LOGINเมื่อซูหลีหลี่รู้ว่าน้องสาวของตนเองได้ย้อนเวลากลับมาเช่นเดียวกันแล้วนางก็พยายามเก็บงำคำพูดและท่าทางของตนเองเอาไว้ปล่อยให้ซูหลีเซียงคิดว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เพียงผู้เดียวก็พอ ชาติก่อนซูหลีเซียงตายเพราะฝีมือของนาง ชาตินี้ซูหลีเซียงจะต้องหาวิธีฆ่านางเพื่อแก้แค้นให้ตนเองแน่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้อยืนยันว่าข้าจะแต่งกับแม่ทัพฮั่ว ในเมื่อท่านตาของข้าเลือกตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพให้ข้า ข้าก็พร้อมจะยอมรับ ส่วนพี่หญิงหลีหลี่นั้นในเมื่อท่านตาของนางอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อให้นางได้เป็นพระชายาอ๋องลูกก็ไม่คิดจะแย่งชิงเจ้าค่ะ” คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่ลอบยิ้มเย็นอยู่ในใจ
ชาติที่แล้วซูหลีเซียงตั้งอกตั้งใจแย่งชิงตำแหน่งพระชายาของนางเป็นอย่างยิ่ง จนถึงขั้นบอกกับผู้อื่นว่าตนเองมีใจปฏิพัทธ์กับเสียนอ๋อง ยามที่ซูหลีเซียงขึ้นเกี้ยวเข้าจวนอ๋องยังจงใจพูดจาเย้ยหยันซูหลีหลี่เสียด้วยซ้ำว่าคนเช่นนางไม่เหมาะที่จะแต่งเข้าราชวงศ์ การทุ่มเทแรงกายแรงใจของท่านอดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงผู้เป็นท่านตาของนางซูหลีเซียงจะขอรับเอาไว้เอง ยามนั้นนางทั้งเจ็บแค้นและเสียใจแต่เพราะต้องการได้รับการยอมรับจากบิดาว่านางเป็นบุตรสาวที่เชื่อฟังนางจึงได้แต่จำต้องทนกล้ำกลืนความเจ็บช้ำของตนเองเอาไว้
“เซียงเซียงพ่อดีใจเหลือเกินที่เจ้าคิดได้ เอาล่ะไม่ต้องมีท่าทีสำนึกผิดเช่นนั้นหรอกพี่สาวของเจ้านางเป็นคนจิตใจกว้างขวางไม่มีทางคิดเล็กคิดน้อยกับการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้าแน่” ซูหย่งเหอเอ่ยพลางย่อกายลงไปพยุงตัวซูหลีเซียงให้ลุกขึ้น ซูหลีหลี่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความลำเอียงที่บิดามอบให้ ย่อกายคารวะอำลาบิดาและมารดาเลี้ยงด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ในเมื่อไม่มีเรื่องอื่นแล้ว หลีหลี่ขอตัวกลับจวนนะเจ้าคะ” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางย่อกายคารวะอำลานางไม่อยากให้ซูหลีเซียงรู้ตัวว่านางเองก็ได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกันจึงได้พยายามสำรวมท่าทีของตนเอง พยายามแสดงท่าทีและการกระทำที่ตนเองมักจะทำตอนที่ยังเป็นเด็กสาวอยู่
“ไปเถอะๆ ไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องมากวนท่านแม่ของเจ้าที่เรือนหลักเล่า อีกไม่นานก็จะถึงวันแต่งงานของเจ้าแล้วเตรียมตัวเอาไว้อย่าทำให้จวนสกุลซูต้องขายหน้าอย่างเด็ดขาด” เมื่อซูหย่งเหอเอ่ยเช่นนี้หวังเจียหรานก็หันไปส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจให้สามี ส่วนซูหลีเซียงกลับใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังจ้องมองซูหลีหลี่โดยไม่คิดจะเก็บงำสายตา
ชาติที่แล้วซูหลีเซียงเคยคิดว่าตนเองคือนกน้อยที่ได้บินขึ้นไปเป็นพญาหงส์ แต่สุดท้ายจวนอ๋องที่นางเคยคิดว่าสงบสุขกลับมีเรื่องราวที่ทำให้นางต้องหลั่งน้ำตาแทบจะทุกวัน พอเสียนอ๋องรู้ว่านางคือเจ้าสาวที่แย่งชิงการแต่งการของพี่สาวมา เขาก็มักจะจ้องมองนางด้วยสายตาดูหมิ่น อีกทั้งยังบอกกับนางว่าสาเหตุที่เขาจะแต่งงานกับหลานสาวของหลี่รุ่ยก็เพราะต้องการทดแทนบุญคุณ การที่นางขออาสาแต่งแทนเข้ามาแทนเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจจะได้ตอบแทนบุญคุณผู้อาวุโสได้
แล้วผลสุดท้ายก่อนที่เขาจะตายเขาก็ยังอุตส่าห์มีเรี่ยวแรงมาเอ่ยวาจาเย้ยหยันนางและบอกกับนางว่า นางแต่งเข้ามาแทนคือเรื่องดีอย่างน้อยซูหลีหลี่ก็จะได้ไม่ต้องมาเผชิญกับการแก่งแย่งราชบัลลังก์และไม่ต้องถูกบังคับให้เลือกฝ่าย อีกทั้งยังต้องอยู่ฝ่ายเดียวกันกับอ๋องที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เช่นเขา แล้วหลังจากนั้นเขาก็ตายจากไปทิ้งให้นางต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายเพียงผู้เดียว
‘ชาตินี้ข้าจะไม่เป็นอีกแล้วพระชายาม่ายของเสียนอ๋อง แต่ข้าจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพฮั่วว่าที่องค์ฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ ข้าจะเป็นองค์ฮองเฮามิใช่ชู้รักที่มีฐานะต่ำต้อยอย่างเช่นชาติที่แล้ว ส่วนเจ้าซูหลีหลี่จงเผชิญกับชะตากรรมที่ข้าเคยได้เผชิญไปเถิด ชาตินี้ข้ารับรองว่าจะพยายามทำทุกวิถีทางให้เจ้าได้รับความเจ็บช้ำอย่างที่ข้าเคยเผชิญ’ ซูหลีเซียงคิดอยู่ในใจนางยังจำได้ดีว่านางตายได้อย่างไรและชาตินี้นางจะทำให้ซูหลีหลี่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกันกับนาง
ส่วนซูหลีหลี่เมื่อกลับไปถึงเรือนพักผ่อนส่วนตัวของตนเองแล้ว ก็เอนกายพักผ่อนอย่างสบายใจ แม้จะรู้ว่าซูหลีเซียงได้ย้อนเวลากลับมาเช่นเดียวกัน แต่อีกไม่นานซูหลีเซียงก็ต้องแต่งออกไปอยู่ไกลถึงชายแดน แม้ว่าจะรู้สึกแค้นเคืองในตัวนางเช่นไรแต่ซูหลีเซียงก็ยากจะยื่นมือเข้ามาทำให้ชีวิตของนางต้องเผชิญกับความยุ่งยากได้ แต่นางเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท จึงได้หันไปมองเผิงซีสาวใช้ผู้มือเท้าคล่องแคล่วของตนเองแล้วออกคำสั่งในทันที
“เผิงซี เดี๋ยวเจ้าเอาเงินไปก้อนหนึ่งพยายามซื้อใจและตีสนิทกับตงเสวี่ยสาวใช้ข้างกายของคุณหนูรองให้ข้า อย่าลืมว่าจงใช้จ่ายอย่างมือเติบ ตงเสวี่ยเป็นคนที่มีความละโมบและทะเยอทะยาน เมื่อเห็นว่าสามารถตีสนิทกับนางได้แล้วก็จงบอกกับนางว่าหากนางให้ความร่วมมือกับข้า ข้าก็จะลักลอบช่วยเหลือนาง ให้นางและคุณชายรองสามารถรักกันได้อย่างเปิดเผยเสียที” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้ทั้งเผิงซี ตงชิง ตงผิงและตงหนานต่างก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ
“ตงเสวี่ยกับคุณชายรองน่ะหรือเจ้าคะ ไม่น่าจะเป็นไปได้นะเจ้าคะ” เมื่อเผิงซีเอ่ยถามเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“น้องชายคนรองของข้าแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนบัณฑิตแก่เรียนแต่ความจริงแล้วเป็นคนที่ฝักใฝ่ทางด้านสตรีมากพอดู ตงเสวี่ยยังไม่ทันจะได้แตกเนื้อสาวดีก็ถูกเขากวาดต้อนไปเป็นสตรีของตนเองแล้ว” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้สาวใช้ทั้งสี่คนของนางต่างหันไปมองกันด้วยสายตากังขาในทันที
“คุณหนูทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ เผิงซีเป็นเจ้าหรือที่ชอบนำเรื่องเหลวไหลมาเล่าให้คุณหนูฟัง” เมื่อตงผิงเอ่ยเช่นนี้เผิงซีก็รีบส่ายหน้าในทันที
“ไม่ใช่ข้านะ แม้ว่าข้าจะเป็นคนหูตากว้างขวางแต่เรื่องนี้ข้าไม่เคยล่วงรู้เลยสักนิดแล้วจะนำมาเล่าให้คุณหนูฟังได้อย่างไร” เมื่อเผิงซีเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ต่อไปเจ้าควรจะต้องไปตีสนิทกับคนในโรงครัวและโรงซักล้างเอาไว้ เจ้าเชื่อข้าเถอะความลับภายในจวนล้วนอยู่ที่พวกนางทั้งหมด” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบ นางยกความดีความชอบให้คนในโรงครัวและคนซักล้าง ด้วยไม่อยากให้สาวใช้ทั้งสี่สงสัยว่านางรู้ได้อย่างไร นางไม่อยากให้ซูหลีเซียงรู้ตัวว่ามีคนได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกันดังนั้นความลับเรื่องกลับชาติมาเกิดใหม่ของนาง นางควรเก็บเอาไว้กับตัวจึงจะปลอดภัยมากที่สุด
ยามนี้ก็ปล่อยให้ซูหลีเซียงคิดเอาเองว่าตนเองรู้อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นเพียงผู้เดียวไปก่อน นางจะได้วางแผนรับมือซูหลีเซียงได้ง่ายขึ้น แม้ว่าซูหลีเซียงจะต้องแต่งออกไปไกลถึงชายแดนแต่นางก็ควรจะมีหูตาของตนเองอยู่ข้างกายของซูหลีเซียงเอาไว้ รู้เขารู้เราสู้ร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง ชาติที่แล้วนางใช้วิธีนี้ชนะศัตรูมานักต่อนักแล้ว น่าเสียดายที่ชาติก่อนนางใช้ชีวิตอย่างตรากตรำมากจนเกินไปทำให้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านการทรยศหักหลังของฮั่วจิ่นหรง แต่ชาตินี้นางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะดูแลตนเองให้ดีไม่คิดจะทำให้ชีวิตของตนเองต้องลำบากเพื่อผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว
ฮ่องเต้มิอาจจะขาดฮองเฮา แม้ว่าขุนนางหลายคนจะหวาดกลัวข้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กลัวตายกล้าเสนอหน้ามาขอให้ข้ารับพระสนมและแต่งตั้งฮองเฮา ข้ารำคาญคนเหล่านั้นจึงได้บอกกับทุกคนว่าข้ารักใคร่เสิ่นกุ้ยหนิงที่ตายจากไปเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอมีผู้ใดอีกนอกจากนาง คำพูดของข้าทำให้ชาวประชาต่างหลั่งน้ำตาและเรียกร้องให้ข้าแต่งตั้งสตรีที่ตายไปแล้วผู้นั้นขึ้นเป็นฮองเฮา“เสิ่นกุ้ยหนิงยังไม่ตาย ข้าเป็นคนช่วยนางไว้ และนางไม่อาจจะเป็นฮองเฮาได้เพราะนางคือสตรีของข้า” คำพูดของเยียนอ๋องทำให้พิธีแต่งตั้งฮองเฮาของข้าต้องหยุดชะงัก คำพูดของเขาทำให้ข้าชักกระบี่ออกมา เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ข่มขู่เยียนอ๋องผู้นั้นให้สงบปาก แต่เสิ่นกุ้ยหนิงกลับเผยตัวออกมาแล้วใช้มีดสั้นในมือรับคมกระบี่ที่ข้าตั้งใจจะใช้พาดคอเพื่อข่มขู่เยียนอ๋อง“ฝ่าบาท พวกเราไม่เคยเป็นสามีภรรยา ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ” คำพูดของนางหากเอ่ยกับบุรุษที่รักใคร่ในตัวนางคนผู้นั้นคงจะคลุ้มคลั่งแล้วลงมือฆ่านางไปแล้วโชคดีที่ข้าไม่ใช่ ข้ามองเยียนอ๋องแล้วก็มองนางสุดสุดท้ายจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสา“กุ้ยหนิง เป็นข้าไม่ดีเองที่ไปช่วยเจ้าและท่านพ่
ฉางเยว่คือชื่อที่ท่านแม่บุญธรรมของข้าตั้งให้ นางรับข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กนอกจากจะตั้งชื่อให้ข้าแล้วยังทำให้ข้าได้มีชื่อในผังสกุลของสกุลซูอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านแม่บุญธรรมแต่ตัวข้าย่อมรู้ตนเองดีว่าข้านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางเลย“เยว่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องพยายามเพื่อแม่ ทุกอย่างที่เจ้าเรียนรู้และฝึกฝนล้วนจะต้องทำเพื่อตัวของเจ้าเองเท่านั้น” ซูหลีหลี่ผู้เป็นแม่บุญธรรมของข้ามักจะเอ่ยเช่นนี้กับข้าอยู่เสมอ เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ท่านแม่เก็บข้ามาเลี้ยงข้าจึงได้พยายามพัฒนาตนเองและฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เพื่อให้ท่านแม่ของข้ารู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวข้าและที่สำคัญข้าไม่อยากให้นางรู้สึกเสียใจที่เก็บเด็กกำพร้าอย่างข้ามาเลี้ยง“หลีหลี่ วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้ หากเจ้ายังทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ท่านแม่ของข้าจะเชื่อเจ้าเล่าว่าเจ้าเด็กคนนี้คือเด็กที่เจ้าเก็บมาเลี้ยงจริงๆ หาใช่ลูกนอกสมรสของเจ้าไม่” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยเช่นนี้แต่สายตาที่เขาใช้จ้อ
องค์รัชทายาทฉู่ฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ในยามที่เขามีอายุแค่เพียงยี่สิบห้าชันษา ไท่ซ่างหวงฉู่เทียนเสียงใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพสละราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบห้าปี หลังจากนั้นฉู่เทียนเสียงก็พาซูหลีหลี่ออกจากวังไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในตำหนักฤดูร้อนที่ตั้งอยู่นอกเมืองสองสามีภรรยาช่วยกันปลูกดอกไม้สร้างสวนสมุนไพรใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสมถะและอิสรเสรี พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มักจะจับหลานชายและหลานสาวแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปออกท่องเที่ยวหาความสำราญตามประสาคนว่างงาน หลังจากนั้นก็จะพาหลานๆ กลับเข้าเมืองหลวงส่งคืนพ่อแม่ของพวกเขาในทุกฤดูหนาว พวกเขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนทำให้ทั้งหลานชายและหลานสาวเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงร่ำร้องที่จะอยู่แต่กับเสด็จปู่และเสด็จย่าการได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ทำให้ซูหลีหลี่ที่เคยต้องผจญกับความทุกข์ยากในชาติที่แล้วมักจะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาในชาตินี้อยู่เสมอ ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าไม่ใช่แค่เพียงสวรรค์ที่เห็นใจนาง แต่สามีและลูกๆ ของนางต่างก็พากันเห็นใจและมักจะทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจนางอยู่เสมอ สำหรับซูหลีหลี่แล้วความเห็นอกเห็นใจและความใส่ใจที
หลังจากท่านหญิงผิงอันและบรรดาคุณหนูที่ติดตามมาขอลากลับไปแล้ว ซูหลีหลี่ก็สั่งให้คนตามหาบุตรชายและบุตรสาวทั้งสามในทันที แต่นางรู้ดีว่าฉู่ฉางเยว่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนีความผิดยิ่งนัก นางจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีผู้ใดสามารถพาพวกเขากลับมาให้นางลงโทษได้“ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ” เสียงของนางข้าหลวงคนสนิททำให้ซูหลีหลี่ลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา เมื่อนางเห็นว่าฉู่เทียนเสียงเดินเข้ามาในห้องแล้วนางจึงได้โบกมือไล่นางข้าหลวงให้ออกไปให้หมด“หลีหลี่ ข้าจับตัวพวกเขามาให้เจ้าแล้ว” ฉู่เทียนเสียงเอ่ยพลางผายมือไปทางด้านหลัง ฉู่ฉางเยว่ ฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นโตในปากของพวกเขามีผ้ายัดเอาไว้ ฉู่ฉางเยว่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ส่วนฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อกำลังหลั่งน้ำตาออกมาและส่งสายตาอ้อนวอนมาที่นาง“ข้าช่วยเจ้าระบายโทสะแล้วดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าจะเป็นคนโบยตีพวกเขาด้วยตนเองอีกครั้งก็ตามแต่ใจของเจ้าเลย” เมื่อฉู่เทียนเสียงเอ่ยเช่นนี้ก็ได้รับสายตาขุ่นเคืองจากนางในทันที“เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ความวุ่นวายในวันนี้ฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือเพคะ” เมื่อได้ยินซูหลีหลี่เอ่ยออกมาเช่นนี้ฉู
ซูหลีหลี่มองขึ้นไปด้านบนของต้นอู่ถงด้วยความปวดใจ นางย่อมเป็นห่วงบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้นอู่ถงต้นนี้ฉู่ฉางเล่อถูกพี่ชายตัวแสบอย่างฉู่ฉางซินหลอกให้ปีนขึ้นไปจนนางสามารถปีนขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แต่เด็กสาวอีกคนที่กำลังปีนขึ้นไปกลับทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า“กุ้ยหนิง เจ้าระวังนะ” ซูเหม่ยจีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง นางเคยเห็นองค์หญิงน้อยปีนขึ้นลงต้นอู่ถงแห่งนี้จนชินตาแล้ว แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าเสิ่นกุ้ยหนิงจะปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วได้เช่นนี้“องค์หญิงอย่าปีนขึ้นไปอีกเลยเพคะ กิ่งที่อยู่ด้านบนดูเหมือนว่าจะเปราะแล้ว” เสียงของเสิ่นกุ้ยหนิงทั้งมั่นคงและเต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้ความกังวลใจของซูหลีหลี่พลันผ่อนคลายลง นางหันไปถามท่านหญิงผิงอันผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที“นางคือคุณหนูจากจวนใดหรือ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้ท่านหญิงผิงอันก็เอ่ยตอบในทันทีเช่นกัน“บุตรสาวคนโตของแม่ทัพเสิ่น เสิ่นกุ้ยหนิง” คำตอบของพี่สะใภ้ทำให้ซูหลีหลี่นิ่งงันไปในชาติก่อนทัพสกุลเสิ่นเคยให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังหนุนช่วยเหลือทัพของซูฉางเยว่อยู่หลายครั้ง หากนางจำไม่ผิดในชาติที่แ
ยามที่ฉู่ฉางเยว่มีอายุได้เก้าขวบ ซูหลีหลี่ก็คลอดทารกฝาแฝดหงส์คู่มังกรออกมาคู่หนึ่ง สร้างความยินดีให้กับทุกคนโดยเฉพาะฉู่ฉางเยว่ที่เคยอยากมีน้องเป็นของตนเองมาโดยตลอด ทุกเวลาที่เขาว่างจากการเรียนก็มักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้น้องชายและน้องสาว ทั้งซูหลีหลี่และฉู่เทียนเสียงต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่มีน้องรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มีความอ่อนโยนขึ้นมากท่ามกลางการยืนยันอันหนักแน่นและการลงโทษอย่างเด็ดขาดของฉู่เทียนเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการรับพระสนมเข้าวังอีก ยิ่งยามนี้ในวังหลวงมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาอีกเลย ซูหลีหลี่จึงใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุข ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของตนเองเพื่อดูแลลูกและสามีช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปี องค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยก็กระโดดโลดเต้นสร้างความวุ่นวายไปจนทั่ววังหลวงแล้ว องค์หญิงน้อยฉู่ฉางเล่อยังไม่สร้างปัญหาเท่าใดนักเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี แต่องค์ชายน้อยอย่างฉู่ฉางซินกลับสร้างความปั่นป่วนจนผู้คนต่างเอือมระอา
ทางด้านซูหย่งเหอยามนี้เขากำลังให้การต้อนรับเสียนอ๋องอยู่ที่โถงรับรองแขกของจวน เดิมทีซูหย่งเหอตั้งใจจะให้คนไปแจ้งให้หวังเจียหรานทราบ เพื่อที่นางจะได้ออกมาต้อนรับและพาซูหลีหลี่มาพบเสียนอ๋องเพื่อจะได้ทำความคุ้นเคยกันเอาไว้ แต่เสียนอ๋องกลับปฏิเสธและบอกกับซูหย่งเหอว่าเขาตั้งใจจะมาทำความรู้จักกับซูหย่งเห
ความเคลื่อนไหวของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงประหลาดใจ ชาติก่อนซูหลีหลี่ทำแค่เพียงเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนแล้วทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับเด็กทารกที่นางพึ่งจะรับมาเป็นบุตรบุญธรรม เพราะบิดารู้สึกผิดต่อนางเรื่องที่ถูกแย่งชิงการแต่งงานไปแม้ว่าจะไม่พอใจอีกทั้งยังโดนผู้อาวุโสตำหนิอย่างรุนแรง แต่บิดาของนางก็ช่วยเห
หลังจากนั้นเพียงไม่นานหวังเจียหราน สาวใช้ทั้งสอง ซุนมามา ขอทานและผู้ฝึกยุทธ์ล้วนหลุดพ้นจากพิษกำยานแล้วทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาทำลงไปมีคนรู้เห็นจนหมดแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วแต่ความอับอายในสิ่งที่พึ่งจะกระทำลงไปก็ทำให้พวกเขารู้สึกอยากตายมากกว่าอยู่“เป็นมามาท่านนี้ที่พาตัวพวกข้าเข
ยามที่ซูหลีหลี่และซูจวิ้นเข้าไปในโถงรับรอง คนทั้งสองก็คารวะทักทายเสียนอ๋องอย่างเต็มพิธีการ เสียนอ๋องฉู่เทียนเสียงจ้องมองรอยยิ้มของซูหลีหลี่แล้วก็พลันชะงักไป ทำให้ซูหย่งเหอต้องหันไปมองตามสายตาของเขาไปด้วย ปีนี้ซูหลีหลี่อายุสิบหกย่างเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว แต่บุคลิกของเด็กสาวกลับเหมือนสตรีที่เคยผ่านมรสุมมา







