로그인ในท้องพระโรงเริ่มการถกเถียงต่างๆ นานาถึงเรื่องการเดินทัพทำศึกกับแคว้นฉีเพราะสตรีนางเดียวที่เป็นผู้จุดชนวน แน่นอนว่าคนที่นำชนวนแห่งการศึกสงครามจะเป็นใครนอกเสียจากเทพสงครามแห่งต้าเซี่ยที่แสดงสีหน้าระอาฟังการถกเถียงของขุนนางทั้งหลายถึงเรื่องกำลังพลที่มีเพียงหยิบมือ เสบียงที่ไม่เพียงพอ กุนซือคนสำคัญไม่อยู่ และหลายต่อหลายเรื่องที่ยิ่งพูดก็ยิ่งทวีปากเสียงกันไปเรื่อยจนน่าปวดหัว ทั้งๆ ที่คนต้องไปผจญทุกข์ภัยคือเขาผู้เป็นแม่ทัพนำทัพในครั้งนี้ แต่ทว่าไม่ได้พูดแย้งแม้แต่ครึ่งคำเพราะพูดไม่ทันขุนนางสอพลอทั้งหลาย จึงได้แต่ยืนถอดถอนหายใจอยู่เงียบๆ เท่านั้น“แม่ทัพหยาง”สุรเสียงที่พลันดังขึ้นทำให้เสียงอื้ออึงก่อนหน้าเงียบลงทันตา แม่ทัพหยางที่ถูกขานนามเดินออกจากแถวขุนนางมายืนต่อหน้าพระพักตร์“ท่านเป็นคนนำทัพในครั้งนี้ ข้อถกเถียงที่พวกเราทั้งหลายโต้แย้งจนไม่อาจหาข้อสรุปนี้ได้ท่านคิดเห็นว่าเป็นอย่างไร”“ทหารมีเพียงเท่านี้นับว่าไม่พอ...” เสียงอื้ออึงที่เงียบหายไปเริ่มดังขึ้นอีกเมื่อท่านแม่ทัพหยางถึงกับเอ่ยปากในเรื่องนี้ “แต่ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้แล้วหากเกณฑ์กำลังพลใหม่เกรงว่าประชาชนจะเดือดร้อนเสียเปล่า แต่
“หวางมู่ ใต้เท้าหยางมอบคนไว้ให้ข้า” จ้าวซือหงเงยหน้าจากบัญชีเล่มแล้วเล่มเล่าที่นั่งตรวจทาน มองคนสนิทของสามีที่เฝ้านางไม่ห่างกาย“ขอรับ หากฮูหยินเรียกใช้ก็ขอให้บอกข้า ข้าจะจัดการทุกอย่างให้”“มีเยอะทีเดียว...ต้องจัดการอะไรบางอย่างก่อนที่จะไม่ได้จัดการ”“อะไรหรือขอรับ”จ้าวซือหงทอดถอนหายใจ ก้มมองบัญชีตรงเบื้องหน้าที่นางละเลยไปได้ไม่เท่าไหร่แต่ทรัพย์สินกลับพร่องไปมากจนน่าตกใจ จวนแม่ทัพมีทรัพย์มากมายหากไม่นั่งตรวจทานมีหรือจะรู้ว่าทรัพย์พร่องลงไปมาเท่าใด ไหนจะเงินที่หยางจื่อถงได้จากการเปิดหอสุราอีก จวนนี้มั่งคั่งถึงเพียงนี้นางไม่อยากนึกถึงวันข้างหน้าหากนางและหยางจื่อถงไม่มีเวลามาตรวจตราเลยว่าบ่าวรับใช้ในจวนนี้จะปล้นมันไปอีกเท่าใด แต่จะให้ทำอย่างไรได้นางและหยางจื่อถงเลือกที่จะเลี้ยงเหล่าโจรพวกนี้ไว้เอง“ฮูหยินเจ้าคะ ดื่มยาก่อนเจ้าค่ะ” หลินหรานที่เข้ามาพร้อมถ้วยยาบำรุงที่จ้าวซือหงนึกขยาด แต่ก็จำต้องดื่มมันในทุกวัน เพราะหากไม่ใช่ยานี่ก็ไม่รู้ว่าทั้งนางและลูกจะเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมีอยู่เรื่อยๆ จนนางสังเกตได้ เพียงแต่ไม่ได้พูดให้สามีได้ยินก็เท่านั้น แต่มีหรือที่หยางจื่อถงจะไม่สั
คล้อยหลังขบวนที่เชิญราชโองการ หยางจื่อถงก็หันหลังกลับไปหาภรรยาของตนที่จ้องมองเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งจนไม่ทราบว่าคิดสิ่งใดอยู่ แต่มีหรือที่เขาจะไม่ทราบว่าภรรยาคิดสิ่งใดหยางจื่อถงส่งราชโองการให้กับข้ารับใช้ ก่อนจะเดินเข้าไปภรรยาโอบประคองและพานางเดินไปรอบๆ จวนอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำเสียเท่าไหร่นักเพราะเวลาส่วนใหญ่พวกเขาทั้งสองมักหมดไปกับหอสุราลี่ตงเสียมากกว่า“ไม่เกินครึ่งเดินข้าคงต้องนำทัพ” หยางจื่อถงเป็นผู้เริ่มการสนทนา มองสตรีที่โอบกอดแต่ยังไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา “รู้ใช่หรือไม่ว่าหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ข้าไม่อยู่แล้วควรจะทำอย่างไร”“รู้สิ รู้เป็นอย่างดีว่าต้องทำอย่างไร”“ดีแล้ว ข้าจะให้คนของข้าไว้กับเจ้า จะไม่มีคนที่จวนนี้รู้นอกจากเจ้าและหวางมู่ หากเกิดอะไรขึ้นหวางมู่จะจัดการทุกอย่างและปกป้องเจ้า”“ข้ามิได้ห่วงเรื่องนั้นเลย ข้าทราบดีว่าอย่างไรหวางมู่ก็ปกป้องข้าได้ แต่ท่านเล่า” จ้าวซือหงมองบุรุษที่โอบประคองนางไว้ หยางจื่อถงยังยิ้มได้อีกทั้งยังหัวเราะออกมาราวกับชอบใจที่ทุกอย่างบีบคั้นเขาถึงเพียงนี้“อย่ากังวลไปเลย นี่ใช่ศึกแรกของข้าเสียเมื่อไหร่”จ้าวซือหงทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในเมื
“ใต้เท้าเหลียงเข้าพบกับไท่จื่อจริงพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้หนึ่งรายงานต่อหน้าพระพักตร์ของผู้เป็นหวงตี้ พระพักตร์ที่เรียบนิ่งยากจะคาดการณ์ซ่อนเร้นสิ่งมากมายเอาไว้จนยากที่คนทั่วไปจะหยั่งรู้“ศัตรูของไท่จื่อคือผู้ใด” ขันทีข้างพระวรกายไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้นอกจากก้มกายให้ต่ำกว่าเดิม ฟังสุรเสียงที่เจือปนความนัยบางประการเอา“หยางจื่อถง จ้าวซือหง เฉิงอี้ หรือว่าข้ากัน” เสียงสรวลดังขึ้นอย่างแผ่วเบา พระหัตถ์ตวัดพู่กันลงบนราชโองการ “แผ่นดินต้าเซี่ยมีสองอย่างที่สำคัญจนมิอาจละเลยได้ หนึ่งคือเรื่องเงินทอง สองคือทหาร”“ทรงทราบแล้ว ไยจึงจับอำนาจทั้งสองใส่มือคนพวกนั้น”ขันทีเฒ่าก้าวถอยหลังเมื่อได้ยินเสียงผู้มาเยือน เอ่ยปากให้ธารกำนัลออกจากตำหนักที่ประทับและปล่อยให้สหายตั้งแต่วัยเยาว์ของหวงตี้ได้สนทนาเป็นการส่วนตัว“กู้เว่ยถิง” สุรเสียงของหวงตี้ดังขึ้น มองบุรุษที่รุกล้ำเข้าเขตพระราชทานไม่เกรงกลัวอาญา แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่ออำนาจการเข้านอกออกในที่แห่งนี้พระองค์เป็นคนพระราชทานให้แก่บุรุษโอหังอวดดีผู้นี้เอง“ฝ่าบาท” กู้เว่ยถิงประสานมือคำนับแด่หวงตี้ นั่งลงยังเก้าอี้โดยไม่รอฟังรับสั่งแต่อย่างใด“คนพวกนั้นที่เจ้าว
“ข้าไม่รู้ว่าสู้รบกับสิ่งใด แต่ข้ารู้ว่าข้าต้องสู้เพื่อสิ่งใด” คนที่แสร้งว่าไม่ยี่หระพูดด้วยเสียงราบเรียบ “ข้าไม่เหลืออะไรแล้วหวางมู่ ทั้งชีวิตนี้ข้าเหลือแค่นาง”ภายในห้องเงียบสงัด ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง จนสุดท้ายหวางมู่ก็เป็นผู้ทำลายความเงียบนั้น “มีข่าวจากวังหลวง... รัชทายาทเตรียมเสนอให้ท่านนำทัพจัดการศึกแคว้นฉี”“ปะทุแล้วหรือศึกที่ว่านั่น”“ยังขอรับ เพียงแต่ฝ่ายนั้นเริ่มเคลื่อนกำลังพลแล้ว ในท้องพระโรงเริ่มหารือกันถึงเรื่องนี้แล้วเช่นกัน”“มีราชโองการมาเมื่อใดข้าก็จะไป” ขุนนางคนหนึ่งจะปฏิเสธได้อย่างไร หากมีราชโองการมาให้เขาไปทำศึกคราวนี้อย่างไรเสียก็ได้แต่คุกเข่ารับราชโอกาสและสรรเสริญหวงตี้ให้อายุยืนเป็นหมื่นๆ ปีแม้ว่าอีกฝ่ายจะหยิบยื่นคำตายมาใส่ให้ถึงมือ“แต่นายท่านขอรับ จิ้นอ๋องไม่อยู่ ศึกครั้งนี้ก็...”ไร้กุนซือ... แน่นอนว่าต้าเซี่ยใช่ว่าไร้จิ้นอ๋องแล้วจะไม่มีกุนซือคนอื่น แต่จะมีใครรู้ใจเขาเท่าจิ้นอ๋องอีก แล้วจะมีใครเก่งกาจเจ้าเล่ห์เพทุบายเท่าเจ้านั่นอีก ไม่มีเลย... แม่ทัพไร้กุนซือที่รู้ใจ โอกาสชนะก็มี แต่โอกาสพลาดก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรได้ถูกอย่างถูกกำหน
“ที่นี่น่ะหรือ”“ขอรับ ตามที่จางต๋าบอกเอาไว้ที่นี่ไม่ผิด”จิ้นอ๋องพินิจบ้านที่เก่าซอมซ่อของอดีตหมากในมือของไท่จื่อด้วยความเวทนา จางต๋าผู้นั้นใช่ว่าแร้นแค้นเสียจนต้องให้ภรรยาอยู่ลำบาก แต่หากคิดกลับกันแล้วบุรุษผู้นั้นก็รักนางเสียจนไม่กล้าให้ใช้ชีวิตโดดเด่นเสียจนนำภัยมาสู่ตัว ต่อให้มั่งคั่งมั่งมีเพียงใดหากโดดเด่นเกินไปก็ง่ายแก่การทำลายด้วยกันทั้งนั้น คนที่อยู่ในจุดนั้นมาทั้งชีวิตจึงได้แต่ทอดถอนหายใจเรียกร้องหาที่อาศัยอยู่ในบ้านเก่าหลังนี้ ไม่นานกับสตรีตั้งครรภ์ใบหน้าผ่องใส แต่น่าเสียดายที่จิ้นอ๋องจะเป็นคนทำลายความผ่องใสนั้นด้วยตัวของเขาเอง โดยการแจ้งข่าวการตายของสามีนางและเป็นดั่งที่จิ้นอ๋องคาดไว้ นางร่ำไห้ปานจะขาดใจ แต่จะให้ทำอย่างไรได้หากไม่ฆ่ามีของนาง บุรุษผู้นั้นก็คงลุกขึ้นไปฆ่าอีกต่อหลายชีวิตต่อจากนี้“ข้าชดใช้ชีวิตเขาคืนให้แก่เจ้าไม่ได้ และข้าก็ไม่คิดคืนหากข้าทำได้ แต่สิ่งที่ข้าทำได้คือดูแลเจ้าและลูกที่กำลังจะเกิดมา เด็กคนนี้จะไม่ลำบากหรือตกยาก ความเป็นอยู่ของเจ้ากับลูกต่อจากนี้ข้าจะรับผิดชอบเอง”“ทดแทนกันได้หรือ ท่านฆ่าสามีของข้า”สตรีที่ทราบข่าวการสูญเสียหลั่งน้ำตา สิ่งที่ผู้มั่







