Masukผลสุดท้ายคือ อนุรองไม่สั่งลงโทษลั่วชิงเฉิง ส่วนนางก็ป่วยไข้ติดต่อกันสองวันสองคืน เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด พอกลับมาคิดดูแล้ว ช่างน่าขันยิ่ง นางปฏิบัติต่อลั่วชิงเฉิงด้วยความจริงใจ สุดท้าย…นางได้สิ่งใดกลับมากันเล่า คือการถูกลั่วชิงเฉิงวางแผน หลอกลวง และใช้ประโยชน์ ลั่วชิงเฉิงมีจิตใจที่อำมหิตน่ากลัว สู้รบปรบมือกับอนุรองที่เย่อหยิ่งจองหองได้ น่าขันยิ่งกว่านั้น คือนางยังโง่งมคิดจะปกป้องลั่วชิงเฉิงอีก
ปีที่สามสิบสามแห่งแคว้นจิ่น เป็นปีที่นางได้รู้จักกับ จวินเฉียนหลิง และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายชั่วชีวิตของนาง บัดนี้…สวรรค์ได้นำพานางกลับมายังช่วงเวลาก่อนที่ฝันร้ายจะเริ่มขึ้น นางจะต้องถนอมโอกาสนี้ไว้ให้ดี เพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาติดค้างนางไว้
ปีที่สามสิบสามแห่งแคว้นจิ่น เซียงหลิงยังคงมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยเคียงข้างนาง พี่ชายก็เพิ่งกลับมาจากการประจำชายแดน แม้กระทั่งฮ่องเต้ที่เคยรักใคร่นางก็ยังมีชีวิตอยู่ดี ผู้คนที่รักใคร่นาง ยังมีลมหายใจอยู่ครบถ้วน นางจะต้องทะนุถนอมพวกเขาให้ดีที่สุด
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูสามมาแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ในชุดสีม่วงเดินเข้ามา โดยมีลั่วชิงเฉิงในชุดสีชมพูอ่อนเดินตามมาข้างหลัง สาวใช้ผู้นั้นมองลั่วชิงหวงและกล่าวด้วยสีหน้าเกินจริงว่า
“ท่านหมดสติไปถึงสองวัน ทำให้คุณหนูสามเป็นห่วงยิ่งเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงหวงเลิกคิ้วยาวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่มืดมิดมองไปยังสาวใช้ผู้นั้นด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม นางคือ ‘จื่อเยวี่ย’ สาวใช้ข้างกายของนางเอง ว่าไปแล้ว แม้จะเป็นสาวใช้ข้างกายนาง แต่…เจ้านายที่แท้จริงของจื่อเยวี่ยก็มิใช่นาง ทว่า…กลับเป็นลั่วชิงเฉิง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางในอดีตช่างโง่เขลาเสียจริง จื่อเยวี่ยเห็นนางฟื้นแล้ว แต่…กลับไม่ไยดีสุขภาพของนาง กลับจงใจบอกให้นางรู้ว่าลั่วชิงเฉิงเป็นห่วงนางถึงเพียงนี้ ทว่า…นางกลับมองไม่ออกเลยว่าจื่อเยวี่ยเป็นคนของใครกันแน่
“พี่หญิง ร่างกายดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง ? เพราะข้า...” เสียงที่เบาและอ่อนโยน ชวนให้ผู้คนได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะสงสาร แต่…เมื่อกล่าวได้เพียงครึ่งเดียวก็กลับสะอื้นจนพูดไม่ออก ดวงตาที่สดใสราวสายน้ำคลอไปด้วยหยาดน้ำตา มองลั่วชิงหวงด้วยความปวดร้าวอย่างที่สุด
“ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความผิดของข้าเอง” ลั่วชิงหวงมองลั่วชิงเฉิงที่น้ำตานองหน้า รูปร่างบอบบางอรชร ใบหน้าสวยงามอ่อนช้อย เมื่อมองแวบแรกก็เห็นได้ถึงความอ่อนแอและสุภาพเรียบร้อย ยิ่งเมื่อดวงตาที่งดงามนั้นคลอไปด้วยน้ำตา ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเวทนาจับใจ
ความเย้ยหยันแฝงขึ้นในใจ เมื่อก่อนนางก็ถูกท่าทางเช่นนี้ของลั่วชิงเฉิงหลอกลวง จนบัดนี้ได้หวนกลับมาเกิดใหม่ คิดหรือว่านางจะยังเชื่อในการแสดงที่น่าขันนี้อีก แต่…ในเมื่อลั่วชิงเฉิงชอบการแสดงนัก เช่นนั้น…นางก็จะรอดูว่าลั่วชิงเฉิงจะเล่นละครอะไรอีก
“น้องหญิง อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย” ลั่วชิงหวงยื่นมือไปประคองลั่วชิงเฉิงขึ้นมา ดวงตาที่ดำสนิทมองลั่วชิงเฉิงมีนัยแล้วกล่าวว่า
“นี่มิใช่ความผิดของน้องหญิงเสียหน่อย น้องหญิงมิได้ตั้งใจทำให้อี๋เหนียงโกรธเพื่อให้พี่ต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาแทนนี่นา”
เมื่อได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง มือของลั่วชิงเฉิงที่ถูกลั่วชิงหวงจับอยู่พลันแข็งค้าง สีหน้าของนางดูอับอาย แต่…ก็ถูกปกปิดไว้อย่างรวดเร็ว นางยื่นมือออกไปจับมือลั่วชิงหวงกลับคืน ดวงตาเต็มไปด้วยความขอบคุณและรู้สึกผิดพลางกล่าวว่า
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่…ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะข้า ทำให้พี่หญิงต้องป่วยหนักเช่นนี้”
“น้องหญิงไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหินกับพี่ขนาดนี้ พี่ดีกับน้อง น้องก็ดีกับพี่มิใช่หรือ ?”
ลั่วชิงหวงเหยียดยิ้มมุมปาก ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววเยาะเย้ยอันแผ่วเบา น่าเสียดาย ที่ลั่วชิงเฉิงไม่ได้ดีกับนาง เช่นนั้น…ก็ไม่มีเหตุผลที่นางจะต้องดีกับลั่วชิงเฉิง ลั่วชิงเฉิงทำกับนางไว้อย่างไร นางจะล้างแค้น ทีละเล็ก ทีละน้อย
ลั่วชิงเฉิงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งใจ นางดึงมือลั่วชิงหวงไว้พลางกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
“พี่หญิงกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” มุมปากของลั่วชิงหวงก็เผยรอยยิ้มจาง ๆ ขนตาที่ยาวหนาบดบังดวงตาสีดำดุจหยก แววตาฉายประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ความสำนึกผิดที่ฉายแวบขึ้นในความซาบซึ้งของลั่วชิงเฉิงเมื่อครู่นี้ มิอาจรอดพ้นจากสายตาของนางไปได้
นางมองลั่วชิงเฉิงด้วยท่าทางยิ้มก็ไม่เชิง ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววที่ยากจะเข้าใจและแฝงความเฉียบคม ลั่วชิงเฉิงรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังรู้สึกว่าสายตาของลั่วชิงหวงนั้นคมกริบเหลือเกิน แต่…พอมองให้ดีแล้ว ก็เห็นลั่วชิงหวงยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนน่ารักเช่นเดิม ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนู ขนมมาแล้วเจ้าค่ะ” เซียงหลิงยกขนมเข้ามา เมื่อเห็นลั่วชิงเฉิง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูขัดเขิน นางเหลือบมองลั่วชิงเฉิงด้วยแววตาเย้ยหยัน แล้วถามด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันว่า
“คุณหนูสามก็มาด้วยหรือเจ้าคะ ?” นางวางขนมลงบนโต๊ะพลางบ่นพึมพำเสียงเบาว่า
“ตอนที่คุณหนูหลับไม่ได้สติ ไม่เห็นคุณหนูสามมาเยี่ยม พอคุณหนูเพิ่งจะฟื้น คุณหนูสามก็รีบวิ่งมาถึงนี่”
แม้เสียงของเซียงหลิงจะเบา แต่…ก็ยังเล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาทของผู้คนในที่นั้น จื่อเยวี่ยจึงรีบตวาดกลับทันทีว่า
“เซียงหลิง เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ? คุณหนูสามเกรงว่าหากมาเยี่ยมโดยพลการ จะนำความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามา ทำให้คุณหนูอาการทรุดหนักลง จนยากจะฟื้นคืน เจ้าอย่ากล่าววาจาเลอะเทอะเช่นนี้”
ดวงตาของลั่วชิงหวงกวาดมองไปมา มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบจะมองไม่เห็น เกรงว่าจะนำความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามา หรือเกรงว่าจะติดความหนาวเย็นจากตัวนางกันแน่ ? เมื่อเห็นเซียงหลิงยังอยากจะพูดต่อ ลั่วชิงหวงก็เหลือบมองเซียงหลิงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วยิ้มกล่าวว่า
“เซียงหลิง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” นางรู้ว่าเซียงหลิงหวังดีต่อนางและไม่พอใจแทนนาง แต่…ความห้าวหาญเพียงชั่วครู่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ลั่วชิงเฉิงถึงแม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนแม่ทัพใหญ่ แต่…การจะทำลายล้างลั่วชิงเฉิงให้สิ้นซากได้ ก็มิใช่เพียงแค่หาข้ออ้างมากล่าวโทษเท่านั้น พวกนางยังต้องรอโอกาสที่เหมาะสม
เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น จึงทำได้เพียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจแล้วปิดปากเงียบ ลั่วชิงหวงหันสายตาไปยังลั่วชิงเฉิงพลางยิ้มกล่าว
“ความห่วงใยของน้องหญิงที่มีต่อพี่นั้น พี่ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว มิฉะนั้นไฉนพี่เพิ่งจะฟื้น น้องหญิงก็มาถึงแล้ว คงเป็นจื่อเยวี่ยที่แอบไปแจ้งข่าวให้น้องหญิงทราบใช่หรือไม่ ?”
“พี่หญิงช่างฉลาดเฉลียวยิ่ง ข้าไม่อาจปิดบังพี่หญิงได้เลย ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับมาสองวันแล้ว เพราะความที่พี่หญิงหมดสติไป แต่…ก็ไม่กล้ามาเยี่ยมโดยพลการ ทำได้เพียงขอให้จื่อเยวี่ยเฝ้าติดตาม หากพี่หญิงฟื้นเมื่อใด ให้รีบมาแจ้งข้าทันที พอได้ยินว่าพี่หญิงฟื้น ข้าถึงกับไม่ได้กินมื้อเที่ยงก็รีบวิ่งมาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงเฉิงทำท่าทีเป็นห่วงเป็นใย สายตาที่บริสุทธิ์ใจมองไปยังลั่วชิงหวง ริมฝีปากบางหยักโค้งเผยรอยยิ้มจาง ๆ การแสดงของลั่วชิงเฉิงเหนือชั้นจริง ๆ นางจงใจใช้จื่อเยวี่ยทดสอบ แต่…ลั่วชิงเฉิงกลับไม่เผยพิรุธออกมาเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำ…ยังสารภาพความในใจออกมาอย่างหมดจด ช่างเป็นคนที่คิดการณ์ไกลจนหาที่ติมิได้
“น้องหญิงยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงเลยใช่หรือไม่ ? พอดีว่าพี่มีขนมอยู่ ไม่อยู่ร่วมทานกับพี่ก่อนรึ ?”
ลั่วชิงหวงดึงมือลั่วชิงเฉิงไปยังเก้าอี้ข้าง ๆ ลั่วชิงเฉิงเผยรอยยิ้มที่ใจดีและเข้าใจผู้คนอย่างอ่อนโยน พลางปฏิเสธว่า
“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ พี่หญิงหมดสติไปถึงสองวัน ย่อมต้องหิวเป็นธรรมดา พี่หญิงควรทานให้มากหน่อย เห็นพี่หญิงไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าก็วางใจ ไม่รบกวนพี่หญิงพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้…ข้าจะมาเยี่ยมพี่หญิงใหม่”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น น้องหญิงก็กลับไปก่อนเถิด จื่อเยวี่ย เจ้าไปส่งน้องหญิงแทนข้าที”
ลั่วชิงหวงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นกัน แล้วออกคำสั่ง จื่อเยวี่ยเป็นคนของลั่วชิงเฉิงอยู่แล้ว เมื่อได้ยินลั่วชิงหวงสั่งให้นางไปส่งลั่วชิงเฉิง นางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงลั่วชิงเฉิงออกไป ท่าทางนั้นช่างเอาใจใส่ยิ่งกว่าตอนที่ปรนนิบัตินางเสียอีก
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูมีเมตตาเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ท่านหมดสติไปถึงสองวัน คุณหนูสามไม่ได้ชายตาแลเลยแม้แต่น้อย หากห่วงใยท่านจริง อย่างน้อยก็ควรมาสอบถามที่หน้าเรือนบ้างสิเจ้าคะ”
ทันทีที่ลั่วชิงเฉิงจากไป เซียงหลิงก็รีบกล่าวกับลั่วชิงหวงไม่หยุดหย่อน ลั่วชิงหวงกุมมือเซียงหลิงไว้แน่น ดวงตาที่ดำสนิททอประกายเจิดจ้า ราวกับกระบี่คมที่ซ่อนอยู่ในฝัก เปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาดที่เข้มข้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวลราวกลีบดอกไม้ ทว่า…กล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“สิ่งที่เจ้าพูด ข้ารู้ดี เพียงแต่…ยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการนาง เซียงหลิง หลังจากนี้ข้าอาจจะกลายเป็นคนใจคออำมหิตและเหี้ยมโหด เจ้ายังเต็มใจจะติดตามข้าอยู่หรือไม่ ?”
แววตาของนางฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ขยับริมฝีปากเอ่ยเนิบๆ ว่า“ความสัมพันธ์อันใดรึ ? ข้าคือภรรยาของเขา” เมื่อได้รับคำตอบจากลั่วชิงหวง เหล่ามือสังหารต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ต่างพากันลังเลมิกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ทว่า…ด้วยคำสั่งของจวินเสียนฉี พวกเขายังคงล้อมลั่วชิงหวงไว้แน่น มิยอมให้นางจากไปได้ง่ายๆ“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลงมืออีก !” จวินเสียนฉีเห็นมือสังหารเอาแต่ล้อมกรอบทว่ากลับขวัญหนีดีฝ่อมิกล้าขยับเขยื้อน ก็แผดเสียงตะคอกด้วยความโกรธจัดเหล่ามือสังหารเมื่อถูกจวินเสียนฉีตะคอกใส่ก็ยิ่งลนลาน ทว่า…ก็ยังมิกล้าบุกเข้าไป คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวยุทธที่จวินเสียนฉีใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวมา ทว่า…ชื่อเสียงของคุณชายหลิวจิ่งและหอลั่วซูในยุทธภพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตลงมือเล่า ?ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองเหล่ามือสังหาร แววตาเคร่งขรึม ทว่า…มุมปากกลับยกยิ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า“หากพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็จงเตรียมใจรับจุดจบที่จะตามมาไว้ให้ดี”คำขู่ของลั่วชิงหวงทำให้มือสังหารยิ่งขวัญกระเจิง ทุกคนแสดงท่าทีลังเล บางคนที่ใจเสาะเริ่มขยับถอย
“จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ในจวนเตรียมชาไว้แล้ว หากมิรีบดื่มเกรงว่าจะเย็นเสียก่อน” หลิวจินซิ่วยิ้มอย่างขัดเขิน พลางเอ่ยต่อ“สถานที่ที่ท่านหญิงว่าไว้วันหน้าพวกเราค่อยไปกันก็ได้”ลั่วชิงหวงครุ่นคิดในใจ หากนางมิยอมเข้าไปยามนี้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ย่อมปรากฏตัวออกมาแน่ ถึงตอนนั้นนางคงยากจะหนทางหนี มิสู้ตามเข้าไปข้างใน แสร้งดื่มชาแล้วค่อยหาทางแก้สถานการณ์ภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนั้น ลั่วชิงหวงจึงยิ้มอย่างสงบพลางเอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เชิญพระชายานำทาง” หลิวจินซิ่วที่เดิมทีกลัวว่าลั่วชิงหวงจะจับพิรุธได้ เมื่อเห็นนางยอมตกลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบพานางเข้าไปในห้องทั้งสองนั่งลง หลิวจินซิ่วรินชาให้ลั่วชิงหวงแก้วหนึ่ง ทว่า…มิได้รีบส่งให้ แต่…นางกลับจ้องมองลั่วชิงหวงนิ่งแล้วเอ่ยว่า“ท่านหญิงชิงหวง ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านสักข้อ”ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หลิวจินซิ่วจะถามอะไรนางอีก ? แม้จะสงสัย ทว่า…ภายนอกยังคงสงบนิ่ง“มิทราบว่าพระชายามีสิ่งใดจะถามรึเจ้าคะ ?”“องค์ชายเจ็ดจำเป็นต้องชิงบัลลังก์จริงๆ รึ ? หากเสียนฉีได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะช่วยทูลขอให้เขาปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี พวกท่านจะยอ
หลิวหยวนเจิงจ้องมองจวินชิงอวี่ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายกำลังรอฟังคำพูดต่อจากนี้ จวินชิงอวี่จึงค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ ว่า“ยามนี้สถานการณ์ของแคว้นจิ่นวิกฤตเพียงใด ข้าคงมิจำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ท่านพี่ใหญ่แม้จะมีใจเมตตา ทว่ากลับขาดรัศมีขัตติยา มิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งฮ่องเต้ ท่านอัครเสนาบดีทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ย่อมมิเห็นแก่เรื่องส่วนตัวจนทำให้ราชสำนักพังพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยความสามารถประดุจแขนขาอันล้ำค่าเช่นท่าน ข้าย่อมไม่มีวันปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน”เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเจิงก็เริ่มมีสีหน้าลังเล เขามองจวินชิงอวี่ด้วยแววตาที่สับสนวูบหนึ่ง ทว่า…ยังคงเอ่ยปฏิเสธไปตามมารยาท“กระหม่อมย่อมมิกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎราชสำนัก องค์ชายเจ็ดมิต้องกังวล เพียงแต่เสียนฉีนั้นกระหม่อมเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก แม้นิสัยจะอ่อนแอไปบ้าง ทว่าก็ใช่ว่าจะกลายเป็นมหากษัตริย์ที่ดีมิได้”“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิขอบีบคั้นให้ท่านต้องลำบากใจ ทว่าคำพูดของข้าจะยังคงเป็นจริงเสมอ หวังว่าท่านอัครเสนาบดีจะเก็บไปไตร่ตรองดูให้ดี”จวินชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองหลิวหยวนด้วยรอยยิ้มกึ
“จำได้สิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าข้าต้องจำไว้ว่ายังติดค้างบุญคุณท่านอยู่หนึ่งอย่าง เช่นนี้…พวกเราต่างฝ่ายต่างก็ติดค้างกันและกัน มิใช่ว่าถูกกำหนดมาให้ต้องผูกพันกันไปชั่วชีวิตหรอกรึ ? ตอนนั้นข้ายังมิอยากจะเชื่อ ทว่า…มิคาดคิดเลยว่า คำพูดในวันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้”จวินชิงอวี่แย้มยิ้มประดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ชนะ เขาออกแรงดึงร่างลั่วชิงหวงเข้ามากอดไว้แนบอก มุมปากหยักยิ้มอย่างพึงพอใจ มันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะต้องทำให้ลั่วชิงหวงมาเป็นภรรยาของเขาให้ได้ และจะมิยอมให้นางจากไปไหนชั่วชีวิตลั่วชิงหวงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของจวินชิงอวี่พลางเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของทั้งสอง ขับเน้นรัศมีอันสง่างามและสูงศักดิ์จนดูโดดเด่นสะดุดตา ทว่า…กลับดูอบอุ่นและกลมกลืนยิ่งนัก ราวกับว่าโลกทั้งใบได้รวบรวมเอาความงดงามและน่าประทับใจทั้งหมดมาไว้ที่คนคู่นี้เพียงผู้เดียววันถัดมา ลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่มาเดินเล่นริมสระน้ำอีกครั้ง และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่พวกเขาได้พบกับ หลิงอู่หลิวอีกครั้ง ทว่า…ครานี้ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนางคือห
นางเพียงขอให้เขาช่วยสร้างกระแสเพียงเล็กน้อยก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทว่า…จวินชิงอวี่กลับเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของลั่วชิงหวงที่ยังมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองด้วยซ้ำ ถึงกับประกาศว่าจะมิช่วยเหลือนางอีกในภายภาคหน้า เช่นนี้…จะมิให้นางโกรธขึ้งและขุ่นมัวได้อย่างไร“เหตุใดเล่าเจ้าคะ ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวของท่านหญิงชิงหวงรึ ?”หลิงอู่หลิวจ้องมองจวินชิงอวี่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความโมโห วาจาที่เอ่ยออกมาจึงมิเกรงใจอีกต่อไป“ขออภัยที่เสียมารยาท ใจคอของท่านหญิงชิงหวงมิคับแคบเกินไปหน่อยรึเจ้าคะ ?”ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหยันโดยมิแยแส นางเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แววตาไหววูบก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมิยินดียินร้ายว่า“ขอองค์หญิงอู่หลิวโปรดอภัยด้วย ข้านั้นใจคอคับแคบเช่นนี้เอง วันหน้าก็โปรดอย่าได้มาแหย่ข้าเล่น มิเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้ามิเกรงใจ”หลิงอู่หลิวมิคาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ เดิมที…นางตั้งใจจะใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทว่า…เมื่อเจอคำตอบที่โผงผางชัดเจนของลั่วชิงหวง กลับกลายเป็นนางเองที่ดูใจแคบและช่างจิกกัด ยิ่งพอมองใบหน้าที่ยังคงสง่างา
เช้าของอีกวัน“หวงเอ๋อร์ ตะวันโด่งแล้ว ยังมิยอมตื่นอีกหรือ ?” จวินชิงอวี่มองลั่วชิงหวงที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดูลั่วชิงหวงปรือตาที่ยังง่วงงุนขึ้นมองจวินชิงอวี่ พลางเอ่ยอย่างงอนๆ ว่า“เหตุใดถึงปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้”“นี่มันยามเที่ยงแล้ว เจ้ามิหิวบ้างหรือ ?” จวินชิงอวี่เห็นท่าทางแง่งอนของนางก็ใจอ่อนยวบ เขาใช้นิ้วเขี่ยจมูกนางอีกครั้งเพื่อกันมิให้นางหลับต่อลั่วชิงหวงเม้มปากอย่างขัดใจพลางลืมตาขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นบังแสงแดดที่ลอดเข้ามาพลางพึมพำ“สายป่านนี้แล้วหรือ ? ข้านอนนานขนาดนั้นเชียว ?” เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของนาง จวินชิงอวี่ก็อดใจมิไหวโน้มตัวลงไปจูบนางอีกครั้ง ลั่วชิงหวงที่เพิ่งตื่นรีบผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงซ่าน“กลางวันแสกๆ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ?”“ข้าเห็นหวงเอ๋อร์ยังมิตื่นเต็มตา เลยต้องใช้วิธีพิเศษช่วยปลุกเท่านั้นเอง”นัยน์ตาหงส์ของจวินชิงอวี่ฉายแววหยอกล้อ มองนางที่กำลังพองลมที่แก้มอย่างนึกสนุกลั่วชิงหวงผลักเขาออกไปอีกครั้ง ในใจเขินอายทำตัวมิถูก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เพราะเมื่อคืนท่า
นางแค่อยากจะสั่งสอนลั่วชิงหวงสักครา ไม่นึกเลยว่าจะกลับกลายเป็นตบหน้าตนเองเสียฉาดใหญ่ เมื่อครู่…นางเพิ่งจะเหน็บแนมเสื้อผ้าของลั่วชิงหวงว่าซอมซ่อ ใครจะไปคิดว่ามันคืออาภรณ์ที่ทำจากไหมฟ้าจริง ๆ กลายเป็นว่าตัวนางเองที่เป็นคนไร้ความรู้ความเห็น“หุบปากเดี๋ยวนี้!” จวินอวี่เยียนตวัดสายตามองเด็กสาวผู้นั้นด้ว
ลั่วหยวนเอ่ยสั่งเสียงเรียบ พอไฉ่สวี่ได้ยินว่าต้องถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ นางก็เป็นลมล้มพับไปทันที ลั่วชิงเฉิงอ้าปากพะงาบอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่…สุดท้ายนางก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ นางเป็นคนฉลาด ย่อมเข้าใจดีถึงกลยุทธ์สละเบี้ยรักษาขุน ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ นางไม่อาจปกป้องไฉ่สวี่ได้ หากขืนดื้อดึ
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นา







