Se connecterเฮือก!
ลมหายใจระลอกใหญ่ถูกสูดเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งทะลึ่งพรวดขึ้นสู่ผิวน้ำได้ทันท่วงที เซี่ยเหยียนอวี่สะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัวของยามรุ่งสาง เหงื่อกาฬไหลอาบชุ่มแผ่นหลังจนเสื้อตัวในเปียกแนบเนื้อ ความเจ็บปวดร้าวลึกแล่นปราดไปทั่วหน้าอกข้างซ้าย มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายภาพที่เกิดจากบาดแผล แต่มันลึกซึ้งและทรมานยิ่งกว่า ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบขยี้ดวงวิญญาณของเขาให้แหลกสลายคามือ
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
เขาหอบหายใจหนักหน่วง มือเรียวขาวซีดยกขึ้นมากุมหน้าอกแน่น เล็บจิกเกร็งลงบนเนื้อผ้าไหมชั้นดีจนแทบฉีกขาด ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบยังคงฉายชัดและบ้าคลั่งอยู่ในหัว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในตำหนักจันทราอัสดงที่หนาวเหน็บ เสียงหัวเราะเยาะหยันของฉินลี่หรง และภาพของหยกลิขิตที่แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับโลหิตของเขาที่หลั่งรินลงไปชโลมมัน
“หากชาติหน้ามีจริง... ข้าจะไม่ขอเกิดมาเพื่อรักใครอีกแล้ว...”
คำอธิษฐานสุดท้ายที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตยังก้องสะท้อนอยู่ในหู ทว่าเมื่อความเจ็บปวดที่หน้าอกค่อยๆ ทุเลาลงจนเหยียนอวี่พอจะครองสติได้ เขาเริ่มกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความมึนงง
นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็นที่อับชื้นและเหม็นกลิ่นรา ไม่ใช่คุกนรกที่ขังเขาไว้จนวาระสุดท้าย
แสงจันทร์นวลส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลาย กระทบกับม่านไหมสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวตามแรงลม เครื่องเรือนไม้จันทน์แกะสลักลวดลายประณีตที่ตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยจากสวนด้านนอกที่ลอยมาแตะจมูก ทุกอย่างช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน
"นี่มัน..."
เหยียนอวี่พึมพำเสียงแหบพร่า เขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ทันใดนั้น ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะรุนแรงก็โจมตีเข้ามา โลกทั้งใบหมุนคว้างจนเขาต้องหลับตาแน่น ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แต่ในขณะเดียวกันก็เบาหวิวจนน่าใจหาย ความรู้สึกขัดแย้งนี้เหมือนกับว่าวิญญาณของเขายังไม่ผสานเข้ากับร่างนี้ดีนัก
หรือนี่คือราคาที่ต้องจ่าย?
คำเตือนจากตำราโบราณที่เขาเคยอ่านผ่านตาแวบเข้ามาในหัว การฝืนลิขิตสวรรค์ บิดเบือนกาลเวลา ย่อมต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาต้องแลก คือความสมดุลของดวงวิญญาณ
เหยียนอวี่กัดฟันข่มความวิงเวียน เขาก้มลงมองมือของตัวเอง ผิวพรรณเนียนละเอียดไร้รอยด้าน ข้อมือเล็กบางปราศจากรอยแผลเป็นจากตรวนโซ่ที่เคยล่ามเขาไว้ในคุกหลวง นิ้วมือเรียวยาวที่เคยเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและดินโคลนในวาระสุดท้าย บัดนี้กลับขาวสะอาดและนุ่มนวล
นี่คือมือของเขาในวัยเยาว์... มือของนายน้อยตระกูลเซี่ย ผู้ที่ไม่เคยรู้จักความทุกข์ยากลำบาก
"นายน้อย! ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ!?"
เสียงประตูห้องนอนถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างร้อนรน สาวใช้คนสนิท ลู่ชิง ถือตะเกียงวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แสงไฟสีส้มส่องกระทบใบหน้าที่ยังดูเด็กกว่าในความทรงจำของเขา "ข้าได้ยินเสียงท่านร้อง ท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ?"
เหยียนอวี่เงยหน้ามองสาวใช้ผู้ภักดี ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาที่คอหอย ภาพของลู่ชิงที่นอนจมกองเลือดเพราะพยายามปกป้องเขาในชาติก่อนซ้อนทับกับภาพหญิงสาวตรงหน้า เขาอยากจะโผเข้าไปกอดนาง อยากจะร้องไห้ระบายความอัดอั้นตันใจ แต่สัญชาตญาณความระแวดระวังที่ถูกหล่อหลอมจากความโหดร้ายในวังหลวงสั่งให้เขาเก็บซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
เขาจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้... ไม่ใช่ตอนนี้
"ข้า... ไม่เป็นไร" เขาตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ "แค่ฝันร้าย... ขอน้ำให้ข้าหน่อย"
ลู่ชิงรีบวางตะเกียงลงแล้วกุลีกุจอไปรินน้ำชาอุ่นๆ มาให้ เหยียนอวี่รับจอกชามาดื่ม มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยขณะสัมผัสความอุ่นร้อนของน้ำชา รสชาติฝาดเฝื่อนปลายลิ้นช่วยดึงสติของเขากลับมาสู่ปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม
เขาเหลือบมองกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง เงาสะท้อนในนั้นคือเด็กหนุ่มรูปงามวัยสิบแปดปี ผมยาวสยายดำขลับตัดกับผิวขาวดุจหิมะ ดวงตาหงส์ที่เคยใสกระจ่างดุจน้ำค้างยามเช้า บัดนี้กลับลึกซึ้งและเย็นชาเกินวัย ราวกับบ่อลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
เขาได้หวนกลับมาแล้วจริงๆ... กลับมาในช่วงเวลาก่อนที่โศกนาฏกรรมทั้งหมดจะเริ่มขึ้น
"ลู่ชิง ตอนนี้ยามใดแล้ว?"
"ยามอิ๋น (03.00 - 05.00 น.) แล้วเจ้าค่ะ อีกไม่นานฟ้าก็จะสาง..." ลู่ชิงตอบพลางรับจอกชาคืน นางมองนายน้อยด้วยสายตาเป็นห่วง "นายน้อย สีหน้าท่านดูไม่ดีเลย ให้ข้าไปตามหมอไหมเจ้าคะ?"
"ไม่จำเป็น" เหยียนอวี่ตอบปฏิเสธทันควัน "ข้าแค่เพลีย... ว่าแต่วันนี้มีกำหนดการอะไรสำคัญหรือไม่?"
ลู่ชิงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย "นายน้อยลืมแล้วหรือเจ้าคะ? วันนี้เป็นวันที่ราชสำนักจะส่งเทียบเชิญมาที่จวน เพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมพิธีดูตัวคู่หมั้นของ องค์ชายจวิ้นอี่ นะเจ้าคะ ท่านตื่นเต้นกับวันนี้มาตลอดทั้งเดือน เตรียมชุดใหม่ไว้ตั้งหลายชุด"
ชื่อนั้น... จวิ้นอี่
เพียงแค่ได้ยินชื่อ หัวใจของเหยียนอวี่ก็กระตุกวูบ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความรักที่เคยหวานล้ำ ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง และความแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูกดำ
ในชาติก่อน วันนี้คือวันที่เขามีความสุขที่สุด เขาจำได้ว่าตัวเองตื่นมาแต่เช้ามืดด้วยหัวใจที่พองโต เฝ้ารอที่จะได้รับเลือกให้เข้าวัง เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับบุรุษผู้สง่างามที่เขาแอบมีใจให้ แต่เขาหารู้ไม่ว่า... เทียบเชิญใบนั้นคือตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวสู่ขุมนรก
"อ๋อ... เรื่องนั้นเองสินะ" เหยียนอวี่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าและเย็นเยียบ "ข้าจำได้แล้ว"
ลู่ชิงรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ รอยยิ้มของนายน้อยในวันนี้ดูแปลกไป มันไม่ใช่รอยยิ้มสดใสอย่างที่เคยเป็น แต่เป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับเคลือบยาพิษเอาไว้
"นายน้อยจะอาบน้ำเลยไหมเจ้าคะ? ข้าเตรียมน้ำอุ่นผสมกลีบกุหลาบไว้แล้ว จะได้แต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ท่านชอบ ชุดนั้นท่านใส่แล้วดูงดงามราวกับเทพเซียน องค์ชายจวิ้นอี่จะต้องทรงประทับใจแน่นอนเจ้าค่ะ" ลู่ชิงพยายามพูดเรื่องที่ทำให้นายน้อยอารมณ์ดี
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ
เหยียนอวี่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ขาจะยังสั่นเพราะความอ่อนแรงจากอาการ วิญญาณไม่เสถียร แต่เขาก็ฝืนยืนหยัดด้วยจิตใจที่มั่นคงดุจขุนเขา เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดมันออกดูชุดผ้าไหมสีหวานและเครื่องประดับหรูหราที่เขาเคยชื่นชอบในอดีต
ของพวกนี้... คือเครื่องมือที่เขาเคยใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชายคนนั้น
"เอาชุดพวกนี้ไปเก็บให้หมด" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ
"คะ?" ลู่ชิงอ้าปากค้าง "ตะ... แต่ชุดพวกนี้ท่านสั่งตัดมาเป็นพิเศษ..."
"ข้าบอกให้เอาไปเก็บ" เหยียนอวี่หันมามองนางด้วยสายตาดุดัน "วันนี้ข้าจะใส่ชุดสีขาวเรียบๆ ไม่ต้องปักลาย ไม่ต้องประดับหยก เอาที่เรียบง่ายที่สุด"
"แต่ว่า... วันนี้เป็นวันมงคลนะเจ้าคะ การใส่ชุดสีขาวมัน..."
"ข้าไม่ได้ไปงานมงคล" เหยียนอวี่พูดแทรกขึ้นมา เสียงของเขาเบาหวิวแต่หนักแน่น "ข้ากำลังจะก้าวเข้าสู่สนามรบ... และในสนามรบ ความงามที่ไร้สมองก็เป็นเพียงเครื่องล่อเป้าให้ศัตรูเท่านั้น"
ลู่ชิงไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา แต่นางสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวนายน้อย นางจึงไม่กล้าทักท้วงอีก รีบก้มหน้ารับคำและไปจัดเตรียมชุดตามที่สั่ง
เมื่ออยู่ลำพังอีกครั้ง เหยียนอวี่เดินไปหยุดที่หน้าต่าง ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม แสงแรกแห่งวันใหม่กำลังจะมาถึง
เขายกมือขึ้นทาบหน้าอกที่ยังคงเจ็บแปลบเป็นระยะ ความเจ็บปวดนี้คอยย้ำเตือนเขาเสมอว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาได้กลับมาแล้วจริงๆ และโอกาสครั้งนี้... เขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดมือ
"ฉินลี่หรง..." เขากระซิบชื่อศัตรูคู่แค้น ริมฝีปากยกยิ้มหยัน "เจ้าคงกำลังนอนหลับฝันหวาน คิดแผนการชั่วร้ายเพื่อไต่เต้าสู่อำนาจอยู่สินะ ในชาตินี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นบันไดให้เจ้าเหยียบขึ้นไปอีกแล้ว แต่ข้าจะเป็นคนที่กระชากเจ้าลงมาจากที่สูง ให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดของการสูญเสียทุกอย่าง เหมือนที่เจ้าเคยทำกับข้า!"
ทันใดนั้น อาการวิงเวียนหน้ามืดก็กำเริบขึ้นอีกครั้งจนเขาเซถลาไปเกาะขอบหน้าต่าง เหยียนอวี่หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อตรึงวิญญาณให้อยู่กับร่าง
ดูเหมือนการย้อนเวลาจะมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ร่างกายนี้ยังไม่ชินกับดวงวิญญาณที่แบกรับความแค้นและความทรงจำอันหนักอึ้ง เขาต้องระวังตัวให้มาก... เขาต้องรีบหาพันธมิตร
ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
ไป๋เหวินเจี๋ย
หมอหลวงหนุ่มอัจฉริยะ ผู้ที่เคยพยายามช่วยเขาในวาระสุดท้ายของชาติก่อน ในตอนนั้นเขาโง่เขลาที่มองข้ามความหวังดีของอีกฝ่ายไป แต่ในชาตินี้ เขาจะต้องดึงคนผู้นี้มาเป็นพวกให้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อมารักษาอาการประหลาดของเขา แต่เพื่อใช้ความรู้เรื่องพิษและสมุนไพรของหมอไป๋ มาต่อกรกับแผนสกปรกของฉินลี่หรง
"นายน้อยเจ้าคะ น้ำพร้อมแล้วเจ้าค่ะ" เสียงลู่ชิงเรียกจากด้านหลัง
เหยียนอวี่ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยความเจ็บปวดเลือนหายไป แทนที่ด้วยความสงบนิ่งลึกล้ำดุจมหาสมุทร
"ข้ามาแล้ว"
เขาหันหลังกลับ เดินไปสู่ห้องอาบน้ำ ทิ้งเงาของเด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาไว้เบื้องหลัง นับจากวินาทีนี้... เซี่ยเหยียนอวี่คนเดิมได้ตายไปแล้ว
เหลือเพียงผู้ทวงแค้นที่สวรรค์ส่งมาเพื่อพลิกฟ้าคว่ำดิน!
กาลเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ... มันพัดพาเอาความหนุ่มสาว ความพลุ่งพล่าน และความทะเยอทะยานให้เลือนหายไปตามกระแสธาร แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ตกตะกอนสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันให้เด่นชัดและงดงามยิ่งขึ้นสิบห้าปีต่อมา ณ จวนคีรีรมย์สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหุบเขา ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มและแดงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ปกคลุมทางเดินหินอ่อนราวกับพรมธรรมชาติที่ศาลาริมสระบัวอันคุ้นเคย ชายชราสองคนนั่งเคียงคู่กันบนตั่งไม้ไผ่ ชมพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าเซี่ยเหยียนอวี่ในวัยสี่สิบกว่าปียังคงเค้าโครงความงดงามในอดีตไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏขึ้นที่หางตา และเส้นผมสีดำขลับเริ่มมีสีดอกเลาแซมบ้างประปราย แต่แววตาคู่สวยนั้นกลับดูสงบนิ่งและอ่อนโยนยิ่งกว่าในวัยเยาว์เขากำลังนั่งปอกผลส้มอย่างใจเย็น วางชิ้นส้มที่แกะเม็ดออกแล้วลงบนจานกระเบื้อง ข้างๆ กันนั้นคือจวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เกรียงไกรที่บัดนี้วางดาบลงและหันมาจับพู่กันวาดภาพทิวทัศน์แทน ร่างกายที่เคยกำยำเริ่มผ่ายผอมลงตามกาลเวลา แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงอย่างสง่างาม"เจ้าปอกช้าลงนะ เหยียนอวี่" จวิ้นอี่เอ่ยเย้า วางพู่กันลงแล้วหันมายิ
แสงเทียนในห้องทรงอักษรวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ฮ่องเต้หลงอวี่ในวัยยี่สิบต้นๆ วางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึกด้วยความเหนื่อยล้า พระหัตถ์หนายกขึ้นนวดขมับเพื่อคลายความตึงเครียดบนโต๊ะทรงงาน เต็มไปด้วยฎีกากองพะเนินที่รอการตัดสินใจ ปัญหาภัยแล้งทางทิศใต้ ปัญหาโจรป่าทางทิศตะวันตก และแรงกดดันจากเหล่าขุนนางเฒ่าที่เร่งรัดให้พระองค์รับสนมเพิ่มเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์"เป็นฮ่องเต้... มันช่างโดดเดี่ยวเสียจริง"หลงอวี่พึมพำกับตัวเอง สายตาเหม่อมองไปยังเก้าอี้ไม้จันทน์ตัวเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่ามานานหลายปีแล้ว เก้าอี้ที่เสด็จอาจวิ้น อี่เคยประทับนั่งคอยสอนงานราชการให้เขาเสียงกระซิบกระซาบของขุนนางในท้องพระโรงเมื่อเช้ายังคงดังก้องในหู'น่าเสียดายความปรีชาของอดีตองค์ชายจวิ้นอี่... หากพระองค์ไม่ลุ่มหลงในรักจนยอมทิ้งบัลลังก์ ป่านนี้แผ่นดินคงขยายไปไกลกว่านี้''นั่นสิ... การเลือกบุรุษเพียงคนเดียวแทนที่จะเลือกแผ่นดิน ช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา' หลงอวี่กำหมัดแน่น ทุบลงบนโต๊ะเบาๆ"คนพวกนั้นไม่รู้อะไรเลย..."พวกเขาไม่รู้ว่าความสงบสุขที่พวกเขากำลังเสวยสุขอยู่ในตอนนี้ แลกมาด้วยหยาดเ
ยามเช้าอันสดใส ณ จวนคีรีรมย์เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังประสานกับเสียงธารน้ำไหล บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การจิบชาชมไม้ หากไม่มีเสียงตะโกนที่ดังลั่นจนนกบินหนีแตกกระเจิง"หายไปไหน!?"หลิวจื้อเฉินยืนเท้าเอวอยู่หน้าเรือนพัก ใบหน้าคมคายฉายแววงุนงงปนหงุดหงิด เขาก้มมองเท้าของตัวเองที่มีแต่ถุงเท้าสีขาว ส่วนรองเท้าบูทหนังคู่เก่งที่ขัดเงาวับเมื่อคืนอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย"โวยวายอะไรแต่เช้า จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยเดินงัวเงียออกมาจากห้อง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย "เจ้าทำเสียงดังจนสมุนไพรข้าสะดุ้งตื่นหมดแล้ว""รองเท้าข้าหาย!" จื้อเฉินฟ้องเสียงอ่อย "ข้าถอดไว้หน้าห้องเมื่อคืน เช้านี้เหลือแต่ความว่างเปล่า... ท่านหมอ เจ้าแอบเอารองเท้าข้าไปต้มยาแก้โรคเท้าเหม็นหรือเปล่า?""บ้าสิ!" ไป๋เหวินเจี๋ยค้อนขวับ "ยาท่านหมออย่างข้ามีค่ามากกว่ารองเท้าเน่าๆ ของเจ้าตั้งเยอะ... เอ๊ะ?"หมอหนุ่มชะงักเมื่อกวาดสายตาไปที่ระเบียงตากยาสมุนไพร ตะกร้าที่เคยใส่รากโสมพันปีที่อุตส่าห์ไปขุดมาจากยอดเขา ตอนนี้ว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงหัวผักกาดขาวเหี่ยวๆ หัวหนึ่งวางแทนที่อย่างเย้ยหยัน"โสมข้า!" ไป๋เหวินเจี๋ยร้องเสียงหลง "ใครมันกล้
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นหอมของดินและหญ้าสดชื่นลอยมาตามลม ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้จวนคีรีรมย์ปลอดโปร่งจนเห็นดวงดาวระยิบระยับนับล้านดวงทว่า... ความสงบสุขของไป๋เหวินเจี๋ยกำลังถูกรบกวน"ท่านหมอ! เสร็จหรือยัง? เร็วเข้าสิ เดี๋ยวตลาดวายหมด!"เสียงเร่งเร้าที่คุ้นหูดังมาจากหน้าเรือนพัก ไป๋เหวินเจี๋ยถอนหายใจเบาๆ วางมือจากการคัดแยกสมุนไพรตากแห้ง แล้วหันไปมองต้นเสียงที่ยืนเกาะขอบประตูทำหน้าตาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆหลิวจื้อเฉินในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มดูทะมัดทะแมง ผมยาวถูกมัดรวบสูงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เปื้อนรอยยิ้มกว้างจนตาหยี"เจ้าจะรีบไปไหนนักหนา จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยบ่นอุบอิบขณะเช็ดมือกับผ้าสะอาด "งานเทศกาลมีทั้งคืนไม่ใช่หรือ?""ก็ข้าอยากพาเจ้าไปเดินเล่นก่อนคนจะเยอะนี่นา" จื้อเฉินเดินเข้ามาดึงแขนหมอหนุ่ม "อีกอย่าง... ข้ามีของดีจะให้เจ้าดูด้วย รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่ๆ""ของดี?" ไป๋เหวินเจี๋ยเลิกคิ้ว "หวังว่าคงไม่ใช่กบภูเขาหรืองูหายากที่เจ้าไปจับมาอีกนะ คราวที่แล้วทำเอาห้องยาข้าเละเทะไปหมด""โธ่... อันนั้นมันอุบัติเหตุ!" จื้อเฉินหัวเราะแก้เก้อ "แต่วันนี้รับประกันความปลอดภัย ไปกันเถอะน่า ข
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายลงมากระทบหลังคากระเบื้องของจวนคีรีรมย์ เสียงเปาะแปะแผ่วเบาคล้ายบทเพลงขับกล่อมให้สรรพสิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราภายในห้องนอนขนาดใหญ่ที่อบอุ่นด้วยแสงเทียนและเตาผิง เซี่ยเหยียนอวี่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงกว้าง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมทั้งที่อากาศเย็นสบาย หน้าท้องที่นูนเด่นบ่งบอกถึงอายุครรภ์ที่ครบกำหนดคลอดแล้วเริ่มบีบตัวเป็นจังหวะ สร้างความปวดร้าวที่แผ่ซ่านจากบั้นเอวไปทั่วสรรพางค์กาย"อึก..."เหยียนอวี่กัดริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นเสียงร้องไม่ให้รบกวนคนที่นอนเคียงข้าง แต่แรงบีบตัวครั้งล่าสุดรุนแรงจนเขาเผลอจิกเล็บลงบนท่อนแขนแกร่งที่โอบกอดเขาอยู่จวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เคยหลับลึกแม้ท่ามกลางสนามรบ กลับสะดุ้งตื่นทันทีเพียงแค่รู้สึกถึงแรงสั่นเทาของคนในอ้อมกอด"เหยียนอวี่?" จวิ้นอี่รีบลุกขึ้นนั่ง แววตาที่เคยงัวเงียเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของคนรัก "เจ้าเป็นอะไร!? ปวดท้องหรือ!?""จวิ้นอี่... ข้าคิดว่า... ลูกจะมาแล้ว..." เหยียนอวี่ตอบเสียงกระท่อนกระแท่น มือเรียวกุมท้องแน่น "ไปตาม... ท่านหมอไป๋..."คำว่าลูกจะมาแล้วเปรียบเสมือนคำประกาศิตที
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนคีรีรมย์ฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะหวนคืนแสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมายังแปลงผักหน้าเรือนที่บัดนี้กลายสภาพเป็นป่าดงดิบขนาดย่อมๆ เพราะเจ้าของทิ้งร้างไปนานแรมเดือนเพื่อไปกู้ชาติ ผักกาดขาวหัวโตแทงยอดดอกสีเหลืองอร่าม คะน้าก้านยักษ์สูงท่วมเอว และหญ้าวัชพืชที่ขึ้นแซมจนแยกไม่ออก"โธ่... แปลงผักของข้า..."จวิ้นอี่ยืนเท้าเอวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มองดูผลงานการเกษตรที่กลายสภาพไปสิ้นเชิง "ข้ากะว่าจะเก็บไว้ทำแกงจืดฉลองกลับบ้านเสียหน่อย"“ยังกินได้อยู่น่าท่านพ่อ" หลงหยางที่กำลังเดินแบกฟืนเข้ามาหัวเราะร่า "แค่ต้องเคี้ยวนานหน่อยเท่านั้นเอง""เจ้าลูกคนนี้!" จวิ้นอี่หันไปจะเขกหัวลูกชาย แต่หลงหยางเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่วแล้ววิ่งหนีไปหาหลิวจื้อเฉินที่กำลังช่วยไป๋เหวินเจี๋ยตากสมุนไพรอยู่ที่ลานอีกฝั่งเซี่ยเหยียนอวี่เดินออกมาจากในเรือนพร้อมถาดน้ำชา รอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าเมื่อเห็นภาพความวุ่นวายที่แสนคุ้นเคย"อย่ามัวแต่อาลัยอาวรณ์เลยท่านพี่" เหยียนอวี่วางถาดลง "ผักปลูกใหม่ได้ แต่บ้านที่อบอุ่นแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะ"จวิ้นอี่เดินเข้ามาหาภรรยา รับถ้วยชาไปจิบ “เจ้าพูดถูก ข้







