมาเป็นลูกสะใภ้แม่เสียหน่อย” เขาบอกกับผู้เป็นแม่ออกไปอย่างมั่นใจเพื่อความสบายใจของพวกท่าน ถึงตอนนี้เขายังไม่มีใคร แต่เขาก็ไม่คิดที่จะเอาคู่นอนมาเป็นคู่ชีวิตเขาอยู่แล้ว
“จะยังไงก็ช่าง ตอนนี้คือกรต้องรีบเคลียร์ผู้หญิงพวกนั้นออกไปจากชีวิตแกให้หมด แล้วรอเข้าพิธีหมั้นกับน้องพลอย” อรอนงค์ยื่นคำขาดออกไปกับลูกชายทันที
“ผมหมั้นกับใครไม่ได้จริง ๆ ครับแม่ ผมมี...”
“กรมีใคร? ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใครละ”
ยังไม่ทันที่วรากรจะได้เอ่ยจบ อรอนงค์ก็สวนขึ้นทันควันอย่างไม่พอใจ เมื่อลูกชายพูดเหมือนว่ามีคนสำคัญอยู่ในใจแล้ว
ส่วนวารากรเอง ก็ไม่รู้จะเริ่มบอกเรื่องไหนกับพวกท่านก่อนดี ได้แต่อ้ำอึ้งถอนหายใจยาวพรืดอยู่หลายต่อหลายครั้ง
“ผมไม่รู้จะพูดยังไง คือ...”
“อะไร?”
วรากรถอนยาวใจยาวอีกครั้งอย่างหนักใจ ก่อนจะหันไปมองผู้เป็นพ่อ ก็เจอกับสายตากดดันของมารดาที่ขู่มาทางตน
“แม่ครับ พ่อครับ ถ้าผมบอกว่าพ่อกับแม่เป็นปู่เป็นย่าคนแล้ว พ่อกับแม่จะเชื่อไหมครับ” วรากรลองหยั่งเชิงถามดู และคอยสังเกตุปฏิกิริยาของพวกท่านทั้งสองด้วย
“จริงเหรอกร” อภิเดชเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ ไม่รู้หรอก ว่าลูกชายพูดเรื่องจริง หรือแค่แซวเล่น เพราะความรู้สึกของคนที่ไม่เคยมีลูก เมื่อลูกชายพูดแบบนี้ความรู้สึกตื้นตันผุดขึ้นมาทันที
“ไม่ แม่ไม่เชื่อ” อรอนงค์ค้านขึ้นมาทันที เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ลูกชายบอก เธอเลี้ยงวรากรมา ถึงแม้จะไม่ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด แต่เธอรู้ดีว่าลูกชายเป็นคนรอบคอบขนาดไหนไม่มีทางที่จะไปทำผู้หญิงที่ไหนท้องได้แน่นอน
“ทำไมละอร” อภิเดชถามผู้เป็นภรรยากลับอย่างไว
“คุณพี่ไม่รู้จักนิสัยลูกชาย ที่คุณพี่เลี้ยงมาเองหรือค่ะว่าตากรเป็นคนแบบไหน” อรอนงค์ถามผู้เป็นสามีออกไปด้วยใบหน้าที่ผิดหวัง ที่สามีไม่เชื่อมั่นในตัวของลูกชาย
“...” อภิเดชนิ่งเงียบมองหน้าลูกชายแต่ไม่ได้พูดอะไรคิดไม่ตกไปต่าง ๆ นา ๆ
“นี่แกคิดจะมาโกหกพ่อกับแม่เพื่อที่จะไม่ต้องหมั้นกับน้องพลอยใช่ไหม” อรอนงค์จึงหันหน้ามองลูกชายด้วยสายตาที่ผิดหวัง พูดขึ้นอย่างน้อยใจที่ลูกชายรอ่านสร้างเรื่องขึ้นมาโกหก
“เรื่องจริงครับแม่ ตอนนี้ผมเป็นพ่อคนแล้ว” วรากรยืนยันด้วยคำพูดและสายตาที่หนักแน่น
“หมายความว่ายังไง แกไปทำใครท้องจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ” อภิเดชจึงถามลูกชายขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อเห็นว่าวรากรไม่ได้โกหกแน่
“ครับ”
“ทำไมลูกไม่ป้องกันละกร แกก็รู้ว่าผู้หญิงสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ นี้ปล่อยให้ตัวเองท้องก็คงหวังจะจับลูกละสิ” อรอนงค์ได้แต่ตำหนิ ต่อว่าลูกชายออกไปทันที แถมยังเอ่ยเย้ยหยันดูถูกถึงหญิงสาวคนนั้นด้วยสายตาที่ไม่พอใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับแม่”
“แล้วมันมีเหตุผลไหนล่ะที่ผู้หญิงพวกนั้นจะปล่อยให้ตัวเองท้องได้ เพราะรู้ว่าแกเป็นใครไงลูก”
“เธอไม่ใช่พวกผู้หญิงแบบนั้นนะครับแม่ ผมยืนยันได้” วรากรยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เมื่อมารดากำลังกล่าวหาดูถูกแม่ของลูกเขา
“แล้วเป็นผู้หญิงแบบไหน เป็นแฟนกันเหรอไง แล้วคบกันมานานแค่ไหนแล้วละ” อรอนงค์ถามต่อทันที เมื่อเห็นว่าลูกชายกำลังเข้าข้างและปกป้องผู้หญิงคนนั้น
“ไม่ใช่แฟนครับ แต่รับรองว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่แม่คิดแน่นอน”
“เฮ้อะ ผู้หญิงที่ยอมนอนกับผู้ชายแล้วปล่อยให้ตัวเองท้อง จะให้แม่มองเป็นผู้หญิงแบบไหนกร แล้วลูกมั่นใจมากแค่ไหนว่าเป็นลูกของตัวเอง ไม่ใช่ว่ามั่วจนหาผู้ชายมารับผิดชอบไม่ได้หรอกนะ เลยมาจับกรแทน” อรอนงค์ได้แต่แค่นหัวเราะ เมื่อลูกชายปกป้องผู้หญิงคนนี้อย่างสุดใจ
พวกเธออยู่ในสังคมนี้มานานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ เธอย่อมรู้ดีว่าเป็นแบบไหน เธอเองก็เคยเจอและผ่านเหตุการณ์แบบนี้มา เพราะสมัยตัวเองยังหนุ่มสาว ผู้หญิงก็เข้าหาสามีและเคยถูกแอบอ้างว่าท้องมาให้รับผิดชอบเหมือนกัน
แต่ผิดกับเธอ ที่อยู่กินกับผู้เป็นสามีมานานก็ยังไม่มีทายาทเลย ทั้งสองจึงได้ไปตรวจและได้รับรู้ว่าอภิเดชนั้นเป็นหมัน ไม่สามารถมีบุตรได้
“เพราะผมเป็นผู้ชายคนแรกของเธอครับ”
จุดเริ่มต้น NCNight Club“เฮ้ย คุณเป็นใคร แล้วเข้ามาในรถของผมทำไมกัน” วรากรร้องออกมาเสียงหลง เมื่อเปิดประตูเข้ามาในรถ ของตัวเองกลับพบอีกฝั่งข้างคนขับ มีหญิงสาวเปิดประตูเข้ามาในรถของเขาด้วยแล้ว“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ไปส่งฉันหน่อย ฉันไหว้ละขอร้องนะคะ” ใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อพร้อมกับน้ำเสียงกระหืดหอบเอ่ยบอกติด ๆ ขัด ๆ แล้วยกมือขึ้นไหว้อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจจากเขา“นี่จะมาไม้ไหนอีกล่ะ บอกเลยว่าผมเจอผู้หญิงแบบคุณมาเยอะแล้ว” เขาจ้องมองเธอพร้อมกับเอ่ยคาดโทษเธอไว้ทันที“ฉัน...”“เฮ้ย...อย่าพึ่งถอดน่ะ อดทนเอาไว้ก่อน ก็ได้ผมจะไปส่งคุณ” วรากรรีบห้ามทันที เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังจะดึงเสื้อผ้าของเธอออกจากตัว“...” เธอได้แต่นั่งนิ่ง ๆ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ให้ดูเป็นปกติที่สุด เมื่อเขาออกรถแล้วบอกว่าจะยอมไปส่งเธอ“บ้านอยู่ที่ไหน” เขาถามเธอออกไปอย่างใจเย็น เมื่อรถขับออกมาจากสถานบันเทิงแล้วเธอได้แต่ครุ่นคิดอยู่สักพัก แถมยังพยายามควบคุมอารมร์คุกรุ่นของตัวเองไม่ให้ตื่นเตลิดไปมากกว่านี้ เธอไม่อยากแสดงอาการต่อหน้าชายแปลกหน้าที่พึ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก“ไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด”“ทำไม?” เขาถ
บทส่งท้าย(จบ)บ้านพายุภัทร“ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้านพายุภัทรอย่างเป็นทางการ ธิดาและวิวาห์ตัวน้อย” อภิเดชในฐานะเจ้าบ้านเอ่ยขึ้นมาทันที ที่ทุกคนเดินเข้ามาภายในบ้าน“ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ คุณแม่” สุทธิดารีบไหว้ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองท่าน“ตามสบายเลยนะลูก ถือว่าที่นี่คือบ้านของหนูเลย” อภิเดชพูดกับเธออีกครั้ง ก่อนที่จะเดินไปนั่งลงที่โซฟาห้องรับแขก“ตากร”“ครับแม่”“แกไปทำอีท่าไหน หลานสาวแม่ถึงถอดแบบแกมาสะแบบนี้” อรอนงค์เอ่ยขึ้นทันที เมื่อได้นั่งสำรวจมองพินิจใบหน้าของหลานสาวดูอย่างชัด ๆ“ก็...หลายท่าหลายน้ำอยู่ครับแม่” วรากรมองหน้าผู้เป็นภรรยาก่อนที่จะเอ่ยตอบกับมารดาสายตาที่ดูล้อเลียนหยอกเล่น“พี่กร!”สุทธิดาที่นั่งอยู่ข้างกัน เมื่อวราพูดออกมาเช่นนี้้ เธอเอื้อมมือไปหยิกที่ต้นขาของเขาทันทีอย่าแรง เพราะนึกหมั่นไส้ และเขินอายที่เขาพูดออกมาแบบนี้“โอ้ย...เมียจ๋าหยิกพี่ทำไม” วรากรได้แต่ลูบที่ทาหน้าขาปอย ๆ ของตัวเอง“ก็พี่ชอบพูด...”“ก็มันเรื่องจริงไม่เห็นจะหน้าอายตรงไหนเลย” วรากรตอบภรรยาแบบหน้าตาเฉย แต่ก็หาทางหนีที่ไล่ กลัวสุทธิดาจะโกรธเหมือนกัน“แต่ธิดาอาย...” ใบหน้าแดงก่ำงุดลง เพราะไม่กล้าสู้หน้าค
สู่ขออย่าง(ไม่)เป็นทางการ“พวกคุณมีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” ศักดิ์ชัยนั่งลงแล้วถามขึ้นทันที ที่มาถึงบ้านของลูกสาวอรอนงค์จึงส่งหลานสาวที่อุ้มอยู่นั้นให้แก่สามีอุ้มต่อ ก่อนที่จะหันไปทางศักดิ์ชัยนั่ง แล้วพูดเข้าประเด็นทันที“เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ คือพวกเราต้องพาลูกชายกลับกรุงเทพไปบริหารงานที่บริษัทต่อ เลยต้องเรียกคุณมาเพื่อจะแจ้งให้ทราบ”“เขาเป็นลูกชายของพวกคุณ ผมจะมีสิทธิ์ไปห้ามไปว่าอะไรได้ละครับ” ศักดิ์ชัยบอกออกไปตามความจริง เพราะถึงจะรู้ว่าวรากรอยู่ที่นี่กับลูกสาวในฐานะอะไร แต่ก็ไม่สิทธิ์อะไรที่จะห้าม หากว่าวรากรตัดสินใจที่จะกลับไปพร้อมกับบิดามารดา“แต่พวกเราต้องการให้หลานสาวไปอยู่ด้วยกันค่ะ” อรอนงค์พูดถึงจุดประสงค์ในตอนนี้ เพราะความต้องการลูกชาย“คุณแม่!” วรากรร้องเรียกมารดาเสียงหลงอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่ามารดาของเขาจะพูดตรง ๆ ขอกันซึ่ง ๆ หน้า ออกมาแบบนี้กับพ่อตาของเขา“หุบปากของแกไปเลย เป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเอาเสียเลย” อรอนงค์ได้แต่เอ็ดลูกชายไม่ให้พูดอะไรออกมา“ที่คุณจะพูดคือต้องการให้หลานสาวไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันแค่นี้ใช่ไหมครับ” ศักดิ์ชัยตัดสินใจถามออกไปอ
แม่มาตามสามเดือนต่อมา“คุณพ่อ คุณแม่”วรากรร้องทักขึ้นมาทันทีอย่างตกใจ เมื่อเปิดประตูบานไม้หน้าบ้านออกมาในตอนเช้า กลับเห็นผู้มีพระคุณทั้งสองท่านยืนอยู่ที่หน้าบ้านกันเสียแล้ว“เห็นหน้าแม่ทำไมต้องตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย” อรอนงค์เดินเข้าไปหาแล้วพูดกับลูกชายที่กำลังตกใจขึ้นทันทีวันนี้ครบกำหนดสามเดือนแล้วที่วรากรมาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เมื่อเห็นว่าเลยกำหนดมาหลายวันแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่จึงมาตามเพราะลูกชายไม่ยอมติดต่อกลับบ้านเลยตั้งแต่ที่มาอยู่ที่นี่อรอนงค์พึ่งมาทราบว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกชายนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนรวมหัวกันโกหกเพราะว่าลูกชายไม่อยากหมั้นได้ไม่นานมานี้เอง เพราะสามารถสารภาพบอกความจริงทุกอย่างแล้วตอนแรกก็นึกโกรธที่ทุกคนรวมหัวกันโกหก แต่พอได้เห็นธาตุแท้ของเพื่อนที่เกือบจะได้ดองกันแล้ว อรอนงค์จึงยอมให้อภัยความผิดครั้งนี้ของลูกชาย“เข้าไปนั่งข้างในดีกว่าครับ ข้างนอกอากาศมันร้อน” วรากรรีบยกมือขึ้นไหว้ท่านทั้งสอง แล้วเอ่ยบอกท่านทั้งสองให้เขาไปนั่งข้างในแทน“นั่งที่นี่แหละ แล้วหลานของแม่ละอยู่ไหน” อรอนงค์พูดพร้อมกับนั่งลงที่ระเบียงหน้าบ้านทันที แล้วถามหาหลานสาวขึ้นมาเมื่อกว
เหตุผลที่โกหกรุ่งเช้า“พี่กร นี่ขาของพี่...” สุทธิดาเอ่ยถามเสียงหลงออกมาทันที เมื่อตื่นขึ้นมาเช้านี้ แล้วพบว่าวรากรผู้เป็นสามีกำลังอุ้มลูกสาวเดินอย่างคล่องแคล่ว แถมขาที่ใส่เฝือกไว้ก่อนหน้านั้น ตอนนี้กลับไม่มีอีกแล้วนี่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ เขาหลอกเธอว่าเดินไม่ได้อย่างนั้นเหรอ พอนึกถึงตอนที่เขาเดินขากะโผลกกะเผลกแล้วเธอกลับน้อยใจ รู้สึกโกรธขึ้นมาเสียอย่างนั้นวรากรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอาลูกสาวไปวางลงที่ฟูกนอนของลูกก่อนที่จะมารั้งเธอเอาไว้ เพื่อที่จะได้อธิบายบอกว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ให้เธอเข้าใจก่อนที่เธอจะโกรธเขาไปมากกว่า“คือพี่...”“พี่ไม่ได้เป็นอะไรเลย แล้วทำไมพี่ต้อง...” สุทธิดาถามขึ้นทันที แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่พอใจที่โดนเขาหลอกวรากรรีบสวมกอดเธอจากทางด้านหลังเอาไว้ทันที เมื่อเธอกำลังจะเดินหนีเขา แล้วเอ่ยขอโทษเธอออกมาอย่างรู้สึกผิด“พี่ขอโทษธิดา พี่ขอโทษ”“พี่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นได้ยังไงกันค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นขึ้นพร้อมกับแรงสะอื้น ทั้งรู้สึกโกรธและอีกใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย“ธิดาฟังพี่ก่อนครับ”“พี่สนุกมากนักเหรอค่ะ
น้องเพื่อนก็เหมือนน้องพี่“อ้ายเวย์ หมอน” (พี่เวย์ หมอน) เป็นเสียงของชนิดาที่หอบหมอนและสัมภาระมากมายเดินเข้ามา เอ่ยเรียกคนที่กำลังจะงีบหลับบนเปล“เว้านำอ้ายเพิ่นม่วน ๆ แน่อีหล่า” (พูดกับพี่เขาเพราะ ๆ หน่อหนูนิด) ยายนา หญิงชราเพียงคนเดียวในบ้านดุให้แก่หลานสาวทันที ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไป เพราะไม่อยากอยู่รบกวนเวลาพักผ่อนของเพื่อนหลานชาย“อืม...แล้วหอบอะไรมาเยอะแยะ” ศุภวัฒน์ดีดตัวลุกนั่ง แล้วยื่นมือไปรับเอาหมอนที่น้องสาวของเพื่อนเอามาให้“น้ำ...หนูต้องมาเฮ็ดการบ้าน” (น้ำ...หนูต้องมาทำการบ้าน) ชนิดาส่งน้ำเย็นที่ถือมาด้วยส่งให้แก่เขา ก่อนที่จะวางสมุดลงที่โต๊ะไม้ ซึ่งเป็นที่ประจำของตัวเอง“ทำการบ้าน?”“อืม...กะหม่องนี้มันเป็นหม่องนั่งเฮ็ดการบ้านของหนู” (อืม...ก็ตรงนี้มันเป็นที่นั่งทำการบ้านของหนู) ชนิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยยืนยันกับเขาแล้วนั่งลง“ก็ทำไปสิ” ศุภวัฒน์พูดแล้วก็ทิ้งตัวนอนลงที่เปลเช่นเดิม“แต่...”“???” ศุภวัฒน์จึงดีดลุกขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันมองหน้าน้องสาวเพื่อน“หนูสิเบิ่งหนังไปนำ มันสิเสียงดังรบกวนอ้ายนอนบ่” (หนูจะดูหนังไปด้วย มันจะเสียงดังเป็นการรบกวนการนอนของพี่ไหม) ชนิดาเอ่





![NightZ [II] DANGER ZENIOR](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

