Beranda / รักโบราณ / หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย / บทที่ 4 ลั่วชิงหวงคนใหม่

Share

บทที่ 4 ลั่วชิงหวงคนใหม่

last update Tanggal publikasi: 2026-03-07 15:09:21

ผลสุดท้ายคือ อนุรองไม่สั่งลงโทษลั่วชิงเฉิง ส่วนนางก็ป่วยไข้ติดต่อกันสองวันสองคืน เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด พอกลับมาคิดดูแล้ว ช่างน่าขันยิ่ง นางปฏิบัติต่อลั่วชิงเฉิงด้วยความจริงใจ สุดท้าย…นางได้สิ่งใดกลับมากันเล่า คือการถูกลั่วชิงเฉิงวางแผน หลอกลวง และใช้ประโยชน์ ลั่วชิงเฉิงมีจิตใจที่อำมหิตน่ากลัว สู้รบปรบมือกับอนุรองที่เย่อหยิ่งจองหองได้ น่าขันยิ่งกว่านั้น คือนางยังโง่งมคิดจะปกป้องลั่วชิงเฉิงอีก

ปีที่สามสิบสามแห่งแคว้นจิ่น เป็นปีที่นางได้รู้จักกับ จวินเฉียนหลิง และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายชั่วชีวิตของนาง บัดนี้…สวรรค์ได้นำพานางกลับมายังช่วงเวลาก่อนที่ฝันร้ายจะเริ่มขึ้น นางจะต้องถนอมโอกาสนี้ไว้ให้ดี เพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาติดค้างนางไว้

ปีที่สามสิบสามแห่งแคว้นจิ่น เซียงหลิงยังคงมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยเคียงข้างนาง พี่ชายก็เพิ่งกลับมาจากการประจำชายแดน แม้กระทั่งฮ่องเต้ที่เคยรักใคร่นางก็ยังมีชีวิตอยู่ดี ผู้คนที่รักใคร่นาง ยังมีลมหายใจอยู่ครบถ้วน นางจะต้องทะนุถนอมพวกเขาให้ดีที่สุด

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูสามมาแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ในชุดสีม่วงเดินเข้ามา โดยมีลั่วชิงเฉิงในชุดสีชมพูอ่อนเดินตามมาข้างหลัง สาวใช้ผู้นั้นมองลั่วชิงหวงและกล่าวด้วยสีหน้าเกินจริงว่า

“ท่านหมดสติไปถึงสองวัน ทำให้คุณหนูสามเป็นห่วงยิ่งเจ้าค่ะ”

ลั่วชิงหวงเลิกคิ้วยาวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่มืดมิดมองไปยังสาวใช้ผู้นั้นด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม นางคือ ‘จื่อเยวี่ย’ สาวใช้ข้างกายของนางเอง ว่าไปแล้ว แม้จะเป็นสาวใช้ข้างกายนาง แต่…เจ้านายที่แท้จริงของจื่อเยวี่ยก็มิใช่นาง ทว่า…กลับเป็นลั่วชิงเฉิง

เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางในอดีตช่างโง่เขลาเสียจริง จื่อเยวี่ยเห็นนางฟื้นแล้ว แต่…กลับไม่ไยดีสุขภาพของนาง กลับจงใจบอกให้นางรู้ว่าลั่วชิงเฉิงเป็นห่วงนางถึงเพียงนี้ ทว่า…นางกลับมองไม่ออกเลยว่าจื่อเยวี่ยเป็นคนของใครกันแน่

“พี่หญิง ร่างกายดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง ? เพราะข้า...” เสียงที่เบาและอ่อนโยน ชวนให้ผู้คนได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะสงสาร แต่…เมื่อกล่าวได้เพียงครึ่งเดียวก็กลับสะอื้นจนพูดไม่ออก ดวงตาที่สดใสราวสายน้ำคลอไปด้วยหยาดน้ำตา มองลั่วชิงหวงด้วยความปวดร้าวอย่างที่สุด

“ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความผิดของข้าเอง” ลั่วชิงหวงมองลั่วชิงเฉิงที่น้ำตานองหน้า รูปร่างบอบบางอรชร ใบหน้าสวยงามอ่อนช้อย เมื่อมองแวบแรกก็เห็นได้ถึงความอ่อนแอและสุภาพเรียบร้อย ยิ่งเมื่อดวงตาที่งดงามนั้นคลอไปด้วยน้ำตา ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเวทนาจับใจ

ความเย้ยหยันแฝงขึ้นในใจ เมื่อก่อนนางก็ถูกท่าทางเช่นนี้ของลั่วชิงเฉิงหลอกลวง จนบัดนี้ได้หวนกลับมาเกิดใหม่ คิดหรือว่านางจะยังเชื่อในการแสดงที่น่าขันนี้อีก แต่…ในเมื่อลั่วชิงเฉิงชอบการแสดงนัก เช่นนั้น…นางก็จะรอดูว่าลั่วชิงเฉิงจะเล่นละครอะไรอีก

“น้องหญิง อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย” ลั่วชิงหวงยื่นมือไปประคองลั่วชิงเฉิงขึ้นมา ดวงตาที่ดำสนิทมองลั่วชิงเฉิงมีนัยแล้วกล่าวว่า

“นี่มิใช่ความผิดของน้องหญิงเสียหน่อย น้องหญิงมิได้ตั้งใจทำให้อี๋เหนียงโกรธเพื่อให้พี่ต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาแทนนี่นา”

เมื่อได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง มือของลั่วชิงเฉิงที่ถูกลั่วชิงหวงจับอยู่พลันแข็งค้าง สีหน้าของนางดูอับอาย แต่…ก็ถูกปกปิดไว้อย่างรวดเร็ว นางยื่นมือออกไปจับมือลั่วชิงหวงกลับคืน ดวงตาเต็มไปด้วยความขอบคุณและรู้สึกผิดพลางกล่าวว่า

“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่…ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะข้า ทำให้พี่หญิงต้องป่วยหนักเช่นนี้”

“น้องหญิงไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหินกับพี่ขนาดนี้ พี่ดีกับน้อง น้องก็ดีกับพี่มิใช่หรือ ?”

ลั่วชิงหวงเหยียดยิ้มมุมปาก ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววเยาะเย้ยอันแผ่วเบา น่าเสียดาย ที่ลั่วชิงเฉิงไม่ได้ดีกับนาง เช่นนั้น…ก็ไม่มีเหตุผลที่นางจะต้องดีกับลั่วชิงเฉิง ลั่วชิงเฉิงทำกับนางไว้อย่างไร นางจะล้างแค้น ทีละเล็ก ทีละน้อย

ลั่วชิงเฉิงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งใจ นางดึงมือลั่วชิงหวงไว้พลางกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“พี่หญิงกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” มุมปากของลั่วชิงหวงก็เผยรอยยิ้มจาง ๆ ขนตาที่ยาวหนาบดบังดวงตาสีดำดุจหยก แววตาฉายประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ความสำนึกผิดที่ฉายแวบขึ้นในความซาบซึ้งของลั่วชิงเฉิงเมื่อครู่นี้ มิอาจรอดพ้นจากสายตาของนางไปได้

นางมองลั่วชิงเฉิงด้วยท่าทางยิ้มก็ไม่เชิง ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววที่ยากจะเข้าใจและแฝงความเฉียบคม ลั่วชิงเฉิงรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังรู้สึกว่าสายตาของลั่วชิงหวงนั้นคมกริบเหลือเกิน แต่…พอมองให้ดีแล้ว ก็เห็นลั่วชิงหวงยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยนน่ารักเช่นเดิม ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย

“คุณหนู ขนมมาแล้วเจ้าค่ะ” เซียงหลิงยกขนมเข้ามา เมื่อเห็นลั่วชิงเฉิง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูขัดเขิน นางเหลือบมองลั่วชิงเฉิงด้วยแววตาเย้ยหยัน แล้วถามด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันว่า

“คุณหนูสามก็มาด้วยหรือเจ้าคะ ?” นางวางขนมลงบนโต๊ะพลางบ่นพึมพำเสียงเบาว่า

“ตอนที่คุณหนูหลับไม่ได้สติ ไม่เห็นคุณหนูสามมาเยี่ยม พอคุณหนูเพิ่งจะฟื้น คุณหนูสามก็รีบวิ่งมาถึงนี่”

แม้เสียงของเซียงหลิงจะเบา แต่…ก็ยังเล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาทของผู้คนในที่นั้น จื่อเยวี่ยจึงรีบตวาดกลับทันทีว่า

“เซียงหลิง เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ? คุณหนูสามเกรงว่าหากมาเยี่ยมโดยพลการ จะนำความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามา ทำให้คุณหนูอาการทรุดหนักลง จนยากจะฟื้นคืน เจ้าอย่ากล่าววาจาเลอะเทอะเช่นนี้”

ดวงตาของลั่วชิงหวงกวาดมองไปมา มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบจะมองไม่เห็น เกรงว่าจะนำความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามา หรือเกรงว่าจะติดความหนาวเย็นจากตัวนางกันแน่ ? เมื่อเห็นเซียงหลิงยังอยากจะพูดต่อ ลั่วชิงหวงก็เหลือบมองเซียงหลิงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วยิ้มกล่าวว่า

“เซียงหลิง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” นางรู้ว่าเซียงหลิงหวังดีต่อนางและไม่พอใจแทนนาง แต่…ความห้าวหาญเพียงชั่วครู่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ลั่วชิงเฉิงถึงแม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนแม่ทัพใหญ่ แต่…การจะทำลายล้างลั่วชิงเฉิงให้สิ้นซากได้ ก็มิใช่เพียงแค่หาข้ออ้างมากล่าวโทษเท่านั้น พวกนางยังต้องรอโอกาสที่เหมาะสม

เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น จึงทำได้เพียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจแล้วปิดปากเงียบ ลั่วชิงหวงหันสายตาไปยังลั่วชิงเฉิงพลางยิ้มกล่าว

“ความห่วงใยของน้องหญิงที่มีต่อพี่นั้น พี่ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว มิฉะนั้นไฉนพี่เพิ่งจะฟื้น น้องหญิงก็มาถึงแล้ว คงเป็นจื่อเยวี่ยที่แอบไปแจ้งข่าวให้น้องหญิงทราบใช่หรือไม่ ?”

“พี่หญิงช่างฉลาดเฉลียวยิ่ง ข้าไม่อาจปิดบังพี่หญิงได้เลย ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับมาสองวันแล้ว เพราะความที่พี่หญิงหมดสติไป แต่…ก็ไม่กล้ามาเยี่ยมโดยพลการ ทำได้เพียงขอให้จื่อเยวี่ยเฝ้าติดตาม หากพี่หญิงฟื้นเมื่อใด ให้รีบมาแจ้งข้าทันที พอได้ยินว่าพี่หญิงฟื้น ข้าถึงกับไม่ได้กินมื้อเที่ยงก็รีบวิ่งมาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”

ลั่วชิงเฉิงทำท่าทีเป็นห่วงเป็นใย สายตาที่บริสุทธิ์ใจมองไปยังลั่วชิงหวง ริมฝีปากบางหยักโค้งเผยรอยยิ้มจาง ๆ การแสดงของลั่วชิงเฉิงเหนือชั้นจริง ๆ นางจงใจใช้จื่อเยวี่ยทดสอบ แต่…ลั่วชิงเฉิงกลับไม่เผยพิรุธออกมาเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำ…ยังสารภาพความในใจออกมาอย่างหมดจด ช่างเป็นคนที่คิดการณ์ไกลจนหาที่ติมิได้

“น้องหญิงยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงเลยใช่หรือไม่ ? พอดีว่าพี่มีขนมอยู่ ไม่อยู่ร่วมทานกับพี่ก่อนรึ ?”

ลั่วชิงหวงดึงมือลั่วชิงเฉิงไปยังเก้าอี้ข้าง ๆ ลั่วชิงเฉิงเผยรอยยิ้มที่ใจดีและเข้าใจผู้คนอย่างอ่อนโยน พลางปฏิเสธว่า

“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ พี่หญิงหมดสติไปถึงสองวัน ย่อมต้องหิวเป็นธรรมดา พี่หญิงควรทานให้มากหน่อย เห็นพี่หญิงไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าก็วางใจ ไม่รบกวนพี่หญิงพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้…ข้าจะมาเยี่ยมพี่หญิงใหม่”

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น น้องหญิงก็กลับไปก่อนเถิด จื่อเยวี่ย เจ้าไปส่งน้องหญิงแทนข้าที”

ลั่วชิงหวงเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นกัน แล้วออกคำสั่ง จื่อเยวี่ยเป็นคนของลั่วชิงเฉิงอยู่แล้ว เมื่อได้ยินลั่วชิงหวงสั่งให้นางไปส่งลั่วชิงเฉิง นางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงลั่วชิงเฉิงออกไป ท่าทางนั้นช่างเอาใจใส่ยิ่งกว่าตอนที่ปรนนิบัตินางเสียอีก

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูมีเมตตาเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ท่านหมดสติไปถึงสองวัน คุณหนูสามไม่ได้ชายตาแลเลยแม้แต่น้อย หากห่วงใยท่านจริง อย่างน้อยก็ควรมาสอบถามที่หน้าเรือนบ้างสิเจ้าคะ”

ทันทีที่ลั่วชิงเฉิงจากไป เซียงหลิงก็รีบกล่าวกับลั่วชิงหวงไม่หยุดหย่อน ลั่วชิงหวงกุมมือเซียงหลิงไว้แน่น ดวงตาที่ดำสนิททอประกายเจิดจ้า ราวกับกระบี่คมที่ซ่อนอยู่ในฝัก เปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาดที่เข้มข้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวลราวกลีบดอกไม้ ทว่า…กล่าวอย่างหนักแน่นว่า

“สิ่งที่เจ้าพูด ข้ารู้ดี เพียงแต่…ยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการนาง เซียงหลิง หลังจากนี้ข้าอาจจะกลายเป็นคนใจคออำมหิตและเหี้ยมโหด เจ้ายังเต็มใจจะติดตามข้าอยู่หรือไม่ ?”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 210 กริชพรากสายเลือด

    แววตาของนางฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ขยับริมฝีปากเอ่ยเนิบๆ ว่า“ความสัมพันธ์อันใดรึ ? ข้าคือภรรยาของเขา” เมื่อได้รับคำตอบจากลั่วชิงหวง เหล่ามือสังหารต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ต่างพากันลังเลมิกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ทว่า…ด้วยคำสั่งของจวินเสียนฉี พวกเขายังคงล้อมลั่วชิงหวงไว้แน่น มิยอมให้นางจากไปได้ง่ายๆ“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลงมืออีก !” จวินเสียนฉีเห็นมือสังหารเอาแต่ล้อมกรอบทว่ากลับขวัญหนีดีฝ่อมิกล้าขยับเขยื้อน ก็แผดเสียงตะคอกด้วยความโกรธจัดเหล่ามือสังหารเมื่อถูกจวินเสียนฉีตะคอกใส่ก็ยิ่งลนลาน ทว่า…ก็ยังมิกล้าบุกเข้าไป คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวยุทธที่จวินเสียนฉีใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวมา ทว่า…ชื่อเสียงของคุณชายหลิวจิ่งและหอลั่วซูในยุทธภพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตลงมือเล่า ?ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองเหล่ามือสังหาร แววตาเคร่งขรึม ทว่า…มุมปากกลับยกยิ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า“หากพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็จงเตรียมใจรับจุดจบที่จะตามมาไว้ให้ดี”คำขู่ของลั่วชิงหวงทำให้มือสังหารยิ่งขวัญกระเจิง ทุกคนแสดงท่าทีลังเล บางคนที่ใจเสาะเริ่มขยับถอย

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 209 พัดเพลิงคร่าวิญญาณ

    “จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ในจวนเตรียมชาไว้แล้ว หากมิรีบดื่มเกรงว่าจะเย็นเสียก่อน” หลิวจินซิ่วยิ้มอย่างขัดเขิน พลางเอ่ยต่อ“สถานที่ที่ท่านหญิงว่าไว้วันหน้าพวกเราค่อยไปกันก็ได้”ลั่วชิงหวงครุ่นคิดในใจ หากนางมิยอมเข้าไปยามนี้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ย่อมปรากฏตัวออกมาแน่ ถึงตอนนั้นนางคงยากจะหนทางหนี มิสู้ตามเข้าไปข้างใน แสร้งดื่มชาแล้วค่อยหาทางแก้สถานการณ์ภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนั้น ลั่วชิงหวงจึงยิ้มอย่างสงบพลางเอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เชิญพระชายานำทาง” หลิวจินซิ่วที่เดิมทีกลัวว่าลั่วชิงหวงจะจับพิรุธได้ เมื่อเห็นนางยอมตกลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบพานางเข้าไปในห้องทั้งสองนั่งลง หลิวจินซิ่วรินชาให้ลั่วชิงหวงแก้วหนึ่ง ทว่า…มิได้รีบส่งให้ แต่…นางกลับจ้องมองลั่วชิงหวงนิ่งแล้วเอ่ยว่า“ท่านหญิงชิงหวง ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านสักข้อ”ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หลิวจินซิ่วจะถามอะไรนางอีก ? แม้จะสงสัย ทว่า…ภายนอกยังคงสงบนิ่ง“มิทราบว่าพระชายามีสิ่งใดจะถามรึเจ้าคะ ?”“องค์ชายเจ็ดจำเป็นต้องชิงบัลลังก์จริงๆ รึ ? หากเสียนฉีได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะช่วยทูลขอให้เขาปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี พวกท่านจะยอ

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 208 อุบายคนเขลา

    หลิวหยวนเจิงจ้องมองจวินชิงอวี่ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายกำลังรอฟังคำพูดต่อจากนี้ จวินชิงอวี่จึงค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ ว่า“ยามนี้สถานการณ์ของแคว้นจิ่นวิกฤตเพียงใด ข้าคงมิจำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ท่านพี่ใหญ่แม้จะมีใจเมตตา ทว่ากลับขาดรัศมีขัตติยา มิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งฮ่องเต้ ท่านอัครเสนาบดีทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ย่อมมิเห็นแก่เรื่องส่วนตัวจนทำให้ราชสำนักพังพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยความสามารถประดุจแขนขาอันล้ำค่าเช่นท่าน ข้าย่อมไม่มีวันปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน”เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเจิงก็เริ่มมีสีหน้าลังเล เขามองจวินชิงอวี่ด้วยแววตาที่สับสนวูบหนึ่ง ทว่า…ยังคงเอ่ยปฏิเสธไปตามมารยาท“กระหม่อมย่อมมิกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎราชสำนัก องค์ชายเจ็ดมิต้องกังวล เพียงแต่เสียนฉีนั้นกระหม่อมเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก แม้นิสัยจะอ่อนแอไปบ้าง ทว่าก็ใช่ว่าจะกลายเป็นมหากษัตริย์ที่ดีมิได้”“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิขอบีบคั้นให้ท่านต้องลำบากใจ ทว่าคำพูดของข้าจะยังคงเป็นจริงเสมอ หวังว่าท่านอัครเสนาบดีจะเก็บไปไตร่ตรองดูให้ดี”จวินชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองหลิวหยวนด้วยรอยยิ้มกึ

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 207 ไร้วาสนาเคียงคู่

    “จำได้สิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าข้าต้องจำไว้ว่ายังติดค้างบุญคุณท่านอยู่หนึ่งอย่าง เช่นนี้…พวกเราต่างฝ่ายต่างก็ติดค้างกันและกัน มิใช่ว่าถูกกำหนดมาให้ต้องผูกพันกันไปชั่วชีวิตหรอกรึ ? ตอนนั้นข้ายังมิอยากจะเชื่อ ทว่า…มิคาดคิดเลยว่า คำพูดในวันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้”จวินชิงอวี่แย้มยิ้มประดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ชนะ เขาออกแรงดึงร่างลั่วชิงหวงเข้ามากอดไว้แนบอก มุมปากหยักยิ้มอย่างพึงพอใจ มันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะต้องทำให้ลั่วชิงหวงมาเป็นภรรยาของเขาให้ได้ และจะมิยอมให้นางจากไปไหนชั่วชีวิตลั่วชิงหวงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของจวินชิงอวี่พลางเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของทั้งสอง ขับเน้นรัศมีอันสง่างามและสูงศักดิ์จนดูโดดเด่นสะดุดตา ทว่า…กลับดูอบอุ่นและกลมกลืนยิ่งนัก ราวกับว่าโลกทั้งใบได้รวบรวมเอาความงดงามและน่าประทับใจทั้งหมดมาไว้ที่คนคู่นี้เพียงผู้เดียววันถัดมา ลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่มาเดินเล่นริมสระน้ำอีกครั้ง และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่พวกเขาได้พบกับ หลิงอู่หลิวอีกครั้ง ทว่า…ครานี้ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนางคือห

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 206 รักมั่นชั่วนิรันดร์

    นางเพียงขอให้เขาช่วยสร้างกระแสเพียงเล็กน้อยก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทว่า…จวินชิงอวี่กลับเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของลั่วชิงหวงที่ยังมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองด้วยซ้ำ ถึงกับประกาศว่าจะมิช่วยเหลือนางอีกในภายภาคหน้า เช่นนี้…จะมิให้นางโกรธขึ้งและขุ่นมัวได้อย่างไร“เหตุใดเล่าเจ้าคะ ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวของท่านหญิงชิงหวงรึ ?”หลิงอู่หลิวจ้องมองจวินชิงอวี่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความโมโห วาจาที่เอ่ยออกมาจึงมิเกรงใจอีกต่อไป“ขออภัยที่เสียมารยาท ใจคอของท่านหญิงชิงหวงมิคับแคบเกินไปหน่อยรึเจ้าคะ ?”ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหยันโดยมิแยแส นางเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แววตาไหววูบก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมิยินดียินร้ายว่า“ขอองค์หญิงอู่หลิวโปรดอภัยด้วย ข้านั้นใจคอคับแคบเช่นนี้เอง วันหน้าก็โปรดอย่าได้มาแหย่ข้าเล่น มิเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้ามิเกรงใจ”หลิงอู่หลิวมิคาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ เดิมที…นางตั้งใจจะใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทว่า…เมื่อเจอคำตอบที่โผงผางชัดเจนของลั่วชิงหวง กลับกลายเป็นนางเองที่ดูใจแคบและช่างจิกกัด ยิ่งพอมองใบหน้าที่ยังคงสง่างา

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 205 วาจาซ่อนเข็มพิษ

    เช้าของอีกวัน“หวงเอ๋อร์ ตะวันโด่งแล้ว ยังมิยอมตื่นอีกหรือ ?” จวินชิงอวี่มองลั่วชิงหวงที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดูลั่วชิงหวงปรือตาที่ยังง่วงงุนขึ้นมองจวินชิงอวี่ พลางเอ่ยอย่างงอนๆ ว่า“เหตุใดถึงปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้”“นี่มันยามเที่ยงแล้ว เจ้ามิหิวบ้างหรือ ?” จวินชิงอวี่เห็นท่าทางแง่งอนของนางก็ใจอ่อนยวบ เขาใช้นิ้วเขี่ยจมูกนางอีกครั้งเพื่อกันมิให้นางหลับต่อลั่วชิงหวงเม้มปากอย่างขัดใจพลางลืมตาขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นบังแสงแดดที่ลอดเข้ามาพลางพึมพำ“สายป่านนี้แล้วหรือ ? ข้านอนนานขนาดนั้นเชียว ?” เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของนาง จวินชิงอวี่ก็อดใจมิไหวโน้มตัวลงไปจูบนางอีกครั้ง ลั่วชิงหวงที่เพิ่งตื่นรีบผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงซ่าน“กลางวันแสกๆ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ?”“ข้าเห็นหวงเอ๋อร์ยังมิตื่นเต็มตา เลยต้องใช้วิธีพิเศษช่วยปลุกเท่านั้นเอง”นัยน์ตาหงส์ของจวินชิงอวี่ฉายแววหยอกล้อ มองนางที่กำลังพองลมที่แก้มอย่างนึกสนุกลั่วชิงหวงผลักเขาออกไปอีกครั้ง ในใจเขินอายทำตัวมิถูก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เพราะเมื่อคืนท่า

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 34 เสาะหาพันธ์มิตร

    นางแค่อยากจะสั่งสอนลั่วชิงหวงสักครา ไม่นึกเลยว่าจะกลับกลายเป็นตบหน้าตนเองเสียฉาดใหญ่ เมื่อครู่…นางเพิ่งจะเหน็บแนมเสื้อผ้าของลั่วชิงหวงว่าซอมซ่อ ใครจะไปคิดว่ามันคืออาภรณ์ที่ทำจากไหมฟ้าจริง ๆ กลายเป็นว่าตัวนางเองที่เป็นคนไร้ความรู้ความเห็น“หุบปากเดี๋ยวนี้!” จวินอวี่เยียนตวัดสายตามองเด็กสาวผู้นั้นด้ว

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 18 จัดการไปอีกคน

    ลั่วหยวนเอ่ยสั่งเสียงเรียบ พอไฉ่สวี่ได้ยินว่าต้องถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ นางก็เป็นลมล้มพับไปทันที ลั่วชิงเฉิงอ้าปากพะงาบอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่…สุดท้ายนางก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ นางเป็นคนฉลาด ย่อมเข้าใจดีถึงกลยุทธ์สละเบี้ยรักษาขุน ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ นางไม่อาจปกป้องไฉ่สวี่ได้ หากขืนดื้อดึ

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 9 ย้ำเตือนสถานะ

    ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ

  • หวนคืนอีกคราในคราบนางร้าย   บทที่ 8 บุรุษชุดขาว

    และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status