Se connecterจวนจิ้งชินอ๋อง เมืองหลวงแคว้นหลี่
ภายในเรือนหลิวอวี่ เรือนพักส่วนตัวของชายารองที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ของจวน ท่ามกลางม่านมุ้งแพรไหมเนื้อดีที่ประดับประดาอย่างหรูหรา ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและระทึกขวัญ
ลู่หมิงจูนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองสั่นระริกจนแทบถือหวีไม่อยู่
ข่าวลือที่แพร่สะพัดในจวนเมื่อวานนี้... มือสังหารสองคนที่นางส่งไปจัดการลู่หมิงเซียนถูกชาวบ้านพบเป็นศพไร้รอยแผลภายนอก และถูกโยนทิ้งไว้นอกกำแพงเมืองอย่างเหี้ยมโหด
นั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่นางเพียรวางเอาไว้พังพินาศไม่เป็นท่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก็คือป้ายหยกประจำตัว สิ่งของล้ำค่าที่นางแอบมอบให้เสี่ยวชุ่ยนำไปใช้เป็นมัดจำล่วงหน้า ยามนี้กลับหายสาบสูญไปพร้อมกับพวกมันอย่างไร้ร่องรอย
‘หากป้ายหยกชิ้นนั้นตกไปอยู่ในมือของคนอื่นก็ยังพอใช้เงินซื้อกลับคืนมาได้ แต่หากว่ามันตกไปอยู่ในมือของ...’
ยิ่งคิด หัวใจของลู่หมิงจูก็กระหน่ำเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวจนแทบหายใจไม่ออก เพราะคนเดียวที่นางหวาดผวาที่สุดในยามนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือผู้เป็นสามีอย่างจิ้งชินอ๋องนั่นเอง
หากเขารู้ว่านางแอบใช้ตราสัญลักษณ์ประจำตัวไปจ้างวานคนชั่วมาทำร้ายพี่สาวแท้ๆ ของตนเอง แม้ว่าลู่หมิงเซียนจะลงนามในหนังสือหย่าไปแล้ว ทว่าการแต่งงานนี้เป็นราชโองการพระราชทานจากฮ่องเต้ หากจะให้การหย่าร้างเสร็จสมบูรณ์และตัดขาดสถานะพระชายาเอกอย่างแท้จริง ย่อมต้องรอรับราชโองการถอนพระราชสมรสเสียก่อน
เมื่อราชโองการยังมาไม่ถึง ยามนี้นางลู่หมิงเซียนก็ยังคงมีศักดิ์เป็นชายาเอก แห่งจวนจิ้งชินอ๋องอยู่ทุกประการ
หากท่านอ๋องรู้ว่านางกล้าลอบฆ่าชายาเอก และเกือบสร้างความพินาศให้แก่ชื่อเสียงของจวนอ๋อง มีหวังชีวิตที่เหลืออยู่ของนางคงต้องจบสิ้นลงในชั่วพริบตาเป็นแน่
ตลอดทั้งคืนนั้น ลู่หมิงจูกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ นางเฝ้ารอคอยยามเช้าด้วยความหวาดผวา จินตนาการไปสารพัดว่าสามีจะพังประตูเข้ามาแผดเผาความโกรธขึ้งใส่ หรือลากตัวนางไปรับโทษทัณฑ์ในข้อหาฆ่าฟันสายโลหิตเดียวกัน
กระทั่งฟ้าสางเสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าเรือน ร่างสูงสง่าของจิ้งชินอ๋องก้าวออกจากห้องโถงใหญ่เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเข้าเฝ้าในวังหลวง ทว่าสิ่งที่ทำให้ลู่หมิงจูแปลกใจจนแทบหยุดหายใจ คือท่าทีของเขา
จิ้งชินอ๋องยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย เยียบเย็นดั่งเช่นทุกวัน แววตาคมกริบไม่ได้ทอประกายเกรี้ยวกราด หรือมีทีท่าจะไต่ถามถึงเรื่องราวอัปยศ หรือป้ายหยกที่หายไปแม้แต่น้อย
เขากวาดสายตามองนางอย่างว่างเปล่าจนน่าใจหายเพียงชั่วครู่ ทว่ากลับไร้คำต่อว่าด่าทอ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อก้าวเดินออกไปจากจวนอย่างไร้เยื่อใย
ปัง!
เสียงประตูเรือนปิดลง ทิ้งให้ลู่หมิงจูยืนขาสั่นแทบจะทรุดฮวบลงกับพื้นห้องด้วยความโล่งอก ยังดีที่ยามนั้นเสี่ยวชุ่ยรีบเข้ามาประคองนางไปนั่งลงบนเก้าอี้ได้อย่างทันท่วงที
ยามเมื่อหวนนึกถึงความผิดมหันต์ที่เกือบนำภัยมาถึงตัว นางก็ยังคงรู้สึกเสียวสันหลังวาบและหวาดผวาไม่หาย
“คุณหนู... เป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดหน้าตาจึงซีดเซียวถึงเพียงนี้” เสี่ยวชุ่ยรีบคลานเข่าเข้ามาประคองพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความตกใจ
ลู่หมิงจูพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อเรียกสติ เม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้า บ่งบอกให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้ นางเพิ่งเฉียดเข้าใกล้ความตายมามากเพียงใด
“เขา... เขาไม่ได้ถามอะไรข้าเลยสักคำ” ลู่หมิงจูลูบอกตัวเองด้วยความโล่งใจ
“คุณหนูหมายถึง…”
“ก็เรื่องที่ข้าสั่งให้คนไปจัดการนังสารเลวลู่หมิงเซียนนั่นอย่างไรเล่า! เจ้าบอกข้าเองมิใช่หรือ ว่าป้ายหยกที่นำไปมัดจำพวกนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“ชะ ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“หากว่ามันหายไปเพราะพวกมือสังหารทำมันตกหล่นที่ไหนสักแห่งโดยที่ท่านอ๋องยังไม่ทันล่วงรู้ นั่นก็แสดงว่าท่านอ่องยังไม่รู้ว่าข้าอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หึๆ ฮ่าๆๆ ฟ้ายังเข้าข้างข้า” ด้วยเพราะเหตุนี้นางจึงรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด
แม้ความหวาดกลัวต่อสามีจะจางหายไป ทว่าความเกลียดชังและริษยาอาฆาตที่ฝังรากลึกอยู่ในก้นบึ้งหัวใจกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
พอนึกถึงภาพของลู่หมิงเซียน ที่ยามนี้เปิดหอการค้าอย่างยิ่งใหญ่ ยืนสง่างามท่ามกลางเสียงสรรเสริญเยินยอของผู้คนจนกลายเป็นจุดสนใจไปทั่วทั้งเมืองหลวง ลู่หมิงจูก็กำมือเรียวจิกเข้าหากันแน่น ความเจ็บแค้นตีรวนขึ้นมาจนหน้าดำคร่ำเครียด
‘นังพี่สาวสารเลว! คิดว่าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือข้าไปได้แล้วจะมีความสุขไปตลอดชีวิตอย่างนั้นรึ ไม่มีวันเสียหรอก ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเสวยสุขเพียงคนเดียวเป็นแน่!’
ดวงตาคู่สวยฉายแววอำมหิตและชั่วร้ายขึ้นมาอีกครั้ง ในเมื่อวิธีสกปรกครั้งก่อนยังไม่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามได้ นางก็แค่ต้องรอบคอบขึ้น และหาหนทางที่แยบยลกว่าเดิมเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งที่ลู่หมิงเซียนรักให้ย่อยยับคามือ
ทว่าอีกด้าน จิ้งชินอ๋องที่ยืนกอดอกจ้องมองหอการค้าของอดีตชายาเอกของตนอยู่นั้น จู่ๆ หลินโม่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า“ยามนี้สายมากแล้ว ท่านอ๋องจะเข้าวังเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงเคาะนิ้วเบาๆ เป็นจังหวะตรงกรอบหน้าต่างไม้แกะสลักเท่านั้นทันใดนั้น หลินเจ๋อที่หายตัวไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องไม้หอมแกะสลักลวดลายประณีตในมือ“เจ้าหายไปไหนมา” หลินโม่ก้าวเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามสหายของตนด้วยความสงสัยระคนอยากรู้อยากเห็น“ไปทำงานสำคัญมา นี่เจ้าไม่ได้ฟังที่ท่านอ๋องสั่งการก่อนออกนอกจวนเลยหรือ”“เรื่องอันใดกัน” หลินโม่ตาโตเอ่ยถามหลินเจ๋อพลางสลับมองกล่องไม้ในมือของสหายไปด้วยหลินเจ๋อส่ายหัวเบาๆ ให้สหายคู่ใจ ก่อนจะรีบก้าวเดินเข้าไปห
ภายในหอการค้าที่ผู้คนพากันจับจ่ายซื้อของกันพลุกพล่าน ลู่หมิงเซียนกวาดสายตามองความสำเร็จตรงหน้าด้วยความอิ่มเอมใจ แม้จะรู้สึกคล้ายมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาจากมุมมืดฝั่งตรงข้าม แต่นางก็เพียงปรายตามองผ่านเลยไปอย่างไม่ใส่ใจสำหรับนางในเวลานี้ อดีตสามีผู้โง่เขลารายนั้นก็เป็นได้เพียงแค่คนแปลกหน้าที่ไม่มีค่าพอให้ต้องชายตามองอีกต่อไปแล้วหมากบนกระดานเมืองหลวงถูกนางกวาดจนเรียบแล้ว และก้าวต่อไปของนาง ก็คือการสร้างธุรกิจการค้า เครื่องประทินโฉมและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้นางได้กลายเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า ซึ่งไม่ใช่แค่ในเมืองหลวงแห่งนี้และแน่นอนที่สุด ตระกูลลู่และจวนจิ้งชินอ๋อง จะไม่มีวันได้แตะต้องทรัพย์สินของนางได้อีก หากอับจนหนทางก็คงเหลือเพียงทางเดียวคือการก้มหัวขอให้นางช่วยเหลือเท่านั้น‘ซึ่งไม่มีวันนั้น... วันที่ข้าจะหยิบยื่นมือช่วยพวกเขาอย่างแน่นอน!’บรรยากาศภายในหอการค้าชั้นลอยและโถงกลางคึกคักไปด้วยบรรดาฮูหยิน และคุณหนูจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่กำลังจับจ่ายเลือกซื้อสินค้านอกจากผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศจากร้านเว่ยเซียง และ
ณ หอการค้าหมิงเซียน ยามสายของวัน..อาคารสามชั้นอันโอ่อ่า ป้ายทองคำขนาดใหญ่สลักตัวอักษรพู่กันเด่นชัดว่าหอการค้าหมิงเซียน ส่งประกายระยิบระยับรับแสงอาทิตย์ที่สอดส่องลงมาผ่านไปราวสองวันแล้วแม้ว่าพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่จะผ่านพ้นไป ทว่าในเช้าวันที่สามของการเปิดหอการค้านี้ บรรดาพ่อค้าวาณิชและลูกค้ากลับยิ่งหลั่งไหลกันเข้ามาอุดหนุนและสั่งจองสินค้ากันอย่างเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะถุงแร่ความร้อนรุ่นรีฟิล หรือที่รู้จักกันไปทั่วเมืองหลวงในนามถุงแร่คลายหนาว ตลอดจนผ้าไหมตัดเย็บประณีต ซึ่งกลายเป็นสินค้าหายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในเมืองหลวงเวลานี้ภายในโถงกว้างชั้นล่าง ลู่หมิงเซียนในชุดอาภรณ์สีแดงทับทิมปักลวดลายเมฆมงคลเรียบหรู ยืนตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มสดใส มั่นใจ และฉายแววความสุขุมของผู้บริหารหญิงอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีเสี่ยวเฉียวและหลงจู๊ฝีมือดีคอยช่วยเหลือจัดการบัญชีและต้อนรับแขกเหรื่อไม่ขาดสายผ่านไปชั่วยามกว่าๆ เมื่อลูกค้าเริ่มบางตาลง องค์หญิงใหญ่ในคราบฮูหยินเซียวแห่งร้านฝ
จวนจิ้งชินอ๋อง เมืองหลวงแคว้นหลี่ภายในเรือนหลิวอวี่ เรือนพักส่วนตัวของชายารองที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ของจวน ท่ามกลางม่านมุ้งแพรไหมเนื้อดีที่ประดับประดาอย่างหรูหรา ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและระทึกขวัญลู่หมิงจูนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองสั่นระริกจนแทบถือหวีไม่อยู่ข่าวลือที่แพร่สะพัดในจวนเมื่อวานนี้... มือสังหารสองคนที่นางส่งไปจัดการลู่หมิงเซียนถูกชาวบ้านพบเป็นศพไร้รอยแผลภายนอก และถูกโยนทิ้งไว้นอกกำแพงเมืองอย่างเหี้ยมโหดนั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่นางเพียรวางเอาไว้พังพินาศไม่เป็นท่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก็คือป้ายหยกประจำตัว สิ่งของล้ำค่าที่นางแอบมอบให้เสี่ยวชุ่ยนำไปใช้เป็นมัดจำล่วงหน้า ยามนี้กลับหายสาบสูญไปพร้อมกับพวกมันอย่างไร้ร่องรอย&lsquo
“พวกขุนนางคดโกงในเมืองหลวง กล้าดีอย่างไรมาสูบเลือดสูบเนื้อกองทัพเกราะพยัคฆ์ของข้า!”น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังแผ่กังวานไปทั่วห้องทรงงาน ทำเอาทหารม้าเร็วเบื้องนอกรวมไปถึงองครักษ์คนสนิททั้งสองต้องก้มศีรษะลงด้วยความสะท้านทว่าเมื่อนึกไปถึงสตรีที่เป็นผู้ส่งหลักฐานชิ้นนี้มา นัยน์ตาแข็งกร้าวของเขากลับปรากฏรอยแห่งความทึ่งและสนใจอย่างลึกซึ้ง‘ลู่หมิงเซียน อดีตพระชายาเอกของจิ้งชินอ๋องงั้นหรือ?’เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของนางในคราบคุณหนูเจ้าอารมณ์ผู้ไล่ตามสวามีมาบ้าง ทว่าพฤติกรรมในกระดาษแผ่นนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงสตรีผู้มีสายตาการเมืองแหลมคม สติปัญญาเฉียบขาด และกล้าเดินหมากตลบหลังทั้งบิดาและอดีตสวามีของตนเองได้อย่างสะอาดหมดจดสตรีผู้นี้รู้ดีว่า หากมอบหลักฐานนี้ให้จิ้งชินอ๋องผู้เป็นผู้คุมกรมอาญาโดยตรง เรื่องราวคงถูกปกปิดและกลายเป็นห
‘คิดจะใช้หีบนี้เป็นข้ออ้าง แล้วส่งสตรีมากเล่ห์ผู้นี้มาเป็นเหยื่อล่อให้ข้าตกหลุมพรางยอมตบแต่งนางเข้าจวนเพื่อผูกมัดงั้นหรือ ช่างไร้สาระสิ้นดี!’เซียวเจิ้นเป่ยปัดผ้าคลุมขนหมาป่าไปด้านหลังด้วยความหงุดหงิด สายตาดุดันจ้องมองหีบไม้ตรงหน้าด้วยความเย็นชา ชายหนุ่มปักใจเชื่อไปเสียแล้วว่า สตรีที่ทำให้มารดาของเขาตื่นเต้นจนยอมลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นสตรีมากมารยา เจ้าเล่ห์เพทุบาย และรู้จักใช้เรือนร่างหรือน้ำตาเพื่อหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน“นำหีบไปเก็บไว้ในห้องหนังสือที่จวนเสีย” อ๋องหนุ่มออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากระแสเสียงกลับแฝงแววเหินห่างและกีดกันอย่างเด็ดเดี่ยว“ส่วนสตรีเจ้าของหีบผู้นั้น บอกคนของเราไว้ หากนางคิดจะใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงขององค์หญิงใหญ่ หรือจวนเจิ้นเป่ยอ๋องเพื่อสร้างอำนาจเบ่งบานในเมืองหลวงล่ะก็...”“ก็ให้อยู่ห่างๆ เอาไว้ อย่าไ







