LOGINท้องนภาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท พระจันทร์ดวงใหญ่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดวงดาว เสียงจิ้งหรีดเรไรประสานเสียงร้องระงม พอปราศจากความอบอุ่นจากพระอาทิตย์ อากาศก็ยิ่งหนาวมากขึ้น
ยามมีสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ร่างทั้งร่างก็พลันสั่นสะท้าน ฝ่ามือและฝ่าเท้าเย็นเฉียบ จนต้องใช้มือถูกัน ครั้นจะก่อกองไฟ ก็เกรงว่าพวกโจรผู้ร้ายจะผ่านมาเห็นเข้า " คุณหนูอดทนอีกนิดนะเจ้าคะ " สตรีทั้งสองนางกอดกันแน่น เพื่อบรรเทาความหนาวให้แก่กันและกัน นี่ก็ผ่านมาสองชั่วยามแล้วนับตั้งแต่คนบังคับม้าจากไป ไม่รู้ว่านางกับถั่วหลันต้องรออีกนานเพียงใด เขาจึงจะกลับมา ระหว่างที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง เจียงซู่ค่อยๆ คลานเข่าแหวกพงหญ้าซุ่มมองชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น พวกมันขึ้นไปบนรถม้าของนาง ผ่านไปสักพักก็อุ้มหีบที่มีของมีค่าออกมา ถึงจะนึกเสียดาย แต่ก็ต้องเลือกรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ ของมีค่าพวกนั้น หากไม่ตาย ยังสามารถหาได้อีกมาก " ค้นให้ทั่ว! ข้าว่าเจ้าของรถน่าจะยังอยู่แถวๆ นี้แหละ " หัวหน้าโจรตะโกนบอกพวกลูกสมุน เสียงแหวกพงหญ้าดังเข้ามาใกล้เจียงซู่กับถั่วหลันขึ้นเรื่อยๆ ยามนี้พวกนางถูกกลุ่มโจรล้อมรอบหมดทุกด้านแล้ว อีกไม่นานพวกมันต้องหาพวกนางพบแน่! " คุณหนูเจ้าค่ะ " ถั่วหลันเรียกเจ้านายเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ เจียงซู่พยายามตั้งสติคิดหาทางรอดให้ตนเอง ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมตายอยู่ที่นี่เด็ดขาด ยังไม่ทันได้ใช้ความคิด ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็เปิดพงหญ้ามาเจอนางกับถั่วหลันเข้าพอดี " เจอแล้วขอรับ! " ชายคนนั้นส่งเสียงขึ้น สตรีสองนางถูกพวกโจรลากตัวออกมา หัวหน้ากลุ่มโจรไล้สายตามองเจียงซู่อย่างแทะโลม มันเลียขอบปากแห้งแตกของตนเอง สื่อถึงความหิวกระหายในตัวหญิงสาว " มีโอกาสได้เจอสาวงามทั้งที จะปล่อยไปเฉยๆ ได้อย่างไรกัน! " หัวหน้าโจรเดินเข้ามากระชากข้อมือของเจียงซู่ให้เดินตาม มันลากนางไปที่พงหญ้าใกล้ๆ กัน จากนั้นก็จับตัวนางกดลงบนพื้น เจียงซู่พยายามดีดดิ้นเอาตัวรอด หูของนางได้ยินเสียงถั่วหลันดังแว่วมาเป็นระยะ เสียงร้องไห้ของสาวใช้ ทำเจียงซู่รู้สึกโกรธเคืองกลุ่มโจรพวกนี้จนอยากจะฆ่าให้ตาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องข่มใจพูดคุย " ข้าจะให้เงินพวกเจ้าสามพันตำลึง ถ้าหากพวกเจ้าปล่อยพวกข้าไป " เจียงซู่เจรจากับหัวหน้าโจร มันส่งยิ้มมาให้นาง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า " ข้าอยากได้ทั้งเงิน แล้วก็ร่างกายของเจ้าด้วย " " ไม่ได้! " เจียงซู่โกรธจัดจนหน้าแดง ขบฟันพูดคุยกับมันต่อ "เจ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" " ข้าไม่เลือกอะไรทั้งนั้น! " มันตะคอกเสียงใส่นาง ครั้นเห็นว่าไม้อ่อนใช้การไม่ได้ผล เจียงซู่จึงเปลี่ยนแผนการมาใช้ไม้แข็งแทน อย่างน้อยก็สามารถถ่วงเวลาพวกมันไปได้อีกสักพัก " แล้วเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะรอดไปได้หรือ? " เจียงซู่เริ่มพูดขึ้น สีหน้าของนางไร้วี่แววหวั่นเกรง น้ำเสียงแข็งกระด้างจนหัวหน้าโจรชะงักไปชั่วขณะ " รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? " " เจ้าเป็นใคร มันสำคัญกับข้าอย่างไร? " มันถามนางกลับ " พ่อข้าเป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการ หากข้าเป็นอะไรไป เขาไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไว้แน่! " เป็นครั้งแรกที่เจียงซู่ใช้ตำแหน่งของบิดามาข่มขู่ผู้อื่น หากเป็นในยามปกติ นางไม่แม้แต่จะพูดถึง ด้วยว่ายังน้อยใจบิดาที่ไม่ใส่ใจนางเหมือนกับบุตรคนอื่นๆ แต่ยามนี้อยู่ในช่วงคับขัน อีกทั้งยังนึกถึงใครไม่ออกนอกจากเขาเพียงคนเดียว หัวหน้าโจรหัวเราะลั่น พลางจับจ้องใบหน้างามด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม " แล้วอย่างไร คิดว่าข้าจะกลัวคำพูดของเจ้างั้นรึ? " " ข้า.... " เจียงซู่กำลังจะพูดต่อ แต่กลับถูกมันตวาดกลับ " หุบปาก! " ฝ่ามือหยาบกระด้างสัมผัสลงบนแก้มนวลแผ่วเบา ลากไล้ลงมาจนถึงปลายคางมน ก่อนจะออกแรงบีบแน่น จนเจ้าของร่างทำสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด " เอาไว้ข้าเสพสมกับร่างกายเจ้าเสร็จเมื่อไร ข้าจะทำให้เจ้าไม่สามารถพูดมากได้อีก " " อย่านะ! " เจียงซู่ขัดขืนไม่ยอมให้มันปลดเสื้อผ้าของนางออกได้ " อย่าดิ้น! " ฝ่ามือใหญ่บีบต้นแขนของหญิงสาวแรงๆ กดข่มนางให้นอนนิ่งอยู่บนพื้นหญ้า " ปล่อยข้า! " เจียงซู่ตวาดลั่น เพียะ! ใบหน้างดงามหันไปตามแรงมือ ความเจ็บแสบแทรกซึมเข้ามาในความรู้สึก นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะปล่อยหยาดน้ำตาไหลรินออกมา นึกสมเพชตนเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ย้อนเวลากลับมามีชีวิตใหม่ทั้งที ได้เพียงแค่นี้เองหรือ มันแย่ยิ่งกว่าชาติที่แล้วเสียอีก! ในระหว่างที่กำลังตัดพ้อให้กับโชคชะตาอยู่นั้น จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของโจรที่อยู่กับถั่วหลันอีกฝั่ง หัวหน้าโจรหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียง มันยันกายลุกยืน เตรียมจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เจียงซู่ใช้จังหวะนี้ถีบเท้าไปที่เป้ากางเกงของหัวหน้าโจรป่า ใบหน้าเหี้ยมโหดเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเพราะรู้สึกเจ็บจุกตรงกลางกาย หญิงสาวพยายามประคองกายลุกขึ้นยืน ทว่ากลับถูกมันดึงขารั้งเอาไว้ ร่างเพรียวบางเสียหลักล้มลงบนพื้นหญ้าอีกครั้ง " จะหนีไปไหน กล้าดีนักนะ! " น้ำเสียงกรุ่นโกรธเอ่ยลอดไรฟัน มันตวัดมือกระทบลงบนใบหน้างามอีกครั้ง จนแก้มสีนวลแดงเถือก มีเลือดซึมออกมาจากข้างมุมปาก เจียงซู่รู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งหน้า ยามนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนอีกแล้ว คงได้แต่ภาวนาว่าให้เสียงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงของลู่เจิงที่พาคนมาช่วย ในขณะที่สติของเจียงซู่กำลังจะหลุดลอย ใบหน้าของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากทางด้านหลังของโจรชั่ว มันถูกอีกฝ่ายใช้มีดสั้นปาดคอจนเลือดสาดมาโดนตัวนาง ก่อนจะถูกอีกฝ่ายใช้เท้าถีบกระเด็นไปไกล เขาคนนั้นยืนจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมาสักคำ เจียงซู่พยายามจะพูดกับคนตรงหน้า ทว่าเรี่ยวแรงของนางกลับมีไม่พอเปล่งเสียง " ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว " น้ำเสียงทุ้มเอ่ยกับคนที่กำลังนอนแน่นิ่ง เขาย่อตัวลงไปอุ้มนางขึ้นมา ดวงตาฉ่ำน้ำปรือมองเขาอย่างซาบซึ้งใจ ครั้นเห็นรอยแดงที่แก้มนวลทั้งสองข้าง ชายหนุ่มก็พลันเกิดความเคืองใจ ใบหน้างดงามของนาง ต้องมามีร่องรอยหยาบช้าของพวกโจรถ่อย ช่างเป็นสิ่งที่เขาเกลียดชังนัก! ความเจ็บร้าวทั่วทั้งร่าง ทำให้เจียงซู่ผล็อยหลับในขณะที่ถูกชายแปลกหน้าอุ้มไป นางยังไม่รู้ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเขา แต่กลับไว้วางใจ ทั้งที่เพิ่งเคยเห็นหน้าค่าตากันเป็นครั้งแรก แสงอาทิตย์ในยามเช้าสาดส่องเข้าไปในกระโจมหลังใหญ่ ที่มีร่างของหญิงสาวนางหนึ่งหลับใหลอยู่ เจียงซู่ถูกพาตัวมาที่ค่ายทหาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุพอดี ใบหน้าอ่อนหวานเริ่มขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ความแปลกใหม่ของสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยทำหญิงสาวหวาดผวา นางรีบลุกพรวดขึ้น พลางกวาดสายตามองรอบๆ พลันเกิดความวิตกกังวลเพราะเพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมา ใบหน้าหวานก้มสำรวจอาภรณ์ที่ตนเองสวมใส่ ครั้นเห็นว่ายังปกติดี ก็พลอยรู้สึกโล่งใจ เจียงซู่กำลังจะก้าวขาลงจากเตียง ทว่าม่านกระโจมกลับเปิดออก ปรากฏร่างของชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เจียงซู่รีบหดขากลับ พร้อมกับถอยหลังไปสุดมุมเตียง นัยน์ตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัว " ฟื้นแล้วหรือ? ข้านำยามาให้ " เขาวางตลับยาลงบนเตียงนอน เจียงซู่มองตลับยาสลับกับใบหน้าของชายหนุ่ม เขาต้องเป็นคนที่ช่วยนางเอาไว้ไม่ผิดแน่ " ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าเอาไว้เจ้าค่ะ " นางกล่าวใช้โอกาสนี้ขอบคุณอีกฝ่าย หากไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ป่านนี้นางกับถั่วหลันคงได้กลายเป็นวิญญาณเฝ้าป่าไปแล้ว " ผิดแล้วคุณหนู " เขาโบกมือปฏิเสธ " ข้าไม่ใช่คนที่ไปช่วยท่าน " คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยความสงสัย หากไม่ใช่เขา แล้วจะเป็นใครได้อีก " ละ... แล้วใครคือคนที่ช่วยข้าเจ้าคะ? " " ท่านอ๋องของพวกเราต่างหาก ที่ไปช่วยท่านจากโจรชั่วพวกนั้น" " ท่านอ๋อง! " นางพึมพำเสียงเบา เจียงซู่ใช้สมองครุ่นคิด ในชาติที่แล้ว นางไม่เคยเข้าไปพัวพันกับเชื้อพระวงศ์คนใด แม้แต่พบเจอกันเป็นการส่วนตัวก็ยังไม่เคย อย่าว่าแต่ยศอ๋องเลย ขนาดขันทีชั้นผู้น้อยในวังนางก็ยังไม่เคยเห็น!ครั้นเห็นว่าภรรยากำลังโกรธจัด เฉินอวี้ก็ยอมสงบนิ่ง ไม่ขยับเข้าไปกวนใจนางอีก เพราะกลัวว่าหากแกล้งนางมากไปกว่านี้ เกรงว่าตนเองจะได้นอนนอกห้อง...นับว่าเป็นความโชคดีของเขา ที่รู้จักเอาใจสตรีเป็น มิเช่นนั้นคืนนี้เจียงซู่คงให้อีกฝ่ายนอนนอกห้องไปแล้ว" ชอบหรือไม่? " เฉินอวี้ถามเจียงซู่พยักหน้า " ชอบเพคะ "นัยน์ตาคู่สวยทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า สถานที่ที่เขาพานางมา คล้ายกับสถานที่ที่นางเคยฝันถึงไม่มีผิดเพี้ยน ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีเขียวขจี ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหลายลูก พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็จะเห็นเมฆสีขาวก้อนใหญ่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ สายลมเย็นพัดเอื่อยมาเป็นระยะ นำพาความหอมสดชื่นของกลิ่นหญ้าและกลิ่นดินขึ้นมาปะทะปลายจมูกเฉินอวี้ปล่อยให้ภรรยาตัวน้อยได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าจนกว่าจะพอใจ ส่วนเขาขอแค่ได้เดินตามหลังนาง มองดูความสดใสของนางก็พอ" ท่านอ๋อง!" เจียงซู่กวักมือเรียกชายหนุ่มเฉินอวี้ก้าวเท้าไปหาภรรยาอย่างเร่งรีบ ครั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เจียงซู่ก็สวมมงกุฎดอกหญ้าลงบนศีรษะของเขาทันที" หม่อมฉันทำมาเผื่อเพคะ " เจียงซู่ฉีกยิ้มจนเต็มใบหน้า พลางสวมมงกุฎดอกหญ้าอีกอั
หลายวันผ่านไป ได้เวลาที่เจียงซู่จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ซึ่งก็คือบ้านของท่านย่าที่เมืองอวี๋โจว นางออกเดินทางพร้อมกับเฉินอวี้ เขาบอกนางว่าจะพาไปยังสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เฉินอวี้ตัดสินใจไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากอยู่อย่างสงบกับภรรยาสองคน ในวังมีกฎระเบียบมากมายจนจำแทบไม่หมด หากรั้งอยู่มีแต่จะทำให้เจียงซู่ใช้ชีวิตลำบาก เพราะนางชอบอิสระมากกว่าการผูกมัด " ได้ยินว่าน้องสาวของเจ้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออู่ผิงโหวงั้นรึ?" เฉินอวี้เอ่ยถามสตรีข้างกาย ใบหน้าหวานผละออกจากอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองเจ้าของอ้อมอกอุ่น " เพคะ! เห็นว่าไม่มีสตรีนางใดยอมแต่งงานกับเขาสักคน ท่านโหวก็เลยมาสู่ขอเจียงเจียวให้ไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อเพคะ " ตอนแรกทางนั้นไม่ยอมมาสู่ขอเจียงเจียวไปเป็นภรรยาเอก เพราะรู้สึกอับอายขายหน้ากับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่จวนสกุลเจียงคราวก่อน ทว่ายามนี้กลับเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้นเสียเองที่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่มีสตรีนางใดกล้าแต่งเข้าไปในจวนอู่ผิงโหว มีเพียงเจียงเจียวคนเดียวที่ตอบรับไมตรีจากคนพวกนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนางกำลัง
นิ้วสากเคลื่อนเข้าใกล้กลางกายสาวที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำหวานสีใส ท้องนิ้วสากลูบวนส่วนนั้นจนน้ำเมือกสีใสชโลมทั่วกลีบบุปผา" ไม่ได้ อ๊า! " หญิงสาวนอนบิดเร่าไปมา พยายามส่งเสียงห้ามปรามอีกฝ่าย ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับมีแต่เสียงร้องครวญครางปลายนิ้วเรียวยาวสอดใส่เข้าไปในร่องฉ่ำแฉะ เพียงแค่สอดนิ้วเข้าไป ร่างบางก็พลันกระตุกสั่น แอ่นสะโพกขึ้นรับสัมผัสวาบหวามจนแผ่นหลังลอยไม่ติดพื้นเฉินอวี้ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะขยับนิ้วเข้าออกอย่างเชื่องช้า รอจนเจ้าของร่างปรับตัวได้ เขาจึงสอดนิ้วเข้าไปเพิ่มอีกนิ้วปลายนิ้วร้ายกาจงัดเสยจุดอ่อนไหวภายใน บดคลึงจุดเสียวอย่างหนักหน่วง จนหยาดน้ำสีใสไหลทะลักออกมาจากร่องแคบราวกับเขื่อนแตก" อ๊ะ!"ดวงหน้างามเชิดครางดังลั่น มือขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกเกร็งระบายความเสียวซ่านปลายนิ้วร้อนเปลี่ยนมาเกลี่ยวนเกสรบุปผา เคล้นคลึงแผ่วเบาก่อนจะเร่งจังหวะเขี่ยเกาแรงขึ้น จนร่างบางสั่นสะท้าน ก่อนจะกรีดร้องอย่างสุขสมอีกครั้งดวงตาคมกริบก้มมองกลีบบุปผาที่กำลังแย้มบาน ขับหยาดน้ำหวานสีใสไหลออกมาอย่างเชิญชวนให้เข้าไปลิ้มลอง ปลายลิ้นหนาเลียขอบปา
หลายวันผ่านไป เจ้าสาวเข้ามารอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ในตำหนักชิงหลิง เจียงซู่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก รอคอยช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับสามีอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากผ่านคืนนี้ไป นางกับเขาก็จะกลายเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ ครั้นได้ฤกษ์ยามเข้าหอแล้ว หญิงสาวก็รีบยกพัดกลมสีแดงขึ้นมาปิดบังใบหน้า รอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูเข้ามา ผ่านไปไม่นาน เฉินอวี้ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่สตรีในชุดอาภรณ์สีแดง ซึ่งกำลังนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง รอยยิ้มปลื้มปิติพลันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย ร่างกำยำก้าวเดินไปยังเตียงนอน มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กให้ลดพัดกลมลง นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว เขากำลังจะโน้มกายลงประกบจูบ ทว่า... " ต้องดื่มสุรามงคลก่อนเพคะ" มือนุ่มดันใบหน้าสามีไว้ เฉินอวี้ชะงัก ก่อนจะยืดตัวตรง เอื้อมมือไปประคองภรรยาให้ลุกขึ้นยืน " เช่นนั้นเรารีบดื่มกันเถอะ " เจียงซู่มองหน้าคนรีบร้อนพร้อมกับส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดู สองสามีภรรยาพากันเดินไปที่โต๊ะกลม ซึ่งมีสุรามงคล อาหารและผลไม้วางไว้อยู่ ก่อนหน้านี้เจียงซู
หนึ่งเดือนผ่านไป ภาพเฉินอวี้เดินตามหลังเจียงซู่ต้อยๆ คล้ายกับลูกสุนัข กลายเป็นภาพชินตาแก่ผู้ที่พบเห็น มาดผู้นำกองทัพผู้เก่งกาจหายไปในชั่วพริบตา ยามเฉินอวี้ได้อยู่กับคนรัก ผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเฉินอวี้ มองภาพสองชายหญิงกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักชิงหลิงด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เจียงซู่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากฮ่องเต้ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตลอดเวลา และไม่มีการตรวจค้นรถที่ใช้นำส่งนาง ซึ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาต้องคอยส่งคนไปรับเจียงซู่มาหาเฉินอวี้ทุกวัน หากวันใดนางไม่ได้มา เฉินอวี้จะอาละวาดจนวังแทบแตก และแน่นอนว่าวิธีที่จะทำให้เฉินอวี้สงบลงได้ คือเขาต้องรีบไปนำตัวเจียงซู่มา ยิ่งคิดก็คิดยิ่งแปลกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดน้องชายจึงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ว่าเฉินอวี้ต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเขาหรือ? " พี่ใหญ่! ท่านดูอะไรของท่าน? " องค์ชายสามเอ่ยถามพี่ชาย พลางชะเง้อมองตามอีกฝ่าย " เปล่า! ข้ามองพี่รองกับว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ " องค์รัชทายาทเอ่ย " พวกเขาดูรักใคร่กันดีเสียจ
ฝ่ามือหยาบเร่งจังหวะชักรูดท่อนเนื้อหนักหน่วงขึ้น เพียงแค่ได้กลิ่นหอมจากตัวนาง ส่วนนี้ของเขาก็พลันลุกชันขึ้นมา หากไม่รีดเค้นนำน้ำกามออกมา มีหวังเขาได้ปวดหน่วงจนนอนไม่หลับเป็นแน่ถึงพยายามเท่าไร เขาก็ไม่เสร็จสมเสียที ด้วยว่ายามหดเกร็งหน้าท้อง เขาจะรู้สึกเจ็บแผล จนไม่สามารถออกแรงได้ในเมื่อทำเองไม่ได้ เช่นนั้นก็เหลือเพียงทางเดียว" ซู่ซู่! ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าทรมานเหลือเกิน" น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยอ้อนวอนหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้อยู่" ชะ...ช่วยสิ่งใดเพคะ" เจียงซู่ถามตะกุกตะกัก ภายในใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองออกศึกเฉินอวี้จับไหล่บางหันกลับมา เจียงซู่หลับตาแน่น นางไม่กล้ามองภาพตรงหน้า ดวงตาสีเข้มก้มมองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว รู้สึกเอ็นดูในท่าทางไม่ประสีประสาของนางยิ่งนัก" ลืมตาสิ! "" ไม่เพคะ! ท่านอ๋องจะให้หม่อมฉันช่วยสิ่งใดก็รีบทำเถิดเพคะ! " เจียงซู่ยืนกรานหนักแน่นให้ตายนางก็ไม่ลืมตาเด็ดขาด!ในเมื่อนางว่ามาเช่นนั้น เขาก็ไม่อยากฝืนใจนาง ชายหนุ่มประคองมือหญิงสาวไปกอบกุมส่วนร้อนรุ่มของตนเอง แค่เพียงปลายนิ้วของนางสัมผัสลง ความเสียวซ่านก็พลันแล่นปราดไปทั่วร่าง จนเผลอส่งเสียง







