Masukเจียงเซิ่งหยางเพิ่งกลับจากไปตรวจกิจการร้านขายข้าวของตน กิจการส่วนใหญ่ล้วนมอบหมายให้เจียงเจิ้งเหวิน บุตรชายคนโตรับผิดชอบ แต่เขาก็ไม่ได้วางมือเลยเสียทีเดียว ยังคงต้องจัดการด้วยตนเอง เจียงเจิ้งฮ่าวบุตรชายคนรองสนใจเรื่องการแพทย์เป็นหมอที่โรงหมออี้เหรินถัง มีกิจการร้านขายสมุนไพรที่ตรอกทางทิศเหนือ ส่วนลูกชายคนที่สามเจียงเจิ้งหย่วนใฝ่ศึกษาแรกทีเดียววาดหวังให้สอบจอหงวน เผื่อวันข้างหน้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต แต่เจ้าสามไม่สนใจ เขาก็ไม่อยากฝืนใจลูก แต่กระนั้นเจียงเจิ้งหย่วนก็คอยช่วยงานอยู่บ้าน จึงไม่นับว่าเป็นคนไม่เอาการเอางาน
แต่สิ่งที่เขาประหลาดใจคือเห็นบุตรสาวคนเดียวนั่งกินของว่างกับฮูหยินของตน เจียงเซิ่งหยางยอมรับว่ารักและตามใจบุตรสาวคนเดียวมาก นางไม่ชอบทำอะไรก็ไม่เคยบังคับ นางจะตื่นเวลาใด กินอาหารอะไร หรือต้องการสิ่งใดล้วนตามใจไม่เคยขัด แม้แต่นางไม่อยากกินข้าวพร้อมกับบิดามารดา ทั้งสองก็ไม่เคยตำหนิเลยสักครั้งเดียว
“ท่านพ่อกลับมาแล้ว” ชิงหว่านลุกขึ้นแล้วเดินไปเกาะแขนกึ่งลากกึ่งจูงบิดาให้มานั่งร่วมโต๊ะ “ท่านแม่ให้พ่อครัวทำบัวลอยน้ำขิงเจ้าค่ะ ข้าชิมแล้วอร่อยมากจริงๆ ท่านพ่อลองชิมสิเจ้าคะ”
ผู้เป็นพ่อได้ยินก็ทำตาโต “หว่านวานไม่ชอบขิงมิใช่รึ”
“เมื่อก่อนไม่ชอบ แต่ตอนนี้ก็ไม่ชอบ” หญิงสาวคลี่ยิ้มสดใส “แต่ไม่ชอบก็ต้องกินเพราะดีกับสุขภาพ แล้วพ่อครัวของเราทำออกได้รสชาติดี ไม่กินได้หรือเจ้าคะ”
“เอาล่ะๆ หว่านวานชอบกินก็ดีแล้ว” ซูเหมยยกมือขึ้นลูบผมนุ่มลื่นดุจแพรไหม ได้เห็นลูกสาวแย้มยิ้มก็พลอยมีความสุขไปด้วย
ถูกบุตรสาวคะยั้นคะยอทำให้เจียงเซิ่งหยางตักบัวลอยขึ้นกินหนึ่งคำแล้วก็พยักหน้าพอใจ “อร่อยจริงๆ”
ชิงหว่านเห็นบิดานั่งลงที่เก้าอี้แล้ว นางก็เดินไปด้านหลังยกมือขึ้นเป็นหมัดน้อยๆ ทุบไหล่ให้บิดา “ท่านพ่อทำงานมาเหนื่อยๆ ปวดเมื่อยตรงไหนเจ้าคะ”
จู่ๆ ถูกลูกสาวเอาอกเอาใจ คนเป็นบิดามารดาถึงกับทำอะไรไม่ถูก
“หว่านวานอยากได้อะไรหรือเปล่า”
“ท่านพ่อ” หญิงสาวส่งเสียงกระเง้ากระงอด “ลูกเป็นห่วงท่านพ่อจากใจจริง ไม่ได้คิดเรื่องอื่นใดเลย ที่ผ่านมาลูกละเลยไม่ได้ปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่ ช่างอกตัญญูยิ่งนัก ต่อไปนี้ลูกจะช่วยงานพี่ใหญ่ ศึกษาเรื่องการค้า เรียนหนังสือกับพี่สามและมากินข้าวกับท่านพ่อท่านแม่ทุกวัน”
เจียงเซิ่งหยางหันไปสบตากับซูเหมย เมื่อเห็นภรรยายิ้มก็ได้แต่ยิ้มตามไปด้วย คงเพราะผ่านเรื่องเลวร้ายมา ลูกสาวจึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้
“ได้ๆ ลูกอยากทำสิ่งใดก็ทำเถิด แต่อย่าหักโหมเกินไป ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรง”
“เจ้าค่ะ ลูกจะไม่ฝืนร่างกายแน่นอน ท่านพ่อท่านแม่วางใจได้” ชิงหว่านยิ้มกว้าง แผนการแรกนับว่าผ่านไปได้ด้วยดี “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าอยากตัดเสื้อผ้าชุดใหม่เจ้าค่ะ”
ผู้เป็นบิดาอมยิ้มน้อยๆ ไม่แปลกใจที่นางขอเช่นนี้ ที่แท้นางเอาอกเอาใจก็เพื่อเรื่องเล็กน้อยแค่นี้
“เรียกช่างตัดเย็บมาที่บ้านก็ได้” มารดาพูดขึ้นอย่างแปลกใจ ปกติเรียกช่างตัดเย็บมาที่บ้าน
“ลูกอยากไปที่ร้านของเรา นะคะท่านพ่อ ท่านแม่”
“ลูกคงอยากไปเปิดหูเปิดตา แม่จะไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารอไปพร้อมกับพี่ใหญ่” ชิงเหมยยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อ “ท่านแม่ไปวัดกับข้าดีกว่า”
“ไปวัด?” บิดามารดาส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน “เหตุใดเจ้าอยากไปวัด”
“พูดไปท่านพ่อท่านแม่อาจไม่เชื่อ แต่ตอนที่ข้าหมดสติไปฝันเห็นเรื่องราวมากมาย เมื่อได้กลับมาพบหน้าท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายทั้งสามอีกครั้ง ข้าตั้งใจจะทำบุญกุศลเพื่อต่อชะตาให้ตนเอง ท่านแม่ท่านพ่ออย่าหาว่าลูกงมงายเลยนะเจ้าค่ะ”
“ได้เจ้ากลับมา แม่กับพ่อก็ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวเราแล้ว หากเจ้าอยากทำบุญกุศลก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี”
“พ่อก็เห็นดีตามที่แม่ของเจ้าพูด เจ้าอยากทำสิ่งใดก็บอกมาได้”
“ลูกได้ยินว่า เจ้าอาวาสวัดเฟยเมี่ยวมีจิตใจเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยและชาวบ้านที่อพยพหนีภัยสงคราม ลูกอยากตั้งโรงทานแจกข้าวสารเจ้าค่ะ”
เจียงเซิ่งหยางได้ยินแล้วก็พยักหน้ารับ เรื่องข้าวสารเบิกได้จากร้านของตน ไม่นับว่าเดือดร้อนอันใด สิ่งที่ลูกพูดมาก็มีเหตุผล
“ไหนๆ ตระกูลเจียงจะตั้งโรงทานแล้วก็อย่าแจกแต่ข้าวสารเลย ข้าว่าให้พี่รองเกณฑ์หมอที่โรงหมออี้เหรินถังไปตรวจคนยากจนดีหรือไม่”
เป็นเสียงของเจียงเจิ้งหย่วนที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม เขาเคาะพัดบนฝ่ามืออย่างเคยชินแล้วเดินเข้ามาใกล้น้องสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างบิดาและมารดา
“พี่สามกลับจากสำนักศึกษาเร็วถึงเพียงนี้ หรือแอบปีนกำแพงหนีเรียนออกมา” ชิงหว่านยื่นปากใส่ เจียงเจิ้งหย่วนยกพัดขึ้นอยากเคาะศีรษะน้องสาวสักที แต่นางกลับลอยหน้าลอยตาท้าทายเพราะตอนนี้อยู่ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่จึงทำเช่นนั้นไม่ได้
“คุณชายสามตระกูลเจียงไปมาสง่าผ่าเผย ไฉนเลยต้องลอบปีนกำแพงด้วยเล่า” เจียงเจิ้งหย่วนยืดอกอย่างองอาจ แต่เขามีใบหน้าอมยิ้มเสมอต่อให้ถลึงตาดุอย่างไรก็ไร้ความน่ากลัว
มารดาเห็นพี่น้องหยอกล้อก็ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุข นับว่าสวรรค์เมตตานางที่ส่งลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมกอดและดูเหมือนว่าลูกสาวจะคิดได้ ไม่เอาแต่จมกับความทุกข์เช่นที่ผ่านมา เดิมทีนางกับสามีก็ได้แต่ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้บุตรสาวคิดมากจนคิดสั้นอีก ถึงขนาดที่คิดจะย้ายไปทำการค้าที่อื่นเพื่อให้หลบหนีคำครหาต่างๆ แต่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว เพราะดูท่าชิงหว่านจะเป็นผู้ใหญ่มีความคิดอ่านที่เติบโตขึ้น ช่างดีจริงๆ
“ท่านพ่อบริจาคข้าวสาร พี่รองไปตรวจรักษาชาวบ้าน แล้วพี่สามคนดีจะทำอะไรเล่า”
“อย่างข้าจะทำอะไรได้ ก็ต้องไปช่วยเจ้าแจกข้าวสารนะสิ”
“ถ้าเช่นนั้นเย็นนี้กินข้าวเย็นพร้อมหน้าแล้วปรึกษาเรื่องนี้กันดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ดีๆ ไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันนานแล้ว”
“หว่านวานอยากกินลูกชิ้นหัวสิงโตน้ำแดง ท่านแม่...ท่านบอกพ่อครัวทำให้ข้านะเจ้าค่ะ”
“เอาอย่างนี้ แม่เข้าครัวทำให้เจ้ากินดีกว่า”
“ท่านแม่ ท่านอย่ารำเอียงสิ”
“พี่สามอยากกินอะไรก็บอกพ่อครัวเองสิ แต่ลูกชิ้นหัวสิงโตเป็นของหว่านวาน”
เสียงหัวเราะครึกครื้นดังขึ้นหลังจากบ้านทั้งบ้านจมอยู่กับความทุกข์ระทมมานาน ชิงหว่านลอบยิ้มในใจ ต้องแสร้งทำเป็นเด็กอายุสิบห้านี่ก็เหนื่อยไม่น้อย แต่เอาเถิด อย่างไรนางก็หาเหตุผลไปวัดเฟยเมี่ยวได้เสียที หวังว่าสิ่งที่นางซ่อนไว้จะยังคงอยู่ที่นั้น.
บุรุษที่มีใบหน้าสุขุมอยู่เสมอ แม้ในเวลานี้ที่รู้ว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป มีเพียงแววตาและกรุ่นไอสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กก็พบมารดานั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านแม่ เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งอวี้หานเอ่ยถามมารดา เขาเดินจากไปไม่นานก็มีคนมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป “หมอหลวงมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายอ่อนเพลียนเท่านั้น” แม่สามีมองลูกสะใภ้ที่ยังหลับอยู่ นางเองอยู่กับลี่กุ้ยเฟย เจียงชิงหว่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางกำนัลก็วิ่งมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป ซ่งอวี้หานค่อยๆ นั่งลงริมเตียง มองใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยาแล้วก็ยกมือมือนางมากุมไว้ “หว่านวาน ตื่นเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” เสียงเรียกอ่อนโยนอย่างที่ยากจะได้ยิน แม้แต่คนเป็นมารดาเองก็ตาม หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของซ่งอวี้หาน ความวิตกกังวลต่างๆ พลันหายไปหมดสิ้น “ข้าหลับไปหรือ?” “เหตุใดเจ้าขี้เซาถึงเพียงนี้” ซ่งอวี้หานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเจียงชิงหว่าน แต่เขาไม่อาจแสดงออกได้ จึงทำได้เพียงแค
นางกำนัลเข้ามาช่วยชิงหว่านผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชิงหว่านเห็นรอยเลอะเพียงเล็กน้อยบนชุดเดิมที่สวมอยู่ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีรอยเลอะแค่นี้แทบจะมองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่ แต่กระนั้นทุกอย่างเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หญิงสาวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ไม่พบผู้ใด ดวงตางามกวาดมองรอบตัวอย่างงุนงง “เมื่อครู่ยังอยู่เลยนี่...นางกำนัลไปไหนแล้วนะ” ชิงหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางกำลังคิดว่าจะรอให้มีคนมารับนาง หรือเดินออกไปด้วยตนเอง เส้นทางตำหนักลี่กุ้ยเฟยนั้นนางพอรู้ นั้นเพราะชาติก่อนติดตามเฟิงเยี่ยนหลงเข้าวัง มีเส้นทางลับเชื่อมระหว่างตำหนักบูรพาไปยังสถานที่ต่างๆ การเปิดเผยความลับนี้ทำให้นางหลงเชื่อไปว่าตนเป็นคนสำคัญ แท้จริงเป็นเพียงอุบายที่ทำให้นางตายใจ และนำความตายมาสู่ตนเอง หากนางเดินออกไปก็เกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่านางรู้เส้นทาง เช่นนั้นแกล้งโง่รอให้คนมารับก็แล้วกัน หากนางไม่ออกไปประเดี๋ยวแม่สามีก็ต้องส่งคนมาตาม ชิงหว่านคิดได้ดั่งนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้ แม้มีน้ำชาวางอยู่แต่นางไม่กล้าแตะต้อง ควันสีขาวแทรกเข้ามาในห้องพ
เจียวจูยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้หูฟังบทสนทนาของฮ่องเต้แต่อดปรายตามองไปยังสะใภ้ไม่ได้ นางรู้ว่าเจียงชิงหว่านเก่งกาจด้านการค้า ทั้งเรื่องเครื่องประทินโฉมและร้านผ้าไหม แต่เรื่องอื่นนั้นนางไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า เจียงชิงหว่าจะทำเรื่องที่ไม่เกินตัว แต่ดูบุตรชายของนางสิ เห็นสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นคงเหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลังแล้ว มือเรียวงามจับพู่กันตวัดอักษร สีหน้านางสงบนิ่งไร้ความกังวล เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น ชิงหว่านกวาดสายตามองอีกครั้งและรับรู้ได้ว่ามีคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ด้วยลักษณะความสูงนั้นนางคิดว่าเป็นซ่งอวี้หาน ทว่าเมื่อเอี้ยวใบหน้าไปมองก็พบว่าเป็น …. “เมล็ดงอกจากพื้นดินเติบโตจากกาลเวลาโรยร่วงสู่พื้นดินช่างมีความหมายยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่คิดว่าภรรยาผู้บัญชาการซ่งจะสามารถเขียนกวีสามบรรทัดได้ให้ความหมายลึกซึ้งเช่นนี้”รัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงยืนอยู่ด้านหลังเข้าโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆ แลดูสุภาพและอ่อนโยน ทว่าดวงตาคมกริบยิ่งกว่าใบมีดพลาดแล้ว! ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง นางไม่เห็นรัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงทำให้คิดว่าเขาคงไม่อยู่ที่นี่ การประชันเขียนบทกวี
เสียงขันทีรายงานทำให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วรอต้อนรับ ชิงหว่านประคองแม่สามี นางหลุบตาลงจึงไม่เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ สิ่งที่นางเห็นก็เพียงฉลองพระองค์สีทองอร่ามตา“ตามสบาย” สุรเสียงฮ่องเต้ดังอยู่เหนือศีรษะของชิงหว่าน เมื่อได้รับอนุญาตจึงเงยหน้าขึ้น แต่สิ่งที่นางสนใจคือด้านหลังของฮ่องเต้คือบุรุษผู้สวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเหลือบดำ สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงรอยยิ้มในแววตาที่ทำให้นางคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือใคร“ฝ่าบาท” เจียวจูทักทายด้วยรอยยิ้ม“กลับวังทั้งทีเหตุใดไม่บอกเรา”ฮ่องเต้ยื่นมือไปประคองไหล่เจียวจู เมื่อกาลก่อนยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายมักถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก องค์หญิงเจียวจูมักคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ แม้กระทั่งซ่งฉินหยีก็เช่นกัน เพียงแค่ทั้งครอบครัวมักไม่ชอบฉกฉวยความดีความชอบ และขอแค่เพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขนอกวังหลวง“หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพราะบุตรชายแต่งงาน เดิมทีก็คิดจะกลับบ้านชนบท แต่หว่านเอ๋อร์เพิ่งแต่งเข้าจวน เรื่องหลังบ้านหม่อมฉันต้องอบรมสั่งสอนจึงยังไม่ได้กลับไปเพคะ”“บ้านชนบทมีสิ่งใดดีรึถึงรั้งเจ้าไว้ได้” ฮ่องเต้ตรัสไม่จริงจังนักแล้วย้ายสายพระเนตรมองหญิงสาวที่ยืนข้าง
ซ่งอวี้หานมาส่งมารดาและภรรยาที่ตำหนักของลี่กุ้ยเฟย แม้ใบหน้าเขาเรียบนิ่งแต่ในใจเป็นกังวลไม่น้อย ทำให้เจียวจูยกพัดขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ “มีแม่อยู่ใครจะกล้าทำอะไรหว่านเอ๋อร์” เจียวจูสวมชุดผ้าไหมสีเขียวเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ปีนี้นางอายุสี่สิบแต่ยังคงความงามอยู่ไม่น้อย แม้จะออกจากวังหลวงไปนานแล้ว แต่ยังพอมีคนจดจำได้บ้างว่านางคือองค์หญิงเจียวจูที่เกิดจากพระสนมชั้นเฟยและนางเคยเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของอดีตฮ่องเต้ หลังจาก อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ รัชทายาทกลายเป็นฮ่องเต้ นางแต่งงานกับซ่งฉินหยีออกจากวังหลวง และแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดอีก จนเมื่อซ่งฉินหยีลาออกจากราชการไปพักฟื้นที่บ้านชนบท เรื่องของนางก็แทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย “ท่านแม่ ลูกต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หากมีสิ่งใดให้คนตามลูกได้ทันที” “อย่าได้กังวลไป เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า แม่จะดูแลหว่านเอ๋อร์เอง” ชิงหว่านไม่คิดว่าแค่การเข้าวังหลวงจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลถึงเพียงนี้ หรือเพราะฐานะของนางที่ตอนนี้เป็นซ่งฮูหยินแล้ว หญิงสาวหลุบตามองบนร่างที่สวมอาภรณ์งดงามสีชมพูกลีบบัวปักลายด
หวนคืนพลิกลิขิตชะตารักตอนที่ 98 ฝนหยุดตกเสียที แม้ว่าฝนจะหยุดหรือไม่หยุดชิงหว่านก็ยังทำงานไปตามปกติ นางให้คนที่ร้านนำบัญชีมาส่งที่จวนให้นางอ่านและตรวจสอบตามปกติ สองวันก่อนพูดกับพี่สามเรื่องสำนักศึกษาหญิง พี่สามกระตื้อรื้อร้นส่งข่าวมาให้นางว่ามีสถานที่น่าสนใจและยังมีคนที่เต็มใจสอนอีกด้วย เฝ่ยชุ่นและเฝ่ยชิงเห็นเจียงชิงหว่านอารมณ์ดีก็พลอยแย้มยิ้มไปด้วย ครู่หนึ่งพ่อบ้านนำเทียบเชิญมามอบให้ ชิงหว่านมาเมื่อเปิดอ่านแล้วรอยยิ้มจึงเลือนไป “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” เฝ่ยชิงอดถามไม่ได้ “ลี่กุ้ยเฟยส่งเทียบเชิญเข้าวังหลวง” “เข้าวังหลวง” เฝ่ยชุ่นอ้าปากกว้าง “ข้าเข้าวังไม่ได้รึ” ชิงหว่านถามยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ท่านแม่อยู่ที่ห้องหรือไม่”" “เวลานี้น่าจะอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวคุยกันว่าฮูหยินเกรงว่าฝนตกติดกันหลายวัน ตำราที่เก็บไว้จะชื้น ให้คนไปจุดกำยานเจ้าค่ะ”“เหตุใดท่านแม่ไปทำเองเล่า เรื่องนี้ให้ข้าทำให้ก็ได้” หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องหนังสือก็ซ่งฉินหยีและเจียวจูอยู่ที่ห้องหนังสือก่อนแล้ว“ท







