Masuk
“กรี๊ดดดดดดดดดด เจน!”
เสียงกรีดร้องทำเอาคนกำลังนั่งทำหน้าเครียดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์สะดุ้งโหยง รีบกระเด้งตัว เตรียมจะวิ่งไปเช็กสวัสดิภาพของเจ้าของเสียง หากอึดใจต่อมาเธอก็ได้เห็นคนที่มีหน้าตาเหมือนกันแทบทุกประการวิ่งหน้าตั้งลงบันไดมาจากชั้นบนเสียก่อน
“ระวังงงง เดี๋ยวก็ได้กลิ้งตกลงมาหรอกเขม!”
เจณิสตาร้องปรามฝาแฝดของตนด้วยความเป็นห่วงปนระอา แต่ดูเหมือนความดีใจจะมีมากล้นอีกฝ่ายเลยไม่ยอมหยุดซอยขา แถมพอเหลืออีกสองขั้นจะถึงชั้นล่าง ยายน้องตัวดีก็กระโจนข้ามบันไดขั้นที่เหลือ พุ่งมาหาเธอด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจสุด ๆ
“แก! แก! แก๊!”
“อะไร มีอะไร เรียกจังเลยเนี่ยย”
“ฮี่ฮี่” เขมิกาหัวเราะร่า ทำหน้าเจ้าเล่ห์ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือไปข้างหน้า
“ฉันทำได้แล้ว! ฉันทำได้แล้ว เขาเลือกช้านนนนน”
แล้วคนเพิ่งได้รับอีเมลแจ้งว่าผ่านสัมภาษณ์งานก็กระโดดโลดเต้นไปรอบห้องนั่งเล่น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
ในที่สุดเธอก็ได้งานทำ หลังบริษัทเก่าโดนพิษโควิดเล่นงานจนต้องปิดกิจการ ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลว่างงานมานานกว่าครึ่งปี
“ดีใจอะ ดีใจ! ฮืออออ” ปากบอกมือก็คว้าตัวคนคุยด้วย เขย่าเร่า ๆ
“เออ ๆ รู้แล้ว”
เจณิสตาทั้งขำทั้งยินดี หากพร้อมกันนั้นก็เริ่มเวียนหัวเพราะโดนเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนไปหมด
“แล้วนี่เขาให้ไปเริ่มงานเมื่อไร”
“วันที่สามเดือนหน้า”
“ไวแฮะ”
“ไวน่ะดีแล้ว เอาจริง ๆ ฉันอยากเริ่มงานมันตั้งแต่พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำเนี่ย”
“เขม พรุ่งนี้วันเสาร์”
เจณิสตาขัดเสียงเรียบ ก่อนจะหลุดหัวเราะตอนเห็นน้องสาวชะงักไปครู่หนึ่งก็หันมาค้อนตาคว่ำใส่แก้เขิน
“เจน อย่าขัดดิ!”
“อะ ๆ ไม่ขัดละ ดีใจด้วย งั้นวันนี้เราไปฉลองกันดีไหม ไปกินหมูกระทะร้านนั้นกัน”
“ไป!! กำลังจะชวนแกอยู่พอดี รู้ใจมากบีหนึ่ง”
“อะแน่นอน ก็นี่บีสองไง”
เจณิสตาตบมุกกลับ สองพี่น้องสบตากันแวบหนึ่งก็เปล่งเสียงหัวเราะร่าออกมาพร้อมกัน เพราะโตมาด้วยกัน กระทั่งห้องนอนก็เพิ่งมาแยกเอาตอนมหาวิทยาลัย พวกเธอจึงสนิทสนมและรู้ใจกันชนิดมองตาก็ล่วงรู้ถึงความคิดและความต้องการของอีกฝ่าย
และหลายครั้งยังชอบเล่นสนุกด้วยการสลับตัวกันเข้าเรียน เพื่อดูว่าจะมีเพื่อนคนไหนผิดสังเกตหรือไม่ หลาย ๆ คนจึงเรียกพวกเธอว่าบีหนึ่งกับบีสอง เลียนแบบตัวการ์ตูน
เปลี่ยนชุดให้เข้ากับสถานที่เรียบร้อยแล้วสองพี่น้องก็ควงแขนกันขึ้นแท็กซี่แทนที่จะขับรถไปร้านเด็ดร้านประจำซึ่งตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ใจกลางเมือง
@ชั่วโมงต่อมา
“โอ๊ย อิ่มจนจะยืนไม่ตรง”
เสียงใส ๆ ร้องบ่น แต่ก้าวเท้าพ้นเขตร้านมาได้ไม่กี่ก้าว คนที่เพิ่งบอกว่าอิ่มก็หวีดร้อง มือชี้ไปทางอีกฟากของถนนแล้วพึมพำว่า
“วันนี้โคตรโชคดีอะ”
เจณิสตาหันไปมองตามแล้วเธอก็ต้องหลุดอมยิ้มเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทำให้น้องสาวฝาแฝดตาลุกวาว คือรถไอศกรีมไผ่หลิวแบรนด์ดัง ส่วนที่บอกว่าโชคดีก็เพราะต่อให้อยากกินและมีเงิน แต่ก็ใช่ว่าจะเจอกันง่าย ๆ เพราะคนขายไม่เคยจอดอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง
“แก! ฉันจะข้ามไปซื้อนะ เอาปะ”
“ไหนเมื่อกี้ใครบอกว่าอิ่ม”
“ฉันหมายถึงอิ่มของคาวย่ะ แล้วตกลงแกจะเอาปะ”
“ไม่เอาอะ ตอนนี้อิ่มจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”
“ตามใจ อย่ามาแย่งฉันกินทีหลังก็แล้วกัน”
“ย่ะ ไอ้น้องงก!”
เจณิสตาตะโกนไล่หลังแล้วส่ายหัวยิ้ม ๆ อาศัยจังหวะที่เขมิการอไอศกรีมเดินเลี้ยวเข้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมน้ำดื่มและทิชชูเปียก เพราะอีกเดี๋ยวใครบางคนคงร้องหา แต่แล้วในนาทีที่เธอเงยหน้าขึ้นมามองน้องสาวที่ก้าวเท้าเตรียมจะข้ามถนนกลับมาหา เธอก็หุบยิ้มฉับ
“เขม!”
บรี๊น!!!
เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เจณิสตาจึงบอกไปตามตรงว่าเธอแค่ปวดท้องรอบเดือน และขอรับเพียงยาลดปวดก็พอซึ่งแม้คุณหมอจะสั่งจ่ายยาให้ แต่ไม่วายแนะนำกึ่งเกลี่ยกล่อมว่าหากมีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแบบนี้มาตลอด ควรเข้ารับการตรวจภายในอีกครั้งอย่างละเอียดเจณิสตาพนมมือไหว้ ขอบคุณคุณหมอยังสาวเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น พลันเธอก็ชะงัก แววตาล่อกแล่ก อย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อสบเข้ากับสายตาดุ ๆ ของเจ้านายที่นั่งกอดอก ทำหน้าบูดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินแถมสีหน้าเขาดูจะถมึงทึงขึ้นด้วย เมื่อเห็นว่าเธอเดินออกจากห้องฉุกเฉินมาด้วยสองขาของตัวเอง ปราศจากรถเข็น“เอ่อ...”“รถเข็นไปไหน”น้ำเสียงเข้มงวดแทบลอยมากระแทกหน้า เจณิสตาพยายามใช้รอยยิ้มลดทอนความขุ่นเคืองของเจ้านาย“คือฉันไม่ปวดท้อง ไม่ปวดหัวแล้วก็เลยคืนรถเข็น เผื่อมีคนอื่นที่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าน่ะค่ะ”“แล้วใครบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้”เธอนี่แหละบอก!แต่เพราะไม่อยากให้เจ้านายเรียกหาเจ้ารถเข็นนั้นกลับมา เจณิสตาจึงเลือกไม่ตอบแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น“แล้วคุณก้องล่ะคะ คุณหมอว่ายังไงบ้าง เรื่อง เอ่อ... จมูก”“หนัก ปวดไปครึ่งหน้า เลือดเพิ
เนื่องจากทั้งไม่สบายตัวจากอาการปวดที่รุมเร้า และไม่สบายใจกับบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เงียบเฉียบ ไร้บทสนทนาจนรู้สึกอึดอัด เจณิสตาจึงแสร้งทำเป็นนอนหลับตาแต่แล้วลมเย็นที่เป่าเข้าหน้าก็ดันทำให้เธอผล็อยหลับไปจริง ๆ กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ก็ตอนรับรู้ได้ถึงแรงสะบัดของเข็มขัดนิรภัย“อื้อ”หญิงสาวสะดุ้งตกใจ และเพราะยังไม่ตื่นดี มือจึงคว้าหมับที่สายเข็มขัดนิรภัย ขณะที่อีกมือก็ยื่นไปหาเงาดำที่คร่อมอยู่เหนือร่าง โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินเจ้านายในเวลาต่อมาเพี้ยะ!หือ? เสียงอะไรแล้วทำไมสันมือเธอถึงได้เจ็บ ๆ ตึง ๆเจณิสตาขมวดคิ้ว กระพริบตาถี่ ๆ ชั่วอึดใจดวงตาก็เปลี่ยนเป็นเบิกโตเมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นฉิบหายแล้ว!ความแดงที่ปลายจมูกบอกให้รู้โดยไม่ต้องถามว่าเมื่อครู่สันมือของเธอปะทะเข้ากับส่วนไหนของเจ้านาย และยิ่งไปกว่านั้น ...“คะ...คุณก้องภพ เอ่อ ในรถมีทิชชูไหมคะ?”“...” แม้จะยังงุนงงกับคำถาม หากเจ้าของรถก็พยักพเยิดหน้า ใช้สายตาชี้แทนคำตอบเจณิสตากระวีกระวาดดึงทิชชูออกจากซองที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของคอนโซลรถด้านหน้า ช้อนสายตามองเจ้านายแวบหนึ่งแล้วอ้อมแอ้มเสีย
“คงงั้นค่ะ น้องหน้าซีดมาก แล้วปิ่นก็ได้ยินน้องบ่น ๆ ว่าปวดหัว ที่เดินมารถก็เพราะมาหายาให้น้อง แต่ไม่มี”“แล้วทำไมไม่มี!”“แล้วทำไมต้องเสียงดังใส่ปิ่นด้วยล่ะเนี่ย!”กิติมาแกล้งท้วง เธอกลั้นยิ้มแทบตายตอนเห็นก้องภพหลุดหน้าเหวอ“ก็...ก็มันเป็นยาขั้นพื้นฐานที่ปิ่นมีติดตัวตลอดนี่”“ก็ใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วไงคะ”“งั้นก็ออกไปซื้อสิ ให้ใครไปก็ได้”“แล้วพี่ก้องจะให้ใครไปล่ะคะ หันไปดูสิ ตอนนี้มีใครว่างที่ไหน แม้แต่ตัวปิ่นเองเดี๋ยวก็ต้องไปรอรับเครื่องเสียงแล้วเนี่ย”กิติมาแจ้งเหตุผลเสียงอ่อน ชำเลืองมองคนยืนทำหน้าเครียดแวบหนึ่งก็แสร้งทำเอาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแล้วทำหน้าตกใจ“อุ้ย พูดถึงก็มาเลย ปิ่นต้องไปทำงานต่อแล้ว ไงถ้าพี่ก้องเห็นใครว่างอยู่ก็ฝากจัดการบอกให้เขาไปซื้อยาให้ทีนะคะ อ้อ แล้วเร็ว ๆ หน่อยก็ดีนะ คือน้องเขมเขา...หนักอยู่”กิติมาทำหน้าจริงจังส่งท้าย ก่อนจะปลีกตัวกลับไปหาทีมที่ตอนนี้เริ่มทยอยนำลูกโป่งขึ้นล้อมเสาและซุ้มทางเข้า โดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะหน้าบูดบึ้ง มองเธอด้วยแววตาขุ่นขวางแค่ไหนแล้วดูนะ ถ้าอุตส่าห์บอกใบ้ เปิดทางให้ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่ออีก เธอจะดึงตัวน้องมาทำงานด
"แล้วถามจริง ๆ นะคะ หน้าฉันดูเหมือนคนอยากกระโจนใส่คุณก้องตลอดเวลาเหรอคะ?”“เหมือน หน้าคุณมันฟ้องมากว่าถ้ามีไม้หน้าสามอยู่แถวนั้น คุณกระโจนใส่ผมแน่”เจณิสตาถึงกับหลุดหัวเราะร่า ไม่คิดปฏิเสธ เพราะตอนนั้นในใจเธอก็แอบคิดแบบนั้นจริง ๆส่วนตอนนี้ ...หากตัดเรื่องที่เขาพูดจาไม่เข้าหูเพราะตั้งแง่กับเธอตั้งแต่วันแรก และชอบพูดจากวนโอ๊ยจนอยากทุบหลังในบางครั้ง เธอว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่แย่อาจจะดุบ้างในเวลางาน แต่มันเกิดจากความต้องการให้งานออกมาดีที่สุด ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าบรีฟไว้ที่สุด และที่สำคัญเขาไม่ใช่เจ้านายประเภทถนัดแต่ชี้นิ้วสั่งงานไปวัน ๆ เขามีความรู้ความสามารถ คิดและมองอย่างนักธุรกิจกระนั้นเขาก็ยังปฏิบัติต่อคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าอย่างสุภาพ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และมันจะมีผู้บริหารระดับสูงสักกี่คนที่กล้าลงไปช่วยทีมงานแบกเสาเต็นท์จนเสื้อเปรอะเปื้อนมาวันนี้เธอเลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกคนในบริษัท รวมถึงทีมสถานที่ถึงพร้อมใจให้ความเคารพ และบอกว่าเขาคือเจ้านายในฝันแล้วเจณิสตาก็สะดุ้ง หลุดจากห้วงความคิดเมื่อแก้วในมือถูกดึงออกไป ก่อนที่เขาจะรินไวน์ให้เธอเพิ่ม“พอแล้วค่ะ”เธอรีบ
“ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่”“นี่คุณก้องภพคิดจะสัมภาษณ์งานรอบสองเหรอคะ?”“ก็แค่อยากรู้ แล้วนี่ก็หมดเวลางานแล้ว เลิกเรียกผมเต็มยศแบบนั้นเถอะ”“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณก้องภพ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ ลุงก้อง?”คิ้วเข้มพลันกระตุกยิก ๆ อายุเขาเพิ่งก้าวผ่านเลข 3 มาไม่กี่ปีนะ แถมหน้าก็ยังไร้ริ้วรอย เอาอะไรมาลุง!ก้องภพถลึงตาใส่เลขาที่นั่งทำหน้าตาใสซื่อราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หลอกด่าใคร“มีใครเคยบอกไหมว่าคุณนี่ปากร้ายเอาเรื่อง”“ก็...เยอะอยู่ค่ะ”เจณิสตาพยักหน้ายิ้ม ๆ ส่วนสาเหตุที่เธอใช้คำว่า ‘ลุง’ ไม่ใช่เพราะเขาหน้าแก่ แต่เป็นเพราะเขามีนิสัยบางอย่างคล้ายกับลุงข้างบ้านเธอไม่มีผิด“เขมิกา”อุ้ย! มีคนเริ่มไม่พอใจแล้ว หญิงสาวรีบเก็บรอยยิ้มขัน“ค่า ๆ งั้นเรียกคุณก้องแทน ดีไหมคะ?”“หึ” ก้องภพแค่นหัวเราะ พยักหน้ารับหากไม่วายส่งสายตาคาดโทษ“แล้วตกลงทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่” “จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกค่ะ”“โอเค งั้นพรุ่งนี้ไปลาออกเลยไหม เดี๋ยวโทรบอกดิเรกให้”“เดี๋ยวสิคะ! ฉันยังพูดไม่จบเลย”หญิงสาวค้อนใส่อย่างลืมตัว“ตอนแรกค่ะ แค่ตอนแรก ก็แบบ...ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยก็กลัวค่ะ ฉันกลัวปรับตัวไม่ได้ การเปลี่ยนงา
“...”“...”ปฏิกิริยานั้นพลอยทำเจณิสตาชะงักตาม และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจไม่ชอบที่เธอถือวิสาสะทำอะไรตามอำเภอใจ เธอก็ตาโต ลนลานเก็บไม้เก็บมือแล้วผละออกห่าง“ขอโทษค่ะ”ริมฝีปากหยักลึกเดี๋ยวเม้มเดี๋ยวคลาย ครู่หนึ่งก็เผยอขึ้น เจณิสตารีบหดคอ เตรียมใจรับคำดุ“นี่”“คะ...คะ?”“ทีหลังอย่าไปเช็ดหน้าใครแบบนี้ ถ้าไม่อยากมีปัญหากับแฟน”“แฟน?”เจณิสตาทวนคำเสียงสูง งุนงงอยู่ชั่วอึดใจก็หลุดยิ้มขำกับคำเตือนนั่น“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันมีแฟนเมื่อไร ฉันจะระวังแล้วกันค่ะ”จบคำหญิงสาวก็หมุนตัวไปบริการปิดท้ายรถให้ ทำให้เธอไม่มีโอกาสเห็นเลยว่าหลังพูดออกไป มุมปากของใครบางคนโค้งตัวสูงนานหลายวินาทีทีเดียวกลับมาถึงที่พักเจณิสตาก็ตรงดิ่งมาอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก กระทั่งสบายตัวก็ลากกระเป๋าออกมาจัดจากข้อความที่คุยกับพัดชา ทีมอีเว้นท์ที่เหลือจะมาถึงช่วงเที่ยง และเธอจะได้ย้ายไปพักรวมกับพี่ ๆ ในทีม อาจไม่สะดวกสบายและมีวิวสวยเท่ากับวิลล่าหลังนี้ แต่ก็คงสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ที่นี่มือเรียวหยิบชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ออกมาแขวน แล้วย้ายชุดที่ยังไม่ใส่ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน ส่วนตัวไหนที่ใช้งานแล้ว เธอแยกมันใส่ถุงพลาสต







