FAZER LOGINผลสุดท้ายคือ อนุรองไม่สั่งลงโทษลั่วชิงเฉิง ส่วนนางก็ป่วยไข้ติดต่อกันสองวันสองคืน เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด พอกลับมาคิดดูแล้ว ช่างน่าขันยิ่ง นางปฏิบัติต่อลั่วชิงเฉิงด้วยความจริงใจ สุดท้าย…นางได้สิ่งใดกลับมากันเล่า คือการถูกลั่วชิงเฉิงวางแผน หลอกลวง และใช้ประโยชน์ ลั่วชิงเฉิงมีจิตใจที่อำมหิตน่ากลัว สู้รบปรบมือกับอนุรองที่เย่อหยิ่งจองหองได้ น่าขันยิ่งกว่านั้น คือนางยังโง่งมคิดจะปกป้องลั่วชิงเฉิงอีก
ปีที่สามสิบสามแห่งแคว้นจิ่น เป็นปีที่นางได้รู้จักกับ จวินเฉียนหลิง และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายชั่วชีวิตของนาง บัดนี้…สวรรค์ได้นำพานางกลับมายังช่วงเวลาก่อนที่ฝันร้ายจะเริ่มขึ้น นางจะต้องถนอมโอกาสนี้ไว้ให้ดี เพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาติดค้างนางไว้
ปีที่สามสิบสามแห่งแคว้นจิ่น เซียงหลิงยังคงมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยเคียงข้างนาง พี่ชายก็เพิ่งกลับมาจากการประจำชายแดน แม้กระทั่งฮ่องเต้ที่เคยรักใคร่นางก็ยังมีชีวิตอยู่ดี ผู้คนที่รักใคร่นาง ยังมีลมหายใจอยู่ครบถ้วน นางจะต้องทะนุถนอมพวกเขาให้ดีที่สุด
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูสามมาแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ในชุดสีม่วงเดินเข้ามา โดยมีลั่วชิงเฉิงในชุดสีชมพูอ่อนเดินตามมาข้างหลัง สาวใช้ผู้นั้นมองลั่วชิงหวงและกล่าวด้วยสีหน้าเกินจริงว่า
“ท่านหมดสติไปถึงสองวัน ทำให้คุณหนูสามเป็นห่วงยิ่งเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงหวงเลิกคิ้วยาวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่มืดมิดมองไปยังสาวใช้ผู้นั้นด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม นางคือ ‘จื่อเยวี่ย’ สาวใช้ข้างกายของนางเอง ว่าไปแล้ว แม้จะเป็นสาวใช้ข้างกายนาง แต่…เจ้านายที่แท้จริงของจื่อเยวี่ยก็มิใช่นาง ทว่า…กลับเป็นลั่วชิงเฉิง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางในอดีตช่างโง่เขลาเสียจริง จื่อเยวี่ยเห็นนางฟื้นแล้ว แต่…กลับไม่ไยดีสุขภาพของนาง กลับจงใจบอกให้นางรู้ว่าลั่วชิงเฉิงเป็นห่วงนางถึงเพียงนี้ ทว่า…นางกลับมองไม่ออกเลยว่าจื่อเยวี่ยเป็นคนของใครกันแน่
“พี่หญิง ร่างกายดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง ? เพราะข้า...” เสียงที่เบาและอ่อนโยน ชวนให้ผู้คนได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะสงสาร แต่…เมื่อกล่าวได้เพียงครึ่งเดียวก็กลับสะอื้นจนพูดไม่ออก ดวงตาที่สดใสราวสายน้ำคลอไปด้วยหยาดน้ำตา มองลั่วชิงหวงด้วยความปวดร้าวอย่างที่สุด
“ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความผิดของข้าเอง” ลั่วชิงหวงมองลั่วชิงเฉิงที่น้ำตานองหน้า รูปร่างบอบบางอรชร ใบหน้าสวยงามอ่อนช้อย เมื่อมองแวบแรกก็เห็นได้ถึงความอ่อนแอและสุภาพเรียบร้อย ยิ่งเมื่อดวงตาที่งดงามนั้นคลอไปด้วยน้ำตา ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเวทนาจับใจ
ความเย้ยหยันแฝงขึ้นในใจ เมื่อก่อนนางก็ถูกท่าทางเช่นนี้ของลั่วชิงเฉิงหลอกลวง จนบัดนี้ได้หวนกลับมาเกิดใหม่ คิดหรือว่านางจะยังเชื่อในการแสดงที่น่าขันนี้อีก แต่…ในเมื่อลั่วชิงเฉิงชอบการแสดงนัก เช่นนั้น…นางก็จะรอดูว่าลั่วชิงเฉิงจะเล่นละครอะไรอีก
“น้องหญิง อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย” ลั่วชิงหวงยื่นมือไปประคองลั่วชิงเฉิงขึ้นมา ดวงตาที่ดำสนิทมองลั่วชิงเฉิงมีนัยแล้วกล่าวว่า
“นี่มิใช่ความผิดของน้องหญิงเสียหน่อย น้องหญิงมิได้ตั้งใจทำให้อี๋เหนียงโกรธเพื่อให้พี่ต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาแทนนี่นา”
เมื่อได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง มือของลั่วชิงเฉิงที่ถูกลั่วชิงหวงจับอยู่พลันแข็งค้าง สีหน้าของนางดูอับอาย แต่…ก็ถูกปกปิดไว้อย่างรวดเร็ว นางยื่นมือออกไปจับมือลั่วชิงหวงกลับคืน ดวงตาเต็มไปด้วยความขอบคุณและรู้สึกผิดพลางกล่าวว่า
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่…ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะข้า ทำให้พี่หญิงต้องป่วยหนักเช่นนี้”
“น้องหญิงไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหินกับพี่ขนาดนี้ พี่ดีกับน้อง น้องก็ดีกับพี่มิใช่หรือ ?”
ลั่วชิงหวงเหยียดยิ้มมุมปาก ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววเยาะเย้ยอันแผ่วเบา น่าเสียดาย ที่ลั่วชิงเฉิงไม่ได้ดีกับนาง เช่นนั้น…ก็ไม่มีเหตุผลที่นางจะต้องดีกับลั่วชิงเฉิง ลั่วชิงเฉิงทำกับนางไว้อย่างไร นางจะล้างแค้น ทีละเล็ก ทีละน้อย
ลั่วชิงเฉิงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งใจ นางดึงมือลั่วชิงหวงไว้พลางกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
“พี่หญิงกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” มุมปากของลั่วชิงหวงก็เผยรอยยิ้มจาง ๆ ขนตาที่ยาวหนาบดบังดวงตาสีดำดุจหยก แววตาฉายประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ความสำนึกผิดที่ฉายแวบขึ้นในความซาบซึ้งของลั่วชิงเฉิงเมื่อครู่นี้ มิอาจรอดพ้นจากสายตาของนางไปได้
นางมองลั่วชิงเฉิงด้วยท่าทางยิ้มก็ไม่เชิง ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววที่ยากจะเข้าใจและแฝงความเฉียบคม ลั่วชิงเฉิงรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังรู้สึกว่าสายตาของลั่วชิงหวงนั้นคมกริบเหลือเกิน แต่…พอมองให้ดีแล้ว ก็เห็นลั่วชิงหวงยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนน่ารักเช่นเดิม ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนู ขนมมาแล้วเจ้าค่ะ” เซียงหลิงยกขนมเข้ามา เมื่อเห็นลั่วชิงเฉิง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูขัดเขิน นางเหลือบมองลั่วชิงเฉิงด้วยแววตาเย้ยหยัน แล้วถามด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันว่า
“คุณหนูสามก็มาด้วยหรือเจ้าคะ ?” นางวางขนมลงบนโต๊ะพลางบ่นพึมพำเสียงเบาว่า
“ตอนที่คุณหนูหลับไม่ได้สติ ไม่เห็นคุณหนูสามมาเยี่ยม พอคุณหนูเพิ่งจะฟื้น คุณหนูสามก็รีบวิ่งมาถึงนี่”
แม้เสียงของเซียงหลิงจะเบา แต่…ก็ยังเล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาทของผู้คนในที่นั้น จื่อเยวี่ยจึงรีบตวาดกลับทันทีว่า
“เซียงหลิง เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ? คุณหนูสามเกรงว่าหากมาเยี่ยมโดยพลการ จะนำความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามา ทำให้คุณหนูอาการทรุดหนักลง จนยากจะฟื้นคืน เจ้าอย่ากล่าววาจาเลอะเทอะเช่นนี้”
ดวงตาของลั่วชิงหวงกวาดมองไปมา มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบจะมองไม่เห็น เกรงว่าจะนำความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามา หรือเกรงว่าจะติดความหนาวเย็นจากตัวนางกันแน่ ? เมื่อเห็นเซียงหลิงยังอยากจะพูดต่อ ลั่วชิงหวงก็เหลือบมองเซียงหลิงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วยิ้มกล่าวว่า
“เซียงหลิง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” นางรู้ว่าเซียงหลิงหวังดีต่อนางและไม่พอใจแทนนาง แต่…ความห้าวหาญเพียงชั่วครู่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ลั่วชิงเฉิงถึงแม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนแม่ทัพใหญ่ แต่…การจะทำลายล้างลั่วชิงเฉิงให้สิ้นซากได้ ก็มิใช่เพียงแค่หาข้ออ้างมากล่าวโทษเท่านั้น พวกนางยังต้องรอโอกาสที่เหมาะสม
เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น จึงทำได้เพียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจแล้วปิดปากเงียบ ลั่วชิงหวงหันสายตาไปยังลั่วชิงเฉิงพลางยิ้มกล่าว
“ความห่วงใยของน้องหญิงที่มีต่อพี่นั้น พี่ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว มิฉะนั้นไฉนพี่เพิ่งจะฟื้น น้องหญิงก็มาถึงแล้ว คงเป็นจื่อเยวี่ยที่แอบไปแจ้งข่าวให้น้องหญิงทราบใช่หรือไม่ ?”
“พี่หญิงช่างฉลาดเฉลียวยิ่ง ข้าไม่อาจปิดบังพี่หญิงได้เลย ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับมาสองวันแล้ว เพราะความที่พี่หญิงหมดสติไป แต่…ก็ไม่กล้ามาเยี่ยมโดยพลการ ทำได้เพียงขอให้จื่อเยวี่ยเฝ้าติดตาม หากพี่หญิงฟื้นเมื่อใด ให้รีบมาแจ้งข้าทันที พอได้ยินว่าพี่หญิงฟื้น ข้าถึงกับไม่ได้กินมื้อเที่ยงก็รีบวิ่งมาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงเฉิงทำท่าทีเป็นห่วงเป็นใย สายตาที่บริสุทธิ์ใจมองไปยังลั่วชิงหวง ริมฝีปากบางหยักโค้งเผยรอยยิ้มจาง ๆ การแสดงของลั่วชิงเฉิงเหนือชั้นจริง ๆ นางจงใจใช้จื่อเยวี่ยทดสอบ แต่…ลั่วชิงเฉิงกลับไม่เผยพิรุธออกมาเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำ…ยังสารภาพความในใจออกมาอย่างหมดจด ช่างเป็นคนที่คิดการณ์ไกลจนหาที่ติมิได้
“น้องหญิงยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงเลยใช่หรือไม่ ? พอดีว่าพี่มีขนมอยู่ ไม่อยู่ร่วมทานกับพี่ก่อนรึ ?”
ลั่วชิงหวงดึงมือลั่วชิงเฉิงไปยังเก้าอี้ข้าง ๆ ลั่วชิงเฉิงเผยรอยยิ้มที่ใจดีและเข้าใจผู้คนอย่างอ่อนโยน พลางปฏิเสธว่า
“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ พี่หญิงหมดสติไปถึงสองวัน ย่อมต้องหิวเป็นธรรมดา พี่หญิงควรทานให้มากหน่อย เห็นพี่หญิงไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าก็วางใจ ไม่รบกวนพี่หญิงพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้…ข้าจะมาเยี่ยมพี่หญิงใหม่”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น น้องหญิงก็กลับไปก่อนเถิด จื่อเยวี่ย เจ้าไปส่งน้องหญิงแทนข้าที”
ลั่วชิงหวงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นกัน แล้วออกคำสั่ง จื่อเยวี่ยเป็นคนของลั่วชิงเฉิงอยู่แล้ว เมื่อได้ยินลั่วชิงหวงสั่งให้นางไปส่งลั่วชิงเฉิง นางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงลั่วชิงเฉิงออกไป ท่าทางนั้นช่างเอาใจใส่ยิ่งกว่าตอนที่ปรนนิบัตินางเสียอีก
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูมีเมตตาเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ท่านหมดสติไปถึงสองวัน คุณหนูสามไม่ได้ชายตาแลเลยแม้แต่น้อย หากห่วงใยท่านจริง อย่างน้อยก็ควรมาสอบถามที่หน้าเรือนบ้างสิเจ้าคะ”
ทันทีที่ลั่วชิงเฉิงจากไป เซียงหลิงก็รีบกล่าวกับลั่วชิงหวงไม่หยุดหย่อน ลั่วชิงหวงกุมมือเซียงหลิงไว้แน่น ดวงตาที่ดำสนิททอประกายเจิดจ้า ราวกับกระบี่คมที่ซ่อนอยู่ในฝัก เปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาดที่เข้มข้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวลราวกลีบดอกไม้ ทว่า…กล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“สิ่งที่เจ้าพูด ข้ารู้ดี เพียงแต่…ยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการนาง เซียงหลิง หลังจากนี้ข้าอาจจะกลายเป็นคนใจคออำมหิตและเหี้ยมโหด เจ้ายังเต็มใจจะติดตามข้าอยู่หรือไม่ ?”
ลั่วชิงหวงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลั่วหยวนได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เรื่องที่หวังโยวรั่วแอบหักเบี้ยหวัดของลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็รู้ เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น หวังโยวรั่วเป็นคนแบบไหน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่…เขาแค่ไม่ใส่ใจ เขาแค่ต้องการให้หวังโยวรั่วเชื่อฟังเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น“ปกติเจ้าไม่เคยไปที่นั่นไม่ใช่รึ ? ทำไมอยู่ ๆ ถึงไปที่นั่น ? ไม่รู้หรือว่าอาหารที่นั่นแพงแค่ไหน ?”หวังโยวรั่วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาของลั่วชิงหวงหันไปมอง ก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ ถามได้ดีมาก นางกำลังรอให้หวังโยวรั่วถามคำถามนี้อยู่พอดีในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ลั่วชิงหวงมองไปทางหวังโยวรั่วที มองไปทางลั่วหยวนที ทำท่าทางเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด สุดท้าย…นางก็กัดฟันกล่าวออกมาว่า“เมื่อหลายวันก่อน ลูกคุกเข่าอยู่ที่หน้าเรือนของอี๋เหนียงเพื่อขอความเมตตาให้ชิงเฉิง ตากฝนแล้วล้มป่วย มีไข้สองวันเต็ม หลังจากฟื้นขึ้นมาร่างกายยังอ่อนแอนัก แต่…อาหารที่ถูกส่งมาให้นั้น ล้วนแต่เป็นของที่กลืนไม่ลง ลูกไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องออกไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีเ
เยว่ยวี่หลิวหลีและจวินรั่วเซวียนคือยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่น ซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดในแคว้นจิ่น แต่…น่าเสียดายที่ต้องเป็นไปตามคำโบราณที่กล่าวไว้ ตั้งแต่โบราณมา คนงามมักอาภัพ สตรีทั้งสองได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน จวินอู่เฉินถึงกับโศกเศร้าอยู่เป็นเวลานาน ก็เพราะการจากไปของจวินรั่วเซวียนและเยว่ยวี่หลิวหลี จวินอู่เฉินจึงถ่ายโอนความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้สตรีทั้งสองไปสู่บุตรธิดาของพวกนางเกือบทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็นรักและเอ็นดูต่อลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลของจวินรั่วเซวียน เขาเองก็ไม่ชอบลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเช่นกัน โดยเฉพาะลั่วชิงหวง นางเติบโตมามีใบหน้าที่คล้ายจวินรั่วเซวียนมากเกินไป แม้ว่านิสัยจะอ่อนโยนน่ารัก แต่…ใบหน้าของนางก็ไม่อาจซ่อนเร้นความสูงศักดิ์ที่มีอยู่ในตัวได้ เมื่อใดที่มองหน้านาง ก็ทำให้เขานึกถึงท่าทีใช้อำนาจกดขี่ของจวินรั่วเซวียนทุกครั้ง ดังนั้น…แม้จะรู้ว่าหวังโยวรั่วแอบรังแกลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยความรักใคร่เอ็นดูจากจวินอู่เฉิน และลั่วชิงหวงที่อ่อนโยนว่าง่ายมาโดยตลอด เขาจึงไม่เคยลงโทษลั่วชิงหวงเ
ลั่วชิงหวงมองดูจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไปในห้องของนางโดยไม่แสดงท่าทีขัดขวางใด ๆ ภายนอกดูราวกับตกใจกลัว ทว่า…ไม่มีใครเห็น ประกายแห่งการวางแผนและความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตานาง อยากค้นก็ค้นไปเถิด นางกลัวว่าหวังโยวรั่วจะไม่มาค้นห้องของนางต่างหากเล่า หากไม่ค้นห้องของนาง จะหาข้อหาดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่มาลงโทษหวังโยวรั่วได้อย่างไรหากไม่ค้นห้องของนาง จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านางมีเงินมากมายขนาดนี้ และเงินที่ถูกตัดทอนไปนั้นหายไปไหน ? หากไม่ค้นห้องของนาง จะทำให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูสายตรงอย่างนางต้องใช้ชีวิตลำบากอย่างไรจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไป รื้อค้นห้องของลั่วชิงหวงจนข้าวของกระจัดกระจาย เซียงหลิงเห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของคุณหนูถูกพวกนางจงใจทำแตกหักเสียหาย ก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปาก คิดจะเดินเข้าไปห้าม“อดทนไว้” ลั่วชิงหวงเห็นการกระทำของเซียงหลิง นางเอียงหน้าเล็กน้อย แล้วกระซิบบอกเพียงคำเดียวเซียงหลิงได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ก็พยายามระงับความอยากที่จะพุ่งเข้าไปห้ามไว้ได้ ในเวลาไม่นาน จางม่าม้าและซ่งม่าม้าก็รวบรวมเงินทั้งหมดที่อยู่ในห้องของลั่ว
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์” คุณชายหลิวจิ่งพับพัด แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูลั่วชิงหวง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยั่วยวน หัวใจของลั่วชิงหวงสั่นไหวอย่างรุนแรง การสนทนากับสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน แต่…คำพูดนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ ทว่า…บัดนี้ นางได้มองเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักแล้ว นางจะไม่มีทางหวั่นไหวกับผู้ใดอีกสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ สิ่งที่นางจะต้องทำคือจดจำบทเรียนในครั้งก่อนให้ดี และทวงคืนความเจ็บปวดที่ผู้อื่นเคยทำไว้กับนาง ลั่วชิงหวงไม่ได้เอ่ยตอบ นางพยักหน้าแล้วพาเซียงหลิงเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ เซียงหลิงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตนเอง พลางถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า“เมื่อครู่นี้ตกใจแทบตายเจ้าค่ะคุณหนู” ลั่วชิงหวงเห็นท่าทางของเซียงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะ
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นางลืมนำเงินมา นางจะกลับไปเอาเงินมาให้เขา หรือจะให้เขาตามนางกลับไปที่จวนก็ได้ทว่า…บุรุษชุดขาวผู้นั้นไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยนางไป เขายืนกรานให้นางจ่ายเงินที่นี่เดี๋ยวนั้น ในตอนนั้น นางรู้สึกว่า ทำไมคนผู้นี้ถึงได้เจ้าเล่ห์นัก จึงอดไม่ได้ที่จะเสียมารยาท แล้วด่าออกไปว่า“เจ้าคนพาล!” ได้ยินนางด่า บุรุษชุดขาวก็ไม่ถือสา รอยยิ้มเย้าแหย่ยิ่งเข้มข้นขึ้น สุดท้าย…เขาก็สะบัดพัดพับอย่างสง่างาม แล้วกล่าวว่า“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดค้างบุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์ ~”นางมองเขากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ เขาแค่ยิ้ม นางกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงค่อย ๆ เดินจากไป แล้วรีบวิ่งกลับไปจวนแม่ทัพใหญ่ปิดประตูห้อง แก้มทั้งสองข้างของนางร้อนผิดปกติ นางก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะวิ่งเร็วเกินไป หรือเป็นเพราะถูกบุรุษชุดขาวผู้นั้นเ
ทว่า…นางไม่เคยรู้เลยว่า การที่นางถูกรังแกเหมือนในอดีต ท่านพ่อล้วนแล้วแต่รู้เห็นเป็นใจ แท้จริงแล้ว คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คืออนุรอง มิใช่ท่านแม่ยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่นในปีนั้นกลับมาแล้วรึ ? ก็ดี นางไม่ได้พบท่านพ่อที่แสนดีของนางมานานแล้ว“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงไอออกมาเบา ๆ ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาวูบหนึ่ง ไข้หวัดนี้ มิใช่เพียงแค่การโบยสามสิบไม้ก็สามารถลบล้างไปได้ หนี้ของนาง...จะทวงคืนอย่างช้า ๆต้นไม้ในสวนเริ่มเผยให้เห็นหน่ออ่อน เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็ไม่เห็นความแห้งแล้งซีดเซียวอีกแล้ว แต่…กลับมีสีเขียวสดชื่นเพิ่มเข้ามาหลายส่วน ลั่วชิงหวงสวมเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ร่างที่ผอมบางดูอ่อนแอเป็นพิเศษในสายลม ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่กระนั้นนางก็ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ราวกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นบางอย่างค้ำจุนนางไว้ ทำให้นางดูแน่วแน่และมั่นคงขนตาที่ยาวเหยียดทอดต่ำลง ในดวงตาที่ดำสนิทราวกับซ่อนเร้นความลึกล้ำไว้มากมาย นิ้วมือที่เรียวยาวขาวผ่องยื่นออกไป ค่อย ๆ เปิดบานหน้าต่างออก ลมกระโชกแรงพลันพัดเข้ามา ทำให้นางไอขึ้นมาอีกครั้ง“คุณหนู กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ?” เซียงหลิงที







