LOGINหนึ่งเดือนผ่านไป
การค้าขายเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เพียงขายใบชาตากแห้งเท่านั้น เจียงซู่ยังปรับวิธีการสร้างสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือผงชาเขียว ซึ่งผงชาเขียวอันนี้ เป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาววัยแรกรุ่น พวกนางนำไปชงดื่มกับนมแพะแทนการดื่มน้ำชาทั่วไป หากชอบความหวานก็สามารถเติมน้ำผึ้งหรือว่าน้ำตาลลงไปได้อีก กลิ่นหอมของใบชาผสมกับรสหวาน นับว่าเป็นอะไรที่ลงตัวยิ่งนัก ไม่ว่าผู้ใดได้ลองก็ต้องติดใจ และแน่นอนว่า...สินค้าของนางกลายเป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้าง พ่อค้าคนกลางที่จะนำสินค้าไปขายที่เมืองหลวง ต่างพากันมาติดต่อค้าขายกับนางทั้งนั้น เป็นครั้งแรกที่เจียงซู่เห็นเงินมากมายขนาดนี้ นางเปิดร้านได้เพียงหนึ่งเดือน ก็สามารถมีเงินหนึ่งหมื่นตำลึงได้แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ นางจะต้องมีเงินเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูตนเองและท่านย่าแน่! ครั้นนึกถึงท่านย่า ใบหน้าที่เคยเบ่งบานก็เริ่มสลดลง ชาติที่แล้ว หลังจากนางแต่งงานไปได้สองปี ท่านย่าของนางก็สิ้นใจด้วยโรคชรา นางไม่มีโอกาสได้กลับมาลาท่านย่าเป็นครั้งสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ หากสามีไม่เป็นผู้พามา ภรรยาในห้องหอเช่นนางก็หมดสิทธิ์ที่จะออกมาข้างนอก ชาติก่อน นางทำตัวไม่มีปากมีเสียงราวกับคนโง่เขลา ไม่ว่าแม่สามีหรือสามีจะพูดอะไร นางล้วนเชื่อฟัง ยอมให้คนพวกนั้นกดขี่เอาเปรียบสารพัด สินเดิมที่ท่านย่ามอบให้ ก็ถูกนำมาใช้จ่ายไปกับความสุรุ่ยสุร่ายของคนในจวนสามี เพราะนึกถึงข้อปฏิบัติของสตรีมากเกินไป จึงทำให้ชีวิตของนางยุ่งเหยิงเช่นนั้น แต่ต่อจากนี้จะไม่เป็นเยี่ยงนั้นอีกแล้ว นางจะลุกขึ้นมาสู้รบตบมือกับทุกคนที่เข้ามาทำร้ายนาง เพราะเจียงซู่คนโง่เขลาได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว! " ถั่วหลัน! นำสมุดบัญชีการค้าของเมืองหลวงมาให้ข้า พรุ่งนี้เราจะต้องจัดส่งสินค้าให้ใต้เท้าหนานแล้ว " เจียงซู่กล่าวกับสาวใช้คนสนิท อีกฝ่ายเป็นทั้งผู้ดูแลนางและเป็นผู้ทำบัญชี ส่วนนางมีหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยอีกที " นี่เจ้าค่ะคุณหนู " ถั่วหลันนำสมุดบัญชีมาวางบนโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย ก่อนจะพูดบางอย่างขึ้นมา " รอบนี้ใต้เท้าหนานสั่งสินค้าของเราไปเยอะมากเลยนะเจ้าคะ " " อืม! " เจียงซู่ตอบรับในลำคอ พลางก้มเขียนบางอย่างลงในสมุด " เห็นเขาบอกว่าสินค้าของเราตีตลาดในเมืองหลวงได้แล้ว จากนี้ไปคงมีการสั่งซื้อมามากขึ้น เจ้ากับข้าจะต้องเหนื่อยกว่านี้แน่! " " เรื่องเหนื่อยบ่าวไม่กลัวเจ้าค่ะ ขอแค่ให้กิจการของคุณหนูรุ่งเรืองก็พอ " ถั่วหลันพูดด้วยรอยยิ้ม เจียงซู่ยิ้มน้อยๆ " ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น หากข้ามีเงินมากกว่านี้ ข้าก็จะสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงาน " " คุณหนูไม่อยากแต่งงานหรือเจ้าคะ? " " ใช่! ข้าไม่อยากแต่ง " นางไม่อยากกลับไปลิ้มลองรสชาติของความเจ็บปวดอีกแล้ว ความรักลึกซึ้งอะไรนั่น ล้วนไร้ค่าสิ้นดี ถั่วหลันพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้เป็นนาย " หากคุณหนูยืนยันเช่นนั้น บ่าวก็จะอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูเองเจ้าค่ะ เพราะบ่าวก็ไม่อยากแต่งงานเหมือนกัน " คำพูดของถั่วหลันทำเจียงซู่ขำขัน นึกเอ็นดูคนที่มีอายุน้อยกว่า ไม่ว่านางจะทำอะไร ถั่วหลันล้วนสนับสนุนไม่เคยขัดขวาง ราวกับว่ามั่นใจในการตัดสินใจของนางนักหนา.... เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงซู่กับถั่วหลันมาตรวจงานที่ท่าเรือด้วยตนเอง นางต้องมาตรวจสอบดูว่าสินค้าที่ใต้เท้าหนานสั่งซื้อไปครบถ้วนหรือไม่ หากครบแล้ว นางจะต้องให้อีกฝ่ายประทับลายมือลงในหนังสือสัญญาค้าขายในรอบนั้นๆ ที่ทำเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการจะปกป้องตนเอง หากพ่อค้าคนกลางคิดยักยอกสินค้าของนางขึ้นมา แล้วมากล่าวอ้างทีหลังว่าได้สินค้าไม่ครบ นางจะได้นำสัญญาฉบับนี้ออกมาใช้เป็นหลักฐานได้ ครั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจียงซู่ก็แวะไปที่ไร่ชาต่อ มีหลายคนถามนางว่า เหตุใดจึงไม่เพาะปลูกชาเอง ทำไมจะต้องไปรับซื้อต่อจากผู้อื่นด้วย เหตุผลที่นางไม่ปลูกเอง เป็นเพราะไม่มั่นใจว่าตนเองจะชำนาญมากพอ การรับซื้อจากผู้อื่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ถ้าไร่ชานั้นไร้คุณภาพ แต่ถ้าปลูกเอง หากใช้งานไม่ได้ขึ้นมา กิจการก็ต้องหยุดพักตามไปด้วย ซึ่งชั่งน้ำหนักจากผลกำไรแล้ว การรับซื้อย่อมได้กำไรดีกว่า อีกอย่างถือเป็นการแบ่งผลกำไรไปให้ชาวบ้านคนอื่นไปในตัวด้วย " ท่านลุงเซียง! " เจียงซู่ตะโกนเรียกเจ้าของไร่ชา ชายชราเงยหน้าจากการเก็บใบชา เขาแบกตะกร้าสะพายหลังเดินไปหาหญิงสาว มือเหี่ยวย่นยกขึ้นมาถอดหมวกฟางที่สวมอยู่ออก " คุณหนูเจียง วันนี้ท่านมาดูใบชาหรือ? " น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถามอย่างเป็นมิตร เจียงซู่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มแย้ม " เจ้าค่ะ ข้าแวะมาดูใบชาตากแห้ง " " เช่นนั้นก็เชิญไปที่โรงเก็บชา " เจ้าของไร่ชาเดินนำหน้าเจียงซู่ไปที่โรงเก็บใบชา ไร่ชาแห่งนี้มีพื้นที่มากกว่าสิบไร่ด้วยกัน แบ่งการเพาะปลูกเป็นชาสองชนิด ได้แก่ชาขาวและชาเขียว ชาขาวที่เจียงซู่รับซื้อนางจะให้เจ้าของไร่อัดเป็นก้อนก่อนส่งขาย ส่วนชาเขียวนางรับซื้อเป็นใบสด เพื่อนำไปผ่านกระบวนการก่อนกลายเป็นผงชาเขียว สายลมพัดเอื่อยมาปะทะใบหน้างาม ปลายจมูกโด่งได้กลิ่นหอมของดินที่เปียกชื้นคละเคล้ากับกลิ่นใบชา ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย จนเจียงซู่ต้องหยุดเดินเพื่อสูดดมกลิ่นหอมอยู่หลายครั้ง เหตุผลที่นางเลือกไร่ชาแห่งนี้เป็นคู่ค้า เป็นเพราะท่านลุงเซียงใส่ใจดูแลต้นชาทุกต้นเป็นอย่างดี ไม่คิดเอาเปรียบผู้รับซื้อ หากใบชาอันไหนไร้คุณภาพ อีกฝ่ายจะคัดแยกออกให้ทันที " ใกล้ถึงฤดูหนาวแล้ว เกรงว่าใบชาที่จะส่งไปให้คุณหนูรอบนี้ น่าจะเป็นรอบสุดท้ายก่อนสิ้นสุดฤดูกาล " ท่านลุงเซียงกล่าวขึ้น ในขณะที่เปิดประตูโรงเก็บชาออก " โชคดีที่ปีนี้เราเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เยอะ หน้าหนาวที่จะถึงนี้จึงไม่ต้องกังวลมากนักเจ้าค่ะ " ฤดูหนาวเป็นช่วงที่ต้องหยุดพักการเก็บเกี่ยว เจ้าของไร่จะทำการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวในรอบถัดไป อีกทั้งยังต้องดูแลอย่างพิถีพิถัน เมืองอวี๋โจวเป็นเมืองที่มีหิมะตกหนักในช่วงฤดูหนาว หากดูแลไม่ดีต้นชามีโอกาสป่วยตายในช่วงนี้ ถ้าปลูกใหม่ก็ต้องรอไปอีกสี่ปีกว่าจะทำการเก็บเกี่ยวได้ " เพราะมีคุณหนูจึงทำให้พวกข้ามีอยู่มีกินเช่นทุกวันนี้ " ชายชราพูดขึ้น หลังจากพาอีกฝ่ายเดินเข้ามาด้านในโรงเก็บชา " พูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? เป็นแค่การค้าขายกันธรรมดา ข้าไม่ได้ช่วยอะไรพวกท่านเลยสักนิด " เจียงซู่ปฏิเสธ ชายชราส่ายหน้า " ไม่จริงสักนิด! มีแค่ท่านคนเดียวที่ไม่กดราคาเรา " ตอนแรกที่คุณหนูเจียงมาทำสัญญาซื้อขายกับเขา เขายังคิดอยู่เลยว่าการผูกขาดการค้าเช่นนี้จะเป็นผลดีหรือ คงไม่แคล้วถูกกดราคาอีกกระมัง! แต่ใครจะคิดเล่าว่า...นางจะให้ราคาสูงกว่าพ่อค้าคนกลางทุกคน อีกทั้งราคายังสามารถปรับขึ้นได้ตลอดเวลา หากการเพาะปลูกในรอบนั้นๆ มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น " ท่านลุงเซียง อย่าถือว่าเป็นบุญคุณอะไรเลยเจ้าคะ ให้คิดเสียว่าต่างคนต่างช่วยกัน หากไม่มีพวกท่าน กิจการของข้าก็คงไม่รุ่งเรืองเหมือนทุกวันนี้ อีกอย่างใบชาที่มาจากไร่ของท่าน ล้วนเป็นของดีมีคุณภาพ ไม่ว่าใครก็อยากทำการค้ากับท่านทั้งนั้น " เจียงซู่พูดจากใจจริง ชายชรายิ้มน้อยๆ " ขอบคุณท่านมากนะคุณหนู " เจียงซู่พบท่านลุงเซียงด้วยความบังเอิญ อีกฝ่ายหอบใบชาอัดก้อนไปขายที่ตลาด แต่กลับถูกพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อกดราคาอย่างหนัก ทั้งที่ใบชามีคุณภาพตามมาตรฐานถึงขนาดนั้น พอเห็นสีหน้าและท่าทางน่าสงสารของชายชรา เจียงซู่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แต่กลับถูกพ่อค้าคนนั้นต่อว่า...หาว่านางไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ยังกล้าสอดปากเข้ามาพูด เพราะความเจ็บแค้นใจ จึงทำให้เจียงซู่คิดบางอย่างออก ในเมื่อนางอยากทำการค้า เช่นนั้นก็ควรเริ่มจากการค้าใบชาก่อนเลย ลบคำสบประมาทของพ่อค้าคนนั้นที่บอกว่านางไม่มีความรู้ ฝากกดหัวใจให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ จะได้มีแรงสร้างสรรค์ผลงานชิ้นต่อไป หรือถ้าใครอย่าติชมก็สามารถคอมเม้นเข้ามาได้นร้า แต่ขอไม่ใช่คำหยาบนะคะครั้นเห็นว่าภรรยากำลังโกรธจัด เฉินอวี้ก็ยอมสงบนิ่ง ไม่ขยับเข้าไปกวนใจนางอีก เพราะกลัวว่าหากแกล้งนางมากไปกว่านี้ เกรงว่าตนเองจะได้นอนนอกห้อง...นับว่าเป็นความโชคดีของเขา ที่รู้จักเอาใจสตรีเป็น มิเช่นนั้นคืนนี้เจียงซู่คงให้อีกฝ่ายนอนนอกห้องไปแล้ว" ชอบหรือไม่? " เฉินอวี้ถามเจียงซู่พยักหน้า " ชอบเพคะ "นัยน์ตาคู่สวยทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า สถานที่ที่เขาพานางมา คล้ายกับสถานที่ที่นางเคยฝันถึงไม่มีผิดเพี้ยน ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีเขียวขจี ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหลายลูก พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็จะเห็นเมฆสีขาวก้อนใหญ่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ สายลมเย็นพัดเอื่อยมาเป็นระยะ นำพาความหอมสดชื่นของกลิ่นหญ้าและกลิ่นดินขึ้นมาปะทะปลายจมูกเฉินอวี้ปล่อยให้ภรรยาตัวน้อยได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าจนกว่าจะพอใจ ส่วนเขาขอแค่ได้เดินตามหลังนาง มองดูความสดใสของนางก็พอ" ท่านอ๋อง!" เจียงซู่กวักมือเรียกชายหนุ่มเฉินอวี้ก้าวเท้าไปหาภรรยาอย่างเร่งรีบ ครั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เจียงซู่ก็สวมมงกุฎดอกหญ้าลงบนศีรษะของเขาทันที" หม่อมฉันทำมาเผื่อเพคะ " เจียงซู่ฉีกยิ้มจนเต็มใบหน้า พลางสวมมงกุฎดอกหญ้าอีกอั
หลายวันผ่านไป ได้เวลาที่เจียงซู่จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ซึ่งก็คือบ้านของท่านย่าที่เมืองอวี๋โจว นางออกเดินทางพร้อมกับเฉินอวี้ เขาบอกนางว่าจะพาไปยังสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เฉินอวี้ตัดสินใจไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากอยู่อย่างสงบกับภรรยาสองคน ในวังมีกฎระเบียบมากมายจนจำแทบไม่หมด หากรั้งอยู่มีแต่จะทำให้เจียงซู่ใช้ชีวิตลำบาก เพราะนางชอบอิสระมากกว่าการผูกมัด " ได้ยินว่าน้องสาวของเจ้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออู่ผิงโหวงั้นรึ?" เฉินอวี้เอ่ยถามสตรีข้างกาย ใบหน้าหวานผละออกจากอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองเจ้าของอ้อมอกอุ่น " เพคะ! เห็นว่าไม่มีสตรีนางใดยอมแต่งงานกับเขาสักคน ท่านโหวก็เลยมาสู่ขอเจียงเจียวให้ไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อเพคะ " ตอนแรกทางนั้นไม่ยอมมาสู่ขอเจียงเจียวไปเป็นภรรยาเอก เพราะรู้สึกอับอายขายหน้ากับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่จวนสกุลเจียงคราวก่อน ทว่ายามนี้กลับเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้นเสียเองที่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่มีสตรีนางใดกล้าแต่งเข้าไปในจวนอู่ผิงโหว มีเพียงเจียงเจียวคนเดียวที่ตอบรับไมตรีจากคนพวกนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนางกำลัง
นิ้วสากเคลื่อนเข้าใกล้กลางกายสาวที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำหวานสีใส ท้องนิ้วสากลูบวนส่วนนั้นจนน้ำเมือกสีใสชโลมทั่วกลีบบุปผา" ไม่ได้ อ๊า! " หญิงสาวนอนบิดเร่าไปมา พยายามส่งเสียงห้ามปรามอีกฝ่าย ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับมีแต่เสียงร้องครวญครางปลายนิ้วเรียวยาวสอดใส่เข้าไปในร่องฉ่ำแฉะ เพียงแค่สอดนิ้วเข้าไป ร่างบางก็พลันกระตุกสั่น แอ่นสะโพกขึ้นรับสัมผัสวาบหวามจนแผ่นหลังลอยไม่ติดพื้นเฉินอวี้ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะขยับนิ้วเข้าออกอย่างเชื่องช้า รอจนเจ้าของร่างปรับตัวได้ เขาจึงสอดนิ้วเข้าไปเพิ่มอีกนิ้วปลายนิ้วร้ายกาจงัดเสยจุดอ่อนไหวภายใน บดคลึงจุดเสียวอย่างหนักหน่วง จนหยาดน้ำสีใสไหลทะลักออกมาจากร่องแคบราวกับเขื่อนแตก" อ๊ะ!"ดวงหน้างามเชิดครางดังลั่น มือขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกเกร็งระบายความเสียวซ่านปลายนิ้วร้อนเปลี่ยนมาเกลี่ยวนเกสรบุปผา เคล้นคลึงแผ่วเบาก่อนจะเร่งจังหวะเขี่ยเกาแรงขึ้น จนร่างบางสั่นสะท้าน ก่อนจะกรีดร้องอย่างสุขสมอีกครั้งดวงตาคมกริบก้มมองกลีบบุปผาที่กำลังแย้มบาน ขับหยาดน้ำหวานสีใสไหลออกมาอย่างเชิญชวนให้เข้าไปลิ้มลอง ปลายลิ้นหนาเลียขอบปา
หลายวันผ่านไป เจ้าสาวเข้ามารอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ในตำหนักชิงหลิง เจียงซู่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก รอคอยช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับสามีอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากผ่านคืนนี้ไป นางกับเขาก็จะกลายเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ ครั้นได้ฤกษ์ยามเข้าหอแล้ว หญิงสาวก็รีบยกพัดกลมสีแดงขึ้นมาปิดบังใบหน้า รอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูเข้ามา ผ่านไปไม่นาน เฉินอวี้ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่สตรีในชุดอาภรณ์สีแดง ซึ่งกำลังนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง รอยยิ้มปลื้มปิติพลันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย ร่างกำยำก้าวเดินไปยังเตียงนอน มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กให้ลดพัดกลมลง นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว เขากำลังจะโน้มกายลงประกบจูบ ทว่า... " ต้องดื่มสุรามงคลก่อนเพคะ" มือนุ่มดันใบหน้าสามีไว้ เฉินอวี้ชะงัก ก่อนจะยืดตัวตรง เอื้อมมือไปประคองภรรยาให้ลุกขึ้นยืน " เช่นนั้นเรารีบดื่มกันเถอะ " เจียงซู่มองหน้าคนรีบร้อนพร้อมกับส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดู สองสามีภรรยาพากันเดินไปที่โต๊ะกลม ซึ่งมีสุรามงคล อาหารและผลไม้วางไว้อยู่ ก่อนหน้านี้เจียงซู
หนึ่งเดือนผ่านไป ภาพเฉินอวี้เดินตามหลังเจียงซู่ต้อยๆ คล้ายกับลูกสุนัข กลายเป็นภาพชินตาแก่ผู้ที่พบเห็น มาดผู้นำกองทัพผู้เก่งกาจหายไปในชั่วพริบตา ยามเฉินอวี้ได้อยู่กับคนรัก ผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเฉินอวี้ มองภาพสองชายหญิงกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักชิงหลิงด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เจียงซู่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากฮ่องเต้ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตลอดเวลา และไม่มีการตรวจค้นรถที่ใช้นำส่งนาง ซึ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาต้องคอยส่งคนไปรับเจียงซู่มาหาเฉินอวี้ทุกวัน หากวันใดนางไม่ได้มา เฉินอวี้จะอาละวาดจนวังแทบแตก และแน่นอนว่าวิธีที่จะทำให้เฉินอวี้สงบลงได้ คือเขาต้องรีบไปนำตัวเจียงซู่มา ยิ่งคิดก็คิดยิ่งแปลกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดน้องชายจึงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ว่าเฉินอวี้ต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเขาหรือ? " พี่ใหญ่! ท่านดูอะไรของท่าน? " องค์ชายสามเอ่ยถามพี่ชาย พลางชะเง้อมองตามอีกฝ่าย " เปล่า! ข้ามองพี่รองกับว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ " องค์รัชทายาทเอ่ย " พวกเขาดูรักใคร่กันดีเสียจ
ฝ่ามือหยาบเร่งจังหวะชักรูดท่อนเนื้อหนักหน่วงขึ้น เพียงแค่ได้กลิ่นหอมจากตัวนาง ส่วนนี้ของเขาก็พลันลุกชันขึ้นมา หากไม่รีดเค้นนำน้ำกามออกมา มีหวังเขาได้ปวดหน่วงจนนอนไม่หลับเป็นแน่ถึงพยายามเท่าไร เขาก็ไม่เสร็จสมเสียที ด้วยว่ายามหดเกร็งหน้าท้อง เขาจะรู้สึกเจ็บแผล จนไม่สามารถออกแรงได้ในเมื่อทำเองไม่ได้ เช่นนั้นก็เหลือเพียงทางเดียว" ซู่ซู่! ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าทรมานเหลือเกิน" น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยอ้อนวอนหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้อยู่" ชะ...ช่วยสิ่งใดเพคะ" เจียงซู่ถามตะกุกตะกัก ภายในใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองออกศึกเฉินอวี้จับไหล่บางหันกลับมา เจียงซู่หลับตาแน่น นางไม่กล้ามองภาพตรงหน้า ดวงตาสีเข้มก้มมองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว รู้สึกเอ็นดูในท่าทางไม่ประสีประสาของนางยิ่งนัก" ลืมตาสิ! "" ไม่เพคะ! ท่านอ๋องจะให้หม่อมฉันช่วยสิ่งใดก็รีบทำเถิดเพคะ! " เจียงซู่ยืนกรานหนักแน่นให้ตายนางก็ไม่ลืมตาเด็ดขาด!ในเมื่อนางว่ามาเช่นนั้น เขาก็ไม่อยากฝืนใจนาง ชายหนุ่มประคองมือหญิงสาวไปกอบกุมส่วนร้อนรุ่มของตนเอง แค่เพียงปลายนิ้วของนางสัมผัสลง ความเสียวซ่านก็พลันแล่นปราดไปทั่วร่าง จนเผลอส่งเสียง







