FAZER LOGINเซียงหลิงถูกลั่วชิงหวงดึงมือมากุมไว้ จึงทำตัวไม่ถูก นัยน์ตาที่ใสสะอาดมองลั่วชิงหวง ดูราวกับกำลังทำความเข้าใจความหมายในคำพูดของลั่วชิงหวง นางมองลั่วชิงหวงอย่างสับสน นับตั้งแต่ฟื้นไข้ขึ้นมา คุณหนูดูเปลี่ยนไปมาก หากจะกล่าวว่าคุณหนูในอดีตคือดอกไม้ที่งดงามบานสะพรั่งภายใต้แสงอาทิตย์ คุณหนูในยามนี้ ก็เปรียบเสมือนดอกไม้ที่ผ่านประสบการณ์ลมฝนมาแล้ว ยิ่งงดงามน่าดึงดูดใจมากกว่าเดิม
“ถ้าเจ้าไม่อยากติดตามข้า ข้าก็จะไม่โทษเจ้า” ลั่วชิงหวงสังเกตเห็นความสับสนของเซียงหลิง จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางไม่คิดจะบังคับ หากเซียงหลิงไม่อยากติดตามนาง นางก็จะจัดการชีวิตในภายภาคหน้าให้เซียงหลิงอย่างดีงาม ถือเป็นการตอบแทนความจงรักภักดีที่เซียงหลิงมีต่อนาง
เมื่อได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น เซียงหลิงจึงได้สติรีบคุกเข่าลง กล่าวด้วยความจริงใจและแน่วแน่ว่า
“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวเต็มใจ ไม่ว่าคุณหนูจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเช่นไร ก็ยังคงเป็นนายของบ่าว บ่าวเป็นห่วงเพียงว่า คุณหนูจะใจดีเกินไปจนถูกผู้อื่นรังแก ไฉนเลยจะคิดว่าคุณหนูใจคออำมหิตได้เล่า”
“ดี” ลั่วชิงหวงตอบรับเบา ๆ ดวงตาที่ดำสนิทดูสงบนิ่ง แต่…กลับแฝงไว้ด้วยพายุคลื่นลูกใหญ่ นางกวาดสายตาไปยังใบหน้าของเซียงหลิง แล้วกล่าวว่า
“เจ้าติดตามข้า ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดีที่สุด แต่…เจ้าต้องจำไว้ว่า นับจากนี้เป็นต้นไป คำสั่งของข้า เจ้าจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จะลังเลมิได้ หากทำไม่ได้ ควรบอกข้าแต่แรก ข้าจะไม่บังคับเจ้า”
เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น จึงคุกเข่าลงและกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า
“ไม่ว่าคุณหนูต้องการให้บ่าวทำสิ่งใด บ่าวพร้อมจะพลีชีพทำตามอย่างไม่รีรอ หากไม่ใช่เพราะคุณหนูรับบ่าวมาดูแลจากข้างถนน บ่าวคงอดตายอยู่ริมทางไปนานแล้ว ถึงแม้บ่าวจะไม่เคยร่ำเรียนตำรามาก่อน แต่…หลักการรู้คุณต้องตอบแทน บ่าวเข้าใจดี”
“ลุกขึ้นเถิด” ลั่วชิงหวงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เมื่อพิจารณาอย่างยุติธรรมแล้ว นางปฏิบัติต่อเซียงหลิงก็มิได้สมบูรณ์พร้อม
แม้ว่านางจะมีนิสัยอ่อนโยน ไม่เคยเข้มงวดกับเซียงหลิง แต่…ท้ายที่สุดก็ปฏิบัติต่อเซียงหลิงราวกับเป็นคนนอก ไฉนเลยจะเทียบกับการทุ่มเททั้งกายและใจที่มอบให้แก่ลั่วชิงเฉิงได้เล่า ทว่า...เซียงหลิงกลับเป็นผู้ที่รู้จักตอบแทนบุญคุณ ส่วนลั่วชิงเฉิง กลับเป็นผู้ที่ตอบแทนคุณด้วยความแค้น
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งจะฟื้น ไฉนจึงไม่สวมเสื้อคลุมเล่า ? ท่านไม่รู้หรือว่าตอนนี้เป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศเปลี่ยนแปลงง่าย ท่านอาจจะป่วยได้นะเจ้าคะ”
เซียงหลิงเห็นเสื้อผ้าที่บางเบาบนกายลั่วชิงหวงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว นางหมุนตัวไปหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้ลั่วชิงหวง จากนั้น…จึงนำขนมมาวางตรงหน้าลั่วชิงหวงแล้วยิ้มกล่าวว่า
“บ่าวเพิ่งสั่งให้ห้องครัวทำมาใหม่ ๆ ยังอุ่น ๆ อยู่เลย คุณหนูรีบทานเถิดเจ้าค่ะ”
“วางไว้ตรงนั้นเถิด” ลั่วชิงหวงไม่ได้ยื่นมือไปรับขนม แต่…ส่งสัญญาณให้เซียงหลิงวางขนมลงบนโต๊ะ
“คุณหนู ทานเสียตอนที่ยังอุ่น ๆ สิเจ้าคะ” เซียงหลิง มองดูขนมและอดไม่ได้ที่จะคะยั้นคะยอ ขนตาของลั่วชิงหวงสั่นไหวเล็กน้อย นัยน์ตาที่ดำสนิทลึกซึ้งดุจมหาสมุทร น้ำเสียงแฝงความเย็นชาอยู่บ้าง กล่าวว่า
“เจ้าจำสิ่งที่เพิ่งให้สัญญากับข้าไม่ได้แล้วรึ ?” เซียงหลิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อครู่นี้คุณหนูเพิ่งจะให้นางสัญญาว่า คำสั่งใด ๆ ของคุณหนู นางจะต้องปฏิบัติตามโดยไม่ลังเล แต่…ขนมนี้ หากปล่อยไว้ก็จะเย็นชืดไปเสียก่อน เซียงหลิงยังอยากจะอ้าปากพูด ทว่า…เมื่อสบเข้ากับสายตาของลั่วชิงหวง นางก็จำต้องหุบปากลง
บัดนี้…ทั่วร่างของคุณหนูแผ่อำนาจที่น่าเกรงขามออกมา ทำให้ผู้อื่นมิอาจปฏิเสธที่จะเชื่อฟังได้ และยังแฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว ทว่า…ถึงแม้จะน่ากลัว ก็ยังคงเป็นคุณหนูของนางมิใช่รึ ?
เห็นเซียงหลิงไม่กล่าวอะไรอีก ลั่วชิงหวงก็เอนกายลงอย่างพึงพอใจ การที่ได้กลับมาเกิดใหม่ นางรู้ดีว่าจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ได้สงบเงียบเหมือนดังที่เห็นภายนอก นางจะต้องปกป้องเซียงหลิง แต่…เซียงหลิงก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งนางด้วย ขนตายาวปกคลุมดวงตาที่ลึกล้ำ หากนางจำไม่ผิด พี่สาวต่างมารดาและอนุรองของนางจะต้องรีบมาเยี่ยมเยียนนางเป็นแน่
ส่วนสาเหตุที่พี่สาวต่างมารดาและอนุรองจะมาเยี่ยมเยียนนางเร็วเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นฝีมือของลั่วชิงเฉิง เมื่อครู่…นางลองทดสอบลั่วชิงเฉิงดู โดยขอให้อยู่พูดคุยด้วยกันสักครู่ แต่…ลั่วชิงเฉิงก็ยังจงใจปฏิเสธและรีบจากไปอย่างเร่งรีบ นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับลั่วชิงเฉิงอย่างแน่นอน ทว่า...นางมิใช่ลั่วชิงหวงที่ยอมอ่อนข้อให้ผู้อื่นเช่นในอดีตอีกแล้ว พี่สาวต่างมารดาและอนุรองอยากจะมาเยี่ยมเยียนนางอย่างนั้นรึ ? ก็ดี นางกำลังรอให้พวกนางมาถึงอยู่พอดี
โครม!! เสียงดังสนั่น ประตูห้องของลั่วชิงหวงถูกผลักกระแทกออกอย่างแรง ลมหนาวในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก็พัดเข้ามาในห้องทันที จนร่างของลั่วชิงหวงสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเย็น นางเงยหน้าขึ้นสงบนิ่ง มองไปยังผู้คนที่กรูกันเข้ามาในห้อง
ผู้ที่นำหน้ามาคืออนุรอง ‘หวังโยวรั่ว’ นางสวมชุดยาวสีฟ้าอ่อนวิจิตรงดงาม ปักด้วยไหมทอง หน้าอกประดับสร้อยคออัญมณี เปล่งประกายแพรวพราว ทั้งศีรษะประดับปิ่นหยกงดงาม เครื่องแต่งกายที่หรูหรานั้นอยู่ในสายตาของลั่วชิงหวงตั้งแต่แรก ทว่า…แม้ลั่วชิงหวงจะหลับตา นางก็สามารถจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของหวังโยวรั่วได้
หางตาที่มักจะแฝงความร้ายกาจอาฆาตมาดร้ายยามมองนาง จมูกที่เชิดขึ้นตลอดเวลายามที่เจอนาง และริมฝีปากสีแดงสดที่มักจะเอ่ยคำพูดที่ไม่ดีต่อนางเสมอ คนที่ยืนอยู่ข้างหวังโยวรั่วคือ ‘ลั่วชิงกั๋ว’ พี่สาวต่างมารดาของนาง ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพใหญ่ ลั่วชิงกั๋วสวมชุดนางกำนัลที่ประณีตงดงาม ใบหน้าแต่งแต้มอย่างพิถีพิถัน มีท่าทางโอหังเชิดหยิ่ง ดวงตาที่เฉียงขึ้นเล็กน้อยเผยความดูถูกดูแคลนออกมาไม่น้อย
ตามหลังพวกเขามาคือ ‘จางม่าม้า’ และ ‘ซ่งม่าม้า’ ซึ่งรับใช้อยู่ข้างกายหวังโยวรั่ว และ ‘ชุนเถา’ กับ ‘ลู่หลิว’ ที่รับใช้อยู่ข้างกายลั่วชิงกั๋ว ลั่วชิงหวงมองกลุ่มคนโอหังที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าและแววตาสงบนิ่ง ไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใด ฝ่ายตรงข้ามก็ชิงกล่าวขึ้นก่อน
“ได้ยินว่าคุณหนูรองฟื้นแล้ว ฮูหยินจึงมาเยี่ยมด้วยตนเอง จะได้ไม่ต้องมีใครที่ไม่รู้กาละเทศะ คิดไปเองว่าฮูหยิน เข้มงวดกับคุณหนูรอง”
ลั่วชิงหวงมองท่าทางของจางม่าม้าซึ่งทำตัวราวกับเป็นข้ารับใช้ที่ชั่วร้าย ในใจอดไม่ได้ที่จะเย้ยหยัน ไม่เคยเข้มงวดกับนางงั้นหรือ ? เช่นนั้น…การที่จงใจเปิดประตูห้องให้นางรับลมหนาวที่พัดเข้ามาโดยตรงในตอนนี้ เรียกว่าอะไรกัน ?
“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงเพิ่งหายจากไข้หวัด จะทนรับลมหนาวในต้นฤดูใบไม้ผลิได้อย่างไร ผ่านไปเพียงครู่เดียว นางก็เริ่มไอออกมา
เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงไอ ก็รีบวิ่งไปหมายจะปิดประตู แต่…ถูกจางม่าม้าขวางทางไว้เสียก่อน จางม่าม้าคว้ามืออันบอบบางของเซียงหลิงแล้วผลักนางออกไป พลางกล่าวว่า
“ไฉนจึงมีสาวใช้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นนี้! เห็นฮูหยินและคุณหนูใหญ่แล้วไม่รู้จักทำความเคารพหรือไร ?!”
ไฉนจึงมีสาวใช้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวงั้นหรือ ? เซียงหลิงรับใช้นางมาตั้งแต่เด็ก จางม่าม้าจะไม่รู้ได้อย่างไร จงใจกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อลดทอนอำนาจของนางสินะ เมื่อมองไปยังเซียงหลิงที่ถูกจางม่าม้าจับมือไว้แน่น สีหน้าดูหวาดกลัวเล็กน้อย จางม่าม้าและซ่งม่าม้าอาศัยความโปรดปรานของหวังโยวรั่วในจวนแม่ทัพใหญ่ จึงเคยชินกับการโอหังมาแต่ไหนแต่ไร
เซียงหลิงจะกล้าโต้แย้งกับพวกนางได้อย่างไร อีกทั้ง…หากนางโต้แย้งไปตามอารมณ์ชั่ววูบ เกรงว่า…จะทำให้ลั่วชิงหวงต้องเดือดร้อนไปด้วย นางจึงไม่อยากทำเช่นนั้น นางกัดริมฝีปาก เตรียมจะเอ่ยคำทำความเคารพ
“ช้าก่อน” ลั่วชิงหวงลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ส่งสัญญาณให้เซียงหลิงเข้ามาประคองนาง เซียงหลิงรีบวิ่งเข้ามารับร่างที่บอบบางและผอมเพรียวของลั่วชิงหวงไว้ สายตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล ลั่วชิงหวงส่งสายตาที่ให้ความมั่นใจแก่เซียงหลิง มุมปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ กวาดสายตามองจางม่าม้า แล้วยิ้มกล่าวว่า
“จางม่าม้าก็เป็นคนเก่าคนแก่ในจวน ย่อมต้องเข้าใจกฎระเบียบในจวนเป็นอย่างดี เซียงหลิงผู้นี้ไม่ทำความเคารพอี๋เหนียงกับพี่หญิง ควรได้รับโทษอย่างไรดี ?”
ทันทีที่กล่าวจบ รอยยิ้มแห่งความได้เปรียบก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจางม่าม้า หวังโยวรั่วและลั่วชิงกั๋วต่างมองลั่วชิงหวงด้วยความแปลกใจ ลั่วชิงหวงนั้นแม้จะอ่อนแอและรังแกง่าย แต่…ก็มีนิสัยที่ดื้อรั้น ไฉนครั้งนี้จึงยอมทำตามอย่างง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้น นางรักสาวใช้เซียงหลิงคนนี้มาก จะทนลงโทษนางได้อย่างไร ? หรือว่านางโดนพิษไข้จนเพ้อคลั่งไปแล้ว ?
“กฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่มิอาจละเลยได้ ตามความเห็นของบ่าว ควรลงโทษด้วยการโบยสามสิบไม้ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง”
ลั่วชิงหวงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลั่วหยวนได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เรื่องที่หวังโยวรั่วแอบหักเบี้ยหวัดของลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็รู้ เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น หวังโยวรั่วเป็นคนแบบไหน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่…เขาแค่ไม่ใส่ใจ เขาแค่ต้องการให้หวังโยวรั่วเชื่อฟังเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น“ปกติเจ้าไม่เคยไปที่นั่นไม่ใช่รึ ? ทำไมอยู่ ๆ ถึงไปที่นั่น ? ไม่รู้หรือว่าอาหารที่นั่นแพงแค่ไหน ?”หวังโยวรั่วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาของลั่วชิงหวงหันไปมอง ก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ ถามได้ดีมาก นางกำลังรอให้หวังโยวรั่วถามคำถามนี้อยู่พอดีในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ลั่วชิงหวงมองไปทางหวังโยวรั่วที มองไปทางลั่วหยวนที ทำท่าทางเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด สุดท้าย…นางก็กัดฟันกล่าวออกมาว่า“เมื่อหลายวันก่อน ลูกคุกเข่าอยู่ที่หน้าเรือนของอี๋เหนียงเพื่อขอความเมตตาให้ชิงเฉิง ตากฝนแล้วล้มป่วย มีไข้สองวันเต็ม หลังจากฟื้นขึ้นมาร่างกายยังอ่อนแอนัก แต่…อาหารที่ถูกส่งมาให้นั้น ล้วนแต่เป็นของที่กลืนไม่ลง ลูกไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องออกไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีเ
เยว่ยวี่หลิวหลีและจวินรั่วเซวียนคือยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่น ซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดในแคว้นจิ่น แต่…น่าเสียดายที่ต้องเป็นไปตามคำโบราณที่กล่าวไว้ ตั้งแต่โบราณมา คนงามมักอาภัพ สตรีทั้งสองได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน จวินอู่เฉินถึงกับโศกเศร้าอยู่เป็นเวลานาน ก็เพราะการจากไปของจวินรั่วเซวียนและเยว่ยวี่หลิวหลี จวินอู่เฉินจึงถ่ายโอนความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้สตรีทั้งสองไปสู่บุตรธิดาของพวกนางเกือบทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็นรักและเอ็นดูต่อลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลของจวินรั่วเซวียน เขาเองก็ไม่ชอบลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเช่นกัน โดยเฉพาะลั่วชิงหวง นางเติบโตมามีใบหน้าที่คล้ายจวินรั่วเซวียนมากเกินไป แม้ว่านิสัยจะอ่อนโยนน่ารัก แต่…ใบหน้าของนางก็ไม่อาจซ่อนเร้นความสูงศักดิ์ที่มีอยู่ในตัวได้ เมื่อใดที่มองหน้านาง ก็ทำให้เขานึกถึงท่าทีใช้อำนาจกดขี่ของจวินรั่วเซวียนทุกครั้ง ดังนั้น…แม้จะรู้ว่าหวังโยวรั่วแอบรังแกลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยความรักใคร่เอ็นดูจากจวินอู่เฉิน และลั่วชิงหวงที่อ่อนโยนว่าง่ายมาโดยตลอด เขาจึงไม่เคยลงโทษลั่วชิงหวงเ
ลั่วชิงหวงมองดูจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไปในห้องของนางโดยไม่แสดงท่าทีขัดขวางใด ๆ ภายนอกดูราวกับตกใจกลัว ทว่า…ไม่มีใครเห็น ประกายแห่งการวางแผนและความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตานาง อยากค้นก็ค้นไปเถิด นางกลัวว่าหวังโยวรั่วจะไม่มาค้นห้องของนางต่างหากเล่า หากไม่ค้นห้องของนาง จะหาข้อหาดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่มาลงโทษหวังโยวรั่วได้อย่างไรหากไม่ค้นห้องของนาง จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านางมีเงินมากมายขนาดนี้ และเงินที่ถูกตัดทอนไปนั้นหายไปไหน ? หากไม่ค้นห้องของนาง จะทำให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูสายตรงอย่างนางต้องใช้ชีวิตลำบากอย่างไรจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไป รื้อค้นห้องของลั่วชิงหวงจนข้าวของกระจัดกระจาย เซียงหลิงเห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของคุณหนูถูกพวกนางจงใจทำแตกหักเสียหาย ก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปาก คิดจะเดินเข้าไปห้าม“อดทนไว้” ลั่วชิงหวงเห็นการกระทำของเซียงหลิง นางเอียงหน้าเล็กน้อย แล้วกระซิบบอกเพียงคำเดียวเซียงหลิงได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ก็พยายามระงับความอยากที่จะพุ่งเข้าไปห้ามไว้ได้ ในเวลาไม่นาน จางม่าม้าและซ่งม่าม้าก็รวบรวมเงินทั้งหมดที่อยู่ในห้องของลั่ว
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์” คุณชายหลิวจิ่งพับพัด แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูลั่วชิงหวง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยั่วยวน หัวใจของลั่วชิงหวงสั่นไหวอย่างรุนแรง การสนทนากับสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน แต่…คำพูดนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ ทว่า…บัดนี้ นางได้มองเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักแล้ว นางจะไม่มีทางหวั่นไหวกับผู้ใดอีกสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ สิ่งที่นางจะต้องทำคือจดจำบทเรียนในครั้งก่อนให้ดี และทวงคืนความเจ็บปวดที่ผู้อื่นเคยทำไว้กับนาง ลั่วชิงหวงไม่ได้เอ่ยตอบ นางพยักหน้าแล้วพาเซียงหลิงเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ เซียงหลิงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตนเอง พลางถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า“เมื่อครู่นี้ตกใจแทบตายเจ้าค่ะคุณหนู” ลั่วชิงหวงเห็นท่าทางของเซียงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะ
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นางลืมนำเงินมา นางจะกลับไปเอาเงินมาให้เขา หรือจะให้เขาตามนางกลับไปที่จวนก็ได้ทว่า…บุรุษชุดขาวผู้นั้นไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยนางไป เขายืนกรานให้นางจ่ายเงินที่นี่เดี๋ยวนั้น ในตอนนั้น นางรู้สึกว่า ทำไมคนผู้นี้ถึงได้เจ้าเล่ห์นัก จึงอดไม่ได้ที่จะเสียมารยาท แล้วด่าออกไปว่า“เจ้าคนพาล!” ได้ยินนางด่า บุรุษชุดขาวก็ไม่ถือสา รอยยิ้มเย้าแหย่ยิ่งเข้มข้นขึ้น สุดท้าย…เขาก็สะบัดพัดพับอย่างสง่างาม แล้วกล่าวว่า“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดค้างบุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์ ~”นางมองเขากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ เขาแค่ยิ้ม นางกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงค่อย ๆ เดินจากไป แล้วรีบวิ่งกลับไปจวนแม่ทัพใหญ่ปิดประตูห้อง แก้มทั้งสองข้างของนางร้อนผิดปกติ นางก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะวิ่งเร็วเกินไป หรือเป็นเพราะถูกบุรุษชุดขาวผู้นั้นเ
ทว่า…นางไม่เคยรู้เลยว่า การที่นางถูกรังแกเหมือนในอดีต ท่านพ่อล้วนแล้วแต่รู้เห็นเป็นใจ แท้จริงแล้ว คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คืออนุรอง มิใช่ท่านแม่ยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่นในปีนั้นกลับมาแล้วรึ ? ก็ดี นางไม่ได้พบท่านพ่อที่แสนดีของนางมานานแล้ว“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงไอออกมาเบา ๆ ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาวูบหนึ่ง ไข้หวัดนี้ มิใช่เพียงแค่การโบยสามสิบไม้ก็สามารถลบล้างไปได้ หนี้ของนาง...จะทวงคืนอย่างช้า ๆต้นไม้ในสวนเริ่มเผยให้เห็นหน่ออ่อน เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็ไม่เห็นความแห้งแล้งซีดเซียวอีกแล้ว แต่…กลับมีสีเขียวสดชื่นเพิ่มเข้ามาหลายส่วน ลั่วชิงหวงสวมเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ร่างที่ผอมบางดูอ่อนแอเป็นพิเศษในสายลม ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่กระนั้นนางก็ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ราวกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นบางอย่างค้ำจุนนางไว้ ทำให้นางดูแน่วแน่และมั่นคงขนตาที่ยาวเหยียดทอดต่ำลง ในดวงตาที่ดำสนิทราวกับซ่อนเร้นความลึกล้ำไว้มากมาย นิ้วมือที่เรียวยาวขาวผ่องยื่นออกไป ค่อย ๆ เปิดบานหน้าต่างออก ลมกระโชกแรงพลันพัดเข้ามา ทำให้นางไอขึ้นมาอีกครั้ง“คุณหนู กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ?” เซียงหลิงที







