LOGINจางม่าม้าไม่สนใจว่าเหตุใดลั่วชิงหวงจึงผิดปกติเช่นนี้ ในเมื่อมีโอกาส นางย่อมต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ จัดการลั่วชิงหวงไม่ได้ ก็จัดการสาวใช้ข้างกายนางเสีย ถือเป็นการสร้างบารมีให้หวังโยวรั่ว เมื่อหันหลังกลับไปตนเองย่อมได้ผลประโยชน์ดีงาม นางจึงกล่าวโทษอย่างหนักหน่วง
เมื่อได้ยินคำพูดของจางม่าม้า มือของเซียงหลิงที่ประคองลั่วชิงหวงอยู่ก็สั่นเทา ลั่วชิงหวงเอียงศีรษะมองเซียงหลิง เห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของเซียงหลิงซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ทว่า…ในดวงตาของนางกลับไม่มีความหมายของการตำหนิต่อเซียงหลิงแม้แต่น้อย ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่น เซียงหลิงโง่เขลาจริง ๆ
ลั่วชิงหวงดันมือเซียงหลิงที่กำลังประคองนางออก แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหวังโยวรั่วอย่างช้า ๆ แต่ละก้าวที่นางย่างเดินนั้นเชื่องช้าเหลือเกิน ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่…ร่างที่ผอมบางนั้นกลับแผ่ความสง่างามและบารมีที่สูงส่งจนผู้อื่นมิอาจต้านทานได้ออกมา มุมปากของนางเผยรอยยิ้มจาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“จางม่าม้ากล่าวถูกต้องแล้ว ผู้ที่ไม่เข้าใจมารยาท ดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่ สมควรถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่มีการละเว้น อี๋เหนียงเห็นด้วยหรือไม่เจ้าคะ ?”
หวังโยวรั่วไม่คาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะถามนางเช่นนี้ นางคิดว่าลั่วชิงหวงน่าจะร้องขอความเมตตาให้เซียงหลิง หลังจากได้ยินคำพูดของจางม่าม้าแล้ว ไฉนจึงทำท่าทีไม่แยแสเช่นนี้ ช่างแปลกประหลาดนัก ทว่า…นางก็ตอบกลับว่า
“เรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่ ข้าไม่มีความเห็นอื่นใด”
“อี๋เหนียงไม่มีความเห็นก็ดีแล้ว” ในดวงตาที่ดำสนิทของลั่วชิงหวงฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง นางหันไปมองจางม่าม้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างเยือกเย็น แล้วกล่าวว่า
“ตามกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่แล้ว บุตรีสายตรงและบุตรีอนุภรรยาย่อมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาตามมารยาทแล้ว จางม่าม้าต้องทำความเคารพข้าก่อน เซียงหลิงจึงจะทำความเคารพต่ออี๋เหนียง ข้าพูดถูกหรือไม่ ?”
จางม่าม้าได้ยินความหมายในคำพูดของลั่วชิงหวง ใบหน้าแก่ก็ซีดเผือดลงทันที เมื่อครู่นี้ ตนเองยังลำพองใจอยู่เลย ไฉนความเดือดร้อนจึงวนมาถึงตัวเร็วเช่นนี้ ? นางติดตามหวังโยวรั่วมาจนเคยตัวกับการโอหัง ไฉนเลยจะยังใส่ใจมารยาทอะไรนี่อีก อีกทั้ง…ปกติแล้วลั่วชิงหวงก็ไม่เคยถือสาเรื่องเหล่านี้เลย เมื่อนึกถึงโทษโบยสามสิบไม้ นางก็รีบกล่าววิงวอนขอความเมตตา
“เป็นความผิดที่บ่าวเฒ่าละเลยไป ขอให้คุณหนูรองผู้มีจิตใจกว้างขวางดุจผู้ใหญ่ โปรดให้อภัยข้าด้วย”
“จิตใจกว้างขวางดุจผู้ใหญ่งั้นรึ ?” ลั่วชิงหวงเผยรอยยิ้มซ้ำคำกล่าวด้วยท่าทางลำบากใจว่า
“แต่…เมื่อครู่นี้ จางม่าม้าพูดเองว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมารยาทของจวนแม่ทัพใหญ่ มิอาจละเลยได้มิใช่รึ ?”
ใบหน้าแก่ของจางม่าม้าเปลี่ยนเป็นสีหน้าคล้ายสีตับหมู อึดอัดอยู่ครึ่งวันก็ไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้อีก บัดนี้…นางอยากจะเย็บปากตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด ไฉนเมื่อครู่นางจึงคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้ นางทำได้เพียงส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือจากหวังโยวรั่ว
หวังโยวรั่วรับรู้ถึงสายตาขอความช่วยเหลือจากจางม่าม้า จึงคิดจะเอ่ยปากขอความเมตตา เมื่อกล่าวถึงจางม่าม้าแล้ว ก็ติดตามรับใช้นางมานานกว่าสิบปี ย่อมมีความผูกพันอยู่บ้าง หากจะให้นางยืนมองจางม่าม้าที่อายุมากแล้วต้องถูกลงโทษโบย นางก็ทำใจไม่ได้ ประการที่สอง หากจางม่าม้าถูกโบย ก็เท่ากับเป็นการสร้างอำนาจให้แก่ลั่วชิงหวง แล้วบารมีที่นางพยายามสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากเล่าจะเหลืออะไร
“ชิงหวง เจ้าก็รู้ว่าจางม่าม้าอายุมากแล้ว อาจจะทนการโบยสามสิบไม้ไม่ไหว ข้าเห็นว่าเรื่องนี้ปล่อยผ่านไปเถิด”
เป็นเรื่องยากที่หวังโยวรั่วจะเผยสีหน้าอ่อนโยนต่อลั่วชิงหวง ปกติแล้วจะมีก็แต่ต่อหน้าบิดาของลั่วชิงหวง ‘ลั่วหยวน’ เท่านั้น หวังโยวรั่วจึงจะแสดงความอ่อนโยนต่อลั่วชิงหวงได้บ้าง ลั่วชิงหวงเหลือบมองหวังโยวรั่ว มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย
“เมื่อครู่…อี๋เหนียงก็พูดเองว่า เพื่อกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่ อี๋เหนียงไม่มีความเห็นอื่นใดมิใช่รึ ? ไฉนเมื่อเรื่องเปลี่ยนมาตกอยู่บนตัวจางม่าม้า อี๋เหนียงกลับแสดงท่าทีไม่เต็มใจเช่นนี้ ท่านกล่าวว่าท่านทำงานอย่างซื่อตรงเที่ยงธรรมมาตลอดไม่ใช่รึ ? ไฉนจึงทำตัวลำเอียงเช่นนี้ ?”
ประโยคสุดท้ายเน้นย้ำอย่างจงใจ กดดันคำพูดของหวังโยวรั่วจนจมดิน หากหวังโยวรั่วจงใจปกป้องจางม่าม้าในตอนนี้ นางจะต้องแบกรับความผิดฐานกระทำการไม่ยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความกังขาในใจผู้คนว่านางจงใจหาเรื่องลั่วชิงหวง
ลั่วชิงหวงมองสีหน้าไม่สู้ดีของหวังโยวรั่ว แล้วหันไปมองจางม่าม้าที่สีหน้าเปลี่ยนไปมา มุมปากของลั่วชิงหวงโค้งขึ้นเล็กน้อย นางก็ยังคงกล่าวอย่างเย็นชาว่า
“หากอี๋เหนียงไม่มีความเห็น เช่นนั้น…ก็ให้เป็นไปตามคำพูดของจางม่าม้าเมื่อครู่นี้เถิด โบยสามสิบไม้ก็เป็นอันจบ แต่…ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุตรีสายตรง ย่อมหนักกว่าการหมิ่นประมาทอี๋เหนียง แต่…ข้าเห็นแก่ที่จางม่าม้าอายุมากแล้ว จึงไม่ถือสาหาความกับนาง อี๋เหนียง หากไม่มีธุระอื่นใด โปรดกลับไปพักผ่อนเถิด”
“ขอให้เจ้าหายป่วยโดยเร็ว” หวังโยวรั่วจ้องมองเงาร่างของลั่วชิงหวงด้วยความแค้นเคือง นางแทบจะกัดฟันพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนี้เป็นการแสดงให้ทุกคนเห็นว่านางลงโทษจางม่าม้าอย่างสมเหตุสมผล ทั้งยังแฝงนัยยะเย้ยหยันว่าตนเองเป็นเพียงอนุภรรยาไม่อาจเทียบเคียงกับลั่วชิงหวงได้
น่าโมโหจริง ๆ ! นางไม่เชื่อว่าจะจับผิดลั่วชิงหวงไม่ได้ หวังโยวรั่วมองเงาร่างที่เย็นชาและสูงศักดิ์นั้นด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว นางสะบัดตัวเดินจากไปอย่างเดือดดาล ทันทีที่หวังโยวรั่วจากไป เซียงหลิงก็รีบวิ่งไปปิดประตูทันที จากนั้น…ก็ช่วยประคองลั่วชิงหวงมานั่งลงบนเก้าอี้
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ? อนุรองจงใจกลั่นแกล้งคุณหนูชัด ๆ คุณหนูเพิ่งจะหายจากไข้หวัด ไฉนต้องมานั่งรับลมหนาวนานถึงเพียงนี้ หากอาการกลับมากำเริบอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ ?”
“ข้าไม่เป็นไร นางให้นั่งรับลมหนาว ข้าก็ตอบแทนคืนด้วยการโบยสามสิบไม้ไปแล้ว ถือว่าไม่ขาดทุน”
ลั่วชิงหวงมองท่าทางที่น้ำตาคลอเบ้าของเซียงหลิง ก็อดไม่ได้ที่จะใช้มือลูบศีรษะเซียงหลิงเบา ๆ เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น ก็เผยรอยยิ้มออกมา ดวงตาฉายแววเคารพเลื่อมใส กล่าวว่า
“เมื่อครู่นี้ คุณหนูเก่งกาจเหลือเกิน คุณหนูไม่เห็นสีหน้าของอนุรองหรือเจ้าคะ ? ราวกับกลืนแมลงวันเข้าไปเลย บ่าวรู้สึกสะใจจริง ๆ”
“แค่นี้ก็เก่งแล้วรึ ? สิ่งที่เก่งกาจกว่านี้ยังอยู่ข้างหลัง” สีหน้าของลั่วชิงหวงแฝงความไม่แยแสสามส่วน และการวางแผนเจ็ดส่วน
เมื่อมองดูท่าทางที่เย็นชาและสูงศักดิ์ของลั่วชิงหวง เซียงหลิงรู้สึกว่าคุณหนูของนางราวกับเซียนที่อยู่เหนือโลกีย์ ไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลก และกุมชะตาชีวิตของคนชั่วไว้ในมือ เซียงหลิงกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่า
“บ่าวรู้สึกว่าคุณหนูที่ฟื้นขึ้นมาในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากเจ้าค่ะ”
“เปลี่ยนไปอย่างไรรึ ?” ลั่วชิงหวงเอียงศีรษะถาม ดวงตาของเซียงหลิงกลอกไปมา ราวกับกำลังใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า
“ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร บ่าวก็ไม่รู้ชัดเจ้าค่ะ เพียงแต่…รู้สึกว่าคุณหนูเปี่ยมไปด้วยรัศมีรอบด้าน “
เปี่ยมไปด้วยรัศมีรอบด้านงั้นรึ ? ในอดีตนางได้รับฉายายอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิ่น เชี่ยวชาญทั้งการดีดพิณ การเดินหมาก การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ นางก็เคยคิดว่าตนเองเปี่ยมไปด้วยรัศมี แต่…ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไรกันเล่า
“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ บ่าวพูดอะไรผิดไปรึ ?”เซียงหลิงเห็นลั่วชิงหวงมีสีหน้าเศร้าสร้อย ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสับสน
“ไม่มีอะไร” ลั่วชิงหวงรวบรวมสีหน้า คืนสู่ท่าทีที่สงบและเยือกเย็น
เซียงหลิงรู้สึกว่าคุณหนูในตอนนี้มิเพียงแต่สูงศักดิ์เท่านั้น แต่…ยังลึกลับมากขึ้นอีกด้วย แม้แต่นางเองก็ไม่รู้ว่าคุณหนูคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นลั่วชิงหวงมีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาของเซียงหลิงก็กลอกไปมา แล้วกล่าวว่า
“อีกไม่กี่วัน ท่านแม่ทัพและคุณชายใหญ่ก็จะกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“จริงรึ ? ท่านพ่อกับท่านพี่จะกลับมาแล้วรึ ?” ลั่วชิงหวงถามด้วยน้ำเสียงที่แปลกไปเล็กน้อย
ในที่สุด นางก็จะได้พบกับพี่ชายแล้ว ราวกับไม่ได้เห็นพี่ชายมานานนับศตวรรษ โชคดีที่พี่ชายยังไม่ตาย และในที่สุดก็จะได้พบกับท่านพ่อแล้ว ท่านพ่อที่รักนางที่สุด เมื่อก่อนนางเคยคิดเช่นนั้น จึงยอมทนกล้ำกลืนความคับแค้นใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้ท่านพ่อต้องเป็นกังวล และเผชิญหน้ากับท่านพ่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แววตาของนางฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ขยับริมฝีปากเอ่ยเนิบๆ ว่า“ความสัมพันธ์อันใดรึ ? ข้าคือภรรยาของเขา” เมื่อได้รับคำตอบจากลั่วชิงหวง เหล่ามือสังหารต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ต่างพากันลังเลมิกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ทว่า…ด้วยคำสั่งของจวินเสียนฉี พวกเขายังคงล้อมลั่วชิงหวงไว้แน่น มิยอมให้นางจากไปได้ง่ายๆ“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลงมืออีก !” จวินเสียนฉีเห็นมือสังหารเอาแต่ล้อมกรอบทว่ากลับขวัญหนีดีฝ่อมิกล้าขยับเขยื้อน ก็แผดเสียงตะคอกด้วยความโกรธจัดเหล่ามือสังหารเมื่อถูกจวินเสียนฉีตะคอกใส่ก็ยิ่งลนลาน ทว่า…ก็ยังมิกล้าบุกเข้าไป คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวยุทธที่จวินเสียนฉีใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวมา ทว่า…ชื่อเสียงของคุณชายหลิวจิ่งและหอลั่วซูในยุทธภพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตลงมือเล่า ?ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองเหล่ามือสังหาร แววตาเคร่งขรึม ทว่า…มุมปากกลับยกยิ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า“หากพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็จงเตรียมใจรับจุดจบที่จะตามมาไว้ให้ดี”คำขู่ของลั่วชิงหวงทำให้มือสังหารยิ่งขวัญกระเจิง ทุกคนแสดงท่าทีลังเล บางคนที่ใจเสาะเริ่มขยับถอย
“จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ในจวนเตรียมชาไว้แล้ว หากมิรีบดื่มเกรงว่าจะเย็นเสียก่อน” หลิวจินซิ่วยิ้มอย่างขัดเขิน พลางเอ่ยต่อ“สถานที่ที่ท่านหญิงว่าไว้วันหน้าพวกเราค่อยไปกันก็ได้”ลั่วชิงหวงครุ่นคิดในใจ หากนางมิยอมเข้าไปยามนี้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ย่อมปรากฏตัวออกมาแน่ ถึงตอนนั้นนางคงยากจะหนทางหนี มิสู้ตามเข้าไปข้างใน แสร้งดื่มชาแล้วค่อยหาทางแก้สถานการณ์ภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนั้น ลั่วชิงหวงจึงยิ้มอย่างสงบพลางเอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เชิญพระชายานำทาง” หลิวจินซิ่วที่เดิมทีกลัวว่าลั่วชิงหวงจะจับพิรุธได้ เมื่อเห็นนางยอมตกลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบพานางเข้าไปในห้องทั้งสองนั่งลง หลิวจินซิ่วรินชาให้ลั่วชิงหวงแก้วหนึ่ง ทว่า…มิได้รีบส่งให้ แต่…นางกลับจ้องมองลั่วชิงหวงนิ่งแล้วเอ่ยว่า“ท่านหญิงชิงหวง ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านสักข้อ”ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หลิวจินซิ่วจะถามอะไรนางอีก ? แม้จะสงสัย ทว่า…ภายนอกยังคงสงบนิ่ง“มิทราบว่าพระชายามีสิ่งใดจะถามรึเจ้าคะ ?”“องค์ชายเจ็ดจำเป็นต้องชิงบัลลังก์จริงๆ รึ ? หากเสียนฉีได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะช่วยทูลขอให้เขาปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี พวกท่านจะยอ
หลิวหยวนเจิงจ้องมองจวินชิงอวี่ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายกำลังรอฟังคำพูดต่อจากนี้ จวินชิงอวี่จึงค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ ว่า“ยามนี้สถานการณ์ของแคว้นจิ่นวิกฤตเพียงใด ข้าคงมิจำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ท่านพี่ใหญ่แม้จะมีใจเมตตา ทว่ากลับขาดรัศมีขัตติยา มิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งฮ่องเต้ ท่านอัครเสนาบดีทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ย่อมมิเห็นแก่เรื่องส่วนตัวจนทำให้ราชสำนักพังพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยความสามารถประดุจแขนขาอันล้ำค่าเช่นท่าน ข้าย่อมไม่มีวันปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน”เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเจิงก็เริ่มมีสีหน้าลังเล เขามองจวินชิงอวี่ด้วยแววตาที่สับสนวูบหนึ่ง ทว่า…ยังคงเอ่ยปฏิเสธไปตามมารยาท“กระหม่อมย่อมมิกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎราชสำนัก องค์ชายเจ็ดมิต้องกังวล เพียงแต่เสียนฉีนั้นกระหม่อมเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก แม้นิสัยจะอ่อนแอไปบ้าง ทว่าก็ใช่ว่าจะกลายเป็นมหากษัตริย์ที่ดีมิได้”“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิขอบีบคั้นให้ท่านต้องลำบากใจ ทว่าคำพูดของข้าจะยังคงเป็นจริงเสมอ หวังว่าท่านอัครเสนาบดีจะเก็บไปไตร่ตรองดูให้ดี”จวินชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองหลิวหยวนด้วยรอยยิ้มกึ
“จำได้สิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าข้าต้องจำไว้ว่ายังติดค้างบุญคุณท่านอยู่หนึ่งอย่าง เช่นนี้…พวกเราต่างฝ่ายต่างก็ติดค้างกันและกัน มิใช่ว่าถูกกำหนดมาให้ต้องผูกพันกันไปชั่วชีวิตหรอกรึ ? ตอนนั้นข้ายังมิอยากจะเชื่อ ทว่า…มิคาดคิดเลยว่า คำพูดในวันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้”จวินชิงอวี่แย้มยิ้มประดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ชนะ เขาออกแรงดึงร่างลั่วชิงหวงเข้ามากอดไว้แนบอก มุมปากหยักยิ้มอย่างพึงพอใจ มันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะต้องทำให้ลั่วชิงหวงมาเป็นภรรยาของเขาให้ได้ และจะมิยอมให้นางจากไปไหนชั่วชีวิตลั่วชิงหวงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของจวินชิงอวี่พลางเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของทั้งสอง ขับเน้นรัศมีอันสง่างามและสูงศักดิ์จนดูโดดเด่นสะดุดตา ทว่า…กลับดูอบอุ่นและกลมกลืนยิ่งนัก ราวกับว่าโลกทั้งใบได้รวบรวมเอาความงดงามและน่าประทับใจทั้งหมดมาไว้ที่คนคู่นี้เพียงผู้เดียววันถัดมา ลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่มาเดินเล่นริมสระน้ำอีกครั้ง และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่พวกเขาได้พบกับ หลิงอู่หลิวอีกครั้ง ทว่า…ครานี้ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนางคือห
นางเพียงขอให้เขาช่วยสร้างกระแสเพียงเล็กน้อยก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทว่า…จวินชิงอวี่กลับเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของลั่วชิงหวงที่ยังมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองด้วยซ้ำ ถึงกับประกาศว่าจะมิช่วยเหลือนางอีกในภายภาคหน้า เช่นนี้…จะมิให้นางโกรธขึ้งและขุ่นมัวได้อย่างไร“เหตุใดเล่าเจ้าคะ ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวของท่านหญิงชิงหวงรึ ?”หลิงอู่หลิวจ้องมองจวินชิงอวี่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความโมโห วาจาที่เอ่ยออกมาจึงมิเกรงใจอีกต่อไป“ขออภัยที่เสียมารยาท ใจคอของท่านหญิงชิงหวงมิคับแคบเกินไปหน่อยรึเจ้าคะ ?”ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหยันโดยมิแยแส นางเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แววตาไหววูบก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมิยินดียินร้ายว่า“ขอองค์หญิงอู่หลิวโปรดอภัยด้วย ข้านั้นใจคอคับแคบเช่นนี้เอง วันหน้าก็โปรดอย่าได้มาแหย่ข้าเล่น มิเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้ามิเกรงใจ”หลิงอู่หลิวมิคาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ เดิมที…นางตั้งใจจะใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทว่า…เมื่อเจอคำตอบที่โผงผางชัดเจนของลั่วชิงหวง กลับกลายเป็นนางเองที่ดูใจแคบและช่างจิกกัด ยิ่งพอมองใบหน้าที่ยังคงสง่างา
เช้าของอีกวัน“หวงเอ๋อร์ ตะวันโด่งแล้ว ยังมิยอมตื่นอีกหรือ ?” จวินชิงอวี่มองลั่วชิงหวงที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดูลั่วชิงหวงปรือตาที่ยังง่วงงุนขึ้นมองจวินชิงอวี่ พลางเอ่ยอย่างงอนๆ ว่า“เหตุใดถึงปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้”“นี่มันยามเที่ยงแล้ว เจ้ามิหิวบ้างหรือ ?” จวินชิงอวี่เห็นท่าทางแง่งอนของนางก็ใจอ่อนยวบ เขาใช้นิ้วเขี่ยจมูกนางอีกครั้งเพื่อกันมิให้นางหลับต่อลั่วชิงหวงเม้มปากอย่างขัดใจพลางลืมตาขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นบังแสงแดดที่ลอดเข้ามาพลางพึมพำ“สายป่านนี้แล้วหรือ ? ข้านอนนานขนาดนั้นเชียว ?” เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของนาง จวินชิงอวี่ก็อดใจมิไหวโน้มตัวลงไปจูบนางอีกครั้ง ลั่วชิงหวงที่เพิ่งตื่นรีบผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงซ่าน“กลางวันแสกๆ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ?”“ข้าเห็นหวงเอ๋อร์ยังมิตื่นเต็มตา เลยต้องใช้วิธีพิเศษช่วยปลุกเท่านั้นเอง”นัยน์ตาหงส์ของจวินชิงอวี่ฉายแววหยอกล้อ มองนางที่กำลังพองลมที่แก้มอย่างนึกสนุกลั่วชิงหวงผลักเขาออกไปอีกครั้ง ในใจเขินอายทำตัวมิถูก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เพราะเมื่อคืนท่า
“อวี่ ~ เสด็จแม่ของท่าน ถูกพิษหนอนกู่โลหิตใช่หรือไม่ ?”ลั่วชิงหวงเค้นคำพูดออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก ไม่จำว่าเป็นเพราะบาดแผลที่สาหัส หรือเป็นเพราะความเสียใจและรู้สึกผิดที่อัดอั้นอยู่ในอก น้ำเสียงของนางสั่นเครือสะอื้นไห้ ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นหนักอึ้งเหลือเกินเมื่อจวินชิงอวี่ได้ยินคำถามนั้น ร่างท
ต้นฤดูใบไม้ผลิอากาศยังคงหนาวจัด น้ำในสระยิ่งเย็นเยียบเสียดแทงเข้าถึงกระดูก หลังจากจวินเฉียนหลิงช่วยลั่วชิงเฉิงขึ้นมา นางก็จับไข้สูงไม่หยุดและหมดสติไปนานถึงสามวันสามคืน“คุณหนูเจ้าคะ องค์ชายรองเสด็จมาอีกแล้วเจ้าค่ะ” เซียงหลิงเดินเข้ามาแจ้งในห้องลั่วชิงหวงวางจอกน้ำชาในมือลง นัยน์ตาสีหมึกคู่นั้นดูนิ่
จวินหงเฟิงจ้องลั่วชิงหวง เห็นนางยิ้มอย่างสงบนิ่ง ท่าทางเต็มไปด้วยความมั่นใจและสุขุมดั่งผู้ที่กุมชัยชนะไว้ในมือ นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นเย็นเยียบจนน่าขนลุก เขาเตือนสติตนเองว่า ทั้งลั่วชิงเฉิงและซ่งหลิงก่อนหน้านี้ต่างก็พ่ายแพ้เพราะทำตัวลนลานจนถูกลั่วชิงหวงต้อนให้หลุดปากออกมาเอง บัดนี้...เขาต้องตั้งสติใ
ดวงตาของลั่วชิงหวงขยับเบา ๆ ก่อนจะเปิดเปลือกตาที่ประดับด้วยขนตาหนาเป็นแพขึ้น นางเอ่ยด้วยท่าทีเฉยเมยว่า“ข้าแค่อยากจะพักผ่อนสักครู่ เรื่องเล็ก ๆ นี้อี๋เหนียงรองก็ยังมิอนุญาตหรือเจ้าคะ?”“เหอะ! เจ้ายังมีอารมณ์มาพักผ่อนอีกรึ ?!” หวังโยวรั่วจ้องมองลั่วชิงหวงด้วยความอาฆาตแค้น เมื่อเห็นท่าทางผ่อนคลายสบาย







