Home / วาย / หวนคืนรักคำสาปมาร / ตอนที่ 2 มาคู่กับข้า

Share

ตอนที่ 2 มาคู่กับข้า

Author: Naiyana
last update publish date: 2026-07-21 04:05:18

เช้าวันถัดมา

บนทางเดินเข้าเรือนใฝ่ศึกษา สองข้างทางมีศิษย์ในสำนักต่างจับกลุ่มกันพูดคุยเมื่ออวี๋หมิงเดินเข้ามา วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดหมดจดไปทั้งตัว ทุกย่างก้าวดูสง่างาม ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนอย่างทุกวัน ผมดกดำยาวถึงกลางหลัง ครึ่งบนถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าและมัดด้วยผ้าสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนัก ด้านหน้าปล่อยปอยผมลงมาเล็กน้อย คิ้วคมรับกับใบหน้า ดวงตาสีอิฐคมกริบ จมูกโด่งเข้ารูป ปากไม่หนาหรือบางจนเกินไป มือหนึ่งถือกระบี่ข้างกายที่พกไปทุกที่ อีกข้างพาดไว้ที่ด้านหลังขณะที่เดิน

"เจ้าดูตอนคุณชายอวี๋หมิงเดินสิ สง่างามเป็นที่สุด" 

สตรีหนึ่งคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างทนไม่ไหวเมื่อได้เห็น ยามที่ชายหนุ่มเดินผ่าน

"นั้นสิ! ดูที่ดวงตาคู๋นั้นเขา มันช่างอบอุ่นดังฤดูวสันต์ แต่จิตใจกลับเย็นชาจนเหน็บหนาวดังฤดูเหมันต์"

หญิงสาวอีกคนเสริม อวี๋หมิงที่กำลังเดินผ่านได้ยิน จึงหยุดและหันมามองกลุ่มของสตรีที่กำลังพูดถึงเขา สตรีเหล่านั้นรีบสลายตัวในทันที ก่อนที่จะพากันเข้าไปในเรือนเมื่อถึงเวลา โจวเฟิงที่เดินมากับสหายเมื่อได้ยินก็ยิ้มแห้งออกมา

"ลูกพี่ ท่านหัวเราะอะไรกัน"

ซุนเย่เอ่ยถามด้วยความงงงวยขณะที่ในปากก็ยังเคี้ยวของกินอยู่ โจวเฟิงจิ้มไปท้องเบาๆด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปที่เรือนใฝ่ศึกษาด้วยเช่นกัน พอชายหนุ่มเข้ามาถึงก็เป็นอย่างที่คาด ที่โต๊ะหน้าสุดเป็นที่ของคุณชายอวี๋หมิงเช่นเคย โจวเฟิงไม่ได้ใส่ใจเขาเพียงเลือกนั่งที่หลังห้องสุด จากนั้นเอนตัวลงนอนด้วยท่าทางสบายๆ แต่เขายังนอนที่พื้นไม่ถึงเค่อก็ถูกของแข็งแตะเข้าที่ขาอย่างแรง

"โจวเฟิง ที่นี่มันใช่ที่นอนหรืออย่างไร ถ้าไม่สนใจที่จะร่ำเรียนก็ออกไปจากห้องเรียนของข้าซะ"

เสียงของอาจารย์มู่เหยียนจิ๋น หรือใครๆ ก็เรียกเขาว่าอาจารย์มู่ สอนภาคทฤษฎีเดินเข้ามาและเตะไปที่ขาของชายหนุ่ม

"โอ๊ย~~อาจารย์ท่านทำเช่นนี้กับศิษย์เป็นสิ่งที่ผิดนะขอรับ"

โจวเฟิงแกล้งร้องโอดโอยอย่างไม่จริง อาจารย์มู่ไม่ได้สนใจเพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นประจำ ชายหนุ่มไม่เคยตั้งใจเรียน พอถึงคาบเรียนก็เข้ามาหลับแบบนี้ทุกครั้ง แถมผลการเรียนก็ไม่เอาไหน อวี๋หมิงที่ได้ยินเพียงมองด้วยหางตาจากนั้นหันกลับมาที่ด้านหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม

"วันนี้เราจะเรียนเรื่องวิญญาณกระบี่ชี้นำ ทุกคนเปิดตำราหน้าที่ห้าสิบเก้า"

อาจารย์มู่เอ่ยเสียงดัง ศิษย์ทุกคนเปิดตามที่อาจารย์มู่บอก จากนั้นก็เริ่มบรรยายเนื้อหาต่างๆ โจวเฟิงยังคงนอนอยู่ที่พื้นจนจบคาบเรียนในวันนี้อย่างไม่สนใจ หลังเวลาผ่านไปสองชั่วยาม ศิษย์ทุกคนทยอยออกไปจากห้องจนหมดแล้ว เหลือเพียงโจวเฟิงที่ยังนอนหลับไม่ตื่น อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นหาได้สนใจ หลังเก็บตำราเสร็จก็เดินผ่านบริเวณที่โจวเฟิงนอนอยู่ ดวงตาคมเหลือบมองเพียงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าและเดินออกไป

.......

ในช่วงยามบ่าย เป็นการเรียนการปฏิบัติจริงจากการเรียนภาคทฤษฎีเมื่อเช้า ทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ลานฝึกหลังสำนัก โจวเฟิงเดินบิดขี้เกียจเข้ามาต่อแถว วันนี้เป็นวิชาที่เขาไม่ชอบเรียนเอาเสียเลย เพราะชายหนุ่มไม่มีพลังวิญญาณเหมือนอย่างผู้อื่นเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ตอนอายุเจ็ดขวบเด็กทุกคนจะถูกทดสอบสายเลือดว่าเป็นสายเลือดมารหรือเซียน และแน่นอนสิบในสิบ ส่วน ผลทดสอบออกมาจะต้องเป็นสายเลือดเซียนทั้งหมดทุกคน เพราะในแผ่นดินนี้ มีเพียงสองสายเลือด นั่นก็คือ สายเลือดมารและเซียนเท่านั้น ซึ่งทั้งสองสายเลือดไม่ถูกกันและได้แบ่งเขตแดนชัดเจน เพราะฉะนั้นในแผ่นดินเซียนจะไม่มีมารเข้ามาได้ และมารเองก็เช่นกัน ในแผ่นดินมารจะไม่มีเซียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงรู้ว่าอย่างไรตอนเจ็ดขวบเมื่อทดสอบสายเลือดแล้วในสำนักกระบี่เซียนแห่งนี้จะไม่มีสายเลือดมารปรากฏ แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องยืนยันว่าคนผู้นั้นคือสายเลือดเซียน เมื่อทดสอบแล้วจะถูกปลุกพลังวิญญาณขึ้นมาและมอบกระบี่ข้างกาย กระบี่นั้นจะเป็นตัวหล่อหลอมพลังวิญญาณเข้าไว้กับตัว ผู้ที่สามารถดึงกระบี่ออกจากฝักกระบี่เท่านั้น และเด็กคนใดที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสายเลือดมารหรือเซียนก็จะมีพิธีตรวจสอบทุกๆ ปี ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถตรวจสอบได้ตอนอายุเจ็ดขวบ เพราะว่าพลังวิญญาณที่จะถูกปลุกนั้นไม่เหมือนกัน

แต่สำหรับโจวเฟิงแล้ว ตอนนี้เขาอายุได้ยี่สิบเอ็ดปีกว่าแล้ว ทุกๆ ปีที่ทำการตรวจสอบสายเลือดกลับไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นคนสายเลือดมารหรือเซียน ทั้งที่คนอื่นๆสามารถตรวจสอบได้ว่าตนนั้นมีสายเลือดอะไรไม่เกินอายุสิบขวบด้วยซ้ำ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เมื่อเขาไม่สามารถตรวจสอบสายเลือดได้ จึงไม่ได้มีพิธีการปลุกพลังวิญญาณและมีกระบี่คู่กาย ทำให้โจวเฟิงไม่อยากที่จะศึกษาปฏิบัติในวิชาที่เกี่ยวกับกระบี่ แต่หากเป็นอย่างอื่นเช่นกระยิงธนูหรือต่อสู้เขาไม่เป็นรองใครแน่ ในสำนักที่แม้แต่ชื่อยังมีคำว่ากระบี่นั้น ก็หมายความว่าการเรียนส่วนใหญ่ใช้กระบี่เป็นหลัก อีกทั้งกระบี่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้เป็นเซียนอีกด้วย

"ดูนั่นสิ สวะที่ไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณเดินถือกระบี่ที่ยังไม่ได้ปลุกพลังมาแล้วล่ะ"

ศิษย์ชายหนึ่งคนนามว่าไห่ถังเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนหัวเราะตามเสียงดัง โจวเฟิงไม่ได้สนใจมากนักเพราะเขาชินกับเรื่องเช่นนี้แล้วอีกแค่หนึ่งปี เมื่ออายุครบยี่สิบสอง เขาก็จบการศึกษานี่แล้ว และอีกอย่างคำพูดของศิษย์พวกนั้นก็เป็นความจริง เพราะกระบี่ที่ไม่ได้ปลุกวิญญาณของเขา กับกระบี่ของศิษย์คนอื่นๆที่ปลุกพลังวิญญาณนั้นต่างกัน ของเขาที่สามารถทำได้เพียงหั่นเนื้อหั่นผัก ตัดไม้ แต่กระบี่ของคนที่ปลุกวิญญาณแล้วกลับใช้แรงเพียงขยับนิ้วก็สามารถผ่าหินทั้งก้อนได้อย่างง่ายดาย มันช่างต่างกันราวฟ้ากลับเหว

"เจ้าดูแลกระบี่ของเจ้าให้ดีเถอะ ถึงกระบี่ข้าจะไม่ได้ปลุกพลังวิญญาณ ก็สามารถทำให้เจ้าปิดปากได้" 

โจวเฟิงเอ่ยขึ้นพลางเดินไปยืนที่ข้างอวี๋หมิง

"เจ้า!"

ไห่ถังสบถออกมาด้วยความโมโหที่ถูกคนที่เขาดูถูกตอกกลับ ไห่ถังรู้ดีว่าถึงโจวเฟิงจะไม่มีพลังวิญญาณแต่กระนั้นความสามารถของโจวเฟิงก็เป็นที่ประจักแก่ทุกคน เขากำลังจะเอ่ยอันใดต่อแต่ก็เป็นจังหวะที่อาจารย์ลู่เหอ หรือที่ศิษย์คนอื่นๆ เรียกว่าอาจารย์ลู่ เป็นอาจารย์สอนวิชาปฏิบัติเข้ามาพอดี จึงทำได้เพียงเก็บงำความแค้นครั้งนี้ไว้

"เอาล่ะเมื่อเช้าอาจารย์มู่ได้สอนพวกเจ้าเกี่ยวกับการเรื่องวิญญาณกระบี่ชี้นำมาแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าคงมีความรู้เต็มเปี่ยมแล้วใช่หรือไม่"

อาจารย์ลู่เน้นย้ำที่คำว่าความรู้เต็มเปี่ยมและมองมาที่โจวเฟิง เพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนสักเท่าไหร่ และรู้มาว่าวันนี้ชายหนุ่มนอนหลับทั้งคาบมาจากอาจารย์มู่ โจวเฟิงเกาที่ท้ายทอยแก้เขินเล็กน้อยที่ถูกจับได้

"เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าจับคู่ฝึก และท้ายคาบเรียนวันนี้จะมีการประลอง ใครที่ได้คะแนนมากที่สุดจะถูกละเว้นไม่ต้องสอบวิชานี้เมื่อจบปีการศึกษา เพราะข้าจะให้สอบผ่านได้เลย"

เสียงของอาจารย์ลู่ประกาศก้อง ทำให้ศิษย์ที่ได้ยินส่งเสียงร้องโห่ด้วยความดีใจ

"ลูกพี่ครั้งนี้ท่านต้องหาคู่ฝึกคนอื่นแล้วล่ะ คะแนนข้าต่ำเหลือเกินเกรงว่าจบปีการศึกษานี้ข้าคะแนนไม่ผ่านเป็นแน่" 

ซุนเย่เอ่ยกับโจวเฟิงเมื่อต้องจับคู่ประลอง

"เจ้าอย่าได้คิดมาก ข้าเข้าใจดี"

โจวเฟิงเอ่ยตอบซุนเย่ไม่อยากให้คิดมาก และมองไปที่อวี๋หมิงที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างลุมล้อมเขาเพื่อต้องการให้เป็นคู่ประลองเต็มไปหมด แน่นอนใครๆก็อยากที่จะคู่กับคนเก่งๆ เดิมทีเขาอายุมากกว่าศิษย์คนอื่นๆกว่าแปดปี แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่มิอาจบอกผู้ใดได้ ซึ่งเหตุผลนั้นโจวเฟิงเองก็เพิ่งรู้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสำนักให้เหตุผลว่าชายหนุ่มต้องช่วยท่านรองเจ้าสำนักคนก่อนบำเพ็ญฌาน ทำให้หยุดศึกษาไปแปดปี แต่ถึงจะศึกษาหลังผู้อื่นทว่าฝีมือความเก่งกาจของชายหนุ่มก็เป็นที่ประจักษ์ สมกับเป็นบุตรชายคนรองของเจ้าสำนักกระบี่เซียน

โจวเฟิงถอนหายใจและเดินไปนั่งด้วยท่าทางสบายๆ แต่ตอนนั้นเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ อวี๋หมิงที่ใครๆก็ต่างรุมล้อมกลับเดินผ่านผู้คนมาทางเขา

"อะ...อะไรของเจ้ากัน" 

โจวเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"มาคู่กัน" 

อวี๋หมิงเอ่ยเพียงสั้น ทำให้คนที่ได้ยินรวมถึงโจวเฟิงเองก็ตกใจ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 94 จบบริบูรณ์

    ต้นยามเหม่าอวี๋หมิงตื่นขึ้นมาหลังถูกน้ำค้างหยดใส่หน้า แล้วพบว่าตนเองยังนอนอยู่ที่ข้างกองไฟโดยมีผ้าผืนหนาห่มกายเอาไว้ สายตากวาดไปรอบๆพบว่าซุ่นเย่เองก็ยังหลับอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่กลับไร้เงาของโจวเฟิง ไวเท่าความคิดเขาดีดตัวลุกขึ้นตามหาชายหนุ่มในบริเวณนั้นทันที ขาสองข้างรีบวิ่งไปทางเรือนพักของศิษย์ในสำนัก ทันทีที่เปิดประตูทุกอย่างกลับว่างเปล่า"ท่านพี่...."อวี๋หมิงเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะวิ่งไปที่เรือนซิงจูเก๋อเหมือนกับว่าจ้าวเหวินอู๋รู้อยู่ก่อนแล้วว่าผู้เป็นน้องชายจะมาหาตนที่นี่ เขาจึงออกมานั่งดื่มชาร้อนรอที่หน้าเรือน ด้านข้างมีจดหมายหนึ่งฉบับวางอยู่เมื่อคืนต้นยามอิ๋นหลังจ้าวเหวินอู๋เข้านอนไปได้ไม่ถึงเค่อ เซี่ยหลงก็เข้ามารายงานว่าโจวเฟิงอยากพบ ชายหนุ่มมาลากลับแดนมารจริงๆ"เจ้าจะไปตอนนี้เลยหรือ""ขอรับ ข้าวานรองเจ้าสำนักนำจดหมายนี่ให้เขาที""อวี๋หมิงรู้หรือไม่""เขารู้เพียงว่าข้าจะกลับวันนี้ แต่ข้ามิได้บอกว่าจะกลับตอนไหน ชีวิตนี้ของข้าเกลียดการร่ำลาที่สุด...แต่ก็นับว่าโชคดีที่เกิดมาเป็นเด็กกำพร้า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาสำนักกระบี่เซียน เจ้าสำนักจ้าวหยงอี้และรองเจ้าสำนัก.... ไม่สิ

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 93 งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

    หนึ่งเดือนผ่านไปหวิ๊ว~ หวิว~เสียงลมเย็นพลัดมาเป็นระลอกพาอาภรณ์ให้ปลิวไสวไปตามแรงลม อากาศหนาวจัดบวกกับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาพาใจให้ยิ่งเศร้าหมอง เสียงร่ำไห้ของเหล่าผู้ภักดีเริ่มดังตลอดทางขณะที่ขบวนไว้อาลัยกำลังเคลื่อนตัวไปยังบนเนินเขาสูง ธงร่วมส่งดวงวิญญาณตราสำนักกระบี่เซียนตั้งตรงนำหน้าสุด อาภรณ์สีผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ชีวิตนี้ไม่มีผู้ใดอยากสวมใส่ ถูกสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเดียวกันบนตัวอวี๋หมิง ในมือถือตราประจำสำนักส่งร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นบิดาไปฝังในสุสานตระกูลจ้าว บนหลังม้าผู้นำขบวนคือบุตรชายอีกคนจ้าวเหวินอู๋ ถึงแม้เขาจะรักษาท่าทีของผู้นำได้ดีทว่าในแววตากลับแดงก่ำแต่ไร้หยาดน้ำใส ใช้เวลาไม่นานขบวนก็มาหยุดที่เนินเขา ตลอดเวลาที่ทำพิธีฝั่งร่างจ้าวหยงอี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า"สุราขอรับ"ต้าหวังอดีตผู้ช่วยคนสนิทของจ้าวหยงอี๋หลังผู้เป็นนายเสียไป ก็ถูกฝากฝังให้มาเป็นผู้ช่วยของบุตรชายเขาต่อ อวี๋หมิงรับสุรามาก่อนจะราดมันที่หน้าหลุมศพผู้เป็นบิดา ผู้คนมากมายต่างมาร่วมไว้อาลัย ความจริงทุกอย่างกระจ่างจ้าวหยงอี้ไร้ความผิด แต่ร่างกายของเขามิอาจรับความทรมานได้อีกต่อไป แก่นวิญญาณเสียหายมิพอในร่างก

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 92 คำทำนายของอาจารย์มิผิดไปแม้คำเดียว

    "นับว่ายังพอมีฝีมืออยู่บ้าง คำสาปมารที่ข้าฝากไว้บนตัวเจ้ามาตลอดยี่สิบปีหากเป็นผู้อื่นคงตายไปแล้ว แต่เจ้ากลับทนอยู่ได้อีกทั้งพลังวิญญาณยังเพิ่มขึ้นได้ด้วย ข้าคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกเจ้า! แต่ถึงอย่างนั้นสหายรักของเจ้าก็ทำลายแผนการของข้าที่จะได้ขึ้นเป็นเทพวิญญาณ กำจัดไอมารในตัวเจ้าทำลายพลังไปจนหมดสิ้น วันนี้ข้าจะให้มันสิ้นชีพแล้วนำพลังวิญญาณของมันมาชดเชยให้ข้า เพื่อขึ้นเป็นเทพวิญญาณอีกครั้ง ถึงครานั้นทั้งสองแดนก็จะกลายเป็นของข้าโดยสมบูรณ์"ครึ่ม! คลืน~เปรี๊ยง!ทันทีที่ฉินเทียนเหอเอ่ยจบก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณของตนเองออกมาทั้งหมด หมู่เมฆก่อตัวมืดดำ ฟ้าปิดเกิดเป็นพายุลมแรงจนแทบยืนบนพื้นไม่ไหว พลังมหาศาลขนาดนี้มากพอที่จะทำลายคนที่นี่และภูเขาทั้งลูกให้ตายไปในเสี้ยววินาที"ข้ามิมีวันยอมให้เจ้าสมดั่งใจ"โจวเฟิงระเบิดพลังออกมาเช่นกัน พลังสองสายระดับเอกภพวิญญาณสีน้ำเงินเข้มและสีแดงฉายปรากฏทั่วท้องนภา คลื่นพลังสองสายกำลังปะทะกันด้วยเขตแดน ผู้คนกระเด็นออกด้วยไม่อาจรองรับความกดดันของพลังที่แผ่ออกมาได้อัก!แม้โจวเฟิงจะกระอักเลือดออกมาหลายครั้ง เท้าข้างหนึ่งล้มแล้วล้มอีกไปกับพื้น แต่ก็ยังยืนหยัดเอาชีวิต

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 91 เป็นเขาที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง

    "นั่นมัน....นั่นมันผู้ใดกัน"เสียงทุกคนต่างแตกตื่นไปตามๆกัน แต่ดูเหมือนว่าฉินเทียนเหอเริ่มอยู่ไม่สุขเกรงว่าเรื่องที่ทำจะไม่อาจปกปิดได้แล้ว "นี่หรือแดนเซียน สภาพก็ไม่น่าศีวิไลเท่าแดนมารของข้าเลยแม้แต่น้อย มิรู้ท่านพี่ของข้าไปหลงอันใดหนักหนาถึงอยากไปอยู่ที่นั่น"เสียงของเฉินไท่เหยาเอ่ยด้วยท่าทีขบขัน"นี่มันจอมมาร! จอมมารชัดๆ"ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มแตกตื่น พากันปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมกัน"ฮ่าๆ ดูสภาพพวกเจ้าเผ่าเซียนสิ ท่าทีหวาดกลัวเช่นนี้ยิ่งกว่าสุนัขจนตรอกแดนมารข้าเสียอีก มิน่าหลายปีมานี้ถึงถูกจูงจมูกได้ง่าย ไม่รู้แม้กระทั่งผู้ใดอยู่เบื้องหลัง....."สิ้นคำนั้นฉินเทียนเหอก็รีบใช้พลังวิญญาณของตนหวังทำลายหมอกดำนั้นทันที ทว่ากลับถูกโจวเฟิงสกัดเอาไว้ได้ทันก่อนมันถูกทำลาย แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจก็คือพลังวิญญาณของชายหนุ่มกลับทำลายพลังระดับเอกภพของฉินเทียนเหอได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเดาให้ยากมีเพียงผู้ที่พลังอยู่ระดับเดียวกันเท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้ ครานี้ทุกคนเริ่มล้อมตัวโจวเฟิงเอาไว้เกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีก"ทำดีมากหลานรัก เจ้าจงทำให้พวกเขาเห็นว่าคนเผามารมิได้ใจสกปรกคิดเรื่องครอง

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 90 แล้วพวกเจ้าไม่ชั่วกันเลยหรืออย่างไรกัน

    ณ ลานตัดสินทั้งคู่พุ่งทะยานข้ามภูเขาอีกลูกมายังลานตัดสิน ภาพผู้คนตรงหน้ามิได้น้อยอย่างที่ชายหนุ่มคิด คนนับร้อยมารวมตัวกันที่นี่ เจ้าสำนักทั้งเจ็ด อีกทั้งยังมีคนจากทางวังหลวงอีกด้วย ด้านหน้าสุดคือฉินเทียนเหออสูรกายร้ายที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด แต่กลับวางท่าทีเป็นผู้ตัดสินความผิดผู้อื่น อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นย่อมทนมิได้ หวังจะพุ่งเข้าไปทว่ากลับถูกโจวเฟิงดึงแขนเอาไว้ก่อนมิให้ทำอันใดบุ่มบ่าม"อวี๋หมิงที่ข้ารู้จักมักทำอันใดรอบคอบ"โจวเฟิงเอ่ยเตือนสติสหาย เขาทั้งคู่พึ่งมาที่นี่ย่อมไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง ที่กลางลานตัดสินมีเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง ผู้ที่นั่งอยู่คือจ้าวหยงอี๋ ร่างกายของเขาที่เคยแข็งแรงดูน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเหมือนคนป่วยนั่งฟุบบนเก้าอี้อยู่กลางลานตัดสิน"ฝ่าบาทมีราชโองการให้ประหารจ้าวหยงอี๋ เจ้าสำนักกระบี่เซียน และปิดสำนักลงข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับเผ่ามาร แอบเลี้ยงดูบุตรชายของจอมมารเฉินอ่าวอู๋ที่ฆ่าผู้คนบริสุทธิ์หลายร้อยชีวิต มีใจคิดกบฏหากปล่อยไว้เกรงว่าจะนำภัยมาสู่แคว้นเทียนหลัวและดินแดนเซียน จบราชโองการ"ตัวแทนจากในวังหลวงอ่านราชโองการเสียงดังลั่น ผู้คนต่างโห่ร้องเห็นด

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 89 เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่ามิได้ทำผิดเหตุใดต้องอาย

    สองสัปดาห์ถัดมารถม้าที่อัดผู้คนด้านในถึงสามคนตลอดการเดินทางจากอำเภอหลงเจียมายังอำเภอฝูเทียน ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ทั้งสามคนไม่ได้หยุดพักเลยแม้สักวัน หลับนอนก็บนรถม้า หากมินับยามที่เปลี่ยนม้าและพักกินข้าวในโรงเตี๊ยมเท้าก็คงไม่ได้แตะพื้น "อ้อมไปขึ้นทางหลังเขาเถิด"ซุ่นเย่เอ่ยสั่งคนคุมรถม้า"เหตุใดต้องอ้อม"โจวเฟิงเอ่ยถามด้วยความไ่เข้าใจ"พวกท่านคงมิรู้... ด้านล่างตีนเขามีชาวบ้านมากมายรวมตัวกันอีกทั่งผลัดเปลี่ยนกันมาประท้วง ให้สำนักกระบี่เซียนรับผิดชอบเหล่าผู้บริสุทธิ์ที่ตายในสงครามครั้งนั้น ขืนเห็นรถม้าพวกเราเข้าไปมีหวังถูกโจมตีเป็นแน่""ยามสงบสำนักกระบี่เซียนดูแลและปกป้องชาวบ้านมากเพียงใดมินึกถึงเลยหรือ ยามนี้ฟังความไม่กี่ประโยคก็ตัดสินว่าผิดได้อย่างง่ายดาย หูเบาเสียขนาดนี้จึงถูกหลอกและล้มตายกันได้ง่าย""ไม่ต้องอ้อม ขึ้นทางด้านหน้าเนี่ยแหละ มิได้ทำผิดเหตุใดต้องอาย ขนาดผู้ที่ทำผิดยังลอยหน้าลอยตาเดินยืดอกได้เลย"โจวเฟิงเอ่ยด้วยท่าทีโกรธแค้น ก่อนที่ประโยคหลังจะตะโกนบอกผู้คุมรถม้าเป็นอย่างคาดการณ์ทันทีที่รถม้าเคลื่อนตัวเข้าถนนขึ้นสำนักกระบี่เซียน เหล่าชาวบ้านที่รวมตัวก็เข้ามาขวา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status