LOGIN“ยามที่ข้านอนป่วยหนักอยู่ในเรือนร้างท้ายจวน ร่างกายหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูงจนแทบสิ้นลมไร้ซึ่งหมอมารักษา และแม้ข้าวสักเม็ดหรือน้ำสักหยดก็ยังตกไม่ถึงท้อง ยามนั้นข้าไม่เห็นว่าท่านอ๋องผู้ทรงเมตตาและแสนดีต่อหน้าผู้คนเช่นท่าน จะเคยนึกถึงหรือเสด็จมามอบชาบำรุงสักถ้วยให้ข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวเลยนี่เพคะ”
‘ป่วยหนัก…’
‘เรือนร้างท้ายจวน?...’
เสียงเซ็งแซ่หนาหูเกี่ยวกับเรื่องสะเทือนใจที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาดังระงมไปทั่วหอการค้า
ถ้อยคำแทงใจดำแง้มหน้ากากความสมบูรณ์แบบของจิ้งชินอ๋องออกต่อหน้าธารกำนัล บรรดาฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วทั้งโถงต่างเบิกตากว้าง พากันสูดลมหายใจเข้าด้วยความตื่นตะลึง
ภาพลักษณ์ท่านอ๋องผู้แสนดีและรักใคร่พระชายาเอก พลันพังทลายลงในชั่วพริบตา
“สวรรค์! ที่แท้ภาพท่านอ๋องผู้แสนดีก็เป็นเพียงหน้ากากจอมปลอมหรือนี่ ยามที่พระชายาเจ็บป่วยปางตายในเรือนร้าง กลับทรงปล่อยให้ทนทุกข์และไร้คนเหลียวแลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ช่างใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนัก... เบื้องหน้าทรงเปี่ยมด้วยคุณธรรมและอ่อนโยน ทว่าเบื้องหลังกลับเย็นชาเลือดเย็นถึงเพียงนี้”
เสียงซุบซิบกระชิบกระซาบแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความตื่นตกใจ แพร่สะพัดไปทั่วราวกับสายลมหนาว สายตาแห่งความเคลือบแคลงสงสัยและรังเกียจเดียดฉันท์ของชนชั้นสูงนับร้อยคู่ จึงพุ่งเป้าอัดเข้าใส่จิ้งชินอ๋องอย่างจัง
ชายหนุ่มนัยน์ตาไหววูบขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงความเรียบตึงและสง่างาม ไม่ได้โวยวายหรือหลุดกิริยาไร้ปัญญา ทว่ามือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อไหมพรมกลับกำแน่นจนเกร็ง ความอับอายและพ่ายแพ้อัดแน่นอยู่ในอกของเขาอย่างหนักหน่วง
“เสด็จกลับไปเถิดเพคะท่านอ๋อง” ลู่หมิงเซียนเอ่ยตัดบทเสียงเรียบ พลางก้มลงตรวจสมุดบัญชีต่อโดยไม่แยแส
“หอการค้าหมิงเซียนของข้ามีไว้ต้อนรับผู้มาอุดหนุนทางการค้า ไม่ใช่สถานที่สำหรับฉายภาพลักษณ์สวามีผู้แสนดี เพราะยามนี้มันสายเกินไปแล้ว”
จิ้งชินอ๋องสบตานางด้วยสายตาที่อ่านยาก เขารู้ดีว่าหากดันทุรังเอ่ยสิ่งใดต่อ ยิ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของเจ้ากรมการคลังและผู้บัญชาการทหารส่วนพระองค์ให้ป่นปี้ไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน
“เช่นนั้นเจ้าก็พักผ่อนเถิด”
จิ้งชินอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากหอการค้าไปด้วยท่วงท่าที่ยังคงความสง่างามผ่าเผยและเยือกเย็น
ทว่าภายในใจของบุรุษผู้สูงศักดิ์กลับสั่นสะเทือนด้วยความอับอาย อัปยศ และพ่ายแพ้ต่อหน้าธารกำนัลอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังแออัดเบียดเสียดเพื่อจับจ่ายซื้อของ สาวใช้คนสนิทขององค์หญิงใหญ่ก็ลอบยิ้มออกมาอย่างนึกสนุก
นางหันหลังเดินออกจากหอการค้าหมิงเซียน มุ่งตรงไปยังหอการค้าฝูจี้ที่ผู้เป็นนายเพิ่งกลับเข้าไปก่อนหน้าที่จิ้งชินอ๋องจะมาเยือน เพื่อรายงานเรื่องสนุกสนานนี้ให้ผู้เป็นนายฟังในทันที
ณ หอการค้าฝูจี้
“องค์หญิงใหญ่เพคะ!”
สาวใช้คนสนิทผู้ถูกส่งไปลอบสังเกตการณ์ที่หอการค้าของลู่หมิงเซียนตั้งแต่เช้าตรู่ วิ่งพรวดพราดเข้ามาภายในห้องรับรองชั้นบน นางย่อกายทำความเคารพเล็กน้อย ก่อนจะถลาเข้าไปนั่งลงบนพื้นข้างกายผู้เป็นนายในทันที
จนองครักษ์เงาส่วนพระองค์ที่ยืนอารักขาอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องลอบส่ายหน้าด้วยความระอาใจ กับกิริยาที่ไม่ค่อยสำรวมของนางยามอยู่เบื้องพระพักตร์
“ว่าอย่างไร มีอะไรน่าตื่นเต้นนักหรือ เจ้าถึงได้ดูคึกคักเสียขนาดนี้”
“บ่าวมีเรื่องสนุกยิ่งกว่าเรื่องใดในเมืองหลวงมาทูลรายงานเพคะ!” สาวใช้เอ่ยพลางอมยิ้มกลั้นหัวเราะจนแก้มปริ
องค์หญิงใหญ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางวางถ้วยกระเบื้องเคลือบในมือลงบนโต๊ะไม้ยาวอย่างนุ่มนวล
“เรื่องสนุกอันใดกัน ถึงทำให้เจ้าดีใจเสียจนเนื้อเต้นถึงเพียงนี้”
สาวใช้รีบกระซิบทูลเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ หอการค้าหมิงเซียนอย่างออกรส ทั้งตอนที่จิ้งชินอ๋องหิ้วชาอู่หลงบรรณาการไปทำทีเอาอกเอาใจอดีตพระชายาเอก แต่กลับโดนนางตอกหน้าหงายด้วยเรื่องราวในเรือนร้างท้ายจวน จนภาพลักษณ์ท่านอ๋องผู้แสนดีพังทลายไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าธารกำนัล
เมื่อทรงสดับฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ องค์หญิงใหญ่ก็ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ อย่างนึกขบขัน ทรงนึกหมั่นไส้หลานชายตัวดีผู้นี้ไม่น้อย
“ถึงขั้นไปฉกชิงชาอู่หลงชั้นเลิศจากห้องเครื่องยาวังหลวงมาประเคนเอาอกเอาใจนาง แต่กลับถูกประเคนความอับอายใส่หน้ากลับมาแทนเช่นนี้... ช่างน่าสงสารเสียจริง”
พระนางเอ่ยพลางยิ้มเย้ย ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างระอาใจ
“ไทเฮาทรงฟูมฟักเลี้ยงดูเจ้าเด็กหลี่เฟิงหยวนมาอย่างไรกันนะ ไฉนจึงไม่ยอมอบรมสั่งสอนเรื่องการวางตัวและการจัดการเรือนหลังให้ดีเสียก่อนจะส่งแต่งงานออกเรือน หรือเขาทึกทักไปเองว่าสตรีทั่วทั้งใต้หล้าจะต้องยอมสยบก้มหัวให้ตนแต่เพียงผู้เดียวกระนั้นหรือ”
ยิ่งคิดองค์หญิงใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกเวทนาแกมสมน้ำหน้าหลานชายจอมหยิ่งยโสผู้นี้ขึ้นมาเป็นทวีคูณ และยิ่งมั่นใจว่าสตรีที่ปราดเปรื่องอย่างลู่หมิงเซียนสมควรได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง
‘นางควรได้เดินทางขึ้นเหนือไปพบกับแสงสว่างและอนาคตที่ดีกว่านี้เสียที ดูท่าแล้ว ข้าคงต้องออกโรงไปบีบบังคับฮ่องเต้ให้ออกราชโองการหย่าด้วยตนเองเสียแล้วกระมัง’
พระนางทรงคิดในใจพลางแย้มพระสรวลอย่างนึกสนุกสนานยิ่งนัก ที่ได้เห็นหลานชายผู้สูงส่งและจองหองต้องมาเสียหน้าและพ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อหน้าผู้คนเช่นนี้
ณ ห้องประชุมใหญ่ภายในกองบัญชาการกองทัพหลวงบรรยากาศภายในโถงกว้างอึมครึม เยือกเย็น และเงียบสงบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเหล่าทหารจิ้งชินอ๋องผู้ซึ่งสลัดชุดเสื้อคลุมผ้าไหมสีเข้มออก แล้วผลัดเปลี่ยนมาอยู่ในชุดขุนนางเต็มยศ นั่งประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตรงหัวโต๊ะ ท่วงท่าการนั่งผ่าเผยและองอาจ ทว่าใบหน้าหล่อเหลาคมกริบกลับตึงเครียดและบึ้งตึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนรังสีเยียบเย็นอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ทำเอาเหล่าหัวหน้าทหาร นายกอง และเหล่าขุนนางที่มารอประชุมหารือเรื่องเสบียงยุทธปัจจัยของกองทัพ ต่างพากันยืนก้มหน้าสงบนิ่ง ไร้ผู้ใดกล้าขยับตัว หรือแม้แต่จะนั่งลงบนเก้าอี้ร่วมโต๊ะกับเขาเลยสักคนเดียวหลินโม่และหลินเจ๋อ สององครักษ์คนสนิท ยืนกุมด้ามดาบเฝ้าอยู่เบื้องหลังนางท่านของตน นัยน์ตาของทั้งสองฉายแววหนักใจและอดทอดถอนใจลึกๆ ไม่ได้ในฐานะคนที่รับรู้เหตุการณ์มาโดยตลอด พวกเขารู้ดีที่สุดว่าท่านอ๋องของพวกเขาเดินหมากก้าวพลาดไปสิบก้าวแล้วความเสี
“ยามที่ข้านอนป่วยหนักอยู่ในเรือนร้างท้ายจวน ร่างกายหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูงจนแทบสิ้นลมไร้ซึ่งหมอมารักษา และแม้ข้าวสักเม็ดหรือน้ำสักหยดก็ยังตกไม่ถึงท้อง ยามนั้นข้าไม่เห็นว่าท่านอ๋องผู้ทรงเมตตาและแสนดีต่อหน้าผู้คนเช่นท่าน จะเคยนึกถึงหรือเสด็จมามอบชาบำรุงสักถ้วยให้ข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวเลยนี่เพคะ”‘ป่วยหนัก…’‘เรือนร้างท้ายจวน?...’เสียงเซ็งแซ่หนาหูเกี่ยวกับเรื่องสะเทือนใจที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาดังระงมไปทั่วหอการค้าถ้อยคำแทงใจดำแง้มหน้ากากความสมบูรณ์แบบของจิ้งชินอ๋องออกต่อหน้าธารกำนัล บรรดาฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วทั้งโถงต่างเบิกตากว้าง พากันสูดลมหายใจเข้าด้วยความตื่นตะลึงภาพลักษณ์ท่านอ๋องผู้แสนดีและรักใคร่พระชายาเอก พลันพังทลายลงในชั่วพริบตา“สวรรค์! ที่แท้ภาพท่านอ๋องผู้แสนดีก็เป็นเพียงหน้ากากจอมปลอมหรือนี่ ย
ทว่าอีกด้าน จิ้งชินอ๋องที่ยืนกอดอกจ้องมองหอการค้าของอดีตชายาเอกของตนอยู่นั้น จู่ๆ หลินโม่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า“ยามนี้สายมากแล้ว ท่านอ๋องจะเข้าวังเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงเคาะนิ้วเบาๆ เป็นจังหวะตรงกรอบหน้าต่างไม้แกะสลักเท่านั้นทันใดนั้น หลินเจ๋อที่หายตัวไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องไม้หอมแกะสลักลวดลายประณีตในมือ“เจ้าหายไปไหนมา” หลินโม่ก้าวเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามสหายของตนด้วยความสงสัยระคนอยากรู้อยากเห็น“ไปทำงานสำคัญมา นี่เจ้าไม่ได้ฟังที่ท่านอ๋องสั่งการก่อนออกนอกจวนเลยหรือ”“เรื่องอันใดกัน” หลินโม่ตาโตเอ่ยถามหลินเจ๋อพลางสลับมองกล่องไม้ในมือของสหายไปด้วยหลินเจ๋อส่ายหัวเบาๆ ให้สหายคู่ใจ ก่อนจะรีบก้าวเดินเข้าไปห
ภายในหอการค้าที่ผู้คนพากันจับจ่ายซื้อของกันพลุกพล่าน ลู่หมิงเซียนกวาดสายตามองความสำเร็จตรงหน้าด้วยความอิ่มเอมใจ แม้จะรู้สึกคล้ายมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาจากมุมมืดฝั่งตรงข้าม แต่นางก็เพียงปรายตามองผ่านเลยไปอย่างไม่ใส่ใจสำหรับนางในเวลานี้ อดีตสามีผู้โง่เขลารายนั้นก็เป็นได้เพียงแค่คนแปลกหน้าที่ไม่มีค่าพอให้ต้องชายตามองอีกต่อไปแล้วหมากบนกระดานเมืองหลวงถูกนางกวาดจนเรียบแล้ว และก้าวต่อไปของนาง ก็คือการสร้างธุรกิจการค้า เครื่องประทินโฉมและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้นางได้กลายเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า ซึ่งไม่ใช่แค่ในเมืองหลวงแห่งนี้และแน่นอนที่สุด ตระกูลลู่และจวนจิ้งชินอ๋อง จะไม่มีวันได้แตะต้องทรัพย์สินของนางได้อีก หากอับจนหนทางก็คงเหลือเพียงทางเดียวคือการก้มหัวขอให้นางช่วยเหลือเท่านั้น‘ซึ่งไม่มีวันนั้น... วันที่ข้าจะหยิบยื่นมือช่วยพวกเขาอย่างแน่นอน!’บรรยากาศภายในหอการค้าชั้นลอยและโถงกลางคึกคักไปด้วยบรรดาฮูหยิน และคุณหนูจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่กำลังจับจ่ายเลือกซื้อสินค้านอกจากผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศจากร้านเว่ยเซียง และ
ณ หอการค้าหมิงเซียน ยามสายของวัน..อาคารสามชั้นอันโอ่อ่า ป้ายทองคำขนาดใหญ่สลักตัวอักษรพู่กันเด่นชัดว่าหอการค้าหมิงเซียน ส่งประกายระยิบระยับรับแสงอาทิตย์ที่สอดส่องลงมาผ่านไปราวสองวันแล้วแม้ว่าพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่จะผ่านพ้นไป ทว่าในเช้าวันที่สามของการเปิดหอการค้านี้ บรรดาพ่อค้าวาณิชและลูกค้ากลับยิ่งหลั่งไหลกันเข้ามาอุดหนุนและสั่งจองสินค้ากันอย่างเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะถุงแร่ความร้อนรุ่นรีฟิล หรือที่รู้จักกันไปทั่วเมืองหลวงในนามถุงแร่คลายหนาว ตลอดจนผ้าไหมตัดเย็บประณีต ซึ่งกลายเป็นสินค้าหายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในเมืองหลวงเวลานี้ภายในโถงกว้างชั้นล่าง ลู่หมิงเซียนในชุดอาภรณ์สีแดงทับทิมปักลวดลายเมฆมงคลเรียบหรู ยืนตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มสดใส มั่นใจ และฉายแววความสุขุมของผู้บริหารหญิงอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีเสี่ยวเฉียวและหลงจู๊ฝีมือดีคอยช่วยเหลือจัดการบัญชีและต้อนรับแขกเหรื่อไม่ขาดสายผ่านไปชั่วยามกว่าๆ เมื่อลูกค้าเริ่มบางตาลง องค์หญิงใหญ่ในคราบฮูหยินเซียวแห่งร้านฝ
จวนจิ้งชินอ๋อง เมืองหลวงแคว้นหลี่ภายในเรือนหลิวอวี่ เรือนพักส่วนตัวของชายารองที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ของจวน ท่ามกลางม่านมุ้งแพรไหมเนื้อดีที่ประดับประดาอย่างหรูหรา ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและระทึกขวัญลู่หมิงจูนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองสั่นระริกจนแทบถือหวีไม่อยู่ข่าวลือที่แพร่สะพัดในจวนเมื่อวานนี้... มือสังหารสองคนที่นางส่งไปจัดการลู่หมิงเซียนถูกชาวบ้านพบเป็นศพไร้รอยแผลภายนอก และถูกโยนทิ้งไว้นอกกำแพงเมืองอย่างเหี้ยมโหดนั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่นางเพียรวางเอาไว้พังพินาศไม่เป็นท่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก็คือป้ายหยกประจำตัว สิ่งของล้ำค่าที่นางแอบมอบให้เสี่ยวชุ่ยนำไปใช้เป็นมัดจำล่วงหน้า ยามนี้กลับหายสาบสูญไปพร้อมกับพวกมันอย่างไร้ร่องรอย&lsquo







