LOGINทว่า…นางไม่เคยรู้เลยว่า การที่นางถูกรังแกเหมือนในอดีต ท่านพ่อล้วนแล้วแต่รู้เห็นเป็นใจ แท้จริงแล้ว คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คืออนุรอง มิใช่ท่านแม่ยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่นในปีนั้นกลับมาแล้วรึ ? ก็ดี นางไม่ได้พบท่านพ่อที่แสนดีของนางมานานแล้ว
“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงไอออกมาเบา ๆ ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาวูบหนึ่ง ไข้หวัดนี้ มิใช่เพียงแค่การโบยสามสิบไม้ก็สามารถลบล้างไปได้ หนี้ของนาง...จะทวงคืนอย่างช้า ๆ
ต้นไม้ในสวนเริ่มเผยให้เห็นหน่ออ่อน เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็ไม่เห็นความแห้งแล้งซีดเซียวอีกแล้ว แต่…กลับมีสีเขียวสดชื่นเพิ่มเข้ามาหลายส่วน ลั่วชิงหวงสวมเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ร่างที่ผอมบางดูอ่อนแอเป็นพิเศษในสายลม ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่กระนั้นนางก็ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ราวกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นบางอย่างค้ำจุนนางไว้ ทำให้นางดูแน่วแน่และมั่นคง
ขนตาที่ยาวเหยียดทอดต่ำลง ในดวงตาที่ดำสนิทราวกับซ่อนเร้นความลึกล้ำไว้มากมาย นิ้วมือที่เรียวยาวขาวผ่องยื่นออกไป ค่อย ๆ เปิดบานหน้าต่างออก ลมกระโชกแรงพลันพัดเข้ามา ทำให้นางไอขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณหนู กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ?” เซียงหลิงที่เพิ่งกลับมาพร้อมกับอาหารกลางวัน เห็นลั่วชิงหวงยืนรับลมอยู่ตรงหน้าต่าง ก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยความเป็นห่วง นางรีบปิดหน้าต่างลงทันที แล้วกล่าวว่า
“ลมต้นฤดูใบไม้ผลิเย็นมาก ร่างกายคุณหนูยังไม่หายดี จะมารับลมเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ข้ามีขอบเขตของข้า” ลั่วชิงหวงเงยหน้าขึ้น มองสีหน้ากังวลของเซียงหลิง มุมปากเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แล้วกล่าวกับเซียงหลิงว่า
“เซียงหลิง เจ้าวางใจเถิด นับจากนี้ไป ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี และจะดูแลเจ้าให้ดีด้วย”
“ถ้าสุขภาพร่างกายของคุณหนูดี บ่าวก็วางใจแล้วเจ้าค่ะ”
เซียงหลิงมองใบหน้าที่ซีดเซียวของลั่วชิงหวง แล้วกล่าวด้วยความกังวลใจว่า
“อนุรองควบคุมอาหารในครัวแล้วเจ้าค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าร่างกายคุณหนูอ่อนแอ ก็ยังไม่ยอมให้อาหารบำรุงแก่คุณหนูเลย”
ลั่วชิงหวงเหลือบมองอาหารบนโต๊ะ เห็นเป็นแค่ผักธรรมดา ๆ สองสามอย่างเหมือนเช่นเคย ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เมื่อก่อนแม้หวังโยวรั่วจะปฏิบัติต่อตนเองไม่ดีนัก แต่…ก็ไม่กล้าเข้มงวดกับนางถึงเพียงนี้ คงเป็นเพราะเรื่องการลงโทษโบยจางม่าม้าในครั้งก่อน ทำให้เกิดความแค้นเคืองใจ จึงจงใจกลั่นแกล้งนาง ต้องการให้นางรู้ซึ้งถึงผลที่ตามมาใช่หรือไม่ ? ประกายแสงประหลาดวาบขึ้นในดวงตาที่ดำสนิท ลั่วชิงหวงเหยียดยิ้มมุมปาก คลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น วันนี้…พวกเราไปทานอาหารข้างนอกกันเถิด”
“ไปทานอาหารข้างนอก ?” เซียงหลิงเบิกตากว้างมองลั่วชิงหวง ในดวงตาฉายความดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่…ก็แฝงความกังวลเล็กน้อย นางกล่าวตะกุกตะกักว่า
“แต่…อนุรองตัดเบี้ยหวัดของเรามานานแล้ว พวกเราไม่มีเงินเหลือพอเลยเจ้าค่ะ”
“ข้ามีวิธีของข้า เจ้าแค่ตามข้ามาก็พอแล้ว” ดวงตาทั้งสองข้างของลั่วชิงหวงฉายประกายเจิดจ้า รอยยิ้มที่มุมปากก็ดูมั่นใจขึ้น ทำให้ความงามของนางยิ่งเปล่งประกายงดงามไร้ที่เปรียบ เมื่อเซียงหลิงเห็นลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น ก็ไม่สงสัยอีกต่อไป นางจึงยิ้มอย่างมีความสุขแล้วกล่าวว่า
“ดีจริง ๆ น่าเสียดายที่จื่อเยวี่ยกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแล้ว ครั้งนี้…จึงพลาดโอกาสไป”
มุมปากของลั่วชิงหวงเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือก กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดงั้นรึ ? เกรงว่า…ลั่วชิงเฉิงรู้ว่าร่างกายของนางอ่อนแอต้องการคนดูแล จึงสั่งให้จื่อเยวี่ยจากไป และหวังโยวรั่วก็ใช้มาตรการเข้มงวดทำให้อาการป่วยของนางทรุดลงเรื่อย ๆ
เซียงหลิงมัวแต่ดีใจ จึงไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มเย็นชาที่วูบผ่านไปบนใบหน้าของลั่วชิงหวง ลั่วชิงหวงไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดบุรุษ แต่…ยังคงสวมชุดของคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ แล้วเดินออกไปที่โรงเตี๊ยมที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี
ลั่วชิงหวงก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ภายในโรงเตี๊ยมทันที ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพากันซุบซิบว่านี่คือคุณหนูจากตระกูลใดกัน งดงามเหลือเกิน ดุจหงส์ที่กำลังตกใจ และอ่อนช้อยราวกับมังกรกำลังเริงรำ ทุกอิริยาบถไม่ว่าจะขมวดคิ้วหรือแย้มยิ้ม ล้วนเปี่ยมไปด้วยความสูงศักดิ์และเสน่ห์เย้ายวน
“คุณหนู เชิญข้างในขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ตะลึงงันไปชั่วขณะเมื่อเห็นความงามของลั่วชิงหวง ก่อนจะรีบตั้งสติแล้วต้อนรับอย่างดี
โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ปกติจะมีขุนนางและผู้มีฐานะสูงส่งมาใช้บริการ เสี่ยวเอ้อร์ที่ทำงานที่นี่จึงต้องมีสายตาที่แหลมคม ไม่พูดถึงรูปลักษณ์และกิริยาอันสูงส่งของลั่วชิงหวง แค่ปรายตามองเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ก็รู้แล้วว่ามิใช่คุณหนูจากตระกูลธรรมดา
ลั่วชิงหวงยิ้มอ่อนโยนให้เสี่ยวเอ้อร์ แล้วนำเซียงหลิงเดินเข้าไปข้างในอย่างสง่างาม ไปนั่งลงที่โต๊ะด้านใน นางมีท่าทีที่สุขุม ไม่แสดงอาการเขินอายใด ๆ ต่อเสียงซุบซิบและความสนใจรอบด้าน มุมปากยังคงเผยรอยยิ้มหวาน ที่ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากจะเข้าใกล้
“คุณหนู อาหารของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีนี้ราคาแพงมากนะเจ้าคะ คุณหนูมีเงินหรือเจ้าคะ ?”
เซียงหลิงมองดูอาหารหลากหลายที่อยู่เต็มโต๊ะ ก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม ลั่วชิงหวงตักอาหารทานอย่างสบายอารมณ์ มุมปากเผยรอยยิ้มแสนหวาน นางตอบอย่างใจเย็นว่า
“ข้าไม่มีเงิน”
“หา ?!” เซียงหลิงได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ก็ตกใจจนแทบจะกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ นางมองลั่วชิงหวงด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด ลั่วชิงหวงไม่ได้ถือสาเซียงหลิง เพียงแค่เหลือบมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า
“เจ้านั่งลงก่อนเถิด อย่าให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้” เซียงหลิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าผู้คนรอบข้างต่างมองมาที่นางด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงนั่งลงด้วยความอับอาย แล้วลดเสียงต่ำที่สุด กล่าวว่า
“แล้วจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ ? หรือว่า…ให้บ่าวกลับไปเอาเงินที่จวนดีหรือไม่ ?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาหารบนโต๊ะนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?”ลั่วชิงหวงยิ้มจาง ๆ ดูไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตายังคงแฝงรอยยิ้มมองไปยังเซียงหลิง เซียงหลิงมองดูอาหารทั้งโต๊ะ กลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วจึงเอ่ยปากถามว่า
“ห้าสิบตำลึงเจ้าค่ะ”
“ห้าสิบตำลึงรึ ?” รอยยิ้มในดวงตาของลั่วชิงหวงยิ่งเข้มขึ้น นางหัวเราะแล้วกล่าวว่า
“คูณสองเท่าก็ยังไม่แน่ว่าจะพอ” เซียงหลิงได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นปิดปาก แทบจะหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจ หนึ่งร้อยตำลึงงั้นรึ ? เบี้ยหวัดประจำปีของพวกนางยังไม่ถึงหนึ่งร้อยตำลึงเลย หากต้องหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว เงินที่เหลือย่อมไม่พอจ่ายค่าอาหารมื้อนี้อย่างแน่นอน แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเซียงหลิงแสดงความทุกข์ระทมอย่างที่สุด นางกำชายเสื้อของตัวเองแน่นจนเกือบจะฉีกขาด สุดท้าย…ก็เงยหน้าขึ้นมองลั่วชิงหวง ในดวงตาเผยความจนปัญญาและความกังวล
“คุณหนู เงินของเราไม่พอจริง ๆ แล้วจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ ?”
“เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรดี ?” ลั่วชิงหวงไม่ตอบแต่ถามกลับไป ในดวงตาดูราวกับมีความสนใจอยู่
เซียงหลิงกระวนกระวายใจราวกับจะหมุนคว้างอยู่ข้างใน แต่…เห็นลั่วชิงหวงยังคงมีท่าทางสงบ ไม่เร่งร้อน ก็คิดว่าลั่วชิงหวงย่อมมีทางออก ไม่อย่างนั้น คงไม่ใจเย็นได้ถึงเพียงนี้ นางจึงกล่าวอย่างดีใจว่า
“คุณหนูต้องมีวิธีจัดการอยู่แล้วใช่หรือไม่ ? รีบบอกบ่าวมาเถิด”
ดวงตาดำสนิทของลั่วชิงหวงไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใด ๆ รอยยิ้มที่มุมปากยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นางกล่าวออกมาอย่างใจเย็นเพียงสี่คำว่า
“กินเสร็จแล้วหนี” เซียงหลิงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง แทบจะล้มลงหมดสติไปตรงนั้น
ใคร ๆ ก็รู้ว่าองครักษ์ของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีนั้นฝีมือวรยุทธ์สูงส่งทุกคน คุณหนูคิดจะกินเสร็จแล้วเดินหนีออกไปจากที่นี่งั้นรึ ? เช่นนั้น…ก็เท่ากับรนหาที่ตายไม่ใช่รึ ?
เซียงหลิงกระวนกระวายจนตัวหมุนอยู่คนเดียว ส่วนลั่วชิงหวงกลับมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย ดวงตาของนางดูพร่ามัว ภาพเงาร่างว่องไวในชุดขาวฉายวาบขึ้นมา ในชาติก่อน นางเคยมาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีนี้ แต่…กลับลืมนำเงินมา จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย ในตอนนั้น นางก็ตื่นตระหนกทำตัวไม่ถูกไม่ต่างจากเซียงหลิงในตอนนี้เลย
แววตาของนางฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ขยับริมฝีปากเอ่ยเนิบๆ ว่า“ความสัมพันธ์อันใดรึ ? ข้าคือภรรยาของเขา” เมื่อได้รับคำตอบจากลั่วชิงหวง เหล่ามือสังหารต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ต่างพากันลังเลมิกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ทว่า…ด้วยคำสั่งของจวินเสียนฉี พวกเขายังคงล้อมลั่วชิงหวงไว้แน่น มิยอมให้นางจากไปได้ง่ายๆ“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลงมืออีก !” จวินเสียนฉีเห็นมือสังหารเอาแต่ล้อมกรอบทว่ากลับขวัญหนีดีฝ่อมิกล้าขยับเขยื้อน ก็แผดเสียงตะคอกด้วยความโกรธจัดเหล่ามือสังหารเมื่อถูกจวินเสียนฉีตะคอกใส่ก็ยิ่งลนลาน ทว่า…ก็ยังมิกล้าบุกเข้าไป คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวยุทธที่จวินเสียนฉีใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวมา ทว่า…ชื่อเสียงของคุณชายหลิวจิ่งและหอลั่วซูในยุทธภพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตลงมือเล่า ?ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองเหล่ามือสังหาร แววตาเคร่งขรึม ทว่า…มุมปากกลับยกยิ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า“หากพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็จงเตรียมใจรับจุดจบที่จะตามมาไว้ให้ดี”คำขู่ของลั่วชิงหวงทำให้มือสังหารยิ่งขวัญกระเจิง ทุกคนแสดงท่าทีลังเล บางคนที่ใจเสาะเริ่มขยับถอย
“จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ในจวนเตรียมชาไว้แล้ว หากมิรีบดื่มเกรงว่าจะเย็นเสียก่อน” หลิวจินซิ่วยิ้มอย่างขัดเขิน พลางเอ่ยต่อ“สถานที่ที่ท่านหญิงว่าไว้วันหน้าพวกเราค่อยไปกันก็ได้”ลั่วชิงหวงครุ่นคิดในใจ หากนางมิยอมเข้าไปยามนี้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ย่อมปรากฏตัวออกมาแน่ ถึงตอนนั้นนางคงยากจะหนทางหนี มิสู้ตามเข้าไปข้างใน แสร้งดื่มชาแล้วค่อยหาทางแก้สถานการณ์ภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนั้น ลั่วชิงหวงจึงยิ้มอย่างสงบพลางเอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เชิญพระชายานำทาง” หลิวจินซิ่วที่เดิมทีกลัวว่าลั่วชิงหวงจะจับพิรุธได้ เมื่อเห็นนางยอมตกลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบพานางเข้าไปในห้องทั้งสองนั่งลง หลิวจินซิ่วรินชาให้ลั่วชิงหวงแก้วหนึ่ง ทว่า…มิได้รีบส่งให้ แต่…นางกลับจ้องมองลั่วชิงหวงนิ่งแล้วเอ่ยว่า“ท่านหญิงชิงหวง ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านสักข้อ”ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หลิวจินซิ่วจะถามอะไรนางอีก ? แม้จะสงสัย ทว่า…ภายนอกยังคงสงบนิ่ง“มิทราบว่าพระชายามีสิ่งใดจะถามรึเจ้าคะ ?”“องค์ชายเจ็ดจำเป็นต้องชิงบัลลังก์จริงๆ รึ ? หากเสียนฉีได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะช่วยทูลขอให้เขาปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี พวกท่านจะยอ
หลิวหยวนเจิงจ้องมองจวินชิงอวี่ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายกำลังรอฟังคำพูดต่อจากนี้ จวินชิงอวี่จึงค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ ว่า“ยามนี้สถานการณ์ของแคว้นจิ่นวิกฤตเพียงใด ข้าคงมิจำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ท่านพี่ใหญ่แม้จะมีใจเมตตา ทว่ากลับขาดรัศมีขัตติยา มิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งฮ่องเต้ ท่านอัครเสนาบดีทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ย่อมมิเห็นแก่เรื่องส่วนตัวจนทำให้ราชสำนักพังพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยความสามารถประดุจแขนขาอันล้ำค่าเช่นท่าน ข้าย่อมไม่มีวันปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน”เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเจิงก็เริ่มมีสีหน้าลังเล เขามองจวินชิงอวี่ด้วยแววตาที่สับสนวูบหนึ่ง ทว่า…ยังคงเอ่ยปฏิเสธไปตามมารยาท“กระหม่อมย่อมมิกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎราชสำนัก องค์ชายเจ็ดมิต้องกังวล เพียงแต่เสียนฉีนั้นกระหม่อมเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก แม้นิสัยจะอ่อนแอไปบ้าง ทว่าก็ใช่ว่าจะกลายเป็นมหากษัตริย์ที่ดีมิได้”“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิขอบีบคั้นให้ท่านต้องลำบากใจ ทว่าคำพูดของข้าจะยังคงเป็นจริงเสมอ หวังว่าท่านอัครเสนาบดีจะเก็บไปไตร่ตรองดูให้ดี”จวินชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองหลิวหยวนด้วยรอยยิ้มกึ
“จำได้สิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าข้าต้องจำไว้ว่ายังติดค้างบุญคุณท่านอยู่หนึ่งอย่าง เช่นนี้…พวกเราต่างฝ่ายต่างก็ติดค้างกันและกัน มิใช่ว่าถูกกำหนดมาให้ต้องผูกพันกันไปชั่วชีวิตหรอกรึ ? ตอนนั้นข้ายังมิอยากจะเชื่อ ทว่า…มิคาดคิดเลยว่า คำพูดในวันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้”จวินชิงอวี่แย้มยิ้มประดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ชนะ เขาออกแรงดึงร่างลั่วชิงหวงเข้ามากอดไว้แนบอก มุมปากหยักยิ้มอย่างพึงพอใจ มันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะต้องทำให้ลั่วชิงหวงมาเป็นภรรยาของเขาให้ได้ และจะมิยอมให้นางจากไปไหนชั่วชีวิตลั่วชิงหวงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของจวินชิงอวี่พลางเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของทั้งสอง ขับเน้นรัศมีอันสง่างามและสูงศักดิ์จนดูโดดเด่นสะดุดตา ทว่า…กลับดูอบอุ่นและกลมกลืนยิ่งนัก ราวกับว่าโลกทั้งใบได้รวบรวมเอาความงดงามและน่าประทับใจทั้งหมดมาไว้ที่คนคู่นี้เพียงผู้เดียววันถัดมา ลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่มาเดินเล่นริมสระน้ำอีกครั้ง และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่พวกเขาได้พบกับ หลิงอู่หลิวอีกครั้ง ทว่า…ครานี้ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนางคือห
นางเพียงขอให้เขาช่วยสร้างกระแสเพียงเล็กน้อยก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทว่า…จวินชิงอวี่กลับเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของลั่วชิงหวงที่ยังมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองด้วยซ้ำ ถึงกับประกาศว่าจะมิช่วยเหลือนางอีกในภายภาคหน้า เช่นนี้…จะมิให้นางโกรธขึ้งและขุ่นมัวได้อย่างไร“เหตุใดเล่าเจ้าคะ ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวของท่านหญิงชิงหวงรึ ?”หลิงอู่หลิวจ้องมองจวินชิงอวี่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความโมโห วาจาที่เอ่ยออกมาจึงมิเกรงใจอีกต่อไป“ขออภัยที่เสียมารยาท ใจคอของท่านหญิงชิงหวงมิคับแคบเกินไปหน่อยรึเจ้าคะ ?”ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหยันโดยมิแยแส นางเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แววตาไหววูบก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมิยินดียินร้ายว่า“ขอองค์หญิงอู่หลิวโปรดอภัยด้วย ข้านั้นใจคอคับแคบเช่นนี้เอง วันหน้าก็โปรดอย่าได้มาแหย่ข้าเล่น มิเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้ามิเกรงใจ”หลิงอู่หลิวมิคาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ เดิมที…นางตั้งใจจะใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทว่า…เมื่อเจอคำตอบที่โผงผางชัดเจนของลั่วชิงหวง กลับกลายเป็นนางเองที่ดูใจแคบและช่างจิกกัด ยิ่งพอมองใบหน้าที่ยังคงสง่างา
เช้าของอีกวัน“หวงเอ๋อร์ ตะวันโด่งแล้ว ยังมิยอมตื่นอีกหรือ ?” จวินชิงอวี่มองลั่วชิงหวงที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดูลั่วชิงหวงปรือตาที่ยังง่วงงุนขึ้นมองจวินชิงอวี่ พลางเอ่ยอย่างงอนๆ ว่า“เหตุใดถึงปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้”“นี่มันยามเที่ยงแล้ว เจ้ามิหิวบ้างหรือ ?” จวินชิงอวี่เห็นท่าทางแง่งอนของนางก็ใจอ่อนยวบ เขาใช้นิ้วเขี่ยจมูกนางอีกครั้งเพื่อกันมิให้นางหลับต่อลั่วชิงหวงเม้มปากอย่างขัดใจพลางลืมตาขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นบังแสงแดดที่ลอดเข้ามาพลางพึมพำ“สายป่านนี้แล้วหรือ ? ข้านอนนานขนาดนั้นเชียว ?” เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของนาง จวินชิงอวี่ก็อดใจมิไหวโน้มตัวลงไปจูบนางอีกครั้ง ลั่วชิงหวงที่เพิ่งตื่นรีบผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงซ่าน“กลางวันแสกๆ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ?”“ข้าเห็นหวงเอ๋อร์ยังมิตื่นเต็มตา เลยต้องใช้วิธีพิเศษช่วยปลุกเท่านั้นเอง”นัยน์ตาหงส์ของจวินชิงอวี่ฉายแววหยอกล้อ มองนางที่กำลังพองลมที่แก้มอย่างนึกสนุกลั่วชิงหวงผลักเขาออกไปอีกครั้ง ในใจเขินอายทำตัวมิถูก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เพราะเมื่อคืนท่า
นางแค่อยากจะสั่งสอนลั่วชิงหวงสักครา ไม่นึกเลยว่าจะกลับกลายเป็นตบหน้าตนเองเสียฉาดใหญ่ เมื่อครู่…นางเพิ่งจะเหน็บแนมเสื้อผ้าของลั่วชิงหวงว่าซอมซ่อ ใครจะไปคิดว่ามันคืออาภรณ์ที่ทำจากไหมฟ้าจริง ๆ กลายเป็นว่าตัวนางเองที่เป็นคนไร้ความรู้ความเห็น“หุบปากเดี๋ยวนี้!” จวินอวี่เยียนตวัดสายตามองเด็กสาวผู้นั้นด้ว
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นา
อาภรณ์มงคลสีแดงฉานกองแผ่บนพื้นดิน ดุจดั่งดอกบัวโลหิตที่กำลังผลิบาน งดงามพิศวงทว่ารวดร้าว ทำให้สตรีที่เรือนผมขาวโพลนดุจหิมะผู้นั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษโฉมหน้านางงามล้ำเป็นยิ่งนัก ผิวนวลผ่องดุจจันทร์เพ็ญ คิ้วโก่งงามดุจขุนเขา นัยน์ตากระจ่างใสราวหมู่ดารา ทว่า…สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือดวงตาคู่ที่เคย







