LOGINแววตาของนางฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ขยับริมฝีปากเอ่ยเนิบๆ ว่า“ความสัมพันธ์อันใดรึ ? ข้าคือภรรยาของเขา” เมื่อได้รับคำตอบจากลั่วชิงหวง เหล่ามือสังหารต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ต่างพากันลังเลมิกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ทว่า…ด้วยคำสั่งของจวินเสียนฉี พวกเขายังคงล้อมลั่วชิงหวงไว้แน่น มิยอมให้นางจากไปได้ง่ายๆ“พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ ทำไมยังไม่ลงมืออีก !” จวินเสียนฉีเห็นมือสังหารเอาแต่ล้อมกรอบทว่ากลับขวัญหนีดีฝ่อมิกล้าขยับเขยื้อน ก็แผดเสียงตะคอกด้วยความโกรธจัดเหล่ามือสังหารเมื่อถูกจวินเสียนฉีตะคอกใส่ก็ยิ่งลนลาน ทว่า…ก็ยังมิกล้าบุกเข้าไป คนพวกนี้ล้วนเป็นชาวยุทธที่จวินเสียนฉีใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวมา ทว่า…ชื่อเสียงของคุณชายหลิวจิ่งและหอลั่วซูในยุทธภพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตลงมือเล่า ?ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองเหล่ามือสังหาร แววตาเคร่งขรึม ทว่า…มุมปากกลับยกยิ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า“หากพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็จงเตรียมใจรับจุดจบที่จะตามมาไว้ให้ดี”คำขู่ของลั่วชิงหวงทำให้มือสังหารยิ่งขวัญกระเจิง ทุกคนแสดงท่าทีลังเล บางคนที่ใจเสาะเริ่มขยับถอย
“จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ในจวนเตรียมชาไว้แล้ว หากมิรีบดื่มเกรงว่าจะเย็นเสียก่อน” หลิวจินซิ่วยิ้มอย่างขัดเขิน พลางเอ่ยต่อ“สถานที่ที่ท่านหญิงว่าไว้วันหน้าพวกเราค่อยไปกันก็ได้”ลั่วชิงหวงครุ่นคิดในใจ หากนางมิยอมเข้าไปยามนี้ มือสังหารที่ซุ่มอยู่ย่อมปรากฏตัวออกมาแน่ ถึงตอนนั้นนางคงยากจะหนทางหนี มิสู้ตามเข้าไปข้างใน แสร้งดื่มชาแล้วค่อยหาทางแก้สถานการณ์ภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนั้น ลั่วชิงหวงจึงยิ้มอย่างสงบพลางเอ่ยว่า“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เชิญพระชายานำทาง” หลิวจินซิ่วที่เดิมทีกลัวว่าลั่วชิงหวงจะจับพิรุธได้ เมื่อเห็นนางยอมตกลงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบพานางเข้าไปในห้องทั้งสองนั่งลง หลิวจินซิ่วรินชาให้ลั่วชิงหวงแก้วหนึ่ง ทว่า…มิได้รีบส่งให้ แต่…นางกลับจ้องมองลั่วชิงหวงนิ่งแล้วเอ่ยว่า“ท่านหญิงชิงหวง ข้ามีคำถามอยากจะถามท่านสักข้อ”ลั่วชิงหวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หลิวจินซิ่วจะถามอะไรนางอีก ? แม้จะสงสัย ทว่า…ภายนอกยังคงสงบนิ่ง“มิทราบว่าพระชายามีสิ่งใดจะถามรึเจ้าคะ ?”“องค์ชายเจ็ดจำเป็นต้องชิงบัลลังก์จริงๆ รึ ? หากเสียนฉีได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะช่วยทูลขอให้เขาปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างดี พวกท่านจะยอ
หลิวหยวนเจิงจ้องมองจวินชิงอวี่ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายกำลังรอฟังคำพูดต่อจากนี้ จวินชิงอวี่จึงค่อยๆ เอ่ยปากช้าๆ ว่า“ยามนี้สถานการณ์ของแคว้นจิ่นวิกฤตเพียงใด ข้าคงมิจำเป็นต้องสาธยายให้มากความ ท่านพี่ใหญ่แม้จะมีใจเมตตา ทว่ากลับขาดรัศมีขัตติยา มิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งฮ่องเต้ ท่านอัครเสนาบดีทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองมาตลอด ย่อมมิเห็นแก่เรื่องส่วนตัวจนทำให้ราชสำนักพังพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยความสามารถประดุจแขนขาอันล้ำค่าเช่นท่าน ข้าย่อมไม่มีวันปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน”เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเจิงก็เริ่มมีสีหน้าลังเล เขามองจวินชิงอวี่ด้วยแววตาที่สับสนวูบหนึ่ง ทว่า…ยังคงเอ่ยปฏิเสธไปตามมารยาท“กระหม่อมย่อมมิกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎราชสำนัก องค์ชายเจ็ดมิต้องกังวล เพียงแต่เสียนฉีนั้นกระหม่อมเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก แม้นิสัยจะอ่อนแอไปบ้าง ทว่าก็ใช่ว่าจะกลายเป็นมหากษัตริย์ที่ดีมิได้”“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิขอบีบคั้นให้ท่านต้องลำบากใจ ทว่าคำพูดของข้าจะยังคงเป็นจริงเสมอ หวังว่าท่านอัครเสนาบดีจะเก็บไปไตร่ตรองดูให้ดี”จวินชิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองหลิวหยวนด้วยรอยยิ้มกึ
“จำได้สิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านบอกว่าข้าต้องจำไว้ว่ายังติดค้างบุญคุณท่านอยู่หนึ่งอย่าง เช่นนี้…พวกเราต่างฝ่ายต่างก็ติดค้างกันและกัน มิใช่ว่าถูกกำหนดมาให้ต้องผูกพันกันไปชั่วชีวิตหรอกรึ ? ตอนนั้นข้ายังมิอยากจะเชื่อ ทว่า…มิคาดคิดเลยว่า คำพูดในวันนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้”จวินชิงอวี่แย้มยิ้มประดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ชนะ เขาออกแรงดึงร่างลั่วชิงหวงเข้ามากอดไว้แนบอก มุมปากหยักยิ้มอย่างพึงพอใจ มันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะต้องทำให้ลั่วชิงหวงมาเป็นภรรยาของเขาให้ได้ และจะมิยอมให้นางจากไปไหนชั่วชีวิตลั่วชิงหวงซบอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของจวินชิงอวี่พลางเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของทั้งสอง ขับเน้นรัศมีอันสง่างามและสูงศักดิ์จนดูโดดเด่นสะดุดตา ทว่า…กลับดูอบอุ่นและกลมกลืนยิ่งนัก ราวกับว่าโลกทั้งใบได้รวบรวมเอาความงดงามและน่าประทับใจทั้งหมดมาไว้ที่คนคู่นี้เพียงผู้เดียววันถัดมา ลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่มาเดินเล่นริมสระน้ำอีกครั้ง และช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่พวกเขาได้พบกับ หลิงอู่หลิวอีกครั้ง ทว่า…ครานี้ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างนางคือห
นางเพียงขอให้เขาช่วยสร้างกระแสเพียงเล็กน้อยก็มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทว่า…จวินชิงอวี่กลับเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ประโยคเดียวของลั่วชิงหวงที่ยังมิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองด้วยซ้ำ ถึงกับประกาศว่าจะมิช่วยเหลือนางอีกในภายภาคหน้า เช่นนี้…จะมิให้นางโกรธขึ้งและขุ่นมัวได้อย่างไร“เหตุใดเล่าเจ้าคะ ? เพียงเพราะคำพูดคำเดียวของท่านหญิงชิงหวงรึ ?”หลิงอู่หลิวจ้องมองจวินชิงอวี่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความโมโห วาจาที่เอ่ยออกมาจึงมิเกรงใจอีกต่อไป“ขออภัยที่เสียมารยาท ใจคอของท่านหญิงชิงหวงมิคับแคบเกินไปหน่อยรึเจ้าคะ ?”ลั่วชิงหวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหยันโดยมิแยแส นางเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แววตาไหววูบก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมิยินดียินร้ายว่า“ขอองค์หญิงอู่หลิวโปรดอภัยด้วย ข้านั้นใจคอคับแคบเช่นนี้เอง วันหน้าก็โปรดอย่าได้มาแหย่ข้าเล่น มิเช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้ามิเกรงใจ”หลิงอู่หลิวมิคาดคิดว่าลั่วชิงหวงจะตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ เดิมที…นางตั้งใจจะใช้คำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ทว่า…เมื่อเจอคำตอบที่โผงผางชัดเจนของลั่วชิงหวง กลับกลายเป็นนางเองที่ดูใจแคบและช่างจิกกัด ยิ่งพอมองใบหน้าที่ยังคงสง่างา
เช้าของอีกวัน“หวงเอ๋อร์ ตะวันโด่งแล้ว ยังมิยอมตื่นอีกหรือ ?” จวินชิงอวี่มองลั่วชิงหวงที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทรา เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกนางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดูลั่วชิงหวงปรือตาที่ยังง่วงงุนขึ้นมองจวินชิงอวี่ พลางเอ่ยอย่างงอนๆ ว่า“เหตุใดถึงปลุกข้าแต่เช้าเช่นนี้”“นี่มันยามเที่ยงแล้ว เจ้ามิหิวบ้างหรือ ?” จวินชิงอวี่เห็นท่าทางแง่งอนของนางก็ใจอ่อนยวบ เขาใช้นิ้วเขี่ยจมูกนางอีกครั้งเพื่อกันมิให้นางหลับต่อลั่วชิงหวงเม้มปากอย่างขัดใจพลางลืมตาขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นบังแสงแดดที่ลอดเข้ามาพลางพึมพำ“สายป่านนี้แล้วหรือ ? ข้านอนนานขนาดนั้นเชียว ?” เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของนาง จวินชิงอวี่ก็อดใจมิไหวโน้มตัวลงไปจูบนางอีกครั้ง ลั่วชิงหวงที่เพิ่งตื่นรีบผลักเขาออกด้วยใบหน้าแดงซ่าน“กลางวันแสกๆ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ?”“ข้าเห็นหวงเอ๋อร์ยังมิตื่นเต็มตา เลยต้องใช้วิธีพิเศษช่วยปลุกเท่านั้นเอง”นัยน์ตาหงส์ของจวินชิงอวี่ฉายแววหยอกล้อ มองนางที่กำลังพองลมที่แก้มอย่างนึกสนุกลั่วชิงหวงผลักเขาออกไปอีกครั้ง ในใจเขินอายทำตัวมิถูก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวว่า“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก หากมิใช่เพราะเมื่อคืนท่า
ลั่วชิงหวงได้ยินคำพูดของม่อรั่วแล้วต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน ดูเหมือนระหว่างจอมดาบม่อรั่วกับคุณชายเสวี่ยจะมีเรื่องราวบางอย่างซ่อนอยู่ ? เพียงแต่...เหตุใดจอมดาบผู้นี้ถึงดูไร้ซึ่งความปรารถนาในการมีชีวิตรอด ราวกับว่าแม้แต่ความเป็นความตายเขาก็หาได้ใส่ใจ น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะถวิลหาการหลุดพ้นเสียด้วยซ้ำ
เมื่อจวินชิงอวี่รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ขึ้นมาจนถึงยอดเขาเทียนซานได้สำเร็จก็เป็นเวลาเที่ยงวันของวันถัดไปแล้ว เขาหาได้รีบร้อนออกตามหาหัวใจหิมะไม่ แต่...กลับนั่งลงอย่างสงบนิ่งเพื่อโคจรลมปราณปรับลมหายใจให้คงที่ ตามตำนานกล่าวไว้ว่า บัวหิมะเทียนซานจะมีบัวสวรรค์เพียงดอกเดียวเท่านั้น และรอบๆ บัวสวรรค์จ
จวินชิงอวี่ยื่นมือออกไปสกัดจุดชีพจรใหญ่บนร่างของลั่วชิงหวงเพื่อสะกดพิษหนอนกู่ในกายของนางไว้ชั่วคราว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความรู้สึกลนลานทำอะไรไม่ถูก เขากลัวเหลือเกินว่าลั่วชิงหวงจะหลับตาลงเช่นนี้ไปตลอดกาล โดยไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองเขาอีกลั่วชิงหวงในอ้อมอกยังคงหลับตาสนิท ขนตายาวงอนทาบลงบนโหนกแก้ม
ดวงตาหงส์ของจวินชิงอวี่พลันสว่างไสวราวกับภาพวาดที่เคยจืดจาง แต่...ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันตระการตาในชั่วพริบตา ประกายในดวงตาของเขานั้นเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงสุริยา งดงามยิ่งกว่าทุ่งดอกท้อที่บานสะพรั่ง ราวกับรัศมีทั่วหล้ามากองรวมกัน ณ ที่แห่งนี้จวินชิงอวี่ปรายตามองจวินเฉียนหลิงเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดนั้น เขา







