Masukหลายวันผ่านไป ได้เวลาที่เจียงซู่จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ซึ่งก็คือบ้านของท่านย่าที่เมืองอวี๋โจว นางออกเดินทางพร้อมกับเฉินอวี้ เขาบอกนางว่าจะพาไปยังสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เฉินอวี้ตัดสินใจไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากอยู่อย่างสงบกับภรรยาสองคน ในวังมีกฎระเบียบมากมายจนจำแทบไม่หมด หากรั้งอยู่มีแต่จะทำให้เจียงซู่ใช้ชีวิตลำบาก เพราะนางชอบอิสระมากกว่าการผูกมัด " ได้ยินว่าน้องสาวของเจ้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออู่ผิงโหวงั้นรึ?" เฉินอวี้เอ่ยถามสตรีข้างกาย ใบหน้าหวานผละออกจากอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองเจ้าของอ้อมอกอุ่น " เพคะ! เห็นว่าไม่มีสตรีนางใดยอมแต่งงานกับเขาสักคน ท่านโหวก็เลยมาสู่ขอเจียงเจียวให้ไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อเพคะ " ตอนแรกทางนั้นไม่ยอมมาสู่ขอเจียงเจียวไปเป็นภรรยาเอก เพราะรู้สึกอับอายขายหน้ากับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่จวนสกุลเจียงคราวก่อน ทว่ายามนี้กลับเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้นเสียเองที่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่มีสตรีนางใดกล้าแต่งเข้าไปในจวนอู่ผิงโหว มีเพียงเจียงเจียวคนเดียวที่ตอบรับไมตรีจากคนพวกนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนางกำลัง
หลายวันผ่านไป เจ้าสาวเข้ามารอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ในตำหนักชิงหลิง เจียงซู่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก รอคอยช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับสามีอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากผ่านคืนนี้ไป นางกับเขาก็จะกลายเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ ครั้นได้ฤกษ์ยามเข้าหอแล้ว หญิงสาวก็รีบยกพัดกลมสีแดงขึ้นมาปิดบังใบหน้า รอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูเข้ามา ผ่านไปไม่นาน เฉินอวี้ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่สตรีในชุดอาภรณ์สีแดง ซึ่งกำลังนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง รอยยิ้มปลื้มปิติพลันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย ร่างกำยำก้าวเดินไปยังเตียงนอน มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กให้ลดพัดกลมลง นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว เขากำลังจะโน้มกายลงประกบจูบ ทว่า... " ต้องดื่มสุรามงคลก่อนเพคะ" มือนุ่มดันใบหน้าสามีไว้ เฉินอวี้ชะงัก ก่อนจะยืดตัวตรง เอื้อมมือไปประคองภรรยาใ
หนึ่งเดือนผ่านไป ภาพเฉินอวี้เดินตามหลังเจียงซู่ต้อยๆ คล้ายกับลูกสุนัข กลายเป็นภาพชินตาแก่ผู้ที่พบเห็น มาดผู้นำกองทัพผู้เก่งกาจหายไปในชั่วพริบตา ยามเฉินอวี้ได้อยู่กับคนรัก ผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเฉินอวี้ มองภาพสองชายหญิงกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักชิงหลิงด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เจียงซู่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากฮ่องเต้ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตลอดเวลา และไม่มีการตรวจค้นรถที่ใช้นำส่งนาง ซึ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาต้องคอยส่งคนไปรับเจียงซู่มาหาเฉินอวี้ทุกวัน หากวันใดนางไม่ได้มา เฉินอวี้จะอาละวาดจนวังแทบแตก และแน่นอนว่าวิธีที่จะทำให้เฉินอวี้สงบลงได้ คือเขาต้องรีบไปนำตัวเจียงซู่มา ยิ่งคิดก็คิดยิ่งแปลกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดน้องชายจึงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ว่าเฉินอวี้ต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเขาหรือ? " พี่ใหญ่! ท่านดูอะไรของท่าน? " องค์ชายสามเอ่ยถามพี่ชาย พลางชะเง้อมองตามอีกฝ่าย " เปล่า! ข้ามองพี่รองกับว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ " องค์รัชทายาทเอ่ย " พวกเขาดูรักใคร่กันดีเสียจ
หมอหลวงบอกว่าอาการของเฉินอวี้เริ่มคงที่แล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ให้บาดแผลสมานกัน ซึ่งต้องใช้เวลาราวๆ หนึ่งเดือนจึงจะหายดี เจียงซู่บอกให้ถั่วหลันกลับไปที่เมืองอวี๋โจวก่อน เพื่อไปส่งข่าวให้ท่านย่า แล้วก็ไปช่วยดูกิจการแทนนางในช่วงที่นางไม่อยู่ ส่วนนางจะอยู่ดูแลเฉินอวี้ที่เมืองหลวงต่อ พอทุกคนทราบข่าวว่าเฉินอวี้ฟื้นแล้ว เหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต่างก็พากันแห่แหนมาดูอาการของอวี๋อ๋อง ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮา ทำเอาเจียงซู่ปฏิบัติตัวแทบไม่ถูกเลยทีเดียว " น้องรอง! ดูเหมือนเจ้าได้ยาดีไม่น้อย " องค์รัชทายาทเอ่ยเย้าแหย่น้องชาย พลางเหลือบมองสตรีที่กำลังเช็ดตัวให้อีกฝ่าย เฉินอวี้ยกยิ้มมุมปาก " ข้าจะหายเร็วยิ่งกว่านี้ หากพวกท่านไม่มารบกวนข้ากับนางยามอยู่ด้วยกัน " ชายหนุ่มขยิบตาให้เจียงซู่ หญิงสาวถลึงตาใส่อีกฝ่าย ส่งสัญญาณไม่ให้เขาพูดมากไปกว่านี้ องค์รัชทายาทกลั้วหัวเราะ ปกติเฉินอวี้มักทำสีหน้าเหมือนอยากจะกัดใครตายตลอดเวลา แต่พ
พอเข้ามาให้ห้องบรรทมของเฉินอวี้ เจียงซู่ก็รีบพุ่งตัวไปดูอาการคนที่นอนอยู่บนเตียงทันที นัยน์ตากลมโตจ้องมองบาดแผลตรงหน้าท้องฝั่งขวาของอีกฝ่าย ซึ่งมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบกายเอาไว้ ร่างบางทรุดกายนั่งลงข้างเตียง มือนุ่มยื่นออกไปสัมผัสใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่ม สภาพของเฉินอวี้ย่ำแย่กว่าที่นางคิด เสียงลมหายใจของเขาแผ่วเบามาก จนแทบไม่ได้ยินเสียง " ท่านอ๋อง " นางเรียกอีกฝ่ายเสียงสั่นเครือ " ไม่คิดถึงหม่อมฉันหรือเพคะ รีบตื่นขึ้นมาได้แล้ว " ใบหน้าหวานแนบลงบนหลังมือเย็นยะเยือกของชายหนุ่ม ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูออกมา จนยากจะอดกลั้นมันไว้ได้ ขอบตาทั้งสองข้างพลันร้อนผ่าว ปลดปล่อยหยาดน้ำตาสีใสไหลรินออกมาราวกับทำนบแตก " ท่านอ๋อง! หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเพคะ หม่อมฉันกลัว ฮือๆ " ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินในใจ นึกถึงวันที่นางต้องสูญเสียเขาไป ในใจก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมา
สิบวันผ่านไป เจียงซู่ยุ่งอยู่กับการสะสางบัญชีของกิจการ ถึงแม้จะให้หลี่หลงจู๊สะสางไปบ้างแล้วก็ตาม แต่นางก็ต้องนำกลับมาตรวจสอบใหม่อีกครั้งอยู่ดี ซึ่งมีอีกหนึ่งเหตุผลที่นางรีบสะสางงานให้เสร็จ นั่นเป็นเพราะว่า...อีกสองวันเฉินอวี้จะกลับมา นางกับเขาไม่ได้กลับเมืองอวี๋โจวพร้อมกัน แต่กระนั้นเขาก็ยังส่งองครักษ์เงาสิบคนมาคอยคุ้มกันนางกับท่านย่าตลอดการเดินทาง ความใส่ใจของเขา ทำนางหวั่นไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบางทีก็เผลอใจทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่นคว้าตัวเขาเข้ามาจูบ แค่นึกถึงเรื่องนั้น ใบหน้าหวานก็พลันร้อนผ่าว พวงแก้มทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ รู้สึกเขินอายกับการกระทำของตนเอง " คุณหนูดูอารมณ์ดีมากเลยนะเจ้าคะ " ถั่วหลันถามขึ้น นางลอบมองเจ้านายมาได้สักพักแล้ว เห็นอีกฝ่ายยิ้มแย้มและหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว จึงเกิดความสงสัยอยู่บ้างว่า...มีสิ่งใดทำให้คุณหนูอารมณ์ดีอย่างนั้นหรือ? ใบหน้าหวานหันไปมองถั่วหลันที่กำลั







