Share

บทที่ 6 : หมากกลล่อเสือ

last update publish date: 2026-10-15 17:04:38

บทที่ 6 : หมากกลล่อเสือ

ม่านหมอกยามรุ่งอรุณแผ่ปกคลุมลานกว้างหน้าตำหนักไท่เหอจนขาวโพลน ลมหนาวปลายฤดูพัดกรูบาดลึกถึงกระดูก ร่างของจ้าวเจ๋อเหยียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นศิลาเย็นเฉียบ อาภรณ์ปักดิ้นทองเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้าง ขาทั้งสองข้างชาด้านจนแทบไร้ความรู้สึก ขอบตาดำคล้ำสะท้อนความเคียดแค้นที่สุมแน่นในอกตลอดทั้งคืน ขันทีและนางกำนัลที่เดินผ่านไปมาต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ทว่าเสียงกระซิบกระซาบเหยียดหยามยังคงแว่วเข้าหูไม่ขาดสาย

เสียงระฆังหลวงบอกเวลาฟ้าสางดังกังวานก้องวังหลวง ขันทีประจำพระองค์เดินออกมารับสั่งให้ลุกขึ้น จ้าวเจ๋อเหยียนพยายามยันกายยืน ทว่าข้อเข่าที่รับน้ำหนักมาตลอดคืนกลับทรุดฮวบลงกับพื้น บ่าวคนสนิทต้องรีบถลันเข้ามาประคองร่างไว้อย่างทุลักทุเล

"องค์ชายสาม ระวังพ่ะย่ะค่ะ!"

"ปล่อยข้า!" จ้าวเจ๋อเหยียนกัดฟันกรอด สะบัดแขนออกอย่างเกรี้ยวกราด นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องไปยังทิศทางของเรือนรับรองชินอ๋อง "เซี่ยอวิ๋นซี... เซียวจิ้งหลาน... หนี้แค้นครานี้ ข้าจะสับพวกเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!"

ข่าวความอัปยศในงานเลี้ยงตำหนักไท่เหอแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงเร็วดั่งไฟลามทุ่ง ภายในจวนแม่ทัพตระกูลเซี่ย เสียงร้องโอดครวญของเซี่ยอวี่หลินดังก้องเรือนนอนตลอดคืน แผลโบยสามสิบไม้ฉีกขาดจนเนื้อแตกยับเยิน อนุหลิวเอาแต่นั่งร่ำไห้จนตาบวมช้ำ ขณะที่เซี่ยหยวนขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือด้วยความอับอาย ไม่ยอมก้าวเท้าออกมารับหน้าผู้ใด

จ้าวเจ๋อเหยียนรู้ดีว่าฐานอำนาจของตนในราชสำนักกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ขุนนางที่เคยสวามิภักดิ์ย่อมแปรพักตร์ไปเข้าข้างฝ่ายอื่น เขาจำเป็นต้องหาทางกู้ชื่อเสียงและดึงอำนาจทหารกลับคืนมาไว้ในมือให้เร็วที่สุด

ยามสายของวันเดียวกัน ภายในท้องพระโรงใหญ่สำหรับการออกขุนนางเช้า

บรรยากาศภายในท้องพระโรงเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ฮ่องเต้หยวนเจิ้งตี้นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตากลับฉายประกายเย็นชา จ้าวเจ๋อเหยียนเดินกะเผลกเข้ามาก้าวออกมายืนกลางท้องพระโรง คุกเข่าลงประสานมืออย่างนอบน้อม

"ทูลเสด็จพ่อ ลูกสำนึกในความผิดพลาดที่ปล่อยปละละเลยคนสนิทจนก่อเรื่องงามหน้า" จ้าวเจ๋อเหยียนก้มศีรษะลงต่ำ น้ำเสียงเปี่ยมความจริงใจดั่งผู้สำนึกผิด "เพื่อเป็นการไถ่โทษ ลูกขออาสาจัดระเบียบกองกำลังป้องกันเมืองหลวงทางทิศใต้ใหม่ทั้งหมด โดยคัดเลือกยอดฝีมือจากทั่วแคว้นเข้ามาประจำการ เพื่อเสริมความมั่นคงให้ราชสำนักและแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"

ขุนนางฝ่ายองค์ชายสามหลายคนเริ่มขยับตัว เตรียมก้าวออกมาร่วมสนับสนุนข้อเสนอนี้ หวังเปิดทางให้จ้าวเจ๋อเหยียนส่งคนของตนเองเข้าไปกุมตำแหน่งนายกองรักษาพระนคร

บนเก้าอี้ไม้แกะสลักข้างบัลลังก์ เซียวจิ้งหลานนั่งเอนกายพิงพนักอย่างเกียจคร้าน ปลายนิ้วเคาะที่วางแขนเป็นจังหวะเนิบช้า มุมปากหยักยกยิ้มเย็นชาโดยมิได้เอ่ยขัดขวาง

ข้างกายของชินอ๋อง เซี่ยอวิ๋นซีในชุดผ้าไหมสีครามก้าวเดินออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็นดึงสายตาของทุกคนในท้องพระโรงให้หันมาจับจ้อง

"ข้อเสนอขององค์ชายสามช่างน่ายกย่องยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาหงส์กลับทอประกายคมปราบ

จ้าวเจ๋อเหยียนชะงัก หรี่ตามองคนตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง

"เพียงแต่..." เซี่ยอวิ๋นซีหันไปประสานมือคารวะฮ่องเต้ "การคัดเลือกนายกองรักษาพระนครเป็นเรื่องใหญ่หลวง หากให้ผู้ใดผู้หนึ่งจัดหามาฝ่ายเดียว ขุนนางและราษฎรอาจครหาได้ว่ามีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง หม่อมฉันเห็นว่า มิสู้เปิด ลานประลองยุทธ์หลวง ขึ้นกลางเมืองหลวง ให้เหล่าทหารกล้าและยอดฝีมือจากทุกกองทัพ รวมถึงคนที่องค์ชายสามคัดเลือกมา ได้ประลองฝีมือกันอย่างเปิดเผยต่อหน้าพระพักตร์"

คำพูดของเซี่ยอวิ๋นซีทำให้ท้องพระโรงเงียบสงัดลงชั่วขณะ

"ผู้ชนะเลิศในการประลอง ย่อมได้รับตำแหน่งนายกองรักษาพระนครด้วยความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งยังเป็นการแสดงความโปร่งใสขององค์ชายสาม ว่ามิได้คิดดึงพรรคพวกเข้ามาแสวงหาอำนาจส่วนตน" เซี่ยอวิ๋นซียกยิ้มบางเบา หันไปสบตากับจ้าวเจ๋อเหยียน "องค์ชายสามทรงคิดเห็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?"

จ้าวเจ๋อเหยียนลอบกัดฟันแน่น แผนการยัดเยียดคนของตนเองถูกดักทางไว้จนหมดสิ้น ทว่าเมื่อมองลึกลงไป เขากลับเห็นโอกาสทอง

ยอดฝีมือที่เขาแอบฝึกฝนไว้ในค่ายทหารลับแถบชายแดนทักษิณล้วนเป็นมือสังหารระดับหัวกะทิ เพลงดาบดุดันไร้ผู้ต่อกร หากเปิดลานประลองยุทธ์จริง คนของเขาย่อมกวาดชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย และคว้าตำแหน่งนายกองมาครองได้อย่างสง่างามไร้ข้อครหา

"ข้อเสนอของคุณชายใหญ่เซี่ยนับว่าดียิ่ง" จ้าวเจ๋อเหยียนเงยหน้าขึ้นรับคำท้าด้วยความมั่นใจ "ลูกเห็นพ้องด้วยพ่ะย่ะค่ะ ขอเสด็จพ่อโปรดมีพระบรมราชานุญาต"

ฮ่องเต้หยวนเจิ้งตี้ปรายตามองเซียวจิ้งหลาน "ท่านอ๋องเห็นควรว่าอย่างไร?"

เซียวจิ้งหลานปรายตามองจ้าวเจ๋อเหยียนราวกับมองเหยื่อที่กำลังเดินเข้าสู่กับดัก สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเฉียบขาด "เปิ่นหวางเห็นด้วย กองทัพพยัคฆ์ทมิฬจะเป็นผู้ควบคุมความเรียบร้อยของลานประลองเอง อีกสามวันข้างหน้า เปิดลานประลองยุทธ์หลวงนอกประตูเมืองทิศใต้"

"น้อมรับพระบัญชา!" เหล่าขุนนางขานรับพร้อมเพรียง

หลังเลิกการประชุมขุนนาง รถม้าของจวนชินอ๋องเคลื่อนตัวออกจากวังหลวงอย่างช้าๆ มุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์ทิศเหนือ

ภายในรถม้าอันอบอุ่น เซียวจิ้งหลานรินชาร้อนส่งให้เซี่ยอวิ๋นซี มือหนายกขึ้นกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบจากลมหนาวเอาไว้ในอุ้งมือ ถ่ายทอดความอบอุ่นให้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีท่าทีเคอะเขิน

"เจ้าจงใจเปิดลานประลอง เพื่อล่อให้จ้าวเจ๋อเหยียนส่งคนจากค่ายทหารลับออกมาใช่หรือไม่?" เซียวจิ้งหลานถามขึ้น สบตากับคนตรงหน้าด้วยความชื่นชม

เซี่ยอวิ๋นซียกถ้วยชาขึ้นจิบ มุมปากแต้มรอยยิ้มพึงใจ "ท่านอ๋องทรงมองทะลุปรุโปร่ง จ้าวเจ๋อเหยียนเป็นคนทะเยอทะยานและมั่นใจในตนเองสูง เมื่อเห็นหนทางชนะ ย่อมต้องส่งยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดของตนออกมา ซึ่งคนเหล่านั้นล้วนใช้วิชาดาบเฉพาะตัวของค่ายทหารลับชายแดนทักษิณ"

"วิชาดาบวายุคลั่งของตระกูลเว่ย?" เซียวจิ้งหลานเลิกคิ้ว

"ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซีวางถ้วยชาลง แววตาทอประกายอำมหิต "ชาติก่อน... คนกลุ่มนี้คือมือสังหารที่จ้าวเจ๋อเหยียนใช้กวาดล้างขุนนางตงฉินและลอบทำร้ายกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ชาตินี้ข้าจะลากพวกมันออกมาเปิดโปงกลางลานประลอง ให้คนทั้งแผ่นดินได้เห็นว่าองค์ชายสามลอบซ่องสุมกำลังทหารนอกระบบเพื่อเตรียมก่อกบฏ!"

เซียวจิ้งหลานมองแววตามุ่งมั่นของคนรัก รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน มือหนาเลื่อนขึ้นไปประคองท้ายทอยของเซี่ยอวิ๋นซี ดึงร่างโปร่งเข้ามาใกล้จนหน้าผากแทบชนกัน กลิ่นหอมสะอาดของไม้กฤษณาโอบล้อมทั่วทั้งคันรถ

"เจ้าฉลาดและกล้าหาญถึงเพียงนี้... เปิ่นหวางชักจะหวงเจ้าขึ้นมาทุกวันแล้ว" สุรเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมฝีปาก

เซี่ยอวิ๋นซีชะงัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาหงส์สบมองแววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความรักลึกซึ้ง

"ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วย... เรายังอยู่ในรถม้า" เซี่ยอวิ๋นซีเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว ทว่ามิได้เบี่ยงกายหลบ

เซียวจิ้งหลานยกยิ้มพึงใจ ก้มลงประทับจุมพิตแผ่วเบาที่มุมปากนุ่ม ก่อนจะยอมถอยออกไปเล็กน้อย

"ในลานประลองอีกสามวัน เจ้าคิดจะลงสนามด้วยตนเองหรือไม่?"

เซี่ยอวิ๋นซียกมือขึ้นลูบมุมปากที่ยังหลงเหลือไออุ่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจกระบี่กล้า

"หม่อมฉันจะลงสนามด้วยตนเอง... เพื่อเป็นคนลากพวกมันลงสู่นรกด้วยมือคู่นี้พ่ะย่ะค่ะ"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรม

    ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวาน

    ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้า

    ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)

    บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่

    บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดกิ่งหลิวริมสระน้ำหลวง นำพาความเย็นฉ่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนผืนแผ่นดิน แสงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ดวงจันทร์วันเพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าสีครามเข้ม สาดประกายแสงสีเงินนวลตาลงกระทบกระเบื้องเคลือบหลังคาตำหนักเฉียนชิง เสียงประทัดเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังก้องแว่วมาจากนอกแนวกำแพงวังหลวง บ่งบอกถึงความคึกคักของราษฎรในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายภายในห้องแต่งพระองค์ชั้นในของตำหนักหลวง ม่านแพรไหมสีทึบปิดกั้นสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิดฉลองพระองค์คลุมมังกรทองเก้าเล็บและชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการผ้าไหมหนาหนัก แขวนสงบนิ่งอยู่บนราวไม้ชิงชันจ้าวอวิ๋นซียืนอยู่หน้าคันฉ่องสำริดบานใหญ่ สวมชุดผ้าไหมยาวสีฟ้าครามเรียบง่าย ไร้ลวดลายดิ้นทอง ไร้ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ชายเสื้อปล่อยทิ้งตัวสบายตา สายรัดเอวผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มขับเน้นช่วงเอวบางให้ดูโปร่งเพรียว เรือนผมดำขลับมัดรวบขึ้นครึ่งศีรษะ รัดเกล้าด้วยปิ่นไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดปราศจากเครื่องประทินโฉม อาบแสงเทียนสลัวทอประกายสดใสดั่งคุณชายสูงศักดิ์ตระกูลบัณฑิตเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษร

    บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษรแสงสุริยันยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สักทองฉลุลายกิ่งไผ่ ทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นลงบนโต๊ะทรงพระอักษรไม้ชิงชันตัวใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของหมึกจีนโบราณเคล้าคลอกลิ่นควันกำยานไม้กฤษณาที่ลอยกรุ่นจากกระถางทองเหลือง เสียงพลิกหน้ากระดาษสาดังก้องเป็นจังหวะเนิบช้าท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทรงพระอักษรใหญ่ตำหนักเฉียนชิงกองฎีกาผ้าไหมสีเหลืองและเล่มพับกระดาษข่อยของเหล่าเสนาบดี เรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบสามกองสูงจ้าวอวิ๋นซีนั่งเหยียดกายตรงบนเก้าอี้มังกรบุเบาะนวมหนานุ่ม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวมังกรหงส์ ใบหน้าหวานหมดจดแผ่รังสีสงบนิ่งจริงจัง พระเนตรหงส์จับจ้องมองรายงานการขุดลอกคูคลองและการจัดสรรงบประมาณของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์มือเรียวกุมพู่กันขนกระต่ายด้ามหยก จุ่มหมึกชาดสีแดงสด บรรจงเขียนลายพระหัตถ์ตอบรับข้อเสนอทีละฉบับเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม กล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือเรียวเริ่มตึงแน่น จ้าวอวิ๋นซีวางพู่กันลงบนที่วางหยก ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status