เข้าสู่ระบบแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ก็กลายมาเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมายืนอยู่ที่นี่ ในวันนี้ แม้เวลานี้จะเพิ่งเจ็ดนาฬิกาสามสิบห้านาที หากบริเวณหน้าตึกก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ชุดที่สวมใส่และป้ายห้อยคอบอกให้รู้ว่าคนพวกนี้น่าจะเป็นพนักงานของหนึ่งในบริษัทที่เช่าพื้นที่ในตึกแห่งนี้
ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและกังวล มือเลื่อนลงไปดึงชายกระโปรงให้ขยับลงเล็กน้อย เขมิกา น้องสาวผอมกว่าเธอพอสมควรทำให้ต้องงัดชุดตัวเองออกมาใช้ และครั้งล่าสุดที่เธอสวมพวกมันก็เป็นเมื่อสองปีก่อน
หลังลาขาดจากงานบริษัทแล้วผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์ มันก็ถูกวางเก็บไว้ที่มุมในสุดของตู้เสื้อผ้า วันเวลาหมุนผ่าน กิจวัตรประจำวันทำให้รูปร่างเธอขยับขยาย เมื่อนำกลับมาใส่อีกทีชุดจึงค่อนข้างเข้ารูปจนเน้นทรวดทรงเกินต้องการไปหน่อย
แต่จะให้ซื้อใหม่ยกเซตเพื่อการนี้ บอกตรง ๆ ว่าเธอเสียดายเงิน ไว้ลดน้ำหนักด้วยการกินน้อยลงคงพอถูไถไปได้ประมานหนึ่ง และถึงอย่างไรชุดพวกนี้ก็คงถูกเธอหยิบมาใช้งานแค่หนึ่งเดือน
ใช่ ... แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น
‘เจนนนน ฉันจะทำยังไงดี ฉันไม่อยากชวดงานนี้ ฮือ’
‘ไม่ไหวก็บอกเขาไปตามตรงว่าขอโทษค่ะพี่ หนูประสบอุบัติเหตุ ขอเลื่อนวันเริ่มงานไปเป็นวันที่หนึ่งเดือนหน้าแทนได้ไหมคะ’
‘แกจะบ้าเหรอเจน ขืนฉันบอกไปแบบนั้นแล้วเขาตอบกลับมาว่า งั้นน้องก็พักรักษาตัวยาว ๆ ไปเลยนะคะ ไม่ต้องห่วงงานทางนี้ พี่จะหาคนใหม่มาทำแทน ฉันก็ซวยดิ!’
‘เอ้า ถ้าไม่ขอเลื่อนแล้วจะทำยังไง ไปทำงานทั้งแบบนี้เหรอ แกเจ็บมือขวานะ ไม่ใช่มือซ้าย จะเขียนหนังสือ จะพิมพ์คอมยังไง’
‘นั่นแหละปัญหา ถึงฉันไปแต่ถ้าฉันทำงานไม่ได้ เขาก็คงไล่ออกอยู่ดีอะ ฮืออออ’
เขมิการ้องไห้หนัก ตาบวมจนเจณิสตานึกสงสาร ทว่าก็ไม่รู้จะช่วยน้องอย่างไรจึงได้แต่กอดปลอบใจ แต่แล้วจู่ ๆ คนน้ำตานองหน้าก็ดีดตัวออกจากอ้อมอก
‘เจน! ฉันนึกออกแล้วว่าทำยังไงฉันถึงจะไม่โดนไล่ออก แล้วก็ไม่ต้องโทรไปขอเลื่อนวันเริ่มงานด้วย’
‘ยังไง?’
‘แกไง แกไปทำงานแทนฉันหน่อย ไหน ๆ ช่วงนี้งานแปลก็ไม่ค่อยเยอะ’
‘แกจะบ้าเหรอเขม! นี่มันทำงานเลยนะ มันไม่เหมือนตอนเรียนที่แค่เข้าไปนั่งฟังอาจารย์แล้วจดนู้นจดนี่ลงสมุดไปเรื่อยอะ’
‘แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วอะ นะเจนนะ เจนจ๋าเจนสุดที่รัก เดี๋ยวเงินเดือนเดือนแรกฉันยกให้แกหมดเลย กราบล่ะ ช่วยที ฉันอยากได้งานที่นี่จริง ๆ’
‘แต่เขม...’
‘ฉันรู้ว่าแกจะพูดอะไร ฉันรู้ว่าแกจะบอกว่าไม่ต้องห่วง แค่น้องสาวคนเดียวทำไมแกจะเลี้ยงไม่ไหว ฉันรู้ แต่แกรู้อะไรไหม ฉันโคตรรู้สึกแย่เลยที่ตัวเองไร้ประโยชน์ ตอนได้งานเป็นพนักงานขายของตามบูทในห้างฉันก็จับลูกค้าไม่ได้ ยอดไม่มี ใช้เงินเข้าเนื้อตัวเองทุกวันไม่พอ ยังต้องมาขอค่ารถจากแกเพิ่มอีก’
‘…’
‘แล้วพอลาออก ตั้งใจจะมาช่วยงานแกก็ดันทำไม่ค่อยได้เพราะภาษาฉันแม่งโคตรแย่ ใช้แกรมม่าผิด ๆ ถูก ๆ จนสุดท้ายแกต้องเสียเวลาเอางานไปแก้ บางงานถึงขั้นต้องลบแล้วทำใหม่หมด แต่ถึงฉันจะไร้ประโยชน์แค่ไหน ฉันก็ยังหวังนะ หวังว่าวันหนึ่งฉันจะไม่เป็นตัวภาระ แล้วสามารถแบ่งเบาอะไรแกได้บ้าง ... สักนิดก็ยังดี’
ภาพน้องสาวนั่งร้องไห้ น้ำตานองหน้า แววตาร้าวรานด้วยความรู้สึกแย่ พร่ำบอกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ ทำเอาเจณิสตาหัวใจอ่อนยวบ เธอสัมผัสได้ว่าน้องสาวเจตนาดีและตั้งความหวังไว้กับงานนี้มาก ซึ่งหากปล่อยให้หลุดมือไปก็ไม่รู้ว่าโอกาสดี ๆ แบบนี้จะมีเข้ามาอีกเมื่อไร
สุดท้ายหลังนอนทบทวนอยู่หลายคืน เธอก็พบว่าเธอไม่อาจเมินเฉยต่อความทุกข์ใจของน้องสาวตัวแสบที่คลานตามออกมาจากท้องแม่ในเวลาไล่เลี่ยกันได้ลงคอ
เพียงแต่ ... จะรอดไหมวะ
เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เจณิสตาจึงบอกไปตามตรงว่าเธอแค่ปวดท้องรอบเดือน และขอรับเพียงยาลดปวดก็พอซึ่งแม้คุณหมอจะสั่งจ่ายยาให้ แต่ไม่วายแนะนำกึ่งเกลี่ยกล่อมว่าหากมีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแบบนี้มาตลอด ควรเข้ารับการตรวจภายในอีกครั้งอย่างละเอียดเจณิสตาพนมมือไหว้ ขอบคุณคุณหมอยังสาวเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น พลันเธอก็ชะงัก แววตาล่อกแล่ก อย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อสบเข้ากับสายตาดุ ๆ ของเจ้านายที่นั่งกอดอก ทำหน้าบูดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินแถมสีหน้าเขาดูจะถมึงทึงขึ้นด้วย เมื่อเห็นว่าเธอเดินออกจากห้องฉุกเฉินมาด้วยสองขาของตัวเอง ปราศจากรถเข็น“เอ่อ...”“รถเข็นไปไหน”น้ำเสียงเข้มงวดแทบลอยมากระแทกหน้า เจณิสตาพยายามใช้รอยยิ้มลดทอนความขุ่นเคืองของเจ้านาย“คือฉันไม่ปวดท้อง ไม่ปวดหัวแล้วก็เลยคืนรถเข็น เผื่อมีคนอื่นที่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าน่ะค่ะ”“แล้วใครบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้”เธอนี่แหละบอก!แต่เพราะไม่อยากให้เจ้านายเรียกหาเจ้ารถเข็นนั้นกลับมา เจณิสตาจึงเลือกไม่ตอบแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น“แล้วคุณก้องล่ะคะ คุณหมอว่ายังไงบ้าง เรื่อง เอ่อ... จมูก”“หนัก ปวดไปครึ่งหน้า เลือดเพิ
เนื่องจากทั้งไม่สบายตัวจากอาการปวดที่รุมเร้า และไม่สบายใจกับบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เงียบเฉียบ ไร้บทสนทนาจนรู้สึกอึดอัด เจณิสตาจึงแสร้งทำเป็นนอนหลับตาแต่แล้วลมเย็นที่เป่าเข้าหน้าก็ดันทำให้เธอผล็อยหลับไปจริง ๆ กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ก็ตอนรับรู้ได้ถึงแรงสะบัดของเข็มขัดนิรภัย“อื้อ”หญิงสาวสะดุ้งตกใจ และเพราะยังไม่ตื่นดี มือจึงคว้าหมับที่สายเข็มขัดนิรภัย ขณะที่อีกมือก็ยื่นไปหาเงาดำที่คร่อมอยู่เหนือร่าง โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินเจ้านายในเวลาต่อมาเพี้ยะ!หือ? เสียงอะไรแล้วทำไมสันมือเธอถึงได้เจ็บ ๆ ตึง ๆเจณิสตาขมวดคิ้ว กระพริบตาถี่ ๆ ชั่วอึดใจดวงตาก็เปลี่ยนเป็นเบิกโตเมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นฉิบหายแล้ว!ความแดงที่ปลายจมูกบอกให้รู้โดยไม่ต้องถามว่าเมื่อครู่สันมือของเธอปะทะเข้ากับส่วนไหนของเจ้านาย และยิ่งไปกว่านั้น ...“คะ...คุณก้องภพ เอ่อ ในรถมีทิชชูไหมคะ?”“...” แม้จะยังงุนงงกับคำถาม หากเจ้าของรถก็พยักพเยิดหน้า ใช้สายตาชี้แทนคำตอบเจณิสตากระวีกระวาดดึงทิชชูออกจากซองที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของคอนโซลรถด้านหน้า ช้อนสายตามองเจ้านายแวบหนึ่งแล้วอ้อมแอ้มเสีย
“คงงั้นค่ะ น้องหน้าซีดมาก แล้วปิ่นก็ได้ยินน้องบ่น ๆ ว่าปวดหัว ที่เดินมารถก็เพราะมาหายาให้น้อง แต่ไม่มี”“แล้วทำไมไม่มี!”“แล้วทำไมต้องเสียงดังใส่ปิ่นด้วยล่ะเนี่ย!”กิติมาแกล้งท้วง เธอกลั้นยิ้มแทบตายตอนเห็นก้องภพหลุดหน้าเหวอ“ก็...ก็มันเป็นยาขั้นพื้นฐานที่ปิ่นมีติดตัวตลอดนี่”“ก็ใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วไงคะ”“งั้นก็ออกไปซื้อสิ ให้ใครไปก็ได้”“แล้วพี่ก้องจะให้ใครไปล่ะคะ หันไปดูสิ ตอนนี้มีใครว่างที่ไหน แม้แต่ตัวปิ่นเองเดี๋ยวก็ต้องไปรอรับเครื่องเสียงแล้วเนี่ย”กิติมาแจ้งเหตุผลเสียงอ่อน ชำเลืองมองคนยืนทำหน้าเครียดแวบหนึ่งก็แสร้งทำเอาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแล้วทำหน้าตกใจ“อุ้ย พูดถึงก็มาเลย ปิ่นต้องไปทำงานต่อแล้ว ไงถ้าพี่ก้องเห็นใครว่างอยู่ก็ฝากจัดการบอกให้เขาไปซื้อยาให้ทีนะคะ อ้อ แล้วเร็ว ๆ หน่อยก็ดีนะ คือน้องเขมเขา...หนักอยู่”กิติมาทำหน้าจริงจังส่งท้าย ก่อนจะปลีกตัวกลับไปหาทีมที่ตอนนี้เริ่มทยอยนำลูกโป่งขึ้นล้อมเสาและซุ้มทางเข้า โดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะหน้าบูดบึ้ง มองเธอด้วยแววตาขุ่นขวางแค่ไหนแล้วดูนะ ถ้าอุตส่าห์บอกใบ้ เปิดทางให้ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่ออีก เธอจะดึงตัวน้องมาทำงานด
"แล้วถามจริง ๆ นะคะ หน้าฉันดูเหมือนคนอยากกระโจนใส่คุณก้องตลอดเวลาเหรอคะ?”“เหมือน หน้าคุณมันฟ้องมากว่าถ้ามีไม้หน้าสามอยู่แถวนั้น คุณกระโจนใส่ผมแน่”เจณิสตาถึงกับหลุดหัวเราะร่า ไม่คิดปฏิเสธ เพราะตอนนั้นในใจเธอก็แอบคิดแบบนั้นจริง ๆส่วนตอนนี้ ...หากตัดเรื่องที่เขาพูดจาไม่เข้าหูเพราะตั้งแง่กับเธอตั้งแต่วันแรก และชอบพูดจากวนโอ๊ยจนอยากทุบหลังในบางครั้ง เธอว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่แย่อาจจะดุบ้างในเวลางาน แต่มันเกิดจากความต้องการให้งานออกมาดีที่สุด ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าบรีฟไว้ที่สุด และที่สำคัญเขาไม่ใช่เจ้านายประเภทถนัดแต่ชี้นิ้วสั่งงานไปวัน ๆ เขามีความรู้ความสามารถ คิดและมองอย่างนักธุรกิจกระนั้นเขาก็ยังปฏิบัติต่อคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าอย่างสุภาพ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และมันจะมีผู้บริหารระดับสูงสักกี่คนที่กล้าลงไปช่วยทีมงานแบกเสาเต็นท์จนเสื้อเปรอะเปื้อนมาวันนี้เธอเลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกคนในบริษัท รวมถึงทีมสถานที่ถึงพร้อมใจให้ความเคารพ และบอกว่าเขาคือเจ้านายในฝันแล้วเจณิสตาก็สะดุ้ง หลุดจากห้วงความคิดเมื่อแก้วในมือถูกดึงออกไป ก่อนที่เขาจะรินไวน์ให้เธอเพิ่ม“พอแล้วค่ะ”เธอรีบ
“ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่”“นี่คุณก้องภพคิดจะสัมภาษณ์งานรอบสองเหรอคะ?”“ก็แค่อยากรู้ แล้วนี่ก็หมดเวลางานแล้ว เลิกเรียกผมเต็มยศแบบนั้นเถอะ”“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณก้องภพ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ ลุงก้อง?”คิ้วเข้มพลันกระตุกยิก ๆ อายุเขาเพิ่งก้าวผ่านเลข 3 มาไม่กี่ปีนะ แถมหน้าก็ยังไร้ริ้วรอย เอาอะไรมาลุง!ก้องภพถลึงตาใส่เลขาที่นั่งทำหน้าตาใสซื่อราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หลอกด่าใคร“มีใครเคยบอกไหมว่าคุณนี่ปากร้ายเอาเรื่อง”“ก็...เยอะอยู่ค่ะ”เจณิสตาพยักหน้ายิ้ม ๆ ส่วนสาเหตุที่เธอใช้คำว่า ‘ลุง’ ไม่ใช่เพราะเขาหน้าแก่ แต่เป็นเพราะเขามีนิสัยบางอย่างคล้ายกับลุงข้างบ้านเธอไม่มีผิด“เขมิกา”อุ้ย! มีคนเริ่มไม่พอใจแล้ว หญิงสาวรีบเก็บรอยยิ้มขัน“ค่า ๆ งั้นเรียกคุณก้องแทน ดีไหมคะ?”“หึ” ก้องภพแค่นหัวเราะ พยักหน้ารับหากไม่วายส่งสายตาคาดโทษ“แล้วตกลงทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่” “จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกค่ะ”“โอเค งั้นพรุ่งนี้ไปลาออกเลยไหม เดี๋ยวโทรบอกดิเรกให้”“เดี๋ยวสิคะ! ฉันยังพูดไม่จบเลย”หญิงสาวค้อนใส่อย่างลืมตัว“ตอนแรกค่ะ แค่ตอนแรก ก็แบบ...ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยก็กลัวค่ะ ฉันกลัวปรับตัวไม่ได้ การเปลี่ยนงา
“...”“...”ปฏิกิริยานั้นพลอยทำเจณิสตาชะงักตาม และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจไม่ชอบที่เธอถือวิสาสะทำอะไรตามอำเภอใจ เธอก็ตาโต ลนลานเก็บไม้เก็บมือแล้วผละออกห่าง“ขอโทษค่ะ”ริมฝีปากหยักลึกเดี๋ยวเม้มเดี๋ยวคลาย ครู่หนึ่งก็เผยอขึ้น เจณิสตารีบหดคอ เตรียมใจรับคำดุ“นี่”“คะ...คะ?”“ทีหลังอย่าไปเช็ดหน้าใครแบบนี้ ถ้าไม่อยากมีปัญหากับแฟน”“แฟน?”เจณิสตาทวนคำเสียงสูง งุนงงอยู่ชั่วอึดใจก็หลุดยิ้มขำกับคำเตือนนั่น“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันมีแฟนเมื่อไร ฉันจะระวังแล้วกันค่ะ”จบคำหญิงสาวก็หมุนตัวไปบริการปิดท้ายรถให้ ทำให้เธอไม่มีโอกาสเห็นเลยว่าหลังพูดออกไป มุมปากของใครบางคนโค้งตัวสูงนานหลายวินาทีทีเดียวกลับมาถึงที่พักเจณิสตาก็ตรงดิ่งมาอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก กระทั่งสบายตัวก็ลากกระเป๋าออกมาจัดจากข้อความที่คุยกับพัดชา ทีมอีเว้นท์ที่เหลือจะมาถึงช่วงเที่ยง และเธอจะได้ย้ายไปพักรวมกับพี่ ๆ ในทีม อาจไม่สะดวกสบายและมีวิวสวยเท่ากับวิลล่าหลังนี้ แต่ก็คงสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ที่นี่มือเรียวหยิบชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ออกมาแขวน แล้วย้ายชุดที่ยังไม่ใส่ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน ส่วนตัวไหนที่ใช้งานแล้ว เธอแยกมันใส่ถุงพลาสต







