เข้าสู่ระบบเป็นอย่างที่ซูหลีหลี่คาดการณ์เอาไว้ ตงเสวี่ยสาวใช้ของซูหลีเซียงเป็นคนที่สามารถซื้อใจได้ง่าย ยิ่งพอรู้ว่าซูหลีหลี่รู้เรื่องที่นางและซูอวิ้นผู้เป็นคุณชายรองของจวนมีความสัมพันธ์กัน นางก็ยิ่งหวาดหวั่นกลัวว่าซูหลีหลี่จะเปิดเผยเรื่องของนางและซูอวิ้นให้ผู้อื่นล่วงรู้ สำหรับซูอวิ้นแล้วหากมีผู้อื่นล่วงรู้ย่อมไม่เป็นอะไร แต่สำหรับนางแล้วคงยากจะรอดชีวิต ซูหลีเซียงเคยโบยตีตงหลินสาวใช้คนสนิทข้างกายอีกคนจนตายเพียงเพราะแค่ได้รู้ระแคะระคายว่าน้องชายและสาวใช้แอบมีสัมพันธ์รักต่อกัน หากซูหลีเซียงรู้ว่านางเองก็มีความสัมพันธ์กับคุณชายรองเช่นเดียวกันโทษตายของนางก็คงจะหนีไม่พ้น
“นางบอกกับข้าว่าขอแค่คุณหนูไม่บอกกล่าวเรื่องนี้กับผู้ใดนางจะยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้คุณหนูเจ้าค่ะ” เผิงซีกลับมาเล่าเรื่องที่นางและตงเสวี่ยได้พูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม
“บ่าวก็เลยบอกกับนางไปว่าขอแค่เพียงนางยินยอมทำงานให้คุณหนู ไม่เพียงเรื่องของนางและคุณชายรองจะไม่ถูกเปิดเผย นางยังจะได้มีเงินทองเอาไว้ใช้ไม่ขาดมืออีกด้วย หากสะสมดีๆ นางก็จะสามารถไถ่ถอนตนเองไม่ต้องอยู่อย่างหวาดหวั่นข้างกายของคุณหนูรองอีก ไม่แน่ว่าวันหน้าเมื่อนางเป็นอิสระแล้วเรื่องของนางกับคุณชายรองก็คงจะสามารถเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้เจ้าค่ะ” คำพูดของเผิงซีทำให้ซูหลีหลี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เจ้ายังใช้การได้เช่นเดิม ไม่เพียงรู้จักดูสีหน้าคนยังรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ได้อย่างลื่นไหล เงินก้อนนี้ข้ามอบให้เจ้าเป็นรางวัลที่เจ้าทำความดีความชอบ ส่วนอีกสามถุงที่เหลือเจ้าเอาไปแบ่ง ตงชิง ตงผิง และตงหนานก็แล้วกัน” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางมอบถุงเงินที่บรรจุเงินเอาไว้จนหนักอึ้งให้เผิงซี และมอบถุงเงินใบเล็กๆ อีกสามถุงให้เผิงซีนำไปมอบให้เพื่อนๆ เผิงซีรีบขอบคุณและรับถุงเงินไปจากซูหลีหลี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี
“บ่าวขอบคุณ คุณหนูเจ้าค่ะ” เมื่อเอ่ยจบนางก็ทำท่าว่าจะถอยออกไปแต่ซูหลีหลี่กลับรั้งตัวนางเอาไว้
“อีกประเดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอก เจ้ากับตงชิงติดตามข้าออกไปข้างนอกก็แล้วกัน ส่วนตงผิงกับตงหนานให้เฝ้าเรือนคอยรับหน้าผู้อื่นแทนข้า” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้เผิงซีพลันขมวดคิ้วในทันที
“คุณหนูจะลักลอบออกจากจวนหรือเจ้าคะ” คำถามของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่พยักหน้า
“วันนี้เป็นวันดี ข้าอยากจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกว่าจะมีผู้อื่นล่วงรู้ คนในจวนนี้นอกจากซูหลีเซียงที่เกลียดชังข้าเข้ากระดูกดำแล้วผู้อื่นก็มองข้าราวกับอากาศธาตุ ไม่มีผู้ใดสนใจหรอกว่าข้าจะยังอยู่ในจวนหรือออกไปข้างนอก” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เผิงซีก็พยักหน้า
“เช่นนั้นบ่าวจะไปแจ้งให้ ตงชิง ตงผิงและตงหนานเตรียมตัวเอาไว้เจ้าค่ะ” เผิงซีเอ่ยพลางล่าถอยออกไป เผิงซีเป็นคนที่เข้าใจความคิดของซูหลีหลี่มากที่สุด สาเหตุที่คุณหนูของนางทิ้งตงผิงและตงหนานเอาไว้คอยรับหน้าก็เพราะว่าถึงว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจว่าคุณหนูของนางจะหายไปไหน แต่คุณหนูของนางก็ไม่กล้าไว้วางใจคุณหนูรอง จึงจำเป็นต้องให้ตงผิงและตงหนานซึ่งเป็นสาวใช้ที่เติบโตมาด้วยกันกับคุณหนูคอยอยู่รับหน้าคุณหนูรองเอาไว้ที่จวน
หลังจากพูดจาฝากฝังตงผิงและตงหนานเสร็จเรียบร้อยแล้วเผิงซีและตงชิงก็ช่วยกันผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ซูหลีหลี่ จากเดิมทีที่นางสวมชุดผ้าแพรไหมอันล้ำค่าก็ผลัดเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าของสาวใช้ สวมใส่หมวกผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้แล้วก็ลักลอบออกจากจวนสกุลซูทางประตูเล็กทางด้านหลัง ผู้คุมสองสามคนที่คอยเฝ้าประตูอยู่แค่ได้รับเงินจากเผิงซีเล็กๆ น้อยๆ ก็ยินยอมปล่อยให้พวกนางออกไปแล้ว
จวนสกุลซูไม่ใช่จวนที่เคร่งครัดกฎระเบียบสักเท่าไหร่ บรรดาสาวใช้รุ่นใหญ่ขอแค่เพียงจ่ายเงินสักเล็กน้อยก็สามารถออกจากจวนได้สบายแล้ว ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้หากมีโอกาสได้เป็นสาวใช้รุ่นใหญ่ในจวนขุนนางแล้วก็ย่อมจะดีกว่าเป็นแค่เพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้กังวลเรื่องที่ว่าสาวใช้เหล่านี้จะหลบหนีออกจากจวนไป ไม่ว่าพวกนางจะออกจากจวนไปด้วยเหตุผลอะไรสุดท้ายแล้วพวกนางก็ต้องกลับจวนมาอยู่ดี
“คุณหนูพวกเราจะไปที่ใดกันหรือเจ้าคะ” ตงชิงอดส่งเสียงถามซูหลีหลี่ไม่ได้ ยามนี้ทั้งนางและเผิงซีต่างก็ต้องรีบสาวเท้าเพื่อก้าวตามคุณหนูของนางให้ทัน ความเร็วระดับนี้ทำให้ตงชิงอดเอ่ยปากถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้ว่าคุณหนูของนางกำลังจะไปที่ไหนเหตุใดจึงต้องเร่งรีบขนาดนี้
“ข้าจะพาพวกเจ้าไปชมเรื่องสนุกที่ตลาด” อีกทั้งยังอาจจะได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งอีกด้วย ประโยคท้ายนี้ซูหลีหลี่ไม่ได้เอ่ยออกมาด้วยกังวลว่าเมื่อนางไปถึงตลาดแล้วจะไม่พบเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว
ตลาดกลางเมืองคือแหล่งซื้อหาของกินของใช้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ในชาติก่อนพอนางรู้ตัวว่าจะไม่ได้แต่งเข้าจวนอ๋องแล้วอีกทั้งยังต้องแต่งออกไปอยู่ตามหัวเมืองชายแดนทำให้นางรู้สึกว่าต่อไปคงยากที่จะได้เข้ามาเมืองหลวงอีก นางจึงได้ชักชวนสาวใช้ทั้งสี่ของตนเองลักลอบออกจากจวนสกุลซูมาเที่ยวชมความครึกครื้นที่ตลาดในเมือง การเที่ยวชมในครั้งนี้ทำให้นางโชคดีได้ช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือทารกน้อยอีกหนึ่งคนเอาไว้ด้วย และทารกผู้นั้นสุดท้ายนางก็รับเขาเอาไว้เป็นบุตรบุญธรรม มาชาตินี้นางจึงตั้งใจมาที่ตลาดแห่งนี้อีกครั้ง เป้าหมายหลักของนางก็คือมาช่วยเหลือบุตรชายบุญธรรมของตนเองและมาช่วยเหลือกลุ่มคนที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลนางในชาติก่อน
“แม่นางข้างหน้ามีคนบ้าอาละวาดแม้แต่หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังรักษาเมืองก็ยังย่ำแย่พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปเลย” เสียงเตือนของหญิงชราผู้หนึ่งพร้อมด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมาแล้วรีบวิ่งตรงไปยังจุดที่เกิดเรื่องในทันที
“คุณหนู” เสียงเรียกของตงชิงและเผิงซีหาได้หยุดยั้งซูหลีหลี่ได้แต่กลับดึงดูดความสนใจของคนผู้หนึ่งที่กำลังถูกประคองขึ้นไปหลบเลี่ยงความวุ่นวายบนชั้นสองของโรงน้ำชา
“หลบไป พวกเจ้าทุกคนจงหลบไป” เสียงของนายทหารหลายคนดังขึ้นพร้อมด้วยเสียงร้องตะโกนด้วยความบ้าคลั่งของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขากำลังเหวี่ยงดาบเพื่อทำร้ายผู้คนที่อยู่ใกล้เขา ซูหลีหลี่จ้องมองนายทหารหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บแต่นายทหารเหล่านี้กลับไม่กล้าทำร้ายคนที่กำลังคลุ้มคลั่งผู้นั้น นางดึงเข็มที่ซุกซ่อนอยู่ที่ชายแขนเสื้อออกแล้วก็จ้องมองชายที่กำลังคลุ้มคลั่งผู้นั้นด้วยสายตามุ่งมั่น พอได้เห็นจุดสำคัญที่สามารถทำให้ชายผู้นั้นสลบได้แล้วนางก็สะบัดเข็มในมือออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำในทันที
“ท่านแม่ทัพ” เสียงร้องของนายทหารหลายคนทำให้ซูหลีหลี่ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาแล้วเดินตรงไปยังทิศทางที่ชายวัยกลางคนที่เคยคลุ้มคลั่งล้มลงไป
“แม่นางเจ้าจะทำอะไร” นายกองผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามาขวางนางไว้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ข้ากำลังจะช่วยเจ้านายของพวกท่านอย่างไรเล่า ทางที่ดีท่านจงรีบสะสางความวุ่นวายให้เรียบร้อยเสีย แล้วก็จงสั่งให้คนของท่านอย่าได้เปิดเผยฐานะของเจ้านายของท่านด้วย ไม่เช่นนั้นคงจะสมใจคนที่ลงมือฝังหนอนกู่เข้าไปในร่างกายของเจ้านายของพวกท่านแน่” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้เหอจงก็รีบหันไปส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความดุร้ายใส่ลูกน้องของเขาในทันที
“ไม่ได้ยินที่แม่นางคนนี้พูดหรือ ไปดูซิว่ามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากมีก็จงรีบเยียวยาพวกเขาเสีย และที่สำคัญอย่าได้เปิดเผยฐานะของนายท่านอย่างเด็ดขาด” เมื่อเหอจงเอ่ยเช่นนี้บรรดาลูกน้องของเขาก็รับคำแล้วรีบลงมือทำตามคำสั่งของเหอจงในทันที
ยามที่เสียนอ๋องได้รู้ว่าคนสนิทของเขาอย่างหยางไหวยามนี้ได้เสนอตัวเข้าไปเป็นผู้คุ้มกันของซูหลีหลี่แล้ว เดิมทีเขาก็รู้สึกไม่พอใจที่หยางไหวกระทำการโดยไม่รอฟังคำสั่งของเขาก่อน แต่เมื่อคิดได้ว่ายามนี้ว่าที่พระชายาของตนเองกำลังถูกผู้อื่นจ้องเล่นงานเสียนอ๋องก็พลันรู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น และคิดว่าการที่หยางไหวและเผิงกวนออกหน้าไปเป็นผู้คุ้มกันให้นางเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกแล้ว“หยางกงกง ท่านเตรียมของขวัญล้ำค่าสักคันรถและสุราชั้นดีให้ข้าสักหลายไห วันนี้ข้าจะไปคารวะเยี่ยมเยียนว่าที่ท่านพ่อตาของข้าสักหน่อย อ้อ เอาบทกวีและภาพวาดเหล่านั้นไปด้วย คืนนี้ข้าตั้งใจว่าจะไปร่ำสุราชื่นชมภาพวาดและบทกวีกับว่าที่พ่อตาของข้าสักหน่อย” เสียนอ๋องเอ่ยออกมาด้วยสายตาอันร้ายกาจทำให้หยางกงกงได้แต่ยิ้มออกมาแล้วรีบดำเนินการในทันทีทางด้านหยางไหว เผิงกวน สุ่นเสียงและสุ่นเม่าหลังจากแยกย้ายกันไปจับตามองคนของหวังเจียหรานแล้วพวกเขาก็รู้ว่าหวังเจียหรานนั้นช่างอุกอาจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงสั่งให้คนที่สกุลหวังส่งมาไปพบที่ห้องโถงของเรือนพักของนาง นางยังออกคำสั่งให้ซุนมามานำขอทานเข้าจวนมา แถมยังออกหน้าสั่งการอย่างไม่เกร
ยามที่ซูหลีหลี่ได้เห็นใบหน้าของผู้คุ้มกันที่เผิงซีหามา นางก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจในทันที คนเหล่านี้นางสามารถจดจำใบหน้าของพวกเขาได้ พวกเขาคือบรรดาลูกน้องคนสนิทของซูฉางเยว่ผู้เป็นบุตรบุญธรรมของนางในชาติที่แล้ว หยางไหวผู้นี้เป็นทั้งอาจารย์ผู้สอนวิชายุทธ์และเป็นกุนซือคอยวางแผนการรบให้ซูฉางเยว่ ส่วนเผิงกวนคือรองแม่ทัพที่ซูฉางเยว่ไว้ใจซูฉางเยว่สู้รบชนะตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบก็เพราะกองกำลังภายใต้การควบคุมของเผิงกวนผู้นี้ ส่วนเผิงกวนมีกองกำลังนับแสนนายได้อย่างไรนางไม่ได้มีเวลาได้สืบค้น รู้แค่เพียงว่าเขาคือศิษย์สำนักเดียวกันกับเผิงซี เจ้านายเก่าของเขาทิ้งกองกำลังเอาไว้ให้เขาจำนวนหนึ่ง เขามีความเคารพต่อหยางไหวจึงได้ติดตามมาขอเป็นลูกน้องของซูฉางเยว่บุตรชายบุญธรรมของนาง แล้วหลังจากนั้นจึงได้กลับไปรวบรวมกำลังคนที่เคยอยู่สั่งกัดเดียวกันกับเขาจนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่มีทหารอยู่ในมือนับแสนนายยินดีรับฟังคำสั่งทางทหารจากซูฉางเยว่เพียงเท่านั้นมาชาตินี้เมื่อไม่มีซูฉางเยว่แล้วหยางไหวจะมาอยู่กับนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือนางได้พบกับเขาและเผิงกวนก่อนที่เคยได้พบกันในชาติที่แล้วถึงหกปี นา
ถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหรานทำให้ซูหลีหลี่ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น จวนเสนาบดีหวังแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นจวนของมหาบัณฑิตแต่ก็ชุบเลี้ยงผู้ฝึกยุทธ์หลายคน ยิ่งเมื่อตงเสวี่ยมาส่งข่าวให้นางรู้ว่าหวังเจียหรานคิดจะเรียกใช้ผู้ฝึกยุทธ์ของสกุลหวัง ซูหลีหลี่จึงได้รีบออกคำสั่งให้เผิงซีออกจากจวนไปหาผู้คุ้มกันที่มีวรยุทธ์สูงมาทำงานให้นางในทันที แม้ว่าเผิงซีจะมีวรยุทธ์แต่วิชายุทธ์ของนางก็หาได้เพียงพอที่จะต่อสู้กับผู้มีวิชายุทธ์หลายคนได้ เผิงซีจึงต้องรีบเร่งเดินทางกลับไปที่สำนักเดิมของตนเองเพื่อไหว้วานศิษย์พี่และอาจารย์ของนางหาผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือสูงส่งให้นาง“ข้าต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างน้อยสี่คน ขอเป็นคนที่ไว้ใจได้และต้องการวันนี้เลย” คำพูดของเผิงซีทำให้ทั้งศิษย์พี่ของนางละอาจารย์หันไปมองหน้ากัน พวกเขาต้องดูแลสำนักย่อมปลีกตัวไปไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียกตัวหลับ ดังนั้นคำขอของเผิงซีจึงยากนักที่จะทำได้“วันนี้ย่อมไม่ทัน เผิงซีนายของเจ้าไปมีเรื่องกับผู้ใดเหตุใดจึงต้องการผู้เยี่ยมยุทธ์ถึงสี่คน” คำถามของอาจารย์ทำให้เผิงซีทอดถอนใจออกมาในทันที“คุณหนูของข้านางกำลังจะเป็นพระชายาข
เมื่อซูจวิ้นกลับเรือนของตนเองไปแล้วซูหลีหลี่จึงได้กลับเข้าเรือนของตนเองเช่นเดียวกัน แล้วจึงได้เอ่ยกับสาวใช้รุ่นใหญ่ทั้งสี่ของตนเองด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ“หลินหว่านผู้นั้น พวกเจ้าคิดว่าจะสามารถเข้าหานางได้มากน้อยสักเพียงไหน” คำถามของเจ้านายทำให้สาวใช้ทั้งสี่มองหน้ากันแล้วสุดท้ายก็เป็นตงชิงที่เป็นฝ่ายเสนอตัวออกมา“ยามที่บ่าวไปรับสำรับอาหารให้คุณหนูที่โรงครัวก็มักจะได้พบกับนางอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ สตรีผู้นี้ดูเรียบง่ายและอ่อนหวานมองไม่เห็นวี่แววเลยสักนิดว่าจะเป็นสตรีของนายท่านอย่างที่คุณหนูรองเอ่ยมา” เมื่อตงชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พยักหน้า“นางเป็นสตรีของท่านพ่อจริงๆ อย่างที่เซียงเซียงเอ่ยมา ส่วนเรื่องความทะเยอทะยานของนางจะมี่หรือไม่ข้าไม่มั่นใจนัก รู้แค่เพียงนางเป็นเด็กสาวที่ทำให้ท่านพ่อของข้าไม่เชื่อฟังหวังซื่อได้ สตรีที่มีความสามารถเช่นนี้หากพวกเราสามารถดึงนางมาเป็นพวกได้ข้าย่อมจะมีหนทางที่จะจัดการกับหวังซื่อได้ในเร็ววัน” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้สาวใช้ทั้งมีต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ“คุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าค่ะ ว่านายท่านโปรดปรานนางมากกว่าฮูหยิน” คำถามของสาวใช้ทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมาใ
ซูจวิ้นที่ยังไม่ได้ไปไหนย่อมจะได้ยินถ้อยคำข่มขู่ของหวังเจียหราน เขาจ้องมองน้องสาวต่างมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“หลีหลี่ครั้งนี้เจ้าเป็นศัตรูกับพวกนางโดยตรง เจ้าไม่กังวลว่าวันหน้าพวกนางแม่ลูกจะรวมหัวกันเล่นงานเจ้าหรือ” คำพูดของพี่ชายต่างมารดาทำให้ซูหลีหลี่หัวเราะออกมาด้วยความเย้ยหยัน“ต่อให้ข้าไม่คิดจะเป็นศัตรูกับพวกนางแล้วพวกนางจะเป็นมิตรกับข้าหรือ พี่ใหญ่ท่านก็เห็นแล้วว่าวันนี้เซียงเซียงตั้งใจจะเล่นงานข้าอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าตนเองกำลังทำลายความรักและความเอ็นดูของท่านพ่อที่เคยมีต่อนาง ขอแค่เพียงเล่นงานข้าได้สมใจของนางเพียงเท่านั้น นางจึงจะพอใจ” คำพูดของซูหลีหลี่ทำให้ซูจวิ้นทอดถอนใจออกมา“แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป” คำถามของเขาทำให้ซูหลีหลี่พลันเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจในทันที“เดิมทีข้าคิดว่าแค่เพียงข้าแต่งออกจากจวนไปก็จะพ้นการโจมตีจากพวกนางแล้ว แต่ข้ากลับคิดผิดซูหลีเซียงจะต้องหาหนทางเล่นงานข้าให้ได้ก่อนที่ข้าจะได้แต่งงานออกจากจวนไปแน่ อีกทั้งเมื่อดูจากความพยาบาทของนางแล้วต่อให้ข้าแต่งเข้าจวนอ๋องไปเป็น
แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะละเลยต่อบุตรสาว เอาอกเอาใจหวังเจียหรานและบุตรสาวของนางอย่างออกนอกหน้า แต่เขาก็หาได้ลืมเลือนว่าซูหลีหลี่ก็เป็นบุตรสาวของเขาเช่นเดียวกัน ได้เห็นสภาพของนางที่เป็นเช่นนี้ความเห็นใจและความรู้สึกผิดของเขาที่มีต่อบุตรสาวคนโตจึงได้ผุดขึ้นมา“ท่านพ่อ ท่านสั่งให้คนค้นหาให้ละเอียด ข้าสงสัยว่านอกจากพี่หญิงจะลักลอบออกจากจวนแล้วนางยังนำคนกลับมาด้วย อีกทั้งคนที่นางนำมาอาจจะเป็นเด็กทารกที่นางไปคลอดทิ้งเอาไว้ข้างนอกด้วยเจ้าค่ะ” คำพูดของซูหลีเซียงทำให้ซูหลีหลี่หรี่ตาแล้วเอ่ยกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ“ซูหลีเซียงนี่เจ้าใส่ความเรื่องที่ข้าออกนอกจวนไม่สำเร็จ ก็ใส่ความลามปามมาจนถึงเรื่องความบริสุทธิ์ของข้าเชียวหรือ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้กับข้า ก่อนหน้านี้ก็ฟูมฟายโวยวายจะแย่งการแต่งงานของข้า พอท่านพ่อมาขอให้ข้ายินยอมเจ้าก็กลับเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจไม่แย่งชิงการแต่งงานด้วยตนเองแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าจึงได้จงใจมาหาเรื่องข้าจนถึงเรือนพักส่วนตัวของข้าอีก แถมครั้งนี้ยังหาเรื่องข้าจนถึงขั้นที่อาจจะทำลายชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของข้าและทำลายเกียรติของสกุลซูของพวกเร







