Home / วาย / หวนคืนรักคำสาปมาร / ตอนที่ 2 มาคู่กับข้า

Share

ตอนที่ 2 มาคู่กับข้า

Author: Naiyana
last update Petsa ng paglalathala: 2026-07-21 04:05:18

เช้าวันถัดมา

บนทางเดินเข้าเรือนใฝ่ศึกษา สองข้างทางมีศิษย์ในสำนักต่างจับกลุ่มกันพูดคุยเมื่ออวี๋หมิงเดินเข้ามา วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดหมดจดไปทั้งตัว ทุกย่างก้าวดูสง่างาม ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนอย่างทุกวัน ผมดกดำยาวถึงกลางหลัง ครึ่งบนถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าและมัดด้วยผ้าสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนัก ด้านหน้าปล่อยปอยผมลงมาเล็กน้อย คิ้วคมรับกับใบหน้า ดวงตาสีอิฐคมกริบ จมูกโด่งเข้ารูป ปากไม่หนาหรือบางจนเกินไป มือหนึ่งถือกระบี่ข้างกายที่พกไปทุกที่ อีกข้างพาดไว้ที่ด้านหลังขณะที่เดิน

"เจ้าดูตอนคุณชายอวี๋หมิงเดินสิ สง่างามเป็นที่สุด" 

สตรีหนึ่งคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างทนไม่ไหวเมื่อได้เห็น ยามที่ชายหนุ่มเดินผ่าน

"นั้นสิ! ดูที่ดวงตาคู๋นั้นเขา มันช่างอบอุ่นดังฤดูวสันต์ แต่จิตใจกลับเย็นชาจนเหน็บหนาวดังฤดูเหมันต์"

หญิงสาวอีกคนเสริม อวี๋หมิงที่กำลังเดินผ่านได้ยิน จึงหยุดและหันมามองกลุ่มของสตรีที่กำลังพูดถึงเขา สตรีเหล่านั้นรีบสลายตัวในทันที ก่อนที่จะพากันเข้าไปในเรือนเมื่อถึงเวลา โจวเฟิงที่เดินมากับสหายเมื่อได้ยินก็ยิ้มแห้งออกมา

"ลูกพี่ ท่านหัวเราะอะไรกัน"

ซุนเย่เอ่ยถามด้วยความงงงวยขณะที่ในปากก็ยังเคี้ยวของกินอยู่ โจวเฟิงจิ้มไปท้องเบาๆด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปที่เรือนใฝ่ศึกษาด้วยเช่นกัน พอชายหนุ่มเข้ามาถึงก็เป็นอย่างที่คาด ที่โต๊ะหน้าสุดเป็นที่ของคุณชายอวี๋หมิงเช่นเคย โจวเฟิงไม่ได้ใส่ใจเขาเพียงเลือกนั่งที่หลังห้องสุด จากนั้นเอนตัวลงนอนด้วยท่าทางสบายๆ แต่เขายังนอนที่พื้นไม่ถึงเค่อก็ถูกของแข็งแตะเข้าที่ขาอย่างแรง

"โจวเฟิง ที่นี่มันใช่ที่นอนหรืออย่างไร ถ้าไม่สนใจที่จะร่ำเรียนก็ออกไปจากห้องเรียนของข้าซะ"

เสียงของอาจารย์มู่เหยียนจิ๋น หรือใครๆ ก็เรียกเขาว่าอาจารย์มู่ สอนภาคทฤษฎีเดินเข้ามาและเตะไปที่ขาของชายหนุ่ม

"โอ๊ย~~อาจารย์ท่านทำเช่นนี้กับศิษย์เป็นสิ่งที่ผิดนะขอรับ"

โจวเฟิงแกล้งร้องโอดโอยอย่างไม่จริง อาจารย์มู่ไม่ได้สนใจเพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นประจำ ชายหนุ่มไม่เคยตั้งใจเรียน พอถึงคาบเรียนก็เข้ามาหลับแบบนี้ทุกครั้ง แถมผลการเรียนก็ไม่เอาไหน อวี๋หมิงที่ได้ยินเพียงมองด้วยหางตาจากนั้นหันกลับมาที่ด้านหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม

"วันนี้เราจะเรียนเรื่องวิญญาณกระบี่ชี้นำ ทุกคนเปิดตำราหน้าที่ห้าสิบเก้า"

อาจารย์มู่เอ่ยเสียงดัง ศิษย์ทุกคนเปิดตามที่อาจารย์มู่บอก จากนั้นก็เริ่มบรรยายเนื้อหาต่างๆ โจวเฟิงยังคงนอนอยู่ที่พื้นจนจบคาบเรียนในวันนี้อย่างไม่สนใจ หลังเวลาผ่านไปสองชั่วยาม ศิษย์ทุกคนทยอยออกไปจากห้องจนหมดแล้ว เหลือเพียงโจวเฟิงที่ยังนอนหลับไม่ตื่น อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นหาได้สนใจ หลังเก็บตำราเสร็จก็เดินผ่านบริเวณที่โจวเฟิงนอนอยู่ ดวงตาคมเหลือบมองเพียงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าและเดินออกไป

.......

ในช่วงยามบ่าย เป็นการเรียนการปฏิบัติจริงจากการเรียนภาคทฤษฎีเมื่อเช้า ทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ลานฝึกหลังสำนัก โจวเฟิงเดินบิดขี้เกียจเข้ามาต่อแถว วันนี้เป็นวิชาที่เขาไม่ชอบเรียนเอาเสียเลย เพราะชายหนุ่มไม่มีพลังวิญญาณเหมือนอย่างผู้อื่นเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ตอนอายุเจ็ดขวบเด็กทุกคนจะถูกทดสอบสายเลือดว่าเป็นสายเลือดมารหรือเซียน และแน่นอนสิบในสิบ ส่วน ผลทดสอบออกมาจะต้องเป็นสายเลือดเซียนทั้งหมดทุกคน เพราะในแผ่นดินนี้ มีเพียงสองสายเลือด นั่นก็คือ สายเลือดมารและเซียนเท่านั้น ซึ่งทั้งสองสายเลือดไม่ถูกกันและได้แบ่งเขตแดนชัดเจน เพราะฉะนั้นในแผ่นดินเซียนจะไม่มีมารเข้ามาได้ และมารเองก็เช่นกัน ในแผ่นดินมารจะไม่มีเซียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงรู้ว่าอย่างไรตอนเจ็ดขวบเมื่อทดสอบสายเลือดแล้วในสำนักกระบี่เซียนแห่งนี้จะไม่มีสายเลือดมารปรากฏ แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องยืนยันว่าคนผู้นั้นคือสายเลือดเซียน เมื่อทดสอบแล้วจะถูกปลุกพลังวิญญาณขึ้นมาและมอบกระบี่ข้างกาย กระบี่นั้นจะเป็นตัวหล่อหลอมพลังวิญญาณเข้าไว้กับตัว ผู้ที่สามารถดึงกระบี่ออกจากฝักกระบี่เท่านั้น และเด็กคนใดที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสายเลือดมารหรือเซียนก็จะมีพิธีตรวจสอบทุกๆ ปี ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถตรวจสอบได้ตอนอายุเจ็ดขวบ เพราะว่าพลังวิญญาณที่จะถูกปลุกนั้นไม่เหมือนกัน

แต่สำหรับโจวเฟิงแล้ว ตอนนี้เขาอายุได้ยี่สิบเอ็ดปีกว่าแล้ว ทุกๆ ปีที่ทำการตรวจสอบสายเลือดกลับไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นคนสายเลือดมารหรือเซียน ทั้งที่คนอื่นๆสามารถตรวจสอบได้ว่าตนนั้นมีสายเลือดอะไรไม่เกินอายุสิบขวบด้วยซ้ำ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เมื่อเขาไม่สามารถตรวจสอบสายเลือดได้ จึงไม่ได้มีพิธีการปลุกพลังวิญญาณและมีกระบี่คู่กาย ทำให้โจวเฟิงไม่อยากที่จะศึกษาปฏิบัติในวิชาที่เกี่ยวกับกระบี่ แต่หากเป็นอย่างอื่นเช่นกระยิงธนูหรือต่อสู้เขาไม่เป็นรองใครแน่ ในสำนักที่แม้แต่ชื่อยังมีคำว่ากระบี่นั้น ก็หมายความว่าการเรียนส่วนใหญ่ใช้กระบี่เป็นหลัก อีกทั้งกระบี่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้เป็นเซียนอีกด้วย

"ดูนั่นสิ สวะที่ไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณเดินถือกระบี่ที่ยังไม่ได้ปลุกพลังมาแล้วล่ะ"

ศิษย์ชายหนึ่งคนนามว่าไห่ถังเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนหัวเราะตามเสียงดัง โจวเฟิงไม่ได้สนใจมากนักเพราะเขาชินกับเรื่องเช่นนี้แล้วอีกแค่หนึ่งปี เมื่ออายุครบยี่สิบสอง เขาก็จบการศึกษานี่แล้ว และอีกอย่างคำพูดของศิษย์พวกนั้นก็เป็นความจริง เพราะกระบี่ที่ไม่ได้ปลุกวิญญาณของเขา กับกระบี่ของศิษย์คนอื่นๆที่ปลุกพลังวิญญาณนั้นต่างกัน ของเขาที่สามารถทำได้เพียงหั่นเนื้อหั่นผัก ตัดไม้ แต่กระบี่ของคนที่ปลุกวิญญาณแล้วกลับใช้แรงเพียงขยับนิ้วก็สามารถผ่าหินทั้งก้อนได้อย่างง่ายดาย มันช่างต่างกันราวฟ้ากลับเหว

"เจ้าดูแลกระบี่ของเจ้าให้ดีเถอะ ถึงกระบี่ข้าจะไม่ได้ปลุกพลังวิญญาณ ก็สามารถทำให้เจ้าปิดปากได้" 

โจวเฟิงเอ่ยขึ้นพลางเดินไปยืนที่ข้างอวี๋หมิง

"เจ้า!"

ไห่ถังสบถออกมาด้วยความโมโหที่ถูกคนที่เขาดูถูกตอกกลับ ไห่ถังรู้ดีว่าถึงโจวเฟิงจะไม่มีพลังวิญญาณแต่กระนั้นความสามารถของโจวเฟิงก็เป็นที่ประจักแก่ทุกคน เขากำลังจะเอ่ยอันใดต่อแต่ก็เป็นจังหวะที่อาจารย์ลู่เหอ หรือที่ศิษย์คนอื่นๆ เรียกว่าอาจารย์ลู่ เป็นอาจารย์สอนวิชาปฏิบัติเข้ามาพอดี จึงทำได้เพียงเก็บงำความแค้นครั้งนี้ไว้

"เอาล่ะเมื่อเช้าอาจารย์มู่ได้สอนพวกเจ้าเกี่ยวกับการเรื่องวิญญาณกระบี่ชี้นำมาแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าคงมีความรู้เต็มเปี่ยมแล้วใช่หรือไม่"

อาจารย์ลู่เน้นย้ำที่คำว่าความรู้เต็มเปี่ยมและมองมาที่โจวเฟิง เพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนสักเท่าไหร่ และรู้มาว่าวันนี้ชายหนุ่มนอนหลับทั้งคาบมาจากอาจารย์มู่ โจวเฟิงเกาที่ท้ายทอยแก้เขินเล็กน้อยที่ถูกจับได้

"เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าจับคู่ฝึก และท้ายคาบเรียนวันนี้จะมีการประลอง ใครที่ได้คะแนนมากที่สุดจะถูกละเว้นไม่ต้องสอบวิชานี้เมื่อจบปีการศึกษา เพราะข้าจะให้สอบผ่านได้เลย"

เสียงของอาจารย์ลู่ประกาศก้อง ทำให้ศิษย์ที่ได้ยินส่งเสียงร้องโห่ด้วยความดีใจ

"ลูกพี่ครั้งนี้ท่านต้องหาคู่ฝึกคนอื่นแล้วล่ะ คะแนนข้าต่ำเหลือเกินเกรงว่าจบปีการศึกษานี้ข้าคะแนนไม่ผ่านเป็นแน่" 

ซุนเย่เอ่ยกับโจวเฟิงเมื่อต้องจับคู่ประลอง

"เจ้าอย่าได้คิดมาก ข้าเข้าใจดี"

โจวเฟิงเอ่ยตอบซุนเย่ไม่อยากให้คิดมาก และมองไปที่อวี๋หมิงที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างลุมล้อมเขาเพื่อต้องการให้เป็นคู่ประลองเต็มไปหมด แน่นอนใครๆก็อยากที่จะคู่กับคนเก่งๆ เดิมทีเขาอายุมากกว่าศิษย์คนอื่นๆกว่าแปดปี แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่มิอาจบอกผู้ใดได้ ซึ่งเหตุผลนั้นโจวเฟิงเองก็เพิ่งรู้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสำนักให้เหตุผลว่าชายหนุ่มต้องช่วยท่านรองเจ้าสำนักคนก่อนบำเพ็ญฌาน ทำให้หยุดศึกษาไปแปดปี แต่ถึงจะศึกษาหลังผู้อื่นทว่าฝีมือความเก่งกาจของชายหนุ่มก็เป็นที่ประจักษ์ สมกับเป็นบุตรชายคนรองของเจ้าสำนักกระบี่เซียน

โจวเฟิงถอนหายใจและเดินไปนั่งด้วยท่าทางสบายๆ แต่ตอนนั้นเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ อวี๋หมิงที่ใครๆก็ต่างรุมล้อมกลับเดินผ่านผู้คนมาทางเขา

"อะ...อะไรของเจ้ากัน" 

โจวเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"มาคู่กัน" 

อวี๋หมิงเอ่ยเพียงสั้น ทำให้คนที่ได้ยินรวมถึงโจวเฟิงเองก็ตกใจ

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 66 ทุกข์ทรมานเสียขนาดนั้นแล้วยังทำเหมือนกับว่าตนเองสบายดี

    "......""เรื่องที่ข้าทำก่อนหน้าเป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย ถึงอย่างนั้นคำพูดที่ควรจะพูดก็ต้องพูด ข้าขออภัยที่ปฏิบัติกับเจ้าไม่ดี และขอบคุณที่เจ้าเสียสละตนช่วยข้าให้มีชีวิตอยู่ต่อไป""......""ทุกคำที่กล่าว ล้วนมาจากความจริงใจ"อวี๋หมิงเอ่ยจบก็คุกเข่าที่พื้น ประสานมือมาด้านหน้าจากนั้นโค้งคำนับโจวเฟิงที่พื้นด้วยความจริงใจอย่างที่กล่าวโจวเฟิงตัวแข็งถือกำลังจะเอ่ยห้ามทว่าไม่ทันเสียแล้ว น้ำเสียง แววตา ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าอวี๋หมิงเอ่ยมาจากใจจริง แต่การกระทำอย่างการคำนับ ตนไม่คิดว่าเขาจะทำถึงขั้นนี้ คุณชายรองแห่งสำนักเซียนอันดับหนึ่งในใต้หล้า จ้าวอวี๋หมิง ที่ลือเรื่องความเพียบพร้อมและเป็นที่ชื่นชมของผู้คนในเรื่องความดี วันนี้ยอมลดตัวลงมาคำนับคนเช่นชายหนุ่ม ผู้ซึ่งไร้ที่มาและภูมิหลัง ความดีที่เคยทำมีเพียงเรื่องเดียวคือช่วยชีวิตเขา นั่นก็พิสูจน์แล้วว่าเขาเคารพคนที่จิตวิญญาณใช่ฐานะ"หากเจ้าช่วยผู้คนได้มาก เช่นนั้น....ข้าช่วยเจ้าเพียงผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว" โจวเฟิงเอ่ยกับตนเองในใจ"อวี๋หมิงเจ้ารีบลุกขึ้น ใยต้องทำถึงเพียงนี้""......"อวี๋หมิงลุกขึ้นตามที่ชายหนุ่มบอก"หากจะกล่าวตามตรงโดยที่ไม่สนใจว

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 65 ไม่เหลือแม้กระทั่งร่องรอย

    แสงสีน้ำเงินเข้มส่งไปยังตัวของอวี๋หมิงที่นอนราบอยู่บนเตียงกว้าง จ้าวหยงอี๋เองก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน วันรุ่งขึ้นจะถึงวันงานแล้วทว่ากลับไร้เงาของเจ้าบ้าน ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวลหัวใจเต้นรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบว่าในร่างกายของอวี๋มหมิงได้รับการถอนคำสาปแล้วจริงหรือไม่ เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดฉินเทียนเหอก็เก็บพลังวิญญาณของตนใบหน้าของเขาดูเรียบนิ่ง ทว่าแววตากลับหม่นลง หากไม่สังเกตก็ไม่อาจจับทางเขาได้เลย"ท่านอ๋องเป็นเช่นไรพะยะค่ะ บุตรชายของกระหม่อมถอนคำสาปได้แล้วจริงๆหรือ"จ้าวหยงอี๋ทนรอมิได้เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ"พิษไม่มีแล้ว คำสาปมารก็ถูกถอนแล้ว""จริงหรือ! ดีเสียจริง เช่นนั้นอวี๋หมิงก็หายดีแล้ว"จ้าวเหวินอู๋เอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ ความปรารถนาของเขาตลอดหลายสิบปีวันนี้ได้รับคำตอบที่พอใจ"เจ้าบอกว่า.... ถ้วยโลหิตที่ทำแตกไปก่อนหน้าเป็นุถ้วยสุดท้ายที่ต้องดื่มใช่หรือไม่"ฉินเทียนเหอเอ่ยถามเจ้าตัวที่อยู่บนเตียง"พะยะค่ะ โจวเฟิงบอกว่าถ้วยโลหิตนั้นเป็นถ้วยสุดท้าย แต่กะหม่อมยังมิได้ดื่ม เช่นนั้นก็เท่ากับว่าข้าดื่มโลหิตมารบริสุทธิ์จากขั้วหัวใจ

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 64 เป็นเขาที่ยอมกรีดเลือดเฉือนเนื้อตนเพื่อเจ้า

    ปัง!มือยังไม่ทันได้แตะประตูก็เปิดออกเสียก่อน อวี๋หมิงเดินออกมาจากเรือนด้วยใบหน้าไม่พอใจมากนัก โจวเฟิงนั่งอยู่ที่พื้นเงยหน้ามองเขาอยู่ไกลๆ"มีอันใดกัน เหตุใดถึงต้องลงมือกันขนาดนี้ ลืมกฎสำนักไปแล้วหรืออย่างไร""เรียนคุณชายรอง ศิษย์ทั้งสองคนไม่ยอมฟังคำเตือนของข้าจะฝ่าฝืนเข้าพบท่านให้ได้"องครักษ์หน้าเรือนรีบรายงานทันที อวี๋หมิงโบกมือให้ทั้งหมดออกไปจะได้สนทนาแค่สามคม ซุ่นเย่ที่เห็นเช่นนั้นจึงยัดถ้วยโลหิตใส่มือของเขาด้วยความร้อนใจ เพราะเกรงว่าจะจะไม่ทันการณ์"เจ้ารีบดื่มมันซะก่อนที่มันจะมิได้ผล""......"อวี๋หมิงมองถ้วยโลหิตในมือด้วยความใจเย็น จากนั้นเดินไปหาโจวเฟิงที่นั่งพื้นอยู่ไกลๆ แววตาที่ทั้งคู่มองนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หนึ่งคนแววตาอ่อนล้าจวบจนไม่ไหว ใบหน้าและคิ้วหน้าเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ส่วนอีกคนเย็นชาและเต็มไปด้วยความโกรธ"เจ้ารีบกินมันเถิด ถือว่าข้าขอร้อง"ซุ่นเย่เห็นท่าไม่ดีรีบเร่งอวี๋หมิงให้ดื่มมันอีกครั้ง"กินงั้นหรือ...."เพล้ง!เสียงถ้วยโลหิตถูกปาลงพื้นจนแตกละเอียด พื้นหิมะสีขาวกลายเป็นสีแดงสดจากโลหิต"ทำบ้าอันใดของเจ้ากัน!"ผัวะ!ซุ่นเย่ไม่เอ่ยเปล่าชกเข้าที่ใบหน้าของอวี๋หม

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 63 นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย แล้วข้าจะพาท่านกลับจวนของข้า

    ต้นยามเหม่าอัก!โจวเฟิงสะดุ้งตื่นเพราะความทรมาน ม้วนกายดิ้นทุรนทุรายบนเตียง พิษฮั่วชิวหลันกำเริบอีกแล้วเหมือนกับว่าสายเลือดมารในกายปลุกมันยามเช้าตรู่เช่นนี้เป็นประจำ อาการของมันมิได้แสดงออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น มีเพียงเจ้าของร่างที่ต้องพิษรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันนับหมื่นทิ่มแทง จู่ๆขณะนั้นเองแสงสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของพลังมารก็แผ่กระจายออกมาจากตัวชายหนุ่ม ร่างกายลอยเหนือพื้นเตียงนุ่ม ไอมารเหล่านั้นหลอมรวมรอบกายก่อนจะพุ่งใส่ร่างโจวเฟิ่งด้วยพลังมหาศาล เกิดสัญลักษณ์คล้ายรูปเพชรสีแดงอร่ามที่ระหว่างคิ้วสีของ ดวงตาชั่วขณะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำก่อนจะกลับมาเป็นเช่นเดิมตุบ!ร่างกายที่ลอยอยู่กลางอากาศตกลงเตียงนุ่มอีกครั้ง อือ~~ ฮือๆเสียงกัดฟันกร่อนพยายามไม่ร้องออกมา ทว่าก็มิอาจทนได้ เมื่อสักครู่คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าตอนนี้โลหิตที่ไหลเวียนในตัวของโจวเฟิงเป็นมารโดยสมบูรณ์ ร่างกายแข็งเกร็งจนเห็นกามชัด มือหนาพยายามเอื้อมไปหยิบถ้วยไม้เปล่าบริเวณหัวเตียง จากนั้นกรีดที่หน้าอกตนเองเพื่อนำโลหิตจากขั้วหัวใจออกมาเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องด้วยรู้ว่าต่อไปนี้ตนไม่อาจอยู่ที่นี่ได้อีกแล้วอร๊าก~โจวเฟิ

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 62 ต่อไปนี้แล้วแต่โชคชะตาจะนำพา....

    สายลมเย็นพัดปะทะคนชายหนุ่มที่กำลังเดินเซไปมาเหมือนคนไม่มีแรง ระหว่างทางกลับห้องพักของตน โจวเฟิงกระชับเสื้อคลุมของตนแน่น อากาศวันนี้หนาวจนเข้ากระดูก ชายหนุ่มรู้มาว่าที่ร่างกายหนาวกว่าคนปกตินั้นเป็นเพราะพิษฮั่วชิวหลัน ช่วงนี้มันกำเริบบ่อยครั้แต่ชายหนุ่มรู้วิธีรับมือกับมันแล้ว ถึงอย่างนั้นทุกครั้งที่มันกำเริบก็รู้สึกทรมานปางตายเช่นเดิม หลังจบเรื่องนี้ชายหนุ่มคิดว่าจะพาตนเองออกจากสำนักและหาวิธีถอนพิษนี้ซะ สายเลือดมารที่ไหลเวียนในร่างกายไม่เหมาะที่จะอยู่ในสำนักกระบี่เซียนต่อฟิ๊ว~ ฉึก!ขณะที่ชายหนุ่มวางแผ่นในใจอยู่นั้น กลับมีอาวุธประหลาดคล้ายกรงเล็บสีมันวาวพุ่งเข้ามา โชคดีที่หลบไม่ทันมิเช่นนั้นเห็นทีว่าวันนี้คงต้องจบชีวิตลงแล้ว ชายชุดดำปรากฏกายต่อหน้าชายหนุ่ม บริเวณตรงนี้เป็นที่เปลี่ยวพอดีถึงแม้จะอยู่ในสำนัก"เจ้าเป็นใคร เหตุใดต้องการชีวิตข้ากัน!"ระหว่างที่เอ่ยถามอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ล้วงเอาไข่มุกหิมะที่รองเจ้าสำนักให้บดจนละเอียด ทว่าเช่นไรก็ต้องใช้เวลากว่าจะมาถึง ตอนนี้ทำได้เพียงสู้จนสุดใจแล้วแสงสีฟ้าถูกส่งมาที่ตัวชายหนุ่ม โจวเฟิงตอนนี้มิอาจใช้พลังวิญญาณได้มิเช่นนั้นหากที่แห่งนี้ไม่ได้มีเ

  • หวนคืนรักคำสาปมาร   ตอนที่ 61 แปลจากตำราเล่มเดียวกัน แล้วเหตุใดไม่เหมือนกัน

    ณ ตลาดจินเฉินคนของสำนักกระบี่เซียนทยอยขนข้าวของขึ้นรถม้าที่เช่ามา จ้าวหยงอี๋ตรวจสอบเรื่องนี้เองโดยเฉพาะ เนื่องด้วยไม่อยากให้มีอันใดผิดพลาด คนเช่นเขาทุกอย่างต้องเรียบร้อยและสมบูรณ์ จึงลงมือควบคุมทุกขั้นตอน ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย"กลับกันเถิด"จ้าวหยงอี๋เอ่ยกับอวี๋หมิงให้ขึ้นรถม้า แต่เขากลับเดินมาหยุดที่ร้านๆหนึ่ง จ้าวเหวินอู๋มองตามสายตาของผู้เป็นน้องชาย ร้านตรงหน้าเป็นร้านสุราจึงทำให้เขาอดแปลกใจมิได้ อวี๋หมิงถึงแม้จะมิใช่เป็นคนไม่ดื่ม ทว่าน้อยนักที่จะเห็นเขาดื่ม"เจ้าอยากดื่มหรือไม่"จ้าวเหวินอู๋เดินเข้ามาหาผู้เป็นน้องชายใกล้ๆ ทำเอาคนอื่นๆที่มาด้วยมองทั้งคู่ด้วยความไม่เข้าใจ "นี่ข้าตาฝาดไปหรืออย่างไร รองเจ้าสำนักกับคุณชายอวี๋หมิงที่ได้ชายาว่าเป็นกฎสำนักเดินได้ กำลังจะเดินเข้าไปในร้านสุรา ทำผิดกฎเสียเองหรือนี่"หนึ่งในศิษย์ที่มาด้วยเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง มองทั้งคู่เดินเข้าไปในร้าน"คุณชายทั้งสองเชิญหานั่งก่อนขอรับ"เถ้าแก่ร้านรีบเข้ามาต้อนรับทันที มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าทั้งคู่เป็นใคร แต่กลับถูกจ้าวเหวินอู๋ยกมือปฏิเสธก่อน"ข้ามาซื้อกลับเท่านั้น""เช่นนั้นคุณชายอยากได้

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status