LOGINกลิ่นเหม็นเน่าลอยคละคลุ้งกลางอากาศ ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกพะอืดพะอม สตรีทั้งสองนางรีบยกชายเสื้อขึ้นมาปิดจมูก พลางจ้องมองไปที่สถานที่เบื้องหน้า
หลังจากตรวจใบชาเสร็จแล้ว เจียงซู่กับถั่วหลันก็พากันมาที่โรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ต่อ ถั่วหลันมองผู้เป็นนายด้วยสายตาสงสัย " คุณหนูมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ? " เจียงซู่คลี่ยิ้มบาง ก่อนจะพูดว่า " ข้าอยากทำการค้าแบบใหม่ " ถั่วหลันเลิกคิ้ว " การค้าใหม่! คือแบบใดเจ้าคะ? " เจียงซู่ไม่ตอบ แต่กลับส่งสายตาไปที่กองกระดูกกองใหญ่เบื้องหน้าแทน โรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ ขายเฉพาะเนื้อ หนังและเครื่องในของสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนกระดูกกลับถูกทิ้งไว้ให้เน่าเหม็น ไม่นำไปใช้ประโยชน์ใด เจียงซู่เคยผ่านมาเห็นหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีวิธีจัดการเสียที จนเมื่อสองวันก่อน นางกลับเพิ่งนึกบางอย่างออก " พี่ชาย! " น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ ชายที่มีใบหน้าเปื้อนเลือดหันไปมองทางเสียงเรียก ครั้นเห็นว่าเป็นผู้ใด รอยยิ้มมีไมตรีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า " ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้เป็นคุณหนูเจียงนี่เอง " เขารีบยกเสื้อขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดใบหน้า ก่อนจะเดินไปหาสตรีสองนาง " มาหาข้ามีอะไรงั้นรึ? " เจียงซู่ไม่อ้อมค้อม พลันเอ่ยถึงความต้องการ " กองกระดูกข้างหลังท่าน มีผู้ใดเป็นเจ้าของแล้วหรือยัง? " เจ้าของโรงฆ่าสัตว์หันกลับไปมองข้างหลังตนเอง พลันเกิดความสงสัย ตั้งแต่เขาเปิดโรงฆ่าสัตว์แห่งนี้มาได้แปดปี ไม่เคยมีผู้ใดถามถึงโครงกระดูกสัตว์มาก่อน ส่วนมากมักมาถามหาหนังสัตว์เสียมากกว่า " ยังไม่มี คุณหนูถามทำไมหรือ? " " ข้าต้องการซื้อ ไม่ทราบว่าพี่ชายขายให้ข้าได้หรือไม่? " " หากคุณหนูต้องการ ก็สามารถนำไปได้เลย ไม่ต้องให้เงินข้าหรอก" เจียงซู่ส่ายหน้า " ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านต้องรับเงินไปด้วย เพราะว่าข้ายังต้องการอีก " เจ้าของโรงฆ่าสัตว์ยังไม่คลายความสงสัย เขามองสตรีสองนางด้วยสีหน้าข้องใจ เจียงซู่ถือวิสาสะหยิบกระดูกข้อสัตว์สองท่อนขึ้นมา จากนั้นก็เอ่ยขออนุญาตอีกฝ่ายใช้โรงครัว ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับ เพราะอยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะทำอะไร หญิงสาวเดินเข้าไปในโรงครัว ในจังหวะนั้นก็บังเอิญไปเจอฮูหยินของเจ้าของโรงฆ่าสัตว์พอดี นางจึงเอ่ยขอร้องให้อีกฝ่ายมาช่วย กระดูกสัตว์สองท่อนถูกตัดแยกออกเป็นหลายส่วน เจียงซู่มองไขมันที่อยู่ด้านใน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้างดงามของหญิงสาว นางให้ฮูหยินโรงฆ่าสัตว์ตั้งหม้อต้มกระดูกสัตว์พวกนั้น และให้คอยตักฟองออก ใช้ความร้อนให้มากพอที่จะละลายไขมันออกจากข้อกระดูกได้ ครั้นต้มไปได้สักพักก็ให้ยกออกจากเตา รอจนเย็น ไขมันที่ละลายก็เริ่มจับตัวกันเป็นแผ่น " นี่คือสิ่งที่ข้าจะซื้อต่อจากพวกท่านเจ้าค่ะ " เจียงซู่ชี้ให้เจ้าของโรงฆ่าสัตว์ดู สิ่งที่นางจะรับซื้อต่อจากเขาคือน้ำมันที่ออกมาจากข้อกระดูกสัตว์ต่างหาก " คุณหนูจะนำไปทำอะไรหรือเจ้าคะ? " ถั่วหลันเอ่ยถาม ทั้งสามคนต่างจับจ้องสายตามาที่เจียงซู่เป็นตาเดียวกัน คนถูกมองฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะตอบว่า " นี่คือส่วนผสมในการทำหมึกอัดแท่ง " " หมึกอัดแท่ง! " ทั้งสามคนพูดพร้อมกัน เจียงซู่พยักหน้า " ใช่! เมืองอวี๋โจวของเรามีร้านเครื่องเขียนแล้วก็จริง แต่นั่นคือการรับซื้อมาจากเมืองอื่น ยังไม่ผู้ใดในเมืองอวี๋โจวผลิตสินค้าพวกนี้ออกมา ฉะนั้นข้าเลยอยากเป็นเจ้าแรกที่ทำขึ้นมา " ชาติก่อนนางมีโอกาสได้ไปที่โรงทำอุปกรณ์เครื่องเขียน เห็นกระบวนการมามากพอสมควร จึงคิดว่าตนเองน่าจะทำได้ แต่ถ้าไม่ได้ ก็ถือเสียว่าได้ลองทำสักครั้ง เจ้าของโรงฆ่าสัตว์กับภรรยาส่งยิ้มให้กัน รู้สึกอัศจรรย์ใจในความฉลาดปราดเปรื่องของคุณหนูเจียงผู้นี้ยิ่งนัก! ครั้นเจรจาการค้าเสร็จ เจียงซู่ก็ชวนถั่วหลันไปหาเจ้าของสวนไม้สนต่อ ในเมื่อมีวัตถุดิบในการทำหมึกแล้ว ต่อไปก็เหลือแค่ส่วนผสมของการทำกระดาษ " คุณหนู เหตุใดจึงอยากทำการค้าด้านนี้เจ้าคะ? " ถั่วหลันถามในระหว่างที่นั่งอยู่บนรถม้า เจียงซู่คลี่ยิ้ม " ข้าแค่อยากมีรายได้หลายๆ ทางก็เท่านั้นเอง " หากพูดตามความจริง คือนางจะต้องรีบหาเงินให้ได้มากๆ ก่อนจะครบหนึ่งปี พอถึงคราวนั้น นางจะได้มีทางหนีทีไล่ให้แก่ตนเอง ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมแต่งงานกับคนชั่วผู้นั้นอีกเด็ดขาด ทางใต้เมืองอวี๋โจว กองทัพทหารนับหมื่นนายกำลังตั้งค่ายปักหลักอยู่ที่เมืองอวี๋โจว ตามพระราชโองการของฮ่องเต้ กองทัพชุ่ยเฮ่อมีความผิดโทษฐานเคลื่อนย้ายกองกำลังเข้าเมืองหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งโทษนี้สมควรตายเป็นหมื่นๆ ครั้ง เพียงแต่ว่าผู้นำกองทัพกลับเป็นผู้มีสายเลือดของฮ่องเต้ โทษจึงเบาบางลง และมีคำสั่งว่าไม่ให้เข้าเมืองหลวงจนกว่าจะครบสามปี ให้ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของชายแดนอยู่ที่เมืองอวี๋โจวต่อไป ผู้บัญชาการกองทัพนับหมื่นกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสบายใจอยู่บนกิ่งไม้ นัยน์ตาสีดำลึกล้ำเหลือบมองลงไปเบื้องล่าง เห็นรถม้าคันหนึ่งกำลังติดหล่มอยู่ และดูเหมือนว่าจะไม่ออกง่ายๆ คนที่นั่งอยู่บนรถเริ่มทยอยลงมา แสงนวลของแดดในยามโหย่วสาดส่องไปที่ใบหน้าของสตรีนางหนึ่ง ความงดงามของนางทำเขาไม่อาจละสายตามองไปทางอื่น... เจียงซู่เดินลงมาดูล้อรถ เห็นว่าตกลงไปในหลุมโคลนที่ค่อนข้างลึก แต่พอดูดีๆ กลับพบว่าล้อลากที่ทำจากไม้ได้แตกไปแล้ว ถึงนำขึ้นมาได้ ก็ยากที่จะเดินทางต่อ " คุณหนูจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ? " ถั่วหลันถามอย่างร้อนใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เจียงซู่ยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น " วันนี้เรานำรถม้าคันเล็กมา จึงมีม้าลากแค่ตัวเดียว ฉะนั้นให้ลู่เจิงกลับไปพาคนมาช่วยเราก็แล้วกัน " เจียงซู่หันไปพูดกับบ่าวบังคับรถม้า อีกฝ่ายเป็นบุรุษน่าจะเดินทางได้คล่องกว่านางกับถั่วหลัน " แต่ที่นี่ค่อนข้างอันตรายนะขอรับคุณหนู จะให้ข้าน้อยทิ้งคุณหนูไปได้อย่างไรกัน! " เสียงของคนบังคับฟังดูกังวลใจเป็นอย่างมาก " แต่ถ้าเจ้าไม่ไป ก็ไม่มีผู้ใดช่วยเราได้แล้วนะ " " คุณหนูขอรับ! " เขากล่าวเสียงอ่อนอย่างจนใจ ครั้นนึกตามดีๆ สิ่งที่คุณหนูพูดมาก็ถือว่าถูกต้อง หากไม่ใช่เขา ก็ไม่มีใครช่วยได้แล้ว เจียงซู่ยิ้มน้อยๆ แม้อยู่ในสถานการณ์กดดัน แต่นางก็ไม่นำพาอารมณ์ขุ่นมัวมาลงที่ผู้ใด เหตุการณ์เช่นนี้ใครเล่าจะอยากให้เกิดขึ้น " ไปเถิด! รีบไปพาคนมาช่วยข้า ข้ากับถั่วหลันจะรออยู่แถวนี้ " " ชะ.. เช่นนั้นพกมีดไว้นะขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปรีบมา " คนบังคับม้ายื่นมีดสั้นที่ตนพกติดตัวมาตลอดให้ผู้เป็นนาย เจียงซู่ยื่นมือออกไปรับมาถือไว้ สตรีสองนางยืนมองแผ่นหลังของคนบังคับม้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ครั้นเลือนหายไปจากสายตาแล้ว พวกนางก็รีบพากันเข้าไปหลบหลังพงหญ้าข้างถนน ยิ่งใกล้ค่ำ ก็ยิ่งอันตราย ไม่รู้ว่าถนนสายนี้มีโจรชุกชุมเหมือนกับสายอื่นหรือไม่... การกระทำของพวกนางตกอยู่ภายใต้สายตาของใครบางคน นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องอยู่ที่สตรีอาภรณ์ชมพูเพียงคนเดียว ใบหน้าอ่อนหวานของนางราวกับมีมนตร์เสน่ห์ ทำให้ผู้คนลุ่มหลงจนยากจะถอดถอนสายตากลับคืนได้ แต่ขึ้นชื่อว่าบุปผางาม ย่อมมีพิษร้ายอยู่พอตัวครั้นเห็นว่าภรรยากำลังโกรธจัด เฉินอวี้ก็ยอมสงบนิ่ง ไม่ขยับเข้าไปกวนใจนางอีก เพราะกลัวว่าหากแกล้งนางมากไปกว่านี้ เกรงว่าตนเองจะได้นอนนอกห้อง...นับว่าเป็นความโชคดีของเขา ที่รู้จักเอาใจสตรีเป็น มิเช่นนั้นคืนนี้เจียงซู่คงให้อีกฝ่ายนอนนอกห้องไปแล้ว" ชอบหรือไม่? " เฉินอวี้ถามเจียงซู่พยักหน้า " ชอบเพคะ "นัยน์ตาคู่สวยทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า สถานที่ที่เขาพานางมา คล้ายกับสถานที่ที่นางเคยฝันถึงไม่มีผิดเพี้ยน ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีเขียวขจี ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหลายลูก พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็จะเห็นเมฆสีขาวก้อนใหญ่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ สายลมเย็นพัดเอื่อยมาเป็นระยะ นำพาความหอมสดชื่นของกลิ่นหญ้าและกลิ่นดินขึ้นมาปะทะปลายจมูกเฉินอวี้ปล่อยให้ภรรยาตัวน้อยได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าจนกว่าจะพอใจ ส่วนเขาขอแค่ได้เดินตามหลังนาง มองดูความสดใสของนางก็พอ" ท่านอ๋อง!" เจียงซู่กวักมือเรียกชายหนุ่มเฉินอวี้ก้าวเท้าไปหาภรรยาอย่างเร่งรีบ ครั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เจียงซู่ก็สวมมงกุฎดอกหญ้าลงบนศีรษะของเขาทันที" หม่อมฉันทำมาเผื่อเพคะ " เจียงซู่ฉีกยิ้มจนเต็มใบหน้า พลางสวมมงกุฎดอกหญ้าอีกอั
หลายวันผ่านไป ได้เวลาที่เจียงซู่จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ซึ่งก็คือบ้านของท่านย่าที่เมืองอวี๋โจว นางออกเดินทางพร้อมกับเฉินอวี้ เขาบอกนางว่าจะพาไปยังสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เฉินอวี้ตัดสินใจไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากอยู่อย่างสงบกับภรรยาสองคน ในวังมีกฎระเบียบมากมายจนจำแทบไม่หมด หากรั้งอยู่มีแต่จะทำให้เจียงซู่ใช้ชีวิตลำบาก เพราะนางชอบอิสระมากกว่าการผูกมัด " ได้ยินว่าน้องสาวของเจ้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออู่ผิงโหวงั้นรึ?" เฉินอวี้เอ่ยถามสตรีข้างกาย ใบหน้าหวานผละออกจากอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองเจ้าของอ้อมอกอุ่น " เพคะ! เห็นว่าไม่มีสตรีนางใดยอมแต่งงานกับเขาสักคน ท่านโหวก็เลยมาสู่ขอเจียงเจียวให้ไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อเพคะ " ตอนแรกทางนั้นไม่ยอมมาสู่ขอเจียงเจียวไปเป็นภรรยาเอก เพราะรู้สึกอับอายขายหน้ากับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่จวนสกุลเจียงคราวก่อน ทว่ายามนี้กลับเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้นเสียเองที่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่มีสตรีนางใดกล้าแต่งเข้าไปในจวนอู่ผิงโหว มีเพียงเจียงเจียวคนเดียวที่ตอบรับไมตรีจากคนพวกนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนางกำลัง
นิ้วสากเคลื่อนเข้าใกล้กลางกายสาวที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำหวานสีใส ท้องนิ้วสากลูบวนส่วนนั้นจนน้ำเมือกสีใสชโลมทั่วกลีบบุปผา" ไม่ได้ อ๊า! " หญิงสาวนอนบิดเร่าไปมา พยายามส่งเสียงห้ามปรามอีกฝ่าย ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับมีแต่เสียงร้องครวญครางปลายนิ้วเรียวยาวสอดใส่เข้าไปในร่องฉ่ำแฉะ เพียงแค่สอดนิ้วเข้าไป ร่างบางก็พลันกระตุกสั่น แอ่นสะโพกขึ้นรับสัมผัสวาบหวามจนแผ่นหลังลอยไม่ติดพื้นเฉินอวี้ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะขยับนิ้วเข้าออกอย่างเชื่องช้า รอจนเจ้าของร่างปรับตัวได้ เขาจึงสอดนิ้วเข้าไปเพิ่มอีกนิ้วปลายนิ้วร้ายกาจงัดเสยจุดอ่อนไหวภายใน บดคลึงจุดเสียวอย่างหนักหน่วง จนหยาดน้ำสีใสไหลทะลักออกมาจากร่องแคบราวกับเขื่อนแตก" อ๊ะ!"ดวงหน้างามเชิดครางดังลั่น มือขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกเกร็งระบายความเสียวซ่านปลายนิ้วร้อนเปลี่ยนมาเกลี่ยวนเกสรบุปผา เคล้นคลึงแผ่วเบาก่อนจะเร่งจังหวะเขี่ยเกาแรงขึ้น จนร่างบางสั่นสะท้าน ก่อนจะกรีดร้องอย่างสุขสมอีกครั้งดวงตาคมกริบก้มมองกลีบบุปผาที่กำลังแย้มบาน ขับหยาดน้ำหวานสีใสไหลออกมาอย่างเชิญชวนให้เข้าไปลิ้มลอง ปลายลิ้นหนาเลียขอบปา
หลายวันผ่านไป เจ้าสาวเข้ามารอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ในตำหนักชิงหลิง เจียงซู่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก รอคอยช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับสามีอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากผ่านคืนนี้ไป นางกับเขาก็จะกลายเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ ครั้นได้ฤกษ์ยามเข้าหอแล้ว หญิงสาวก็รีบยกพัดกลมสีแดงขึ้นมาปิดบังใบหน้า รอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูเข้ามา ผ่านไปไม่นาน เฉินอวี้ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่สตรีในชุดอาภรณ์สีแดง ซึ่งกำลังนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง รอยยิ้มปลื้มปิติพลันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย ร่างกำยำก้าวเดินไปยังเตียงนอน มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กให้ลดพัดกลมลง นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว เขากำลังจะโน้มกายลงประกบจูบ ทว่า... " ต้องดื่มสุรามงคลก่อนเพคะ" มือนุ่มดันใบหน้าสามีไว้ เฉินอวี้ชะงัก ก่อนจะยืดตัวตรง เอื้อมมือไปประคองภรรยาให้ลุกขึ้นยืน " เช่นนั้นเรารีบดื่มกันเถอะ " เจียงซู่มองหน้าคนรีบร้อนพร้อมกับส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดู สองสามีภรรยาพากันเดินไปที่โต๊ะกลม ซึ่งมีสุรามงคล อาหารและผลไม้วางไว้อยู่ ก่อนหน้านี้เจียงซู
หนึ่งเดือนผ่านไป ภาพเฉินอวี้เดินตามหลังเจียงซู่ต้อยๆ คล้ายกับลูกสุนัข กลายเป็นภาพชินตาแก่ผู้ที่พบเห็น มาดผู้นำกองทัพผู้เก่งกาจหายไปในชั่วพริบตา ยามเฉินอวี้ได้อยู่กับคนรัก ผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเฉินอวี้ มองภาพสองชายหญิงกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักชิงหลิงด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เจียงซู่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากฮ่องเต้ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตลอดเวลา และไม่มีการตรวจค้นรถที่ใช้นำส่งนาง ซึ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาต้องคอยส่งคนไปรับเจียงซู่มาหาเฉินอวี้ทุกวัน หากวันใดนางไม่ได้มา เฉินอวี้จะอาละวาดจนวังแทบแตก และแน่นอนว่าวิธีที่จะทำให้เฉินอวี้สงบลงได้ คือเขาต้องรีบไปนำตัวเจียงซู่มา ยิ่งคิดก็คิดยิ่งแปลกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดน้องชายจึงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ว่าเฉินอวี้ต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเขาหรือ? " พี่ใหญ่! ท่านดูอะไรของท่าน? " องค์ชายสามเอ่ยถามพี่ชาย พลางชะเง้อมองตามอีกฝ่าย " เปล่า! ข้ามองพี่รองกับว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ " องค์รัชทายาทเอ่ย " พวกเขาดูรักใคร่กันดีเสียจ
ฝ่ามือหยาบเร่งจังหวะชักรูดท่อนเนื้อหนักหน่วงขึ้น เพียงแค่ได้กลิ่นหอมจากตัวนาง ส่วนนี้ของเขาก็พลันลุกชันขึ้นมา หากไม่รีดเค้นนำน้ำกามออกมา มีหวังเขาได้ปวดหน่วงจนนอนไม่หลับเป็นแน่ถึงพยายามเท่าไร เขาก็ไม่เสร็จสมเสียที ด้วยว่ายามหดเกร็งหน้าท้อง เขาจะรู้สึกเจ็บแผล จนไม่สามารถออกแรงได้ในเมื่อทำเองไม่ได้ เช่นนั้นก็เหลือเพียงทางเดียว" ซู่ซู่! ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าทรมานเหลือเกิน" น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยอ้อนวอนหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้อยู่" ชะ...ช่วยสิ่งใดเพคะ" เจียงซู่ถามตะกุกตะกัก ภายในใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองออกศึกเฉินอวี้จับไหล่บางหันกลับมา เจียงซู่หลับตาแน่น นางไม่กล้ามองภาพตรงหน้า ดวงตาสีเข้มก้มมองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว รู้สึกเอ็นดูในท่าทางไม่ประสีประสาของนางยิ่งนัก" ลืมตาสิ! "" ไม่เพคะ! ท่านอ๋องจะให้หม่อมฉันช่วยสิ่งใดก็รีบทำเถิดเพคะ! " เจียงซู่ยืนกรานหนักแน่นให้ตายนางก็ไม่ลืมตาเด็ดขาด!ในเมื่อนางว่ามาเช่นนั้น เขาก็ไม่อยากฝืนใจนาง ชายหนุ่มประคองมือหญิงสาวไปกอบกุมส่วนร้อนรุ่มของตนเอง แค่เพียงปลายนิ้วของนางสัมผัสลง ความเสียวซ่านก็พลันแล่นปราดไปทั่วร่าง จนเผลอส่งเสียง







