Se connecterจางม่าม้าไม่สนใจว่าเหตุใดลั่วชิงหวงจึงผิดปกติเช่นนี้ ในเมื่อมีโอกาส นางย่อมต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ จัดการลั่วชิงหวงไม่ได้ ก็จัดการสาวใช้ข้างกายนางเสีย ถือเป็นการสร้างบารมีให้หวังโยวรั่ว เมื่อหันหลังกลับไปตนเองย่อมได้ผลประโยชน์ดีงาม นางจึงกล่าวโทษอย่างหนักหน่วง
เมื่อได้ยินคำพูดของจางม่าม้า มือของเซียงหลิงที่ประคองลั่วชิงหวงอยู่ก็สั่นเทา ลั่วชิงหวงเอียงศีรษะมองเซียงหลิง เห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของเซียงหลิงซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ทว่า…ในดวงตาของนางกลับไม่มีความหมายของการตำหนิต่อเซียงหลิงแม้แต่น้อย ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่น เซียงหลิงโง่เขลาจริง ๆ
ลั่วชิงหวงดันมือเซียงหลิงที่กำลังประคองนางออก แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหวังโยวรั่วอย่างช้า ๆ แต่ละก้าวที่นางย่างเดินนั้นเชื่องช้าเหลือเกิน ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่…ร่างที่ผอมบางนั้นกลับแผ่ความสง่างามและบารมีที่สูงส่งจนผู้อื่นมิอาจต้านทานได้ออกมา มุมปากของนางเผยรอยยิ้มจาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“จางม่าม้ากล่าวถูกต้องแล้ว ผู้ที่ไม่เข้าใจมารยาท ดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่ สมควรถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่มีการละเว้น อี๋เหนียงเห็นด้วยหรือไม่เจ้าคะ ?”
หวังโยวรั่วไม่คาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะถามนางเช่นนี้ นางคิดว่าลั่วชิงหวงน่าจะร้องขอความเมตตาให้เซียงหลิง หลังจากได้ยินคำพูดของจางม่าม้าแล้ว ไฉนจึงทำท่าทีไม่แยแสเช่นนี้ ช่างแปลกประหลาดนัก ทว่า…นางก็ตอบกลับว่า
“เรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่ ข้าไม่มีความเห็นอื่นใด”
“อี๋เหนียงไม่มีความเห็นก็ดีแล้ว” ในดวงตาที่ดำสนิทของลั่วชิงหวงฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง นางหันไปมองจางม่าม้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างเยือกเย็น แล้วกล่าวว่า
“ตามกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่แล้ว บุตรีสายตรงและบุตรีอนุภรรยาย่อมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาตามมารยาทแล้ว จางม่าม้าต้องทำความเคารพข้าก่อน เซียงหลิงจึงจะทำความเคารพต่ออี๋เหนียง ข้าพูดถูกหรือไม่ ?”
จางม่าม้าได้ยินความหมายในคำพูดของลั่วชิงหวง ใบหน้าแก่ก็ซีดเผือดลงทันที เมื่อครู่นี้ ตนเองยังลำพองใจอยู่เลย ไฉนความเดือดร้อนจึงวนมาถึงตัวเร็วเช่นนี้ ? นางติดตามหวังโยวรั่วมาจนเคยตัวกับการโอหัง ไฉนเลยจะยังใส่ใจมารยาทอะไรนี่อีก อีกทั้ง…ปกติแล้วลั่วชิงหวงก็ไม่เคยถือสาเรื่องเหล่านี้เลย เมื่อนึกถึงโทษโบยสามสิบไม้ นางก็รีบกล่าววิงวอนขอความเมตตา
“เป็นความผิดที่บ่าวเฒ่าละเลยไป ขอให้คุณหนูรองผู้มีจิตใจกว้างขวางดุจผู้ใหญ่ โปรดให้อภัยข้าด้วย”
“จิตใจกว้างขวางดุจผู้ใหญ่งั้นรึ ?” ลั่วชิงหวงเผยรอยยิ้มซ้ำคำกล่าวด้วยท่าทางลำบากใจว่า
“แต่…เมื่อครู่นี้ จางม่าม้าพูดเองว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมารยาทของจวนแม่ทัพใหญ่ มิอาจละเลยได้มิใช่รึ ?”
ใบหน้าแก่ของจางม่าม้าเปลี่ยนเป็นสีหน้าคล้ายสีตับหมู อึดอัดอยู่ครึ่งวันก็ไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้อีก บัดนี้…นางอยากจะเย็บปากตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด ไฉนเมื่อครู่นางจึงคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้ นางทำได้เพียงส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือจากหวังโยวรั่ว
หวังโยวรั่วรับรู้ถึงสายตาขอความช่วยเหลือจากจางม่าม้า จึงคิดจะเอ่ยปากขอความเมตตา เมื่อกล่าวถึงจางม่าม้าแล้ว ก็ติดตามรับใช้นางมานานกว่าสิบปี ย่อมมีความผูกพันอยู่บ้าง หากจะให้นางยืนมองจางม่าม้าที่อายุมากแล้วต้องถูกลงโทษโบย นางก็ทำใจไม่ได้ ประการที่สอง หากจางม่าม้าถูกโบย ก็เท่ากับเป็นการสร้างอำนาจให้แก่ลั่วชิงหวง แล้วบารมีที่นางพยายามสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากเล่าจะเหลืออะไร
“ชิงหวง เจ้าก็รู้ว่าจางม่าม้าอายุมากแล้ว อาจจะทนการโบยสามสิบไม้ไม่ไหว ข้าเห็นว่าเรื่องนี้ปล่อยผ่านไปเถิด”
เป็นเรื่องยากที่หวังโยวรั่วจะเผยสีหน้าอ่อนโยนต่อลั่วชิงหวง ปกติแล้วจะมีก็แต่ต่อหน้าบิดาของลั่วชิงหวง ‘ลั่วหยวน’ เท่านั้น หวังโยวรั่วจึงจะแสดงความอ่อนโยนต่อลั่วชิงหวงได้บ้าง ลั่วชิงหวงเหลือบมองหวังโยวรั่ว มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย
“เมื่อครู่…อี๋เหนียงก็พูดเองว่า เพื่อกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่ อี๋เหนียงไม่มีความเห็นอื่นใดมิใช่รึ ? ไฉนเมื่อเรื่องเปลี่ยนมาตกอยู่บนตัวจางม่าม้า อี๋เหนียงกลับแสดงท่าทีไม่เต็มใจเช่นนี้ ท่านกล่าวว่าท่านทำงานอย่างซื่อตรงเที่ยงธรรมมาตลอดไม่ใช่รึ ? ไฉนจึงทำตัวลำเอียงเช่นนี้ ?”
ประโยคสุดท้ายเน้นย้ำอย่างจงใจ กดดันคำพูดของหวังโยวรั่วจนจมดิน หากหวังโยวรั่วจงใจปกป้องจางม่าม้าในตอนนี้ นางจะต้องแบกรับความผิดฐานกระทำการไม่ยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความกังขาในใจผู้คนว่านางจงใจหาเรื่องลั่วชิงหวง
ลั่วชิงหวงมองสีหน้าไม่สู้ดีของหวังโยวรั่ว แล้วหันไปมองจางม่าม้าที่สีหน้าเปลี่ยนไปมา มุมปากของลั่วชิงหวงโค้งขึ้นเล็กน้อย นางก็ยังคงกล่าวอย่างเย็นชาว่า
“หากอี๋เหนียงไม่มีความเห็น เช่นนั้น…ก็ให้เป็นไปตามคำพูดของจางม่าม้าเมื่อครู่นี้เถิด โบยสามสิบไม้ก็เป็นอันจบ แต่…ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุตรีสายตรง ย่อมหนักกว่าการหมิ่นประมาทอี๋เหนียง แต่…ข้าเห็นแก่ที่จางม่าม้าอายุมากแล้ว จึงไม่ถือสาหาความกับนาง อี๋เหนียง หากไม่มีธุระอื่นใด โปรดกลับไปพักผ่อนเถิด”
“ขอให้เจ้าหายป่วยโดยเร็ว” หวังโยวรั่วจ้องมองเงาร่างของลั่วชิงหวงด้วยความแค้นเคือง นางแทบจะกัดฟันพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนี้เป็นการแสดงให้ทุกคนเห็นว่านางลงโทษจางม่าม้าอย่างสมเหตุสมผล ทั้งยังแฝงนัยยะเย้ยหยันว่าตนเองเป็นเพียงอนุภรรยาไม่อาจเทียบเคียงกับลั่วชิงหวงได้
น่าโมโหจริง ๆ ! นางไม่เชื่อว่าจะจับผิดลั่วชิงหวงไม่ได้ หวังโยวรั่วมองเงาร่างที่เย็นชาและสูงศักดิ์นั้นด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว นางสะบัดตัวเดินจากไปอย่างเดือดดาล ทันทีที่หวังโยวรั่วจากไป เซียงหลิงก็รีบวิ่งไปปิดประตูทันที จากนั้น…ก็ช่วยประคองลั่วชิงหวงมานั่งลงบนเก้าอี้
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ? อนุรองจงใจกลั่นแกล้งคุณหนูชัด ๆ คุณหนูเพิ่งจะหายจากไข้หวัด ไฉนต้องมานั่งรับลมหนาวนานถึงเพียงนี้ หากอาการกลับมากำเริบอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ ?”
“ข้าไม่เป็นไร นางให้นั่งรับลมหนาว ข้าก็ตอบแทนคืนด้วยการโบยสามสิบไม้ไปแล้ว ถือว่าไม่ขาดทุน”
ลั่วชิงหวงมองท่าทางที่น้ำตาคลอเบ้าของเซียงหลิง ก็อดไม่ได้ที่จะใช้มือลูบศีรษะเซียงหลิงเบา ๆ เซียงหลิงได้ยินลั่วชิงหวงกล่าวเช่นนั้น ก็เผยรอยยิ้มออกมา ดวงตาฉายแววเคารพเลื่อมใส กล่าวว่า
“เมื่อครู่นี้ คุณหนูเก่งกาจเหลือเกิน คุณหนูไม่เห็นสีหน้าของอนุรองหรือเจ้าคะ ? ราวกับกลืนแมลงวันเข้าไปเลย บ่าวรู้สึกสะใจจริง ๆ”
“แค่นี้ก็เก่งแล้วรึ ? สิ่งที่เก่งกาจกว่านี้ยังอยู่ข้างหลัง” สีหน้าของลั่วชิงหวงแฝงความไม่แยแสสามส่วน และการวางแผนเจ็ดส่วน
เมื่อมองดูท่าทางที่เย็นชาและสูงศักดิ์ของลั่วชิงหวง เซียงหลิงรู้สึกว่าคุณหนูของนางราวกับเซียนที่อยู่เหนือโลกีย์ ไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลก และกุมชะตาชีวิตของคนชั่วไว้ในมือ เซียงหลิงกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่า
“บ่าวรู้สึกว่าคุณหนูที่ฟื้นขึ้นมาในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากเจ้าค่ะ”
“เปลี่ยนไปอย่างไรรึ ?” ลั่วชิงหวงเอียงศีรษะถาม ดวงตาของเซียงหลิงกลอกไปมา ราวกับกำลังใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า
“ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร บ่าวก็ไม่รู้ชัดเจ้าค่ะ เพียงแต่…รู้สึกว่าคุณหนูเปี่ยมไปด้วยรัศมีรอบด้าน “
เปี่ยมไปด้วยรัศมีรอบด้านงั้นรึ ? ในอดีตนางได้รับฉายายอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิ่น เชี่ยวชาญทั้งการดีดพิณ การเดินหมาก การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ นางก็เคยคิดว่าตนเองเปี่ยมไปด้วยรัศมี แต่…ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไรกันเล่า
“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ บ่าวพูดอะไรผิดไปรึ ?”เซียงหลิงเห็นลั่วชิงหวงมีสีหน้าเศร้าสร้อย ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสับสน
“ไม่มีอะไร” ลั่วชิงหวงรวบรวมสีหน้า คืนสู่ท่าทีที่สงบและเยือกเย็น
เซียงหลิงรู้สึกว่าคุณหนูในตอนนี้มิเพียงแต่สูงศักดิ์เท่านั้น แต่…ยังลึกลับมากขึ้นอีกด้วย แม้แต่นางเองก็ไม่รู้ว่าคุณหนูคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นลั่วชิงหวงมีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาของเซียงหลิงก็กลอกไปมา แล้วกล่าวว่า
“อีกไม่กี่วัน ท่านแม่ทัพและคุณชายใหญ่ก็จะกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“จริงรึ ? ท่านพ่อกับท่านพี่จะกลับมาแล้วรึ ?” ลั่วชิงหวงถามด้วยน้ำเสียงที่แปลกไปเล็กน้อย
ในที่สุด นางก็จะได้พบกับพี่ชายแล้ว ราวกับไม่ได้เห็นพี่ชายมานานนับศตวรรษ โชคดีที่พี่ชายยังไม่ตาย และในที่สุดก็จะได้พบกับท่านพ่อแล้ว ท่านพ่อที่รักนางที่สุด เมื่อก่อนนางเคยคิดเช่นนั้น จึงยอมทนกล้ำกลืนความคับแค้นใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้ท่านพ่อต้องเป็นกังวล และเผชิญหน้ากับท่านพ่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ลั่วชิงหวงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลั่วหยวนได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เรื่องที่หวังโยวรั่วแอบหักเบี้ยหวัดของลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็รู้ เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น หวังโยวรั่วเป็นคนแบบไหน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่…เขาแค่ไม่ใส่ใจ เขาแค่ต้องการให้หวังโยวรั่วเชื่อฟังเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น“ปกติเจ้าไม่เคยไปที่นั่นไม่ใช่รึ ? ทำไมอยู่ ๆ ถึงไปที่นั่น ? ไม่รู้หรือว่าอาหารที่นั่นแพงแค่ไหน ?”หวังโยวรั่วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาของลั่วชิงหวงหันไปมอง ก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ ถามได้ดีมาก นางกำลังรอให้หวังโยวรั่วถามคำถามนี้อยู่พอดีในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ลั่วชิงหวงมองไปทางหวังโยวรั่วที มองไปทางลั่วหยวนที ทำท่าทางเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด สุดท้าย…นางก็กัดฟันกล่าวออกมาว่า“เมื่อหลายวันก่อน ลูกคุกเข่าอยู่ที่หน้าเรือนของอี๋เหนียงเพื่อขอความเมตตาให้ชิงเฉิง ตากฝนแล้วล้มป่วย มีไข้สองวันเต็ม หลังจากฟื้นขึ้นมาร่างกายยังอ่อนแอนัก แต่…อาหารที่ถูกส่งมาให้นั้น ล้วนแต่เป็นของที่กลืนไม่ลง ลูกไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องออกไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีเ
เยว่ยวี่หลิวหลีและจวินรั่วเซวียนคือยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่น ซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดในแคว้นจิ่น แต่…น่าเสียดายที่ต้องเป็นไปตามคำโบราณที่กล่าวไว้ ตั้งแต่โบราณมา คนงามมักอาภัพ สตรีทั้งสองได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน จวินอู่เฉินถึงกับโศกเศร้าอยู่เป็นเวลานาน ก็เพราะการจากไปของจวินรั่วเซวียนและเยว่ยวี่หลิวหลี จวินอู่เฉินจึงถ่ายโอนความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้สตรีทั้งสองไปสู่บุตรธิดาของพวกนางเกือบทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็นรักและเอ็นดูต่อลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลของจวินรั่วเซวียน เขาเองก็ไม่ชอบลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเช่นกัน โดยเฉพาะลั่วชิงหวง นางเติบโตมามีใบหน้าที่คล้ายจวินรั่วเซวียนมากเกินไป แม้ว่านิสัยจะอ่อนโยนน่ารัก แต่…ใบหน้าของนางก็ไม่อาจซ่อนเร้นความสูงศักดิ์ที่มีอยู่ในตัวได้ เมื่อใดที่มองหน้านาง ก็ทำให้เขานึกถึงท่าทีใช้อำนาจกดขี่ของจวินรั่วเซวียนทุกครั้ง ดังนั้น…แม้จะรู้ว่าหวังโยวรั่วแอบรังแกลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยความรักใคร่เอ็นดูจากจวินอู่เฉิน และลั่วชิงหวงที่อ่อนโยนว่าง่ายมาโดยตลอด เขาจึงไม่เคยลงโทษลั่วชิงหวงเ
ลั่วชิงหวงมองดูจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไปในห้องของนางโดยไม่แสดงท่าทีขัดขวางใด ๆ ภายนอกดูราวกับตกใจกลัว ทว่า…ไม่มีใครเห็น ประกายแห่งการวางแผนและความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตานาง อยากค้นก็ค้นไปเถิด นางกลัวว่าหวังโยวรั่วจะไม่มาค้นห้องของนางต่างหากเล่า หากไม่ค้นห้องของนาง จะหาข้อหาดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่มาลงโทษหวังโยวรั่วได้อย่างไรหากไม่ค้นห้องของนาง จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านางมีเงินมากมายขนาดนี้ และเงินที่ถูกตัดทอนไปนั้นหายไปไหน ? หากไม่ค้นห้องของนาง จะทำให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูสายตรงอย่างนางต้องใช้ชีวิตลำบากอย่างไรจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไป รื้อค้นห้องของลั่วชิงหวงจนข้าวของกระจัดกระจาย เซียงหลิงเห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของคุณหนูถูกพวกนางจงใจทำแตกหักเสียหาย ก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปาก คิดจะเดินเข้าไปห้าม“อดทนไว้” ลั่วชิงหวงเห็นการกระทำของเซียงหลิง นางเอียงหน้าเล็กน้อย แล้วกระซิบบอกเพียงคำเดียวเซียงหลิงได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ก็พยายามระงับความอยากที่จะพุ่งเข้าไปห้ามไว้ได้ ในเวลาไม่นาน จางม่าม้าและซ่งม่าม้าก็รวบรวมเงินทั้งหมดที่อยู่ในห้องของลั่ว
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์” คุณชายหลิวจิ่งพับพัด แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูลั่วชิงหวง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยั่วยวน หัวใจของลั่วชิงหวงสั่นไหวอย่างรุนแรง การสนทนากับสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน แต่…คำพูดนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ ทว่า…บัดนี้ นางได้มองเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักแล้ว นางจะไม่มีทางหวั่นไหวกับผู้ใดอีกสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ สิ่งที่นางจะต้องทำคือจดจำบทเรียนในครั้งก่อนให้ดี และทวงคืนความเจ็บปวดที่ผู้อื่นเคยทำไว้กับนาง ลั่วชิงหวงไม่ได้เอ่ยตอบ นางพยักหน้าแล้วพาเซียงหลิงเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ เซียงหลิงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตนเอง พลางถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า“เมื่อครู่นี้ตกใจแทบตายเจ้าค่ะคุณหนู” ลั่วชิงหวงเห็นท่าทางของเซียงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะ
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นางลืมนำเงินมา นางจะกลับไปเอาเงินมาให้เขา หรือจะให้เขาตามนางกลับไปที่จวนก็ได้ทว่า…บุรุษชุดขาวผู้นั้นไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยนางไป เขายืนกรานให้นางจ่ายเงินที่นี่เดี๋ยวนั้น ในตอนนั้น นางรู้สึกว่า ทำไมคนผู้นี้ถึงได้เจ้าเล่ห์นัก จึงอดไม่ได้ที่จะเสียมารยาท แล้วด่าออกไปว่า“เจ้าคนพาล!” ได้ยินนางด่า บุรุษชุดขาวก็ไม่ถือสา รอยยิ้มเย้าแหย่ยิ่งเข้มข้นขึ้น สุดท้าย…เขาก็สะบัดพัดพับอย่างสง่างาม แล้วกล่าวว่า“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดค้างบุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์ ~”นางมองเขากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ เขาแค่ยิ้ม นางกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงค่อย ๆ เดินจากไป แล้วรีบวิ่งกลับไปจวนแม่ทัพใหญ่ปิดประตูห้อง แก้มทั้งสองข้างของนางร้อนผิดปกติ นางก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะวิ่งเร็วเกินไป หรือเป็นเพราะถูกบุรุษชุดขาวผู้นั้นเ
ทว่า…นางไม่เคยรู้เลยว่า การที่นางถูกรังแกเหมือนในอดีต ท่านพ่อล้วนแล้วแต่รู้เห็นเป็นใจ แท้จริงแล้ว คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คืออนุรอง มิใช่ท่านแม่ยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่นในปีนั้นกลับมาแล้วรึ ? ก็ดี นางไม่ได้พบท่านพ่อที่แสนดีของนางมานานแล้ว“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงไอออกมาเบา ๆ ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาวูบหนึ่ง ไข้หวัดนี้ มิใช่เพียงแค่การโบยสามสิบไม้ก็สามารถลบล้างไปได้ หนี้ของนาง...จะทวงคืนอย่างช้า ๆต้นไม้ในสวนเริ่มเผยให้เห็นหน่ออ่อน เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็ไม่เห็นความแห้งแล้งซีดเซียวอีกแล้ว แต่…กลับมีสีเขียวสดชื่นเพิ่มเข้ามาหลายส่วน ลั่วชิงหวงสวมเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ร่างที่ผอมบางดูอ่อนแอเป็นพิเศษในสายลม ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่กระนั้นนางก็ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ราวกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นบางอย่างค้ำจุนนางไว้ ทำให้นางดูแน่วแน่และมั่นคงขนตาที่ยาวเหยียดทอดต่ำลง ในดวงตาที่ดำสนิทราวกับซ่อนเร้นความลึกล้ำไว้มากมาย นิ้วมือที่เรียวยาวขาวผ่องยื่นออกไป ค่อย ๆ เปิดบานหน้าต่างออก ลมกระโชกแรงพลันพัดเข้ามา ทำให้นางไอขึ้นมาอีกครั้ง“คุณหนู กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ?” เซียงหลิงที







