LOGINเป็นอย่างที่ซูหลีหลี่คาดการณ์เอาไว้ ตงเสวี่ยสาวใช้ของซูหลีเซียงเป็นคนที่สามารถซื้อใจได้ง่าย ยิ่งพอรู้ว่าซูหลีหลี่รู้เรื่องที่นางและซูอวิ้นผู้เป็นคุณชายรองของจวนมีความสัมพันธ์กัน นางก็ยิ่งหวาดหวั่นกลัวว่าซูหลีหลี่จะเปิดเผยเรื่องของนางและซูอวิ้นให้ผู้อื่นล่วงรู้ สำหรับซูอวิ้นแล้วหากมีผู้อื่นล่วงรู้ย่อมไม่เป็นอะไร แต่สำหรับนางแล้วคงยากจะรอดชีวิต ซูหลีเซียงเคยโบยตีตงหลินสาวใช้คนสนิทข้างกายอีกคนจนตายเพียงเพราะแค่ได้รู้ระแคะระคายว่าน้องชายและสาวใช้แอบมีสัมพันธ์รักต่อกัน หากซูหลีเซียงรู้ว่านางเองก็มีความสัมพันธ์กับคุณชายรองเช่นเดียวกันโทษตายของนางก็คงจะหนีไม่พ้น
“นางบอกกับข้าว่าขอแค่คุณหนูไม่บอกกล่าวเรื่องนี้กับผู้ใดนางจะยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้คุณหนูเจ้าค่ะ” เผิงซีกลับมาเล่าเรื่องที่นางและตงเสวี่ยได้พูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม
“บ่าวก็เลยบอกกับนางไปว่าขอแค่เพียงนางยินยอมทำงานให้คุณหนู ไม่เพียงเรื่องของนางและคุณชายรองจะไม่ถูกเปิดเผย นางยังจะได้มีเงินทองเอาไว้ใช้ไม่ขาดมืออีกด้วย หากสะสมดีๆ นางก็จะสามารถไถ่ถอนตนเองไม่ต้องอยู่อย่างหวาดหวั่นข้างกายของคุณหนูรองอีก ไม่แน่ว่าวันหน้าเมื่อนางเป็นอิสระแล้วเรื่องของนางกับคุณชายรองก็คงจะสามารถเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้เจ้าค่ะ” คำพูดของเผิงซีทำให้ซูหลีหลี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เจ้ายังใช้การได้เช่นเดิม ไม่เพียงรู้จักดูสีหน้าคนยังรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ได้อย่างลื่นไหล เงินก้อนนี้ข้ามอบให้เจ้าเป็นรางวัลที่เจ้าทำความดีความชอบ ส่วนอีกสามถุงที่เหลือเจ้าเอาไปแบ่ง ตงชิง ตงผิง และตงหนานก็แล้วกัน” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางมอบถุงเงินที่บรรจุเงินเอาไว้จนหนักอึ้งให้เผิงซี และมอบถุงเงินใบเล็กๆ อีกสามถุงให้เผิงซีนำไปมอบให้เพื่อนๆ เผิงซีรีบขอบคุณและรับถุงเงินไปจากซูหลีหลี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี
“บ่าวขอบคุณ คุณหนูเจ้าค่ะ” เมื่อเอ่ยจบนางก็ทำท่าว่าจะถอยออกไปแต่ซูหลีหลี่กลับรั้งตัวนางเอาไว้
“อีกประเดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอก เจ้ากับตงชิงติดตามข้าออกไปข้างนอกก็แล้วกัน ส่วนตงผิงกับตงหนานให้เฝ้าเรือนคอยรับหน้าผู้อื่นแทนข้า” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้เผิงซีพลันขมวดคิ้วในทันที
“คุณหนูจะลักลอบออกจากจวนหรือเจ้าคะ” คำถามของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่พยักหน้า
“วันนี้เป็นวันดี ข้าอยากจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกว่าจะมีผู้อื่นล่วงรู้ คนในจวนนี้นอกจากซูหลีเซียงที่เกลียดชังข้าเข้ากระดูกดำแล้วผู้อื่นก็มองข้าราวกับอากาศธาตุ ไม่มีผู้ใดสนใจหรอกว่าข้าจะยังอยู่ในจวนหรือออกไปข้างนอก” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เผิงซีก็พยักหน้า
“เช่นนั้นบ่าวจะไปแจ้งให้ ตงชิง ตงผิงและตงหนานเตรียมตัวเอาไว้เจ้าค่ะ” เผิงซีเอ่ยพลางล่าถอยออกไป เผิงซีเป็นคนที่เข้าใจความคิดของซูหลีหลี่มากที่สุด สาเหตุที่คุณหนูของนางทิ้งตงผิงและตงหนานเอาไว้คอยรับหน้าก็เพราะว่าถึงว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจว่าคุณหนูของนางจะหายไปไหน แต่คุณหนูของนางก็ไม่กล้าไว้วางใจคุณหนูรอง จึงจำเป็นต้องให้ตงผิงและตงหนานซึ่งเป็นสาวใช้ที่เติบโตมาด้วยกันกับคุณหนูคอยอยู่รับหน้าคุณหนูรองเอาไว้ที่จวน
หลังจากพูดจาฝากฝังตงผิงและตงหนานเสร็จเรียบร้อยแล้วเผิงซีและตงชิงก็ช่วยกันผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ซูหลีหลี่ จากเดิมทีที่นางสวมชุดผ้าแพรไหมอันล้ำค่าก็ผลัดเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าของสาวใช้ สวมใส่หมวกผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้แล้วก็ลักลอบออกจากจวนสกุลซูทางประตูเล็กทางด้านหลัง ผู้คุมสองสามคนที่คอยเฝ้าประตูอยู่แค่ได้รับเงินจากเผิงซีเล็กๆ น้อยๆ ก็ยินยอมปล่อยให้พวกนางออกไปแล้ว
จวนสกุลซูไม่ใช่จวนที่เคร่งครัดกฎระเบียบสักเท่าไหร่ บรรดาสาวใช้รุ่นใหญ่ขอแค่เพียงจ่ายเงินสักเล็กน้อยก็สามารถออกจากจวนได้สบายแล้ว ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้หากมีโอกาสได้เป็นสาวใช้รุ่นใหญ่ในจวนขุนนางแล้วก็ย่อมจะดีกว่าเป็นแค่เพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้กังวลเรื่องที่ว่าสาวใช้เหล่านี้จะหลบหนีออกจากจวนไป ไม่ว่าพวกนางจะออกจากจวนไปด้วยเหตุผลอะไรสุดท้ายแล้วพวกนางก็ต้องกลับจวนมาอยู่ดี
“คุณหนูพวกเราจะไปที่ใดกันหรือเจ้าคะ” ตงชิงอดส่งเสียงถามซูหลีหลี่ไม่ได้ ยามนี้ทั้งนางและเผิงซีต่างก็ต้องรีบสาวเท้าเพื่อก้าวตามคุณหนูของนางให้ทัน ความเร็วระดับนี้ทำให้ตงชิงอดเอ่ยปากถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้ว่าคุณหนูของนางกำลังจะไปที่ไหนเหตุใดจึงต้องเร่งรีบขนาดนี้
“ข้าจะพาพวกเจ้าไปชมเรื่องสนุกที่ตลาด” อีกทั้งยังอาจจะได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งอีกด้วย ประโยคท้ายนี้ซูหลีหลี่ไม่ได้เอ่ยออกมาด้วยกังวลว่าเมื่อนางไปถึงตลาดแล้วจะไม่พบเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว
ตลาดกลางเมืองคือแหล่งซื้อหาของกินของใช้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ในชาติก่อนพอนางรู้ตัวว่าจะไม่ได้แต่งเข้าจวนอ๋องแล้วอีกทั้งยังต้องแต่งออกไปอยู่ตามหัวเมืองชายแดนทำให้นางรู้สึกว่าต่อไปคงยากที่จะได้เข้ามาเมืองหลวงอีก นางจึงได้ชักชวนสาวใช้ทั้งสี่ของตนเองลักลอบออกจากจวนสกุลซูมาเที่ยวชมความครึกครื้นที่ตลาดในเมือง การเที่ยวชมในครั้งนี้ทำให้นางโชคดีได้ช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือทารกน้อยอีกหนึ่งคนเอาไว้ด้วย และทารกผู้นั้นสุดท้ายนางก็รับเขาเอาไว้เป็นบุตรบุญธรรม มาชาตินี้นางจึงตั้งใจมาที่ตลาดแห่งนี้อีกครั้ง เป้าหมายหลักของนางก็คือมาช่วยเหลือบุตรชายบุญธรรมของตนเองและมาช่วยเหลือกลุ่มคนที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลนางในชาติก่อน
“แม่นางข้างหน้ามีคนบ้าอาละวาดแม้แต่หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังรักษาเมืองก็ยังย่ำแย่พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปเลย” เสียงเตือนของหญิงชราผู้หนึ่งพร้อมด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมาแล้วรีบวิ่งตรงไปยังจุดที่เกิดเรื่องในทันที
“คุณหนู” เสียงเรียกของตงชิงและเผิงซีหาได้หยุดยั้งซูหลีหลี่ได้แต่กลับดึงดูดความสนใจของคนผู้หนึ่งที่กำลังถูกประคองขึ้นไปหลบเลี่ยงความวุ่นวายบนชั้นสองของโรงน้ำชา
“หลบไป พวกเจ้าทุกคนจงหลบไป” เสียงของนายทหารหลายคนดังขึ้นพร้อมด้วยเสียงร้องตะโกนด้วยความบ้าคลั่งของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขากำลังเหวี่ยงดาบเพื่อทำร้ายผู้คนที่อยู่ใกล้เขา ซูหลีหลี่จ้องมองนายทหารหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บแต่นายทหารเหล่านี้กลับไม่กล้าทำร้ายคนที่กำลังคลุ้มคลั่งผู้นั้น นางดึงเข็มที่ซุกซ่อนอยู่ที่ชายแขนเสื้อออกแล้วก็จ้องมองชายที่กำลังคลุ้มคลั่งผู้นั้นด้วยสายตามุ่งมั่น พอได้เห็นจุดสำคัญที่สามารถทำให้ชายผู้นั้นสลบได้แล้วนางก็สะบัดเข็มในมือออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำในทันที
“ท่านแม่ทัพ” เสียงร้องของนายทหารหลายคนทำให้ซูหลีหลี่ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาแล้วเดินตรงไปยังทิศทางที่ชายวัยกลางคนที่เคยคลุ้มคลั่งล้มลงไป
“แม่นางเจ้าจะทำอะไร” นายกองผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามาขวางนางไว้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ข้ากำลังจะช่วยเจ้านายของพวกท่านอย่างไรเล่า ทางที่ดีท่านจงรีบสะสางความวุ่นวายให้เรียบร้อยเสีย แล้วก็จงสั่งให้คนของท่านอย่าได้เปิดเผยฐานะของเจ้านายของท่านด้วย ไม่เช่นนั้นคงจะสมใจคนที่ลงมือฝังหนอนกู่เข้าไปในร่างกายของเจ้านายของพวกท่านแน่” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอจงก็รีบหันไปส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความดุร้ายใส่ลูกน้องของเขาในทันที
“ไม่ได้ยินที่แม่นางคนนี้พูดหรือ ไปดูซิว่ามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากมีก็จงรีบเยียวยาพวกเขาเสีย และที่สำคัญอย่าได้เปิดเผยฐานะของนายท่านอย่างเด็ดขาด” เมื่อเหอจงเอ่ยเช่นนี้บรรดาลูกน้องของเขาก็รับคำแล้วรีบลงมือทำตามคำสั่งของเหอจงในทันที
ฮ่องเต้มิอาจจะขาดฮองเฮา แม้ว่าขุนนางหลายคนจะหวาดกลัวข้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กลัวตายกล้าเสนอหน้ามาขอให้ข้ารับพระสนมและแต่งตั้งฮองเฮา ข้ารำคาญคนเหล่านั้นจึงได้บอกกับทุกคนว่าข้ารักใคร่เสิ่นกุ้ยหนิงที่ตายจากไปเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอมีผู้ใดอีกนอกจากนาง คำพูดของข้าทำให้ชาวประชาต่างหลั่งน้ำตาและเรียกร้องให้ข้าแต่งตั้งสตรีที่ตายไปแล้วผู้นั้นขึ้นเป็นฮองเฮา“เสิ่นกุ้ยหนิงยังไม่ตาย ข้าเป็นคนช่วยนางไว้ และนางไม่อาจจะเป็นฮองเฮาได้เพราะนางคือสตรีของข้า” คำพูดของเยียนอ๋องทำให้พิธีแต่งตั้งฮองเฮาของข้าต้องหยุดชะงัก คำพูดของเขาทำให้ข้าชักกระบี่ออกมา เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ข่มขู่เยียนอ๋องผู้นั้นให้สงบปาก แต่เสิ่นกุ้ยหนิงกลับเผยตัวออกมาแล้วใช้มีดสั้นในมือรับคมกระบี่ที่ข้าตั้งใจจะใช้พาดคอเพื่อข่มขู่เยียนอ๋อง“ฝ่าบาท พวกเราไม่เคยเป็นสามีภรรยา ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ” คำพูดของนางหากเอ่ยกับบุรุษที่รักใคร่ในตัวนางคนผู้นั้นคงจะคลุ้มคลั่งแล้วลงมือฆ่านางไปแล้วโชคดีที่ข้าไม่ใช่ ข้ามองเยียนอ๋องแล้วก็มองนางสุดสุดท้ายจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสา“กุ้ยหนิง เป็นข้าไม่ดีเองที่ไปช่วยเจ้าและท่านพ่
ฉางเยว่คือชื่อที่ท่านแม่บุญธรรมของข้าตั้งให้ นางรับข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กนอกจากจะตั้งชื่อให้ข้าแล้วยังทำให้ข้าได้มีชื่อในผังสกุลของสกุลซูอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านแม่บุญธรรมแต่ตัวข้าย่อมรู้ตนเองดีว่าข้านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางเลย“เยว่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องพยายามเพื่อแม่ ทุกอย่างที่เจ้าเรียนรู้และฝึกฝนล้วนจะต้องทำเพื่อตัวของเจ้าเองเท่านั้น” ซูหลีหลี่ผู้เป็นแม่บุญธรรมของข้ามักจะเอ่ยเช่นนี้กับข้าอยู่เสมอ เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ท่านแม่เก็บข้ามาเลี้ยงข้าจึงได้พยายามพัฒนาตนเองและฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เพื่อให้ท่านแม่ของข้ารู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวข้าและที่สำคัญข้าไม่อยากให้นางรู้สึกเสียใจที่เก็บเด็กกำพร้าอย่างข้ามาเลี้ยง“หลีหลี่ วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้ หากเจ้ายังทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ท่านแม่ของข้าจะเชื่อเจ้าเล่าว่าเจ้าเด็กคนนี้คือเด็กที่เจ้าเก็บมาเลี้ยงจริงๆ หาใช่ลูกนอกสมรสของเจ้าไม่” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยเช่นนี้แต่สายตาที่เขาใช้จ้อ
องค์รัชทายาทฉู่ฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ในยามที่เขามีอายุแค่เพียงยี่สิบห้าชันษา ไท่ซ่างหวงฉู่เทียนเสียงใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพสละราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบห้าปี หลังจากนั้นฉู่เทียนเสียงก็พาซูหลีหลี่ออกจากวังไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในตำหนักฤดูร้อนที่ตั้งอยู่นอกเมืองสองสามีภรรยาช่วยกันปลูกดอกไม้สร้างสวนสมุนไพรใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสมถะและอิสรเสรี พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มักจะจับหลานชายและหลานสาวแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปออกท่องเที่ยวหาความสำราญตามประสาคนว่างงาน หลังจากนั้นก็จะพาหลานๆ กลับเข้าเมืองหลวงส่งคืนพ่อแม่ของพวกเขาในทุกฤดูหนาว พวกเขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนทำให้ทั้งหลานชายและหลานสาวเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงร่ำร้องที่จะอยู่แต่กับเสด็จปู่และเสด็จย่าการได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ทำให้ซูหลีหลี่ที่เคยต้องผจญกับความทุกข์ยากในชาติที่แล้วมักจะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาในชาตินี้อยู่เสมอ ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าไม่ใช่แค่เพียงสวรรค์ที่เห็นใจนาง แต่สามีและลูกๆ ของนางต่างก็พากันเห็นใจและมักจะทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจนางอยู่เสมอ สำหรับซูหลีหลี่แล้วความเห็นอกเห็นใจและความใส่ใจที
หลังจากท่านหญิงผิงอันและบรรดาคุณหนูที่ติดตามมาขอลากลับไปแล้ว ซูหลีหลี่ก็สั่งให้คนตามหาบุตรชายและบุตรสาวทั้งสามในทันที แต่นางรู้ดีว่าฉู่ฉางเยว่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนีความผิดยิ่งนัก นางจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีผู้ใดสามารถพาพวกเขากลับมาให้นางลงโทษได้“ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ” เสียงของนางข้าหลวงคนสนิททำให้ซูหลีหลี่ลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา เมื่อนางเห็นว่าฉู่เทียนเสียงเดินเข้ามาในห้องแล้วนางจึงได้โบกมือไล่นางข้าหลวงให้ออกไปให้หมด“หลีหลี่ ข้าจับตัวพวกเขามาให้เจ้าแล้ว” ฉู่เทียนเสียงเอ่ยพลางผายมือไปทางด้านหลัง ฉู่ฉางเยว่ ฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นโตในปากของพวกเขามีผ้ายัดเอาไว้ ฉู่ฉางเยว่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ส่วนฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อกำลังหลั่งน้ำตาออกมาและส่งสายตาอ้อนวอนมาที่นาง“ข้าช่วยเจ้าระบายโทสะแล้วดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าจะเป็นคนโบยตีพวกเขาด้วยตนเองอีกครั้งก็ตามแต่ใจของเจ้าเลย” เมื่อฉู่เทียนเสียงเอ่ยเช่นนี้ก็ได้รับสายตาขุ่นเคืองจากนางในทันที“เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ความวุ่นวายในวันนี้ฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือเพคะ” เมื่อได้ยินซูหลีหลี่เอ่ยออกมาเช่นนี้ฉู
ซูหลีหลี่มองขึ้นไปด้านบนของต้นอู่ถงด้วยความปวดใจ นางย่อมเป็นห่วงบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้นอู่ถงต้นนี้ฉู่ฉางเล่อถูกพี่ชายตัวแสบอย่างฉู่ฉางซินหลอกให้ปีนขึ้นไปจนนางสามารถปีนขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แต่เด็กสาวอีกคนที่กำลังปีนขึ้นไปกลับทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า“กุ้ยหนิง เจ้าระวังนะ” ซูเหม่ยจีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง นางเคยเห็นองค์หญิงน้อยปีนขึ้นลงต้นอู่ถงแห่งนี้จนชินตาแล้ว แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าเสิ่นกุ้ยหนิงจะปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วได้เช่นนี้“องค์หญิงอย่าปีนขึ้นไปอีกเลยเพคะ กิ่งที่อยู่ด้านบนดูเหมือนว่าจะเปราะแล้ว” เสียงของเสิ่นกุ้ยหนิงทั้งมั่นคงและเต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้ความกังวลใจของซูหลีหลี่พลันผ่อนคลายลง นางหันไปถามท่านหญิงผิงอันผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที“นางคือคุณหนูจากจวนใดหรือ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้ท่านหญิงผิงอันก็เอ่ยตอบในทันทีเช่นกัน“บุตรสาวคนโตของแม่ทัพเสิ่น เสิ่นกุ้ยหนิง” คำตอบของพี่สะใภ้ทำให้ซูหลีหลี่นิ่งงันไปในชาติก่อนทัพสกุลเสิ่นเคยให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังหนุนช่วยเหลือทัพของซูฉางเยว่อยู่หลายครั้ง หากนางจำไม่ผิดในชาติที่แ
ยามที่ฉู่ฉางเยว่มีอายุได้เก้าขวบ ซูหลีหลี่ก็คลอดทารกฝาแฝดหงส์คู่มังกรออกมาคู่หนึ่ง สร้างความยินดีให้กับทุกคนโดยเฉพาะฉู่ฉางเยว่ที่เคยอยากมีน้องเป็นของตนเองมาโดยตลอด ทุกเวลาที่เขาว่างจากการเรียนก็มักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้น้องชายและน้องสาว ทั้งซูหลีหลี่และฉู่เทียนเสียงต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่มีน้องรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มีความอ่อนโยนขึ้นมากท่ามกลางการยืนยันอันหนักแน่นและการลงโทษอย่างเด็ดขาดของฉู่เทียนเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการรับพระสนมเข้าวังอีก ยิ่งยามนี้ในวังหลวงมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาอีกเลย ซูหลีหลี่จึงใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุข ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของตนเองเพื่อดูแลลูกและสามีช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปี องค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยก็กระโดดโลดเต้นสร้างความวุ่นวายไปจนทั่ววังหลวงแล้ว องค์หญิงน้อยฉู่ฉางเล่อยังไม่สร้างปัญหาเท่าใดนักเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี แต่องค์ชายน้อยอย่างฉู่ฉางซินกลับสร้างความปั่นป่วนจนผู้คนต่างเอือมระอา
ข้อดีของการเป็นพระชายาของเสียนอ๋องก็คือยามที่อยู่ภายในจวนนางสามารถทำตามอำเภอใจของตนเองได้แทบจะทุกอย่าง เบื้องบนไร้ซึ่งพ่อสามีและแม่สามี เบื้องล่างข้ารับใช้ทุกคนล้วนอยู่ในกฎระเบียบ ส่วนสามีของนางนั้นขอเพียงคอยควบคุมให้เขาดื่มยาตามกำหนดเวลาก็ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องทำอีกทางด้านจวนของแม่ทัพเหอเดิมทีอนุผ
ยามที่เสียนอ๋องเปิดประตูเข้าห้องหอมาด้านนอกของห้องหอก็เหลือคนแค่เพียงไม่กี่คนแล้ว เขาสบตากับซูหลีหลี่ที่จ้องมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์แล้วก็ยิ้มออกมา“ข้าแทบจะไม่ได้ดื่มสุราเลยสักหยด เสด็จพี่ทั้งสองของข้าล้วนช่วยออกหน้ารับดื่มสุราแทนข้าจนไม่มีผู้ใดกล้าคารวะสุราข้าอีก” คำพูดของเสียนอ๋องทำให้ซูหลี
แม้ว่าทางจวนสกุลซูจะเกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างซูหลีเซียงและหลินหว่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อซูหลีหลี่เลยสักนิด หลังจากที่นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวได้แล้วขบวนเกี้ยวก็ออกเดินทางไปที่จวนของเสียนอ๋อง เสียงเครื่องเดนตรีที่นำอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยเสียงชื่นชมยินดีทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมา ชาติก่อนตอนที่นางแต่งเข้าส
แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะละเลยต่อบุตรสาว เอาอกเอาใจหวังเจียหรานและบุตรสาวของนางอย่างออกนอกหน้า แต่เขาก็หาได้ลืมเลือนว่าซูหลีหลี่ก็เป็นบุตรสาวของเขาเช่นเดียวกัน ได้เห็นสภาพของนางที่เป็นเช่นนี้ความเห็นใจและความรู้สึกผิดของเขาที่มีต่อบุตรสาวคนโตจึงได้ผุดขึ้นมา“ท่านพ่อ ท่านสั่งให้คนค้นหาให้ละเอียด ข้าสงสัย







