Mag-log inส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้
“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์” คุณชายหลิวจิ่งพับพัด แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูลั่วชิงหวง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยั่วยวน หัวใจของลั่วชิงหวงสั่นไหวอย่างรุนแรง การสนทนากับสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน แต่…คำพูดนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ ทว่า…บัดนี้ นางได้มองเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักแล้ว นางจะไม่มีทางหวั่นไหวกับผู้ใดอีก
สวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ สิ่งที่นางจะต้องทำคือจดจำบทเรียนในครั้งก่อนให้ดี และทวงคืนความเจ็บปวดที่ผู้อื่นเคยทำไว้กับนาง ลั่วชิงหวงไม่ได้เอ่ยตอบ นางพยักหน้าแล้วพาเซียงหลิงเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ เซียงหลิงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตนเอง พลางถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า
“เมื่อครู่นี้ตกใจแทบตายเจ้าค่ะคุณหนู” ลั่วชิงหวงเห็นท่าทางของเซียงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า
“เจ้านี่ ขี้ขลาดตาขาวจริง ๆ” เซียงหลิงแลบลิ้นปริ้นตา สายตาที่มองลั่วชิงหวงยิ่งเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส คุณหนูของนางเก่งกาจจริง ๆ ถึงกับกล้าคิดจะหนี และยังกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ได้อย่างปลอดภัยด้วย
“ข้าเห็นว่า เรื่องนี้คงจะถึงหูอี๋เหนียงแล้ว” ในดวงตาที่ดำมืดของลั่วชิงหวงฉายประกายแวววาวออกมาเล็กน้อย มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
เซียงหลิงได้ยินอย่างนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียด หากเรื่องนี้ถึงหูอนุรอง จะถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเล่นงานคุณหนูอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ คุณหนูเพิ่งสั่งโบยจางม่าม้าไป อนุรองยังคงเก็บความแค้นไว้ในใจ เกรงว่า…เรื่องนี้จะทำให้อนุรองหาเรื่องจัดการคุณหนูอีกครั้งอีกเป็นแน่
ลั่วชิงหวงรับรู้ถึงสีหน้ากังวลของเซียงหลิง ดวงตาของนางมองตรงไปยังเซียงหลิง แล้วกล่าวราวกับกำลังร่ายมนตร์ว่า
“เซียงหลิง ไม่ต้องกลัว นับจากนี้เป็นต้นไป มีข้าคอยอยู่เคียงข้าง ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น เข้าใจหรือไม่ ?”
เซียงหลิงมองดวงตาที่แน่วแน่ของลั่วชิงหวง ก็รู้สึกราวกับว่าร่างที่ผอมบางของลั่วชิงหวงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ภาพลักษณ์ที่เคยดูอ่อนแอผอมบางของนางพลันดูสูงใหญ่ขึ้นอย่างมาก
“เจ้าค่ะคุณหนู” เซียงหลิงพยักหน้าตอบ เมื่อมองดวงตาของลั่วชิงหวง ความหวาดกลัวในใจของนางก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และก็เป็นไปตามคาด ทั้งสองยังไม่ทันก้าวเข้าไปในเรือนหลานอวิ๋นของลั่วชิงหวง ก็ถูกกลุ่มคนของหวังโยวรั่วขวางไว้เสียก่อน
จางม่าม้าเดินตามอยู่ข้างหวังโยวรั่วด้วยท่าทางที่กะเผลก ดวงตาที่มองมายังลั่วชิงหวงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น และยังแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
“น้องหญิงเพิ่งหนีกลับออกมาจากโรงเตี๊ยมฟางเซียวจวี รึ ?”
ดวงตาเรียวยาวและเฉียงขึ้นของลั่วชิงกั๋วฉายแววเย้ยหยัน พลางเลิกคิ้วมองลั่วชิงหวงด้วยเจตนาที่ไม่เป็นมิตร ในดวงตาของลั่วชิงหวงฉายแววเย้ยหยัน มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่ตื่นตระหนกกล่าวว่า
“หนีกลับงั้นรึ ? ข้าคิดจะหนีออกมาจากที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?”
“วันนี้…คนที่ไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีบอกว่าเจ้าไปกินอาหารที่นั่นแล้วคิดจะหนี และยังบอกให้พวกเขาตามมาเก็บเงินที่จวนแม่ทัพใหญ่ด้วย สตรีผู้นั้นไม่ใช่น้องหญิงหรอกรึ ?”
ลั่วชิงกั๋วได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ในดวงตาฉายแววอาฆาต ดวงตาที่เฉียงขึ้นนั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคือง และแฝงความไม่พอใจไว้อีกหลายส่วน ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ไม่แสดงความตื่นตระหนกแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำท่าทางแปลกใจแล้วยิ้ม
“คำพูดของพี่หญิงช่างน่าขันเสียจริง ถ้าข้าบอกให้เขามาเก็บเงินที่จวนแม่ทัพใหญ่ แล้วจะมากล่าวหาว่าข้ากินแล้วคิดจะหนีได้อย่างไร”
ลั่วชิงกั๋วดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับเช่นนี้ นางถึงกับพูดไม่ออกในทันที ไม่รู้ว่าจะตอบโต้อย่างไรดี อัดอั้นอยู่ครู่ใหญ่จึงเค้นประโยคออกมาได้ว่า
“แต่…เจ้าไม่ได้จ่ายค่าอาหารจริง ๆ ไม่ใช่รึ ?”
“ข้าเตรียมจะจ่ายแล้ว แต่…เจ้าของร้านไม่รับ แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย ?”
ลั่วชิงหวงมองลั่วชิงกั๋วด้วยสายตาที่ประหลาดใจ ไม่รอให้ลั่วชิงกั๋วได้พูดอะไร นางก็กล่าวต่อว่า
“ผู้คนตามท้องถนนจะพูดเหลวไหลอย่างไรก็ช่างเถิด แต่…พี่หญิงในฐานะบุตรีคนโตของจวนแม่ทัพใหญ่ ไฉนถึงได้พูดจาเหลวไหลเช่นนั้น พี่หญิงทำเช่นนี้ เอาเกียรติของจวนแม่ทัพใหญ่ไปไว้ที่ใดรึ ?”
ประโยคสุดท้ายที่กล่าวออกมานั้นน่าตกใจ ลั่วชิงกั๋วถูกแรงกดดันจากลั่วชิงหวงทำให้ตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก เดิมที…นางอยากจะใช้โอกาสนี้เยาะเย้ยลั่วชิงหวง แต่…ไฉนกลับถูกลั่วชิงหวงปฏิเสธเล่า และยังถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดครั้งใหญ่ด้วย
“บังอาจ!” หวังโยวรั่วเห็นลั่วชิงกั๋วถูกลั่วชิงหวงว่าร้ายจนพูดไม่ออก ก็อดไม่ได้ที่จะตวาดเสียงดังว่า
“ชิงหวง เจ้าเหลิงเกินไปแล้ว!”
“ข้าเหลิงเกินไปอย่างไรหรือเจ้าคะ ? อี๋เหนียงโปรดชี้แนะด้วย”
ลั่วชิงหวงเหลือบมองหวังโยวรั่วด้วยแววตาเรียบนิ่ง มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาที่ร้ายกาจของหวังโยวรั่วจ้องมองลั่วชิงหวง ยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วถามว่า
“เจ้าไปที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีในวันนี้ จุดประสงค์ที่เจ้าไปกินอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียวจวี เจ้าคิดจะหนีตั้งแต่แรกไม่ใช่รึ ?”
“คำกล่าวนั้น อี๋เหนียงพูดออกมาได้อย่างไรเจ้าคะ ?”ในดวงตาที่ดำสนิทของลั่วชิงหวงฉายแวววางแผน นางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจแล้วเอ่ยถาม
หวังโยวรั่วมองท่าทางที่ไม่เข้าใจของลั่วชิงหวง ในดวงตาฉายแววชั่วร้ายวูบหนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งทวีความร้ายกาจ น้ำเสียงก็เข้มงวดขึ้น
“พูดออกมาได้อย่างไรงั้นรึ ?! ก็เจ้าไม่มีปัญญาจ่ายค่าอาหารหนึ่งร้อยตำลึงได้ยังไงเล่า! อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินอยู่เท่าไหร่ ?!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังโยวรั่ว ดวงตาที่มืดมิดของลั่วชิงหวงก็ยิ่งลึกล้ำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือก นางมองหวังโยวรั่วด้วยแววตาเย็นชา แล้วกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า
“ข้าไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ ไฉนอี๋เหนียงถึงได้รู้เยอะกว่าข้าเสียอีก ?”
“เจ้าไม่ต้องมาปากแข็ง! รอให้ข้าให้คนไปค้นห้องของเจ้าดูก่อนเถอะ! จะรู้เองว่าเจ้ามีเงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงหรือไม่ ?!”
หวังโยวรั่วมองลั่วชิงหวงด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ เบี้ยหวัดของลั่วชิงหวงนั้นนางตัดทอนไปไม่น้อย เป็นไปไม่ได้ที่ลั่วชิงหวงจะมีเงินสะสมถึงหนึ่งร้อยตำลึง
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังโยวรั่ว ลั่วชิงกั๋วที่เดิมทีท้อแท้ก็กลับมากระปรี้กระเปร่า นางเชิดคางขึ้น มองลั่วชิงหวงอย่างหยิ่งผยองไร้ผู้ใดเทียม ในดวงตาเต็มไปด้วยความดีใจที่ได้เปรียบและความแค้นเคือง หึ! ยังคงเป็นท่านแม่ที่คิดการณ์ไกล ลั่วชิงหวง คราวนี้…ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร ?
สีหน้าของลั่วชิงหวงยังคงเย็นชา มองหวังโยวรั่วและลั่วชิงกั๋ว เก็บสีหน้าของพวกนางทั้งหมดไว้ในสายตา ได้เปรียบงั้นรึ ? เกรงว่า…อีกประเดี๋ยวก็คงรู้ว่าผู้ใดจะเป็นคนร่ำไห้
“อี๋เหนียงอยากจะค้นห้องของข้าหรือเจ้าคะ ?” ลั่วชิงหวงแสร้งทำเป็นตกใจมองหวังโยวรั่ว
หวังโยวรั่วพอใจกับท่าทางตกใจของลั่วชิงหวงมาก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียดหยาม ลั่วชิงหวงอยากจะสู้กับนางงั้นรึ ? ไม่มีทาง! นึกถึงตรงนี้ นางก็กล่าวออกมาว่า
“ไม่ผิด ชิงหวง หากเจ้ายอมรับผิดตอนนี้ก็ยังไม่สาย”
“ตามกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่แล้ว อี๋เหนียงไม่มีสิทธิ์ค้นห้องของข้ามิใช่รึ ?” ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วกล่าว
หวังโยวรั่วได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก สิ่งที่นางเกลียดที่สุดในชีวิตก็คือ สถานะอนุของนาง เพราะมารดาของลั่วชิงหวงเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ ดังนั้น…แม้มารดาของลั่วชิงหวงจะสิ้นชีวิตไปหลายปีแล้ว ตำแหน่งฮูหยินเอกก็ยังคงว่างอยู่ ส่วนนาง...ก็เป็นได้แค่อนุตลอดไป สถานะต่ำกว่าสถานะคุณหนูสายตรงของลั่วชิงหวงเสียด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นางเกลียดลั่วชิงหวงถึงเพียงนี้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหวังโยวรั่วก็ดูดุดันน่ากลัว รอยยิ้มก็ดูฝืน ๆ แทบจะกัดฟันกล่าวว่า
“หากการค้นห้องต้องมีเหตุและผล ข้าไม่เชื่อว่าท่านเจ้ากรมจะลงโทษข้าเพราะเรื่องแค่นี้ จางม่าม้า ซ่งม่าม้า ไปค้นห้องนางเดี๋ยวนี้!”
แววตาของนางฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ขยับริมฝีปากเอ่ยเนิบๆ ว่า“ความสัมพันธ์อันใดรึ ? ข้าคือภรรยาของเขา” เมื่อได้รับคำตอบจากลั่วชิงหวง เหล่ามือสังหารต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ต่างพากันลังเลมิกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ทว่า…ด้วยคำสั่งของจวินเสียนฉี พวกเขายังคงล้อมลั่วชิงหวงไว้แน่น มิยอมให้นางจากไปได้ง่ายๆ“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลงมืออีก !” จวินเสียนฉีเห็นมือสังหารเอาแต่ล้อมกรอบทว่ากลับขวัญหนีดีฝ่อมิกล้าขยับเขยื้อน ก็แผดเสียงตะคอกด้วยความโกรธจัดเหล่ามือสังหารเมื่อถูกจวินเสียนฉีตะคอกใส่ก็ยิ่งลนลาน ทว่า…ก็ยังมิกล้าบุกเข้าไป คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวยุทธที่จวินเสียนฉีใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวมา ทว่า…ชื่อเสียงของคุณชายหลิวจิ่งและหอลั่วซูในยุทธภพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตลงมือเล่า ?ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองเหล่ามือสังหาร แววตาเคร่งขรึม ทว่า…มุมปากกลับยกยิ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า“หากพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็จงเตรียมใจรับจุดจบที่จะตามมาไว้ให้ดี”คำขู่ของลั่วชิงหวงทำให้มือสังหารยิ่งขวัญกระเจิง ทุกคนแสดงท่าทีลังเล บางคนที่ใจเสาะเริ่มขยับถอย
“จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ในจวนเตรียมชาไว้แล้ว หากมิรีบดื่มเกรงว่าจะเย็นเสียก่อน” หลิวจินซิ่วยิ้มอย่างขัดเขิน พลางเอ่ยต่อ“สถานที่ที่ท่านหญิงว่าไว้วันหน้าพวกเราค่อยไปกันก็ได้”ลั่วชิงหวงครุ่นคิดในใจ หากนางมิยอมเข้าไปยามนี้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ย่อมปรากฏตัวออกมาแน่ ถึงตอนนั้นนางคงยากจะหนทางหนี มิสู้ตามเข้าไปข้างใน แสร้งดื่มชาแล้วค่อยหาทางแก้สถานการณ์ภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนั้น ลั่วชิงหวงจึงยิ้มอย่างสงบพลางเอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เชิญพระชายานำทาง” หลิวจินซิ่วที่เดิมทีกลัวว่าลั่วชิงหวงจะจับพิรุธได้ เมื่อเห็นนางยอมตกลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบพานางเข้าไปในห้องทั้งสองนั่งลง หลิวจินซิ่วรินชาให้ลั่วชิงหวงแก้วหนึ่ง ทว่า…มิได้รีบส่งให้ แต่…นางกลับจ้องมองลั่วชิงหวงนิ่งแล้วเอ่ยว่า“ท่านหญิงชิงหวง ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านสักข้อ”ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หลิวจินซิ่วจะถามอะไรนางอีก ? แม้จะสงสัย ทว่า…ภายนอกยังคงสงบนิ่ง“มิทราบว่าพระชายามีสิ่งใดจะถามรึเจ้าคะ ?”“องค์ชายเจ็ดจำเป็นต้องชิงบัลลังก์จริงๆ รึ ? หากเสียนฉีได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะช่วยทูลขอให้เขาปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี พวกท่านจะยอ
หลิวหยวนเจิงจ้องมองจวินชิงอวี่ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายกำลังรอฟังคำพูดต่อจากนี้ จวินชิงอวี่จึงค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ ว่า“ยามนี้สถานการณ์ของแคว้นจิ่นวิกฤตเพียงใด ข้าคงมิจำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ท่านพี่ใหญ่แม้จะมีใจเมตตา ทว่ากลับขาดรัศมีขัตติยา มิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งฮ่องเต้ ท่านอัครเสนาบดีทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ย่อมมิเห็นแก่เรื่องส่วนตัวจนทำให้ราชสำนักพังพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยความสามารถประดุจแขนขาอันล้ำค่าเช่นท่าน ข้าย่อมไม่มีวันปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน”เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเจิงก็เริ่มมีสีหน้าลังเล เขามองจวินชิงอวี่ด้วยแววตาที่สับสนวูบหนึ่ง ทว่า…ยังคงเอ่ยปฏิเสธไปตามมารยาท“กระหม่อมย่อมมิกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎราชสำนัก องค์ชายเจ็ดมิต้องกังวล เพียงแต่เสียนฉีนั้นกระหม่อมเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก แม้นิสัยจะอ่อนแอไปบ้าง ทว่าก็ใช่ว่าจะกลายเป็นมหากษัตริย์ที่ดีมิได้”“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิขอบีบคั้นให้ท่านต้องลำบากใจ ทว่าคำพูดของข้าจะยังคงเป็นจริงเสมอ หวังว่าท่านอัครเสนาบดีจะเก็บไปไตร่ตรองดูให้ดี”จวินชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองหลิวหยวนด้วยรอยยิ้มกึ
“จำได้สิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าข้าต้องจำไว้ว่ายังติดค้างบุญคุณท่านอยู่หนึ่งอย่าง เช่นนี้…พวกเราต่างฝ่ายต่างก็ติดค้างกันและกัน มิใช่ว่าถูกกำหนดมาให้ต้องผูกพันกันไปชั่วชีวิตหรอกรึ ? ตอนนั้นข้ายังมิอยากจะเชื่อ ทว่า…มิคาดคิดเลยว่า คำพูดในวันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้”จวินชิงอวี่แย้มยิ้มประดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ชนะ เขาออกแรงดึงร่างลั่วชิงหวงเข้ามากอดไว้แนบอก มุมปากหยักยิ้มอย่างพึงพอใจ มันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะต้องทำให้ลั่วชิงหวงมาเป็นภรรยาของเขาให้ได้ และจะมิยอมให้นางจากไปไหนชั่วชีวิตลั่วชิงหวงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของจวินชิงอวี่พลางเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของทั้งสอง ขับเน้นรัศมีอันสง่างามและสูงศักดิ์จนดูโดดเด่นสะดุดตา ทว่า…กลับดูอบอุ่นและกลมกลืนยิ่งนัก ราวกับว่าโลกทั้งใบได้รวบรวมเอาความงดงามและน่าประทับใจทั้งหมดมาไว้ที่คนคู่นี้เพียงผู้เดียววันถัดมา ลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่มาเดินเล่นริมสระน้ำอีกครั้ง และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่พวกเขาได้พบกับ หลิงอู่หลิวอีกครั้ง ทว่า…ครานี้ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนางคือห
นางเพียงขอให้เขาช่วยสร้างกระแสเพียงเล็กน้อยก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทว่า…จวินชิงอวี่กลับเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของลั่วชิงหวงที่ยังมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองด้วยซ้ำ ถึงกับประกาศว่าจะมิช่วยเหลือนางอีกในภายภาคหน้า เช่นนี้…จะมิให้นางโกรธขึ้งและขุ่นมัวได้อย่างไร“เหตุใดเล่าเจ้าคะ ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวของท่านหญิงชิงหวงรึ ?”หลิงอู่หลิวจ้องมองจวินชิงอวี่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความโมโห วาจาที่เอ่ยออกมาจึงมิเกรงใจอีกต่อไป“ขออภัยที่เสียมารยาท ใจคอของท่านหญิงชิงหวงมิคับแคบเกินไปหน่อยรึเจ้าคะ ?”ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหยันโดยมิแยแส นางเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แววตาไหววูบก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมิยินดียินร้ายว่า“ขอองค์หญิงอู่หลิวโปรดอภัยด้วย ข้านั้นใจคอคับแคบเช่นนี้เอง วันหน้าก็โปรดอย่าได้มาแหย่ข้าเล่น มิเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้ามิเกรงใจ”หลิงอู่หลิวมิคาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ เดิมที…นางตั้งใจจะใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทว่า…เมื่อเจอคำตอบที่โผงผางชัดเจนของลั่วชิงหวง กลับกลายเป็นนางเองที่ดูใจแคบและช่างจิกกัด ยิ่งพอมองใบหน้าที่ยังคงสง่างา
เช้าของอีกวัน“หวงเอ๋อร์ ตะวันโด่งแล้ว ยังมิยอมตื่นอีกหรือ ?” จวินชิงอวี่มองลั่วชิงหวงที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดูลั่วชิงหวงปรือตาที่ยังง่วงงุนขึ้นมองจวินชิงอวี่ พลางเอ่ยอย่างงอนๆ ว่า“เหตุใดถึงปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้”“นี่มันยามเที่ยงแล้ว เจ้ามิหิวบ้างหรือ ?” จวินชิงอวี่เห็นท่าทางแง่งอนของนางก็ใจอ่อนยวบ เขาใช้นิ้วเขี่ยจมูกนางอีกครั้งเพื่อกันมิให้นางหลับต่อลั่วชิงหวงเม้มปากอย่างขัดใจพลางลืมตาขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นบังแสงแดดที่ลอดเข้ามาพลางพึมพำ“สายป่านนี้แล้วหรือ ? ข้านอนนานขนาดนั้นเชียว ?” เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของนาง จวินชิงอวี่ก็อดใจมิไหวโน้มตัวลงไปจูบนางอีกครั้ง ลั่วชิงหวงที่เพิ่งตื่นรีบผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงซ่าน“กลางวันแสกๆ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ?”“ข้าเห็นหวงเอ๋อร์ยังมิตื่นเต็มตา เลยต้องใช้วิธีพิเศษช่วยปลุกเท่านั้นเอง”นัยน์ตาหงส์ของจวินชิงอวี่ฉายแววหยอกล้อ มองนางที่กำลังพองลมที่แก้มอย่างนึกสนุกลั่วชิงหวงผลักเขาออกไปอีกครั้ง ในใจเขินอายทำตัวมิถูก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เพราะเมื่อคืนท่า
นางแค่อยากจะสั่งสอนลั่วชิงหวงสักครา ไม่นึกเลยว่าจะกลับกลายเป็นตบหน้าตนเองเสียฉาดใหญ่ เมื่อครู่…นางเพิ่งจะเหน็บแนมเสื้อผ้าของลั่วชิงหวงว่าซอมซ่อ ใครจะไปคิดว่ามันคืออาภรณ์ที่ทำจากไหมฟ้าจริง ๆ กลายเป็นว่าตัวนางเองที่เป็นคนไร้ความรู้ความเห็น“หุบปากเดี๋ยวนี้!” จวินอวี่เยียนตวัดสายตามองเด็กสาวผู้นั้นด้ว
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นา
ทว่า…นางไม่เคยรู้เลยว่า การที่นางถูกรังแกเหมือนในอดีต ท่านพ่อล้วนแล้วแต่รู้เห็นเป็นใจ แท้จริงแล้ว คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คืออนุรอง มิใช่ท่านแม่ยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่นในปีนั้นกลับมาแล้วรึ ? ก็ดี นางไม่ได้พบท่านพ่อที่แสนดีของนางมานานแล้ว“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงไอออกมาเบา ๆ ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาวู
จางม่าม้าไม่สนใจว่าเหตุใดลั่วชิงหวงจึงผิดปกติเช่นนี้ ในเมื่อมีโอกาส นางย่อมต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ จัดการลั่วชิงหวงไม่ได้ ก็จัดการสาวใช้ข้างกายนางเสีย ถือเป็นการสร้างบารมีให้หวังโยวรั่ว เมื่อหันหลังกลับไปตนเองย่อมได้ผลประโยชน์ดีงาม นางจึงกล่าวโทษอย่างหนักหน่วงเมื่อได้ยินคำพูดของจางม่าม้า มือของเ







