เข้าสู่ระบบ“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”
สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ “สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง “คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมีเสียจนใช้ทองคำแลกมันมา คนที่เข้าข่ายทั้งสองประเภทนี้พอมีหรือไม่” “มี” “ทองคำนั่นข้าไม่คิดสงสัยให้เปลืองเวลา คนที่เราไปขัดประโยชน์ก็คงจะมีเพียงคนที่อยูหลังกำแพงวังหลวงมิใช่รึ หรือว่าข้าเดาผิด ผมประโยชน์จากเรานั้นไม่น้อยเลย หวงตี้จะทรงปล่อยให้เราเดินหมากทุกอย่างตามใจได้หรือ” “เจ้ารู้หรือว่าเรากำลังเดินหมากอะไรอยู่” “ไม่รู้ แต่ตอนนี้ข้าก็คิดเป็นอื่นไม่ได้เช่นกัน มีหลายเรื่องที่ข้าร่วมหัวจมท้ายกับท่านกระมัง สภาพของข้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะข้ามีใจเป็นปรปักษ์กับอำนาจของกลุ่มคนหนึ่ง” “ไม่ผิด แต่ที่ข้าหนักใจคือคนอีกผู้หนึ่งนั้นคือใครเสียมากกว่า และยิ่งไปกว่านั้นใครกันแน่คือคนที่วางยาพิษเจ้า” “แล้วถ้าหากนี่คือกับดักอีกเล่า...หากเจ้าของตั๋วเงินยับเยินนั่นไม่ใช่ยาจกแต่เป็นคหบดีไม่ต่างกัน เพียงแต่หลอกล่อให้เราสับสน เป็นคนที่ใกล้ชิดเราจนไม่อาจทำสิ่งใดที่ชัดแจ้งได้เช่นคนที่อยู่ในวังหลวง...คนแบบนั้นท่านพอจะนึกออกบ้างไหม” “จิ้นอ๋อง” หยางจื่อถงตอบโดยไม่ต้องใคร่ครวญให้มากความ “หลอกล่อให้คนติดกับดักของตนนั้นในแผ่นดินนี้ไม่มีใครเกินเขา” “หรือว่าเป็นเขา...” “แต่ที่น่าตั้งคำถามไปกว่านั้นคือ เขาใช้ยานั่นกับเจ้าหรือเตรียมไว้เพื่อใช้กับคนอื่น ช่วงเวลาที่เจ้าต้องพิษนั้นจิ้นอ๋องอยู่ทำศึกกับข้า” แล้วใครกันจะตอบข้อสงสัยในข้อได้ดีไปกว่าเจ้าตัวอย่างจิ้นอ๋องกัน หยางจื่อถงไม่เคยคิดระแวงอ๋องผู้นั้นด้วยซ้ำไป แต่ทว่าเหมือนเขาจะละเลยบางสิ่งบางอย่างไปอย่างน่าเชื่อเช่นกัน “ท่านไม่ปักใจว่าจิ้นอ๋องคิดร้ายแก่เรา” “เขากล่าวว่าเจ้าไม่ต่างจากน้องสาวคนหนึ่งของเขา” “ท่านก็เชื่อเขา” “เรากับจิ้นอ๋องอาจมีสถานะไม่แตกต่างกัน เขาเป็นคนที่เชื้อพระวงศ์ระอา แต่กลับตัดขาดไม่ได้ เขาไม่เป็นปรปักษ์ แต่กลับไม่ได้สวามิภักดิ์เช่นกัน เขาไม่มีทางทำร้ายเราแน่...เว้นเสียแต่เขาลอบคิดวางแผนบางอย่างเอาไว้” “จิ้นอ๋อง...ก็ใช่ที่ว่าเขาเห็นข้าไม่ต่างจากน้องสาว ยามอยู่ที่วังหลวงเขาคอยเยี่ยมเยียน และหยิบยื่นน้ำใจมาให้ข้าอยู่เสมอ แต่ข้าที่ไร้ความทรงจำไม่อาจตัดสินทุกอย่างในตอนนี้ได้เลย” “เอาเถิด ข้าจะจัดการเอง” หยางจื่อถงเอ่ยรับหน้าที่ในการสืบหาความจริงมาไว้กับตัว เมื่อเห็นใบหน้าภรรยาเคร่งเครียดขึ้นถนัดตา “กลับจวนกันเถิด วันนี้หนักหนาเกินไปแล้ว” หยางจื่อถงปราดเข้าไปจะประคองภรรยา แต่ทว่าจ้าวซือหงก็เบี่ยงหลบ มองใบหน้าของผู้เป็นสามี “หยางจื่อถงข้ามีเรื่องจะขอ” “วันนี้เจ้าขอข้าไปมากมายแล้ว” “เรื่องนี้ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้ว ข้าไม่อาจรอเวลาถึงสามปีให้ท่านสร้างความทรงจำใหม่อีกแล้ว” “ซือหง” “เรื่องของเรา เกรงว่าท่านจำต้องเล่าให้ข้าฟังโดยละเอียดเสียแล้ว อย่างน้อยๆ ก็อย่าให้ข้าตายตกไปพร้อมกับความไม่รู้เลย อย่างน้อยๆ ต่อจากนี้ให้ข้าได้พอทำอะไรได้บ้าง หวังพึงแต่เพียงท่านเพียงอย่างเดียวเห็นจะไม่ได้แล้ว” “ท่านไม่เชื่อใจข้าหรือว่าข้าดูแลเจ้าได้” “ข้าเชื่อว่าท่านดูแลข้าได้ แล้วท่านเล่ามีใครดูแล...” “ข้าดูแลตนเองได้ ข้าดูแลเจ้าและลูกได้เช่นกัน” “ไม่ ก่อนหน้านี้ข้าปกป้องตนเองได้เป็นอย่างดี และระวังหลังให้ท่านได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นท่านไม่ปล่อยให้ข้าอยู่ที่จวนตามลำพังยามไปกรำศึกอยู่ด้านนอกเป็นแน่ ท่านไม่ยอมปล่อยให้ข้าคลาดสายตาเป็นแน่หากข้าอ่อนแอถึงเพียงนี้ ท่านย่อมดึงข้าไปไว้ข้างตัวของท่านเสมอ หรือไม่ก็พาข้ามาอยู่ที่นี่ไม่ใช่อยู่ที่จวนจนต้องพิษอะไรนั่นเข้า” ที่นี่เต็มไปด้วยเวรยาม หูตาของเขามีทั่ว มีหรือที่นางจะต้องพิษได้หากเขาไม่อยู่ แล้วนางอ่อนแอปานแก้วเปราะบางเขาย่อมพานางมาหลบซ่อนกายอยู่ที่นี่ ภายใต้ป้อมปราการสูงเทียมฟ้าของเขา ไม่ใช่ปล่อยให้นางอยู่ที่จวนที่เขาเองก็ไม่วางเช่นนั้น นี่ก็ชี้ชัดแล้วมิใช่หรือว่านางที่เต็มไปด้วยความทรงจำสามปีที่ผ่านมานั้นไม่ใช่คนที่จะดูแคลนได้เช่นในตอนนี้ “หยางจื่อถง ท่านจะให้ข้าขลาดเขลาไปอีกนานสักเท่าใดกันท่านจึงจะพอใจ” หยางจื่อถงมองแววตาตัดพ้อเว้าวอนขอความจริงในอดีตจากเขา ความทรงจำของนางที่มีเขาอยู่ร่วมอยู่ด้วย แต่นั่นคือสิ่งที่เขาควรกระทำหรือ จ้าวซือหงไม่ใช่คนที่ขลาดเขลา เขาต่างหากที่ขลาดเขลาและหวาดกลัว “ข้าไม่อยากให้เจ้าขลาดเขลา แต่เจ้ารับปากได้หรือไม่หากเจ้ารู้ทุกสิ่งแล้วเจ้าจะไม่ถวิลหาถึงความรักฝังใจของตนเมื่อครั้งก่อนเก่า” ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านภายในอก เมื่อคนที่เต็มไปด้วยความทรงจำระลึกการณ์ในครั้งก่อน ความรักในครั้งก่อนเก่าของจ้าวซือหงที่เขาไม่ได้ครอบครอง “เจ้ารับปากได้หรือไม่ว่าจะเชื่อข้าในทุกสิ่ง และอยู่คอยระวังหลังให้แก่ข้าเช่นเก่า หากเจ้ารับปากข้าจะบอกเล่าทุกอย่าง” “...ข้ารับปาก ความรักฝังใจในครั้งเก่าจะมีประโยชน์อันใดในเมื่อข้ายินยอมอยู่กับท่านแม้ในวันที่ข้าไร้ซึ่งความทรงจำเช่นในวันนี้ สู้วิ่งถลาไปหาความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ไม่ดีกว่าหรือ หากข้าทระนงตนข้าจะยินดีกลับไปเคียงท่าน ทวงถามถึงสิ่งที่แปรเปลี่ยนชีวิตข้าจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้หรือหยางจื่อถง” จ้าวซือหงมองนัยน์ตาที่ซ่อนเร้นความเจ็บปวดบางประการเอาไว้ แต่ให้ซ่อนดีปานใดก็วูบไหวออกมาให้นางได้เห็น ความรักฝังใจที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงนั้นเกิดขึ้นก่อนที่นางจะแต่งงานกับเขา เช่นนั้นแล้วมีหรือที่นางจะไม่ทราบที่มาของความเจ็บปวดที่เขาซ่อนเร้นเอาไว้ และนั่นก็เหมือนเผยความลับบางประการที่หยางจื่อถงพยายามหลบเลี่ยงมันมาโดยตลอด “คำพูดของเราอาจหลอกลวงกันไปมา การกระทำเราอาจแสร้งแสดงใส่กัน แต่ความรู้สึกเล่าเราจะหลบหลีกมันไปได้อีกสักเท่าใดกัน” หลบเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของนางและเขาว่าเกิดขึ้นจากความรัก...“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







