LOGINซูหย่งเหอนายท่านใหญ่สกุลซูผู้เป็นบิดาของซูหลีหลี่ในยามนี้เขาดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมพิธีการ หน้าที่การงานถือว่าไม่สูงไม่ต่ำในราชสำนัก เดิมทีสกุลซูไม่ใช่สกุลขุนนางแต่อย่างใดแต่เพราะซูหย่งเหอมีโชคทางด้านสตรี ฮูหยินคนแรกของเขาเป็นบุตรสาวของอดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวง สินเจ้าสาวที่ติดตัวมาของนางเพียงพอให้เขาสามารถใช้ซื้อตำแหน่งขุนนางเล็กๆ พอให้เขามีหน้ามีตาขึ้นมาได้บ้าง พอสิ้นฮูหยินคนแรกไปเขาก็แต่งกับฮูหยินคนที่สองจากจวนสกุลหวังซึ่งเป็นจวนของอัครเสนาบดี หลังจากนั้นตำแหน่งขุนนางของเขาก็พลันก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นฮูหยินคนที่สองผู้นี้นางชี้นกเขาก็ต้องบอกว่าเป็นนก นางชี้ไม้เขาก็ย่อมจะต้องตอบว่าไม้โดยไม่กล้ามีความเห็นเป็นอย่างอื่น
หวังเจียหรานผู้เป็นฮูหยินคนที่สองของเขา แม้ว่าจะถือกำเนิดจากอนุของท่านอัครเสนาบดีแต่ก็นางถือว่าเป็นบุตรสาวคนโปรดของบิดา ไม่เพียงช่วยเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาได้ แต่นางยังทั้งงดงามและอ่อนเยาว์แถมยังสามารถคลอดบุตรชายและบุตรสาวให้เขาอย่างละหนึ่งคน ทำให้บุตรสาวคนโตที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนแรกกลายเป็นส่วนเกินของครอบครัวของเขาในทันที
เดิมทีเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าซูหลีหลี่เป็นตัวปัญหาแต่อย่างใด แค่ส่งนางไปอยู่ในหมู่บ้านเกษตรที่อยู่ในชนบทตามคำชี้แนะของฮูหยินของเขา เพียงเท่านี้ก็ไม่มีปัญหากวนใจเขาเรื่องบุตรสาวที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนก่อนแล้ว แต่ยามนี้ปัญหาใหญ่กลับเกิดขึ้นจนทำให้เขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาตั้งหลายวัน นั่นก็คือคู่หมายของซูหลีหลี่ที่ท่านตาของนางเคยหมั้นหมายเอาไว้ให้กลับมีสถานะสูงส่งกว่าคู่หมายของบุตรสาวคนรองที่ถือกำเนิดจากหวังเจียหราน เดิมทีพวกนางไม่รู้ก็ไม่เป็นอันใด แต่ยามนี้พอพวกนางล่วงรู้เรื่องคู่หมายของซูหลีหลี่จวนสกุลซูที่เคยสงบสุขก็พลันร้อนรุ่มดุจมีกองเพลิงคอยแผดเผาจนเขาแทบจะไม่ได้กินไม่ได้นอน
“หลีหลี่ เรื่องการหมั้นหมายของเจ้า จะเป็นไปได้ไหมที่เจ้านั้นจะยินยอมยกคู่หมายให้น้องสาวของเจ้า ส่วนตัวเจ้านั้นก็แต่งออกไปกับแม่ทัพฮั่วผู้เป็นก็คู่หมายของน้องสาวของเจ้าแทน” คำพูดของบิดาทำให้ซูหลีหลี่พลันรีบก้มหน้าลงเพื่อเก็บงำสายตาแล้วส่งเสียงเอ่ยคัดค้านออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แต่การหมั้นหมายนี้เป็นท่านตาของข้าทำข้อตกลงกับจวนอ๋องเอาไว้นะเจ้าคะ” นางเอ่ยพลางเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองบิดาด้วยสายตาอันว่างเปล่า ชาติที่แล้วนางพยายามทำทุกอย่างแม้แต่การแลกเปลี่ยนการแต่งงานกับน้องสาวเพื่อให้เขามองว่านางคือบุตรสาวของเขาบ้าง แต่ผลสุดท้ายเมื่อซูหลีเซียงกลายเป็นภรรยาม่ายของท่านอ๋อง นางก็ถูกทั้งบิดาและมารดาเลี้ยงด่ากราดอย่างสาดเสียเทเสีย กล่าวหาว่านางรู้อยู่แล้วว่าเสียนอ๋องมีร่างกายไม่แข็งแรง จึงได้ยินยอมแลกเปลี่ยนการแต่งงานกับน้องสาวแต่โดยดี
“ข้ารู้ เพียงแต่น้องสาวของเจ้าบอกกับข้าว่านางและเสียนอ๋องมีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน ดังนั้นหากนางไม่ได้แต่งเข้าจวนอ๋องนางขอยอมตายเสียดีกว่า” คำพูดของบิดาทำให้ซูหลีหลี่พลันยิ้มเย็นออกมาในทันที
“ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองมีคู่หมายอยู่แล้ว อีกทั้งในตอนหลังยังรู้ว่าเสียนอ๋องคือคู่หมายของพี่สาวเช่นข้านางยังมีใจปฏิพัทธ์ต่อเสียนอ๋องได้ลงอีกหรือ” คำพูดประโยคนี้ของซูหลีหลี่ทำให้ซูหย่งเหอพลันทำสีหน้าไม่ถูกในทันที
ส่วนหวังเจียหรานนั้นนางหรี่ตาและเพ่งมองซูหลีหลี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการพินิจพิจารณาในทันที ก่อนหน้านี้ซูหลีหลี่ดูเหมือนจะเป็นเด็กสาวที่ว่าง่ายเป็นอย่างยิ่ง แต่ยามนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดซูหลีหลี่จึงได้ดูดื้อรั้นขึ้นแตกต่างจากที่นางเคยเข้าใจยิ่งนัก
“หลีหลี่ ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็หมายตาตำแหน่งพระชายาของเสียนอ๋อง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการว่าจ้างอดีตนางข้าหลวงข้างพระวรกายหยางไทเฮาไปคอยสอนกิริยามารยาทเจ้าตั้งแต่เด็ก แต่ยามนี้ในเมื่อเสียนอ๋องและเซียงเซียงมีใจให้กัน หากเจ้ายังยืนยันที่จะแต่งเข้าจวนอ๋องไปทั้งที่เสียนอ๋องไม่ได้ชอบพอเจ้าเลยสักนิดเจ้าไม่คิดว่าจะทำให้ตนเองได้รับความทุกข์ยากในภายหลังหรือเจ้าคงไม่รู้กระมังว่าสตรีที่ไม่ได้แต่งกับคนที่ไม่พึงใจ ต่อให้มีฐานะสูงส่งมากเพียงใดก็ต้องกินข้าวต่างน้ำตาอยู่ดี” คำพูดของหวังเจียหรานทำให้ซูหลีหลี่เงยหน้าขึ้นไปมองนาง สตรีผู้นี้ยามที่พูดจาโจมตีผู้คนก็มักจะโจมตีได้ตรงจุด เพียงแต่ซูหลีหลี่ในวันนี้แตกต่างจากซูหลีหลี่ในเมื่อวาน คำพูดเพียงแค่นี้มีหรือที่จะทำให้จิตใจของนางหวั่นไหว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้า…” ซูหลีหลี่ยังไม่ทันได้ยืนยันความต้องการของตนเอง ซูหลีเซียงที่บอกกับผู้คนว่าตนเองไม่มีแรงกายแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่แล้วกลับรีบวิ่งเข้ามาแล้วเอ่ยกับบิดามารดาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่แต่งแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม่แต่งเข้าจวนอ๋องแล้ว” คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่พลันเงยหน้าขึ้นไปมองนางในทันที
“เจ้าว่าอย่างไรนะ” หวังเจียหรานเอ่ยถามบุตรสาวออกมาด้วยความประหลาดใจ เมื่อวานนี้บุตรสาวของนางยังบอกกับนางอยู่เลยว่าจะขอยอมตายดีกว่าต้องแต่งเข้าจวนแม่ทัพที่อยู่ห่างไกลถึงชายแดน อีกทั้งยังบอกว่านางจะต้องเสียหน้าแน่ถ้าหากว่าซูหลีหลี่ได้เป็นพระชายาของเสียนอ๋อง แต่บุตรสาวในอุทรของนางกลับเป็นแค่ฮูหยินของแม่ทัพตามแถบชายแดน นางจึงได้ยอมกลืนน้ำลายของตนเอง ออกหน้าเอ่ยปากแย่งชิงการแต่งงานของซูหลีหลี่มาให้ซูหลีเซียง แต่ยามนี้เมื่อซูหลีเซียงมาเอ่ยปากขอกลับคำเช่นนี้นางที่ออกหน้าเอ่ยปากแย่งชิงไปแล้วย่อมจะรู้สึกยอมรับไม่ได้อยู่บ้าง
“ข้าบอกว่าข้าไม่แต่งเข้าจวนอ๋องแล้ว ข้ายินดีแต่งงานเข้าจวนสกุลฮั่วเป็นฮูหยินของฮั่วจิ่นหรงเจ้าค่ะ” ซูหลีเซียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจทำให้ซูหลีหลี่รีบเก็บงำสายตาของตนเองเพื่อปิดบังความคิดของตนเองในทันที
“ไหนเจ้าบอกกับมารดาของเจ้าว่า เจ้าและเสียนอ๋องมีจิตปฏิพัทธ์ต่อกันอย่างไรเล่า” คำถามของซูหย่งเหอทำให้ซูหลีเซียงรีบไปคุกเข่าลงตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“นั่นเป็นเพราะลูกกลัวว่าท่านพ่อ ท่านแม่และพี่หญิงจะไม่ยินยอมให้ข้าแต่งเข้าจวนอ๋องเจ้าค่ะ แต่แท้จริงแล้วข้าและท่านอ๋องไม่เคยพบกันเลยแล้วจะมีจิตปฏิพัทธ์ต่อกันได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ” เมื่อซูหลีเซียงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พลันเม้มปากแน่นแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“เจ้าไม่เคยได้พบกับเสียนอ๋องจริงหรือ” คำถามของนางทำให้ซูหลีเซียงหันมาจ้องมองนางด้วยสายตาเกลียดชังในทันที
“ท่านอ๋องล้มป่วยมาโดยตลอด ย่อมยากจะได้ย่างเท้าออกจากจวนอ๋องแล้วข้าจะเคยได้พบกับเขาได้อย่างไร พี่หญิงท่านแม่ทัพฮั่วคือคู่หมายของข้าไม่ว่าท่านจะทำเช่นไรก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแย่งชิงเขากับข้า” คำตอบและสีหน้าของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่มั่นอกมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าไม่ใช่แค่นางที่ได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ แต่ซูหลีเซียงก็น่าจะได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกันและยามนี้ซูหลีเซียงก็ได้เลือกแล้วว่านางจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพฮั่วไม่ใช่พระชายาที่เฝ้ารอวันเป็นม่ายของเสียนอ๋อง
ฮ่องเต้มิอาจจะขาดฮองเฮา แม้ว่าขุนนางหลายคนจะหวาดกลัวข้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กลัวตายกล้าเสนอหน้ามาขอให้ข้ารับพระสนมและแต่งตั้งฮองเฮา ข้ารำคาญคนเหล่านั้นจึงได้บอกกับทุกคนว่าข้ารักใคร่เสิ่นกุ้ยหนิงที่ตายจากไปเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอมีผู้ใดอีกนอกจากนาง คำพูดของข้าทำให้ชาวประชาต่างหลั่งน้ำตาและเรียกร้องให้ข้าแต่งตั้งสตรีที่ตายไปแล้วผู้นั้นขึ้นเป็นฮองเฮา“เสิ่นกุ้ยหนิงยังไม่ตาย ข้าเป็นคนช่วยนางไว้ และนางไม่อาจจะเป็นฮองเฮาได้เพราะนางคือสตรีของข้า” คำพูดของเยียนอ๋องทำให้พิธีแต่งตั้งฮองเฮาของข้าต้องหยุดชะงัก คำพูดของเขาทำให้ข้าชักกระบี่ออกมา เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ข่มขู่เยียนอ๋องผู้นั้นให้สงบปาก แต่เสิ่นกุ้ยหนิงกลับเผยตัวออกมาแล้วใช้มีดสั้นในมือรับคมกระบี่ที่ข้าตั้งใจจะใช้พาดคอเพื่อข่มขู่เยียนอ๋อง“ฝ่าบาท พวกเราไม่เคยเป็นสามีภรรยา ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ” คำพูดของนางหากเอ่ยกับบุรุษที่รักใคร่ในตัวนางคนผู้นั้นคงจะคลุ้มคลั่งแล้วลงมือฆ่านางไปแล้วโชคดีที่ข้าไม่ใช่ ข้ามองเยียนอ๋องแล้วก็มองนางสุดสุดท้ายจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสา“กุ้ยหนิง เป็นข้าไม่ดีเองที่ไปช่วยเจ้าและท่านพ่
ฉางเยว่คือชื่อที่ท่านแม่บุญธรรมของข้าตั้งให้ นางรับข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กนอกจากจะตั้งชื่อให้ข้าแล้วยังทำให้ข้าได้มีชื่อในผังสกุลของสกุลซูอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านแม่บุญธรรมแต่ตัวข้าย่อมรู้ตนเองดีว่าข้านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางเลย“เยว่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องพยายามเพื่อแม่ ทุกอย่างที่เจ้าเรียนรู้และฝึกฝนล้วนจะต้องทำเพื่อตัวของเจ้าเองเท่านั้น” ซูหลีหลี่ผู้เป็นแม่บุญธรรมของข้ามักจะเอ่ยเช่นนี้กับข้าอยู่เสมอ เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ท่านแม่เก็บข้ามาเลี้ยงข้าจึงได้พยายามพัฒนาตนเองและฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เพื่อให้ท่านแม่ของข้ารู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวข้าและที่สำคัญข้าไม่อยากให้นางรู้สึกเสียใจที่เก็บเด็กกำพร้าอย่างข้ามาเลี้ยง“หลีหลี่ วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้ หากเจ้ายังทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ท่านแม่ของข้าจะเชื่อเจ้าเล่าว่าเจ้าเด็กคนนี้คือเด็กที่เจ้าเก็บมาเลี้ยงจริงๆ หาใช่ลูกนอกสมรสของเจ้าไม่” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยเช่นนี้แต่สายตาที่เขาใช้จ้อ
องค์รัชทายาทฉู่ฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ในยามที่เขามีอายุแค่เพียงยี่สิบห้าชันษา ไท่ซ่างหวงฉู่เทียนเสียงใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพสละราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบห้าปี หลังจากนั้นฉู่เทียนเสียงก็พาซูหลีหลี่ออกจากวังไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในตำหนักฤดูร้อนที่ตั้งอยู่นอกเมืองสองสามีภรรยาช่วยกันปลูกดอกไม้สร้างสวนสมุนไพรใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสมถะและอิสรเสรี พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มักจะจับหลานชายและหลานสาวแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปออกท่องเที่ยวหาความสำราญตามประสาคนว่างงาน หลังจากนั้นก็จะพาหลานๆ กลับเข้าเมืองหลวงส่งคืนพ่อแม่ของพวกเขาในทุกฤดูหนาว พวกเขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนทำให้ทั้งหลานชายและหลานสาวเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงร่ำร้องที่จะอยู่แต่กับเสด็จปู่และเสด็จย่าการได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ทำให้ซูหลีหลี่ที่เคยต้องผจญกับความทุกข์ยากในชาติที่แล้วมักจะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาในชาตินี้อยู่เสมอ ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าไม่ใช่แค่เพียงสวรรค์ที่เห็นใจนาง แต่สามีและลูกๆ ของนางต่างก็พากันเห็นใจและมักจะทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจนางอยู่เสมอ สำหรับซูหลีหลี่แล้วความเห็นอกเห็นใจและความใส่ใจที
หลังจากท่านหญิงผิงอันและบรรดาคุณหนูที่ติดตามมาขอลากลับไปแล้ว ซูหลีหลี่ก็สั่งให้คนตามหาบุตรชายและบุตรสาวทั้งสามในทันที แต่นางรู้ดีว่าฉู่ฉางเยว่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนีความผิดยิ่งนัก นางจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีผู้ใดสามารถพาพวกเขากลับมาให้นางลงโทษได้“ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ” เสียงของนางข้าหลวงคนสนิททำให้ซูหลีหลี่ลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา เมื่อนางเห็นว่าฉู่เทียนเสียงเดินเข้ามาในห้องแล้วนางจึงได้โบกมือไล่นางข้าหลวงให้ออกไปให้หมด“หลีหลี่ ข้าจับตัวพวกเขามาให้เจ้าแล้ว” ฉู่เทียนเสียงเอ่ยพลางผายมือไปทางด้านหลัง ฉู่ฉางเยว่ ฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นโตในปากของพวกเขามีผ้ายัดเอาไว้ ฉู่ฉางเยว่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ส่วนฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อกำลังหลั่งน้ำตาออกมาและส่งสายตาอ้อนวอนมาที่นาง“ข้าช่วยเจ้าระบายโทสะแล้วดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าจะเป็นคนโบยตีพวกเขาด้วยตนเองอีกครั้งก็ตามแต่ใจของเจ้าเลย” เมื่อฉู่เทียนเสียงเอ่ยเช่นนี้ก็ได้รับสายตาขุ่นเคืองจากนางในทันที“เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ความวุ่นวายในวันนี้ฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือเพคะ” เมื่อได้ยินซูหลีหลี่เอ่ยออกมาเช่นนี้ฉู
ซูหลีหลี่มองขึ้นไปด้านบนของต้นอู่ถงด้วยความปวดใจ นางย่อมเป็นห่วงบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้นอู่ถงต้นนี้ฉู่ฉางเล่อถูกพี่ชายตัวแสบอย่างฉู่ฉางซินหลอกให้ปีนขึ้นไปจนนางสามารถปีนขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แต่เด็กสาวอีกคนที่กำลังปีนขึ้นไปกลับทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า“กุ้ยหนิง เจ้าระวังนะ” ซูเหม่ยจีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง นางเคยเห็นองค์หญิงน้อยปีนขึ้นลงต้นอู่ถงแห่งนี้จนชินตาแล้ว แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าเสิ่นกุ้ยหนิงจะปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วได้เช่นนี้“องค์หญิงอย่าปีนขึ้นไปอีกเลยเพคะ กิ่งที่อยู่ด้านบนดูเหมือนว่าจะเปราะแล้ว” เสียงของเสิ่นกุ้ยหนิงทั้งมั่นคงและเต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้ความกังวลใจของซูหลีหลี่พลันผ่อนคลายลง นางหันไปถามท่านหญิงผิงอันผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที“นางคือคุณหนูจากจวนใดหรือ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้ท่านหญิงผิงอันก็เอ่ยตอบในทันทีเช่นกัน“บุตรสาวคนโตของแม่ทัพเสิ่น เสิ่นกุ้ยหนิง” คำตอบของพี่สะใภ้ทำให้ซูหลีหลี่นิ่งงันไปในชาติก่อนทัพสกุลเสิ่นเคยให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังหนุนช่วยเหลือทัพของซูฉางเยว่อยู่หลายครั้ง หากนางจำไม่ผิดในชาติที่แ
ยามที่ฉู่ฉางเยว่มีอายุได้เก้าขวบ ซูหลีหลี่ก็คลอดทารกฝาแฝดหงส์คู่มังกรออกมาคู่หนึ่ง สร้างความยินดีให้กับทุกคนโดยเฉพาะฉู่ฉางเยว่ที่เคยอยากมีน้องเป็นของตนเองมาโดยตลอด ทุกเวลาที่เขาว่างจากการเรียนก็มักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้น้องชายและน้องสาว ทั้งซูหลีหลี่และฉู่เทียนเสียงต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่มีน้องรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มีความอ่อนโยนขึ้นมากท่ามกลางการยืนยันอันหนักแน่นและการลงโทษอย่างเด็ดขาดของฉู่เทียนเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการรับพระสนมเข้าวังอีก ยิ่งยามนี้ในวังหลวงมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาอีกเลย ซูหลีหลี่จึงใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุข ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของตนเองเพื่อดูแลลูกและสามีช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปี องค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยก็กระโดดโลดเต้นสร้างความวุ่นวายไปจนทั่ววังหลวงแล้ว องค์หญิงน้อยฉู่ฉางเล่อยังไม่สร้างปัญหาเท่าใดนักเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี แต่องค์ชายน้อยอย่างฉู่ฉางซินกลับสร้างความปั่นป่วนจนผู้คนต่างเอือมระอา
รายงานข่าวจากจวนสกุลซูที่ได้รับจากเผิงซี อีกทั้งยังมีเรื่องที่อาการป่วยของเสียนอ๋องอาจจะมีหนทางที่อาจจะรักษาอาการป่วยได้ทำให้ซูหลีหลี่พลันอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที ดังนั้นยามที่เสียนอ๋องกลับมาที่เรือนจึงได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง อีกทั้งยังพบว่านางปรุงยาอีกหลายขนานเอาไว้รอต้อนรับเขา กลิ่นขมฝาดของยาสม
แม้ว่าทางจวนสกุลซูจะเกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างซูหลีเซียงและหลินหว่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อซูหลีหลี่เลยสักนิด หลังจากที่นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวได้แล้วขบวนเกี้ยวก็ออกเดินทางไปที่จวนของเสียนอ๋อง เสียงเครื่องเดนตรีที่นำอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยเสียงชื่นชมยินดีทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมา ชาติก่อนตอนที่นางแต่งเข้าส
ยามที่เสียนอ๋องเปิดประตูเข้าห้องหอมาด้านนอกของห้องหอก็เหลือคนแค่เพียงไม่กี่คนแล้ว เขาสบตากับซูหลีหลี่ที่จ้องมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์แล้วก็ยิ้มออกมา“ข้าแทบจะไม่ได้ดื่มสุราเลยสักหยด เสด็จพี่ทั้งสองของข้าล้วนช่วยออกหน้ารับดื่มสุราแทนข้าจนไม่มีผู้ใดกล้าคารวะสุราข้าอีก” คำพูดของเสียนอ๋องทำให้ซูหลี
ข้อดีของการเป็นพระชายาของเสียนอ๋องก็คือยามที่อยู่ภายในจวนนางสามารถทำตามอำเภอใจของตนเองได้แทบจะทุกอย่าง เบื้องบนไร้ซึ่งพ่อสามีและแม่สามี เบื้องล่างข้ารับใช้ทุกคนล้วนอยู่ในกฎระเบียบ ส่วนสามีของนางนั้นขอเพียงคอยควบคุมให้เขาดื่มยาตามกำหนดเวลาก็ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องทำอีกทางด้านจวนของแม่ทัพเหอเดิมทีอนุผ







