Mag-log in
ในยามพลบค่ำดวงตะวันค่อยๆ ลาลับท้องฟ้ามืดครึ้ม ผู้คนสัญจรไปมาเริ่มน้อยลงก่อนจะจางหายไป มีเพียงแสงไฟสลัวตามสองฝั่งข้างทาง ริมฟุตบาทของถนนสายหนึ่งที่ติดอยู่กับแม่น้ำห่างเพียงระเบียงกั้น สะท้อนให้เห็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย
หญิงสาวร่างผอมบางในชุดเดรสชีฟองสีขาวสวมหมวกไหมพรมสีขาว เดินไปตามฟุตบาตก่อนจะมาหยุดอยู่บนสะพานข้ามฝั่งแม่น้ำ ดวงตาเศร้าหมองเหม่อลอยทอดมองไปด้านหน้าอย่างไร้ทิศทาง
หากมองดูใกล้ๆ คงเห็นว่าดวงตาของเธอบวมแดงหลังจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ใบหน้าที่เคยงดงามผุดผ่องนั้นซีดเซียวซูบตอบไร้สีเลือดฝาดอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อซีดขาวราวกับกระดาษ
ที่ผ่านมาราวกับว่าโชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตของเธอ เมื่อปีก่อนเธอป่วยอาการเริ่มทรุดหนักเมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล กลับพบว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอาจอยู่ได้ไม่เกินสองปี
นั่นเสมือนกับฝันร้ายชีวิตที่กำลังราบรื่นวาดฝันไว้อย่างดีกับคนรักที่คบกันมาถึงห้าปี เธอตั้งใจไว้ว่าจะแต่งงานและมีลูกกับเขาชีวิตครอบครัวของเธอก็จะสมบูรณ์ เติมเต็มชีวิตในอดีตที่ขาดหาย
“ไม่เป็นไรผมจะคอยอยู่ข้างๆ ดูแลคุณเอง”
คำพูดนั้นของเขาทำให้เธอยังคงมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข เธอเริ่มเข้ารับการรักษาแม้ว่าจะไม่เห็นความหวังที่ปลายทาง แต่เธอก็ยังคงมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไปกับเขาแม้ว่าสิ่งที่วาดฝันไว้จะไม่เป็นอย่างที่คิด หากแต่เขาเป็นคนเดียวที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายและเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตของเธอ
เธอชื่อหลินฟาง เป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตร ตั้งแต่จำความได้เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าคนอื่นกว่าจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้
หลังจากที่เธอเรียนจบเธอก็ได้ทำงานในบริษัทใหญ่โตมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความที่เธอเป็นคนขยันและทำงานดีละเอียดรอบคอบ อายุเพียงยี่สิบห้าปีเธอก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นที่น่าอิจฉาของคนอื่น ๆ พวกเขาทำงานมาทั้งชีวิตยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเลย
แต่กว่าเธอจะมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะว่าเธอมีกำลังใจที่ดี จงเหวินคนรักที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดห้าปี เธอกับเขาคบกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทางบ้านของเขามีฐานะปานกลาง แต่เขาก็พยายามช่วยเหลือให้กำลังใจเธอมาตลอด ทั้งสองฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันมากมาย
หลินฟางรู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมากเป็นที่พึ่งเดียวในชีวิตเธอ เธอจึงตั้งใจว่าหลังจากที่การงานมั่นคงเธอจะแต่งงานและมีลูกกับเขามีครอบครัวที่มีความสุข
แต่แล้วชีวิตในวัยยี่สิบหกปีของเธอกลับพังทลายลงเมื่อเธอตรวจพบว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอยู่ได้ไม่เกินสองปี จึงทำให้เธอต้องออกจากงานมารักษาตัว เธอคิดว่าชีวิตของเธอนั้นยังโชคดีที่มีจงเหวินคนรักที่คอยดูแลอยู่ข้างๆ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเธออีกครั้ง
‘ที่รักทำอะไรอยู่คะ ที่เรานัดกันว่าจะไปดินเนอร์เย็นนี้ฉันจองโต๊ะที่ดาดฟ้าของโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ’
‘ได้ครับผมจะรีบไป ผมเองก็คิดถึงคุณจะแย่แล้ว’
ข้อความพวกนั้นแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ของคนที่เธอรัก หลินฟางทรุดตัวลงกับพื้นขบเม้มริมฝีปากแน่นน้ำตาไหลอาบสองพวงแก้มอย่างห้ามไม่ได้ เธอไม่คิดว่าคนรักที่คบกันถึงห้าปีจะนอกใจเธอ
เธอยังคงคิดเข้าข้างตัวเองว่าข้อความนั้นอาจจะมีใครบางคนส่งผิดมาก็ได้
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้หลินฟางได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เธอวางโทรศัพท์ของเขาไว้บนโต๊ะที่เดิม มือเรียวเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาบนใบหน้าก่อนจะเดินไปเปิดประตู
“จงเหวินคุณกลับมาแล้วเหรอคะ” หลินฟางปั้นหน้ายิ้มให้กับเขา
“ครับวันนี้ผมซื้อวัตถุดิบมาทำกับข้าวให้คุณโดยเฉพาะ มีประโยชน์สำหรับคนป่วยทั้งนั้นเลย คุณจะได้แข็งแรงและหายไวๆ จะได้อยู่กับผมไปนาน ๆ” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับหลินฟาง
“จริงสิเย็นนี้ผมต้องไปงานด่วนคงอยู่กับคุณไม่ได้คุณอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม พรุ่งนี้ผมจะรีบกลับมานะ”
จงเหวินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากแต่ทำให้คนฟังรู้สึกสะอึกขึ้นมา
หลินฟางกลืนน้ำลายลงคอพยายามกดกั้นน้ำตาที่พร้อมจะไหลพรากออกมาได้ทุกเมื่อ
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับเพียงสั้น ๆ ก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยให้กับเขา
โรงแรมแห่งหนึ่งติดริมแม่น้ำบรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว มองโดยรอบเห็นวิวทิวทัศน์แม่น้ำที่กว้างใหญ่ตึกน้อยใหญ่เรียงรายเป็นแถว ในยามเย็นแสงไฟหลากหลายสีสันสะท้อนบนแม่น้ำยิ่งมองดูสวยงามจนไม่อาจละสายตา
จวนเสนาบดีสกุลหมิงถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าสีแดงมงคล ตลอดจนโคมไฟ ป้ายชุนเหลียน บ่าวไพร่ในจวนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดงอวยพรให้กับคุณหนูของพวกเขาในวันมงคลเช่นนี้บนท้องถนนตลอดเส้นทางนับตั้งแต่จวนเสนาบดีสกุลหมิงไปจนถึงวังหลวงเต็มไปด้วยความครึกครื้น สองฝั่งถนนถูกประดับประดาด้วยผ้าแดงมงคลอย่างวิจิตรนับเป็นงานอภิเษกสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นหย่งเลยก็ว่าได้ เกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่ถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสมเกียรติ เจ้าบ่าวในชุดแต่งงานสีแดงปักดิ้นทองเป็นลวดลายมังกรลงจากหลังม้าตรงเข้าไปกราบไหว้บรรพบุรุษหมิงหลิ่งฟางในชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งอยู่ในห้อง มีมารดาและสาวใช้รวมถึงนางกำนัลที่อวี้ฮองเฮาส่งมาช่วยแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืด เครื่องประดับศีรษะวิจิตรถูกสวมลงบนศีรษะเล็ก แม้นจะหนัก หากแต่ใบหน้าของหมิงหลิ่งฟางยามนี้ก็แต้มเอาไว้ด้วยรอยยิ้มไม่คลายเมื่อถึงฤกษ์ยามขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว หมิงชิงไฉก็ทำหน้าที่พี่ชายส่งตัวน้องสาวขึ้นเกี้ยว ชาวบ้านชาวเมืองต่างมายืนรอดูชมขบวนเจ้าสาวด้วยความชื่นชม ตลอดทางมีแต่คำอวยพรเซ็งแซ่หนาหูครั้นมาถึงวังหลวง สถานที่ทำพิธีเป็นที่ตำหนักบูรพา หยางจวินเฟยและหมิงหลิ่งจับปลายผ้าแดงคนล
เรื่องราวของกบฏตระกูลสวี่ รวมถึงเรื่องที่ตระกูลหวงถูกเนรเทศไปด้วยถูกบอกเล่ากันปากต่อปากจนลามไปทั่วทั้งแคว้น ชาวบ้านร้านตลาดต่างขุดเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาพูดกันอย่างสนุกปากหลังจากเรื่องวุ่นวายจบลง ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น หมิงหลิ่งฟางหวนคิดถึงเรื่องราวในชาติก่อนก็คลี่ยิ้มขึ้นมาชาตินี้นางไม่ผิดต่อครอบครัว ไม่ผิดต่อตัวเอง จนพาเอาสกุลหมิงเดือดร้อนไปด้วย ดวงตาคู่สวยหลุบมองสองมือเล็กที่หาญกล้าคว้ากระบี่ขึ้นมาแทงหยางเทียนหลิวคราวนั้นแล้วพลันใจเต้นรัวตอนนั้นไม่ใช่เพียงแค่อยากชำระแค้นส่วนตัวที่มีกับหยางเทียนหลิว หากแต่นางไม่อาจทนมองหยางจวินเฟยถูกคนชั่วเช่นนั้นสังหารจนตายอีกเป็นครั้งที่สองไปได้ตอนนั้นที่เห็นหยางเทียนหลิวเงื้อกระบี่ขึ้นสูง ภายในใจนางก็พลันกระตุกวูบ ราวกับมันร่วงหล่นลงบนพื้น เจ็บหนึบไปหมด และความกลัวบวกรวมกับความแค้นที่มีอยู่เดิมทำให้นางเรียกพลังกลับขึ้นมาได้หลังจากจบเหตุการณ์นั้น หมิงชิงไฉ พี่ชายของนางก็เดินทางกลับเจียงโจวทันที หยางจวินเฟยต้องอยู่ประชุมขุนนางพร้อมสะสางงานมากมายที่วางรอให้เขาจัดการจนมันแทบล้มทับตัวเขาอยู่แล้วและเมื่อเรื่องร้ายจบลง ฮ่องเต้หยางหรงเ
หยางจวินเฟยเร่งเดินทางติดตามหยางเทียนหลิวไปทันที หวังใจว่าจะตามอีกฝ่ายทัน อาชาศึกถูกฝึกมาเป็นอย่างดีทำให้ห้อตะบึงออกไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนม้าตลอดระยะทางที่เดินทางชายหนุ่มไม่คิดหยุดพัก ด้วยทั้งกังวลและเป็นห่วงหมิงหลิ่งฟางไม่น้อย เกรงว่าหยางเทียนหลิวจะทำอันตรายนางภาพที่นางถูกหยางเทียนหลิวสั่งประหารในชาติก่อนยังคงติดตาเขามาถึงทุกวันนี้ ยิ่งคิดถึงภาพนั้นทีไร ภายในใจยิ่งเจ็บปวดจวนแทบทนไม่ได้หมิงหลิ่งฟางถูกลักพาตัวไปเช่นนี้ ทำเอาหยางจวินเฟยกินไม่ได้นอนไม่หลับ พาลให้หมิงชิงไฉสงสัย ด้วยว่าน้องสาวตนก็เป็นเพียงบุตรีขุนนางในราชสำนัก ไหนเลยจะมีเหตุให้องค์รัชทายาทกังวลและร้อนใจ จนต้องออกติดตามหานางด้วยตัวเองเช่นนั้นกระนั้นหมิงชิงไฉเองก็คิดว่า เขาที่เป็นบุรุษย่อมมองบุรุษด้วยกันออก แม้จะยังกังวลเรื่องน้องสาว หากแต่ก็รู้สึกสบายใจหากบุรุษที่จะเข้ามาดูแลนางต่อจากครอบครัวเป็นคนผู้นี้“องค์รัชทายาท”หมิงชิงไฉเดินเข้าไปหยุดยืนข้างกายองค์รัชทายาท ผู้เปรียบเสมือนเจ้านายอีกผู้หนึ่งของเขา ก่อนจะยื่นห่ออาหารไปให้ยามนี้ขบวนของหยางจวินเฟยหยุดพักอยู่ริมบึงน้ำในป่า ด้วยว่ายามนี้ท้องฟ
“ท่านเสนาบดีและฮูหยินไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะพาหลิ่งฟางกลับมาอย่างปลอดภัย ข้าให้สัญญา” หยางจวินเฟยครั้นรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะก็หันหลังตั้งใจออกจากจวนสกุลหมิงเพื่อเดินทางไปยังค่ายทหารทันที“องค์รัชทายาท” เสียงทุ้มของผู้มาใหม่ดังขึ้นจากด้านหลังหมิงชิงไฉกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังโถงหน้าของจวน แล้วคำนับหยางจวินเฟยอย่างเรียบง่าย พร้อมกับขอติดตามออกไปหาตัวน้องสาวด้วยเช่นกัน หยางจวินเฟยไม่ขัดข้องด้วยรู้ว่าหมิงชิงไฉคงเป็นห่วงหมิงหลิ่งฟางไม่แพ้กัน ไม่เช่นนั้นคงไม่เร่งเดินทางจากเจียงโจวกลับมายังเมืองหลวงทันทีเช่นนี้หยางจวินเฟยและหมิงชิงไฉควบม้าตรงไปยังค่ายทหาร ก่อนจะมีคำสั่งเรียกระดมกำลังมาประชุมหารือเพื่อออกตามล่าหาตัวหยางเทียนหลิวต่อไป ด้วยว่าเวลาไม่อาจเร่งรอได้อีกแล้ว“องค์รัชทายาท กระหม่อมมีความเห็น”“เชิญท่านกุนซือ” หยางจวินเฟยเอ่ยบอกเพียงเท่านั้น และตั้งใจรอฟังความเห็นของอีกฝ่าย“กระหม่อมคาดเดาว่าอย่างไรองค์ชายรองก็คงเดินทางขึ้นเหนือพ่ะย่ะค่ะ”“...” หยางจวินเฟยเงียบฟังพลางคิดตาม“เส้นทางขึ้นไปทางตอนเหนือของแคว้นหย่งเต็มไปด้วยภูเขา มีเส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อน เดินทางยากลำบากไม่น้อย ทั้งย
หยางเทียนหลิวอาศัยอารามร้างเป็นที่หลบภัยก่อนจะเริ่มวางแผนการบางอย่างขึ้น เขาจะมิยอมเป็นคนที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้แน่นอนจุดอ่อนของหยางจวินเฟยยามนี้คงหนีไม่พ้นหมิงหลิ่งฟาง นั่นจึงทำให้หยางเทียนหลิววางแผนย้อนกลับไปที่เมืองหลวงอีกครั้ง“องค์ชายรอง แผนนี้ค่อนข้างเสี่ยงมากทีเดียวนะพ่ะย่ะค่ะ หากพวกเราถูกองค์รัชทายาทจับได้เสียก่อน...” องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยเอ่ยเตือนเชิงแนะนำไปในคราวเดียวกัน“ถ้าเราเอาตัวหมิงหลิ่งฟางมาได้ นางจะเป็นโล่กำบังหอก ดาบ และลูกธนูชั้นดีทีเดียว” หยางเทียนหลิวเอ่ยออกมาเสียงเย็นเยียบ ไม่คิดเปลี่ยนใจอีกแล้วทางด้านฝ่ายหยางจวินเฟยนำกำลังทหารจำนวนหนึ่งเร่งออกตามหาหยางเทียนหลิวทันที พร้อมกันกับที่ต้าเผิงมารายงานว่า เรื่องโจรปล้นทรัพย์และเข่นฆ่าชาวบ้านนั้น แท้จริงแล้วเป็นแผนการสร้างสถานการณ์ของหยางเทียนหลิวและคนตระกูลสวี่ ที่หวังจากอยากให้หยางเทียนหลิวสร้างผลงานมีความดีความชอบ และเร่งแต่งหมิงหลิ่งฟางเข้ามาเป็นชายาเอก เพื่อแผนการขั้นต่อไปหยางจวินเฟยกำหมัดแน่น กายแกร่งบนหลังอาชาศึกพ่วงพียามนี้แค้นใจหยางเทียนหลิว เหตุการณ์คราวนี้แม้จะแตกต่างไปจากชาติก่อน หากแต่ถ้าเขายังไ
หยางจวินเฟยลอบเข้าไปในตำหนักของน้องชาย อาศัยช่วงเวลาดึกสงัดที่ทุกคนพากันหลับใหล ตำหนักของหยางเทียนหลิวเดิมทีองครักษ์ก็แน่นหนา หากแต่เพราะเขาออกไปปราบโจรปล้นทรัพย์ ทำให้พาองครักษ์ออกไปด้วยจนหมดร่างสูงในอาภรณ์สีดำปกปิดใบหน้ามิดชิดเข้ามาในห้องหนังสือของหยางเทียนหลิวพร้อมกับองครักษ์คนสนิทอย่างเฮ่อหลิวและต้าเผิง ทั้งสามพยายามช่วยกันหาจนกระทั่งเจอหนังสือลงนามเข้าร่วมกับหยางเทียนหลิวของเหล่าขุนนางกังฉิน“องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” ต้าเผิงหยิบหนังสือลงนามยื่นไปตรงหน้าผู้เป็นนายหยางจวินเฟยมองดูรายชื่อเหล่าขุนนางกังฉินก็ถอนหายใจออกมา ด้วยเพราะรู้แจ้งแก่ใจดีว่า สุดท้ายแล้วจุดจบของขุนนางเหล่านี้คือความตาย เพราะเมื่อหมดประโยชน์คนเช่นสวี่กุ้ยเฟยก็ไม่คิดที่จะให้คนเหล่านี้หลงเหลือเพื่อย้อนกลับมาทำลายตนได้ในวันหนึ่ง“เก็บไปด้วย”หยางจวินเฟยจำต้องเร่งลงมือรวบรวมหาหลักฐานและนำไปทูลต่อผู้เป็นบิดา ก่อนที่หยางเทียนหลิวจะกลับวังหลวง ด้วยกลัวว่าน้องชายต่างมารดาผู้นี้จะช่วงชิงสตรีที่เขารักไปอีกเหมือนชาติก่อน แน่นอนว่าเขายอมไม่ได้ และไม่มีวันยอมเป็นอันขาดหลังจากได้หลักฐานบางส่วนแล้ว วันต่อมาหยางจวินเฟยก็เข้าพบเ







