INICIAR SESIÓNแต่นางเลือกที่ยอมรับมันมาไว้กับตนเองตั้งแต่แรก จ้าวซือหงดาหน้าเข้าไปรับพิษร้ายนั้นด้วยตนเอง และเตรียมการทุกอย่างเอาไว้ เพียงแต่นางคนที่สูญสิ้นทุกอย่างอาจจะโง่เขลาเกินกว่าที่จะเข้าใจมัน...ยอมอ่อนแอ ยอมพ่ายแพ้ และวางชีวิตของตนไว้ที่มือของหยางจื่อถงผู้เป็นสามี ซึ่งแน่นอนว่าเขาอาจจะทราบถึงเรื่องนี้แล้วก็เป็นได้ หยางจื่อถงเคยกล่าวว่าอาจเป็นเพราะเขานางจึงสูญสิ้นความทรงจำทั้งหลาย แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้หลายส่วนที่หยางจื่อถงทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนางมาบ้างแล้วและเพราะสารฉบับนั้นจ้าวซือหงจึงวิ่งวุ่นกับการจัดการทรัพย์สมบัติมากมายเหลือคณาของสามีและสินเดิมของตน เพราะหลังจากนี้หากความพ่ายแพ้ที่นางได้เขียนเอาไว้ในสารมาถึง ทุกอย่างจะไม่ได้เลวร้ายไปมากกว่านี้แน่นอนว่าหลังจากนี้หยางจื่อถงนำทัพออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น อาจมีเรื่องดีและเรื่องไม่ดีที่คนอื่นหยิบยื่นมาให้ถึงจวน และที่สำคัญทรัพย์สินที่มากมายมั่งคั่งไม่ต่างอะไรกับดาบสองคมที่จะย้อนกลับมาทำนางยามที่สามีไม่อยู่ติดจวน แต่กลับกลายเป็นว่าสมบัติของหยางจื่อถงนั้นมากจนน่ากลัว... จนนางได้แต่แสร้งว่าทรัพย์มหาศาลนั้นมีเพียงน้อยนิด ยามเ
“เราจะนอนแบบนี้ไปจนถึงเมื่อใดกัน”“ฟ้ายังไม่สว่างเลยจะรีบลุกไปไหน”“ท่านแม่ทัพกลายเป็นบุรุษเกียจคร้านตั้งแต่เมื่อใด”“ตั้งนานแล้ว แต่สถานการณ์ไม่อำนวยให้เกียจคร้านก็เท่านั้น”สตรีที่ถูกกักตัวไว้ในอ้อมกอดของสามีหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบาแผ่นหลังของนางแนบชิดอกแกร่งของผู้เป็นสามี จ้าวซือหงและหยางจื่อถงต่างพากันนอนอยู่เฉยๆ ราวกับคนเกียจคร้าน สตรีตั้งครรภ์เหนื่อยล้าจนพานให้เกียจคร้านที่จะลุกจากเตียง ส่วนหยางจื่อถงเองก็คงมีเหตุผลที่เขาเอาแต่กกกอดนางไว้เช่นนี้ไม่ยอมปล่อยหรือออกห่างจากนาง“เรื่องของเราสามปีที่ผ่านมา...ข้าอยากรับรู้มัน”“ข้าเล่าไปแล้วมิใช่หรือ”“ข้าอยากรู้ว่าเรานั้นมองกันและกันเปลี่ยนไปได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ข้าไว้ใจท่านมากมายถึงเพียงนี้ เมื่อใดกันที่ท่านหวงแหนข้าถึงเพียงนี้”หยางจื่อถงหัวเราะในลำคอ กระชับอ้อมกอดสูดดมกลิ่นกายของผู้เป็นภรรยาและระลึกถึงเรื่องราวในความทรงจำที่อัดแน่นของเขา ความทรงจำที่หล่อเลี้ยงความสุขท่ามกลางความเหนื่อยล้า“เจอหน้ากันทุกวัน กินอาหารด้วยกันทุกมื้อ นอนด้วยกันทุกคืน ไม่แปลกหากจะมองทุกอย่างเปลี่ยนไป คราแรกข้านึกว่าเจ้าจะเป็นพวกหยิ่งยโส สตรีท
ในท้องพระโรงเริ่มการถกเถียงต่างๆ นานาถึงเรื่องการเดินทัพทำศึกกับแคว้นฉีเพราะสตรีนางเดียวที่เป็นผู้จุดชนวน แน่นอนว่าคนที่นำชนวนแห่งการศึกสงครามจะเป็นใครนอกเสียจากเทพสงครามแห่งต้าเซี่ยที่แสดงสีหน้าระอาฟังการถกเถียงของขุนนางทั้งหลายถึงเรื่องกำลังพลที่มีเพียงหยิบมือ เสบียงที่ไม่เพียงพอ กุนซือคนสำคัญไม่อยู่ และหลายต่อหลายเรื่องที่ยิ่งพูดก็ยิ่งทวีปากเสียงกันไปเรื่อยจนน่าปวดหัว ทั้งๆ ที่คนต้องไปผจญทุกข์ภัยคือเขาผู้เป็นแม่ทัพนำทัพในครั้งนี้ แต่ทว่าไม่ได้พูดแย้งแม้แต่ครึ่งคำเพราะพูดไม่ทันขุนนางสอพลอทั้งหลาย จึงได้แต่ยืนถอดถอนหายใจอยู่เงียบๆ เท่านั้น“แม่ทัพหยาง”สุรเสียงที่พลันดังขึ้นทำให้เสียงอื้ออึงก่อนหน้าเงียบลงทันตา แม่ทัพหยางที่ถูกขานนามเดินออกจากแถวขุนนางมายืนต่อหน้าพระพักตร์“ท่านเป็นคนนำทัพในครั้งนี้ ข้อถกเถียงที่พวกเราทั้งหลายโต้แย้งจนไม่อาจหาข้อสรุปนี้ได้ท่านคิดเห็นว่าเป็นอย่างไร”“ทหารมีเพียงเท่านี้นับว่าไม่พอ...” เสียงอื้ออึงที่เงียบหายไปเริ่มดังขึ้นอีกเมื่อท่านแม่ทัพหยางถึงกับเอ่ยปากในเรื่องนี้ “แต่ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้แล้วหากเกณฑ์กำลังพลใหม่เกรงว่าประชาชนจะเดือดร้อนเสียเปล่า แต่
“หวางมู่ ใต้เท้าหยางมอบคนไว้ให้ข้า” จ้าวซือหงเงยหน้าจากบัญชีเล่มแล้วเล่มเล่าที่นั่งตรวจทาน มองคนสนิทของสามีที่เฝ้านางไม่ห่างกาย“ขอรับ หากฮูหยินเรียกใช้ก็ขอให้บอกข้า ข้าจะจัดการทุกอย่างให้”“มีเยอะทีเดียว...ต้องจัดการอะไรบางอย่างก่อนที่จะไม่ได้จัดการ”“อะไรหรือขอรับ”จ้าวซือหงทอดถอนหายใจ ก้มมองบัญชีตรงเบื้องหน้าที่นางละเลยไปได้ไม่เท่าไหร่แต่ทรัพย์สินกลับพร่องไปมากจนน่าตกใจ จวนแม่ทัพมีทรัพย์มากมายหากไม่นั่งตรวจทานมีหรือจะรู้ว่าทรัพย์พร่องลงไปมาเท่าใด ไหนจะเงินที่หยางจื่อถงได้จากการเปิดหอสุราอีก จวนนี้มั่งคั่งถึงเพียงนี้นางไม่อยากนึกถึงวันข้างหน้าหากนางและหยางจื่อถงไม่มีเวลามาตรวจตราเลยว่าบ่าวรับใช้ในจวนนี้จะปล้นมันไปอีกเท่าใด แต่จะให้ทำอย่างไรได้นางและหยางจื่อถงเลือกที่จะเลี้ยงเหล่าโจรพวกนี้ไว้เอง“ฮูหยินเจ้าคะ ดื่มยาก่อนเจ้าค่ะ” หลินหรานที่เข้ามาพร้อมถ้วยยาบำรุงที่จ้าวซือหงนึกขยาด แต่ก็จำต้องดื่มมันในทุกวัน เพราะหากไม่ใช่ยานี่ก็ไม่รู้ว่าทั้งนางและลูกจะเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมีอยู่เรื่อยๆ จนนางสังเกตได้ เพียงแต่ไม่ได้พูดให้สามีได้ยินก็เท่านั้น แต่มีหรือที่หยางจื่อถงจะไม่สั
คล้อยหลังขบวนที่เชิญราชโองการ หยางจื่อถงก็หันหลังกลับไปหาภรรยาของตนที่จ้องมองเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งจนไม่ทราบว่าคิดสิ่งใดอยู่ แต่มีหรือที่เขาจะไม่ทราบว่าภรรยาคิดสิ่งใดหยางจื่อถงส่งราชโองการให้กับข้ารับใช้ ก่อนจะเดินเข้าไปภรรยาโอบประคองและพานางเดินไปรอบๆ จวนอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำเสียเท่าไหร่นักเพราะเวลาส่วนใหญ่พวกเขาทั้งสองมักหมดไปกับหอสุราลี่ตงเสียมากกว่า“ไม่เกินครึ่งเดินข้าคงต้องนำทัพ” หยางจื่อถงเป็นผู้เริ่มการสนทนา มองสตรีที่โอบกอดแต่ยังไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา “รู้ใช่หรือไม่ว่าหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ข้าไม่อยู่แล้วควรจะทำอย่างไร”“รู้สิ รู้เป็นอย่างดีว่าต้องทำอย่างไร”“ดีแล้ว ข้าจะให้คนของข้าไว้กับเจ้า จะไม่มีคนที่จวนนี้รู้นอกจากเจ้าและหวางมู่ หากเกิดอะไรขึ้นหวางมู่จะจัดการทุกอย่างและปกป้องเจ้า”“ข้ามิได้ห่วงเรื่องนั้นเลย ข้าทราบดีว่าอย่างไรหวางมู่ก็ปกป้องข้าได้ แต่ท่านเล่า” จ้าวซือหงมองบุรุษที่โอบประคองนางไว้ หยางจื่อถงยังยิ้มได้อีกทั้งยังหัวเราะออกมาราวกับชอบใจที่ทุกอย่างบีบคั้นเขาถึงเพียงนี้“อย่ากังวลไปเลย นี่ใช่ศึกแรกของข้าเสียเมื่อไหร่”จ้าวซือหงทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในเมื
“ใต้เท้าเหลียงเข้าพบกับไท่จื่อจริงพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้หนึ่งรายงานต่อหน้าพระพักตร์ของผู้เป็นหวงตี้ พระพักตร์ที่เรียบนิ่งยากจะคาดการณ์ซ่อนเร้นสิ่งมากมายเอาไว้จนยากที่คนทั่วไปจะหยั่งรู้“ศัตรูของไท่จื่อคือผู้ใด” ขันทีข้างพระวรกายไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้นอกจากก้มกายให้ต่ำกว่าเดิม ฟังสุรเสียงที่เจือปนความนัยบางประการเอา“หยางจื่อถง จ้าวซือหง เฉิงอี้ หรือว่าข้ากัน” เสียงสรวลดังขึ้นอย่างแผ่วเบา พระหัตถ์ตวัดพู่กันลงบนราชโองการ “แผ่นดินต้าเซี่ยมีสองอย่างที่สำคัญจนมิอาจละเลยได้ หนึ่งคือเรื่องเงินทอง สองคือทหาร”“ทรงทราบแล้ว ไยจึงจับอำนาจทั้งสองใส่มือคนพวกนั้น”ขันทีเฒ่าก้าวถอยหลังเมื่อได้ยินเสียงผู้มาเยือน เอ่ยปากให้ธารกำนัลออกจากตำหนักที่ประทับและปล่อยให้สหายตั้งแต่วัยเยาว์ของหวงตี้ได้สนทนาเป็นการส่วนตัว“กู้เว่ยถิง” สุรเสียงของหวงตี้ดังขึ้น มองบุรุษที่รุกล้ำเข้าเขตพระราชทานไม่เกรงกลัวอาญา แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่ออำนาจการเข้านอกออกในที่แห่งนี้พระองค์เป็นคนพระราชทานให้แก่บุรุษโอหังอวดดีผู้นี้เอง“ฝ่าบาท” กู้เว่ยถิงประสานมือคำนับแด่หวงตี้ นั่งลงยังเก้าอี้โดยไม่รอฟังรับสั่งแต่อย่างใด“คนพวกนั้นที่เจ้าว







