Masukตีหนึ่ง! ไปไหนมาถึงได้กลับมาป่านนี้
“ขอโทษนะคะที่ตะวันกลับมาดึกเลยทำให้ทุกคนต้องรอ” เธอพูดกับป้าวรรณโดยที่ไม่ได้มองหน้าของชายหนุ่ม
“รู้ด้วยเหรอว่านี่มันดึกแล้ว ผมถามคุณจริงๆ คุณไปไหนมากันแน่ หรือว่ามัวแต่สำเริงสำราญอยู่กับผู้ชายซะจนลืมเวล่ำเวลา”
“อะไรนะคะ! วันนี้ฉันเหนื่อยมากและไม่อยากที่จะทะเลาะกับคุณ ขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป...คุณยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นถ้าผมยังไม่อนุญาต”
“ถ้าไม่มีอะไรสำคัญไว้พูดกันพรุ่งนี้ได้ไหมคะ วันนี้ฉันเพลียมากจริงๆ” หญิงสาวรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจจนแทบจะยืนไม่อยู่
“ไปทำอะไรกันมาละถึงได้ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียจนหมดสภาพดูไม่ได้แบบนี้”
หญิงสาวไม่ตอบแต่ยืนเม้มปากแน่นความอดทนของเธอกำลังจะสิ้นสุดลง
“คุณภัศร์คะ...ใจเย็นก่อนดีไหมคะ” ป้าวรรณเอ่ยแทรกขึ้นมา
“ผมขอเป็นคนจัดการเรื่องนี้เองครับ”
เจอประโยคนี้เข้าไปหญิงสูงวัยก็เลยได้แต่ยืนอึ้ง
“นี่ก็ดึกมากแล้วป้าควรจะไปนอนพักผ่อนได้แล้วนะครับ”
ป้าวรรณถอนหายใจและก็เดินจากไป ปิยภัศร์เดินมายืนตรงหน้าเมธาวีและเขย่าตัวเธออย่างแรง โดยที่ไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นไร พร้อมกับตะคอกใส่เธอเสียงดัง
“ผมถามว่าคุณไปทำอะไรมา...ถึงได้ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียแบบนี้”
แม้จะรู้สึกเจ็บแต่เธอก็มิได้เอ่ยวาจาใดใด ไม่แม้แต่จะห้ามปราม ได้แต่แปลกใจว่าเขาเป็นบ้าอะไรถึงได้ทำแบบนี้ ถ้าเป็นตอนปกติเธอคงจะไม่ยอมให้เขาทำอยู่ฝ่ายเดียวเป็นแน่ แต่ไม่ใช่วันนี้วันที่เธอต้องรับรู้ว่าอาการป่วยของพ่อที่อยู่ในขั้นอันตราย ทั้งที่เธอเองก็ไม่รู้จะช่วยพ่อได้ยังไง
เมธาวีอัดอั้นจนร้องไห้ออกมาน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดเวลาตอนนี้มันกลั้นไม่อยู่เสียแล้ว หยาดน้ำใสใสในตาของเธอไหลลงมาอาบแก้มโดยที่เธอไม่สามารถควบคุมมันได้อีก และยังสะอื้นราวกับว่าเสียใจอย่างรุนแรง
และนั่นทำให้ปิยภัศร์ตกใจ เสียงสะอื้นของเธอทำให้เขาทำตัวไม่ถูก เขาปล่อยมือจากไหล่ทั้งสองข้างของเธอมากุมมือของเธอไว้แทนเพื่อปลอบโยน
“คุณเป็นอะไรไปมีอะไรก็บอกผมมาสิ เงียบแบบนี้ผมยิ่งโกรธรู้ไหม วันนี้คุณไปไหนมากันแน่”
เธอไม่สามารถที่จะหยุดร้องไห้ได้ และตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง
“ฉันไปโรงพยาบาลมาค่ะ”
“ไปโรงพยาบาล! คุณหายดีแล้วนี่หรือว่าเป็นอะไรไปอีก แล้วทำไมไม่บอกผม” น้ำเสียงที่ถามร้อนรน
“ไม่ใช่ฉันค่ะ...แต่เป็นพ่อ....พี่ฟ้าโทรมาบอกว่าพบพ่อนอนหมดสติอยู่ในห้องทำงานก็เลยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอบอกว่าพ่อเป็นโรคหัวใจอยู่ในขั้นอันตราย จะต้องได้รับการผ่าตัดหัวใจอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ พ่อก็รู้อาการของตัวเองดีแต่ว่ายังห่วงงานก็เลยยังไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัด จนกระทั่งหมดสติไปถ้าพี่ฟ้าไปพบช้ากว่านี้บางที...บางทีพ่ออาจจะ...อาจจะ...” เมธาวีพูดเพียงแค่นั้นแต่ปิยภัศร์ก็สามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
“เรื่องเป็นแบบนี้เองเหรองั้นผมก็เข้าใจผิดไปเองสินะ แล้วตอนนี้พ่อของคุณเป็นยังไงบ้าง” ชายหนุ่มถามพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน
“อยู่ในห้องไอซียูค่ะเครื่องช่วยหายใจและสายระโยงระยางเพื่อยื้อชีวิตของพ่อเต็มไปหมด หมอบอกว่าถึงแม้จะพ้นขีดอันตรายแต่อาการก็ยังน่าเป็นห่วงไม่ควรนิ่งนอนใจ ถ้าเป็นไปได้ผ่าตัดได้เร็วเท่าไรยิ่งดีคุณรู้ไหมว่าฉันกลัวมาก กลัวว่าพ่ออาจจะจากฉันไป พี่ฟ้าก็เอาแต่ร้องไห้และโทษว่าเป็นเพราะเธอดูแลพ่อไม่ดีพ่อถึงเป็นแบบนี้ ฉันจึงต้องทำเหมือนตัวเองเข้มแข็งแต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย และที่ฉันกลับมาช้าก็เพราะว่าฉันอยู่เป็นเพื่อนพี่ฟ้าจนเธอหลับ ฉันจะทำยังไงดีคะ...จะทำยังไงดี...ฉันกลัวจริงๆ”
เธอพูดพร้อมกับเดินเข้าไปกอดเขาไว้แน่นและร้องไห้มากมายราวกับว่าความเข้มแข็งของเธอจะสิ้นสุดลง ปิยภัศร์ยกมือกอดเธอและลูบไล้หลังของเธออย่างปลอบประโลม
“คุณไม่ต้องกลัวนะ...ผมจะหาหมอที่เก่งที่สุด...มารักษาอาการป่วยพ่อของคุณเอง”
“หมอบอกว่าควรจะพาพ่อไปผ่าตัดที่อเมริกาค่ะ ที่นั่นมีหมออยู่คนหนึ่งที่เก่งมากชื่อคุณหมอมาร์ติน แต่ว่าการที่จะเจอตัวของเขานั้นยากมากเลย และถ้าจะให้เขาทำการรักษาก็ต้องรอคิวเป็นปี”
“คุณหมอมาร์ตินงั้นเหรอ ผมมีเพื่อนเป็นหมออยู่ที่อเมริกา เดี๋ยวผมจะลองให้เขาช่วยติดต่อให้คุณไม่ต้องกังวลนะเชื่อใจผม...ผมจะทำทุกวิถีทางให้พ่อของคุณหายจากอาการป่วย และกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนเดิม”
“จริงเหรอคะคุณจะช่วยฉันเหรอคะ”
“จริงสิครับปล่อยให้เป็นหน้าที่ผม...คุณกินอะไรมาหรือยัง”
“ยังเลยค่ะฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่กลางวัน แต่ว่าฉันไม่หิวค่ะ มันกินไม่ลงจริงๆ”
“ไม่หิวก็ต้องกิน คุณเองก็เพิ่งจะหายป่วย ถ้าล้มป่วยไปอีกคนจะทำยังไง ป้าวรรณก็ไปนอนแล้วเอาเป็นว่าตอนนี้คุณขึ้นไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนนะ เดี๋ยวผมจะไปอุ่นอาหารให้ อุ่นเสร็จเมื่อไรผมจะขึ้นไปเรียกคุณเอง”
“ค่ะ” เมื่อหญิงสาวเดินขึ้นไปบนห้องปิยภัศร์ก็เข้าไปดูในครัว ว่าพอจะอุ่นหรือทำอะไรให้เธอทานได้บ้าง เมธาวีรู้สึกเพลียก็เลยกะว่าจะนอนพักบนเตียงสักครู่แล้วค่อยไปอาบน้ำ
งานเลี้ยงฉลองสมรสของปิยภัศร์กับเมธาวีผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีที่ติ ภาพความประทับใจต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ในใจของแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงสื่อมวลชนที่มีโอกาสมาร่วมงานนี้ไปอีกนาน และงานนี้ก็คงจะเป็นงานที่ได้รับการกล่าวขานกันไปอีกนานแสนนาน เฉกเช่นเดียวกับงานแต่งงานของกวินและมินตรา หลังจากที่ฟังผู้ใหญ่ให้โอวาทคู่บ่าวสาวในการครองรักกันแล้ว ก็เป็นเวลาที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะอยู่ด้วยกันตามลำพัง ปิยภัศร์ช่วยถอดชุดแต่งงานของเมธาวีออก พร้อมกับบอกให้เธอไปอาบน้ำ เพื่อที่จะได้มาพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หญิงสาวยอมทำตามอย่างว่าง่ายเธอใช้เวลาไม่นานก็เดินออกมาจากห้องน้ำ และบอกให้เขาไปอาบน้ำไวไวก่อนที่เธอจะหลับไปซะก่อน พร้อมกับปิดปากหาวปิยภัศร์ยิ้มอย่างเอ็นดู “ถ้าคุณง่วงก็นอนไปก่อนได้เลยนะตะวันไม่ต้องรอผม” แต่เธอกลับบ่นพึมพำคนเดียว “จะมีใครเหมือนคุณไหมนะ ในวันแต่งงานของตัวเองแต่คุณกลับบอกให้เจ้าสาวนอนได้เลยโดยไม่ต้องรอ นี่ฉันไม่มีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยเหรอ” หญิงสาวเดินไปนอนรอเขาบนเตียงโดยสวมแต่เสื้อคลุมเพียงตัวเดียวเท่านั้น เธอรอเขาอยู่น
“พี่ภัศร์ยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมถึงได้เข้าใจตะวันผิดจนถึงขั้นทะเลาะกัน” “ฉันเห็นนายพาตะวันไปเลือกซื้อแหวนแต่งงาน” “พี่ก็เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยเหรอครับ ดาก็เห็นเหมือนกัน มันเป็นความบังเอิญที่ลงตัว” “ขอฉันเตะนายสักทีซิ...โทษฐานที่นายมากอดเมียฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต” “พี่ภัศร์คงจะไม่ได้คิดที่จะทำอย่างที่พูดใช่ไหมครับ ผมเป็นน้องชายของพี่นะ” “คาดโทษไว้ก่อนละกัน เพราะถึงจะเป็นน้องชายก็ไม่มีสิทธิที่จะมากอดพี่สะใภ้ โดยที่พี่ชายยังไม่ได้อนุญาตเข้าใจไหม” “หวงมากนะเนี่ย” ภูริเอ่ยแซวพี่ชาย เมธาวีหันไปมองปิยภัศร์เพื่อเป็นการเตือนเขาว่าเธอหิวแล้ว “จริงด้วยมัวแต่คุยกันเพลินผมเลยลืมว่าคุณกำลังหิว ป่านนี้เจ้าตัวเล็กของเราคงหิวจนตาลายแล้ว” “อย่าบอกนะว่าพี่ภัศร์กับตะวันกำลังจะมีลูกด้วยกัน” “ก็มันใช่นี่” “ถือเป็นข่าวดี...ยินดีด้วยนะคะ” “ขอบคุณครับ” “พี่ภัศร์คงจะดีใจมากเลยล่ะสิ” “แน่นอนอยู่แล้วแต่ตอนนี้เราเข้าไปคุยกันต่อที่ห้องอาหารดีกว่า เชิญ
พูดมาถึงตรงนี้เมธาวีก็ทำตาโตอย่างนึกขึ้นมาได้ ที่เขาบอกว่าเห็นเธอไปเลือกซื้อแหวนกับภูริน้องชายของเขา ทำให้หญิงสาวคาดคั้นเขา “คุณบอกว่าคุณเห็นฉันกับน้องชายของคุณไปเลือกซื้อแหวนด้วยกัน แล้วคุณไปทำอะไรที่นั่น” “ผมก็ไปทำธุระของผมน่ะสิ” หญิงสาวแบมือไปตรงหน้าเขา “ไหนล่ะคะแหวนของฉัน” “แหวนวงนี้ผมไปสั่งทำพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะ ผมพิถีพิถันมากทั้งออกแบบแหวนเองควบคุมการคัดเพชรเอง เพื่อให้แน่ใจว่าผมจะได้เพชรงามน้ำหนึ่งมาประดับแหวนให้คุณ นี่ไงคุณชอบไหม” เขาส่งกล่องแหวนให้เธอ หญิงสาวรับมาเปิดดู เธอพบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวสีชมพูเป็นเพชรเม็ดใหญ่ และเป็นเพชรน้ำหนึ่งอย่างที่เขาบอก “ชอบค่ะคุณจะไม่ใส่ให้ฉันเหรอคะ” เขาหยิบแหวนวงนั้นมาสวมนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนที่จะยกมือเรียวบางนั้นขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของตนเองอย่างบางเบา “ความจริงแล้วผมเลือกออกแบบไว้อีกวงหนึ่ง แต่ผมว่าแบบนั้นเพชรมันจะเล็กกว่าวงนี้ ผมก็เลยให้เขาทำแบบนี้แทน ตั้งใจไว้ว่าจะใช้แหวนวงนี้ขอคุณแต่งงานแต่มาเห็นภาพบาดตาซะก่อน” “ความผิดขอ
“คุณตกลงที่จะแต่งงานกับผมแล้วใช่ไหม ผมดีใจจังเลยดีใจจนอยากที่จะตะโกนออกมาดังๆ ที่คุณจะอยู่ที่นี่ต่อในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของผม” “โอ๊ย!! ปล่อยฉันก่อนค่ะ ฉันเวียนหัวไปหมดแล้วนะ” เขาหัวเราะพร้อมกับเลิกจับเธอเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบนั้น “ผมขอโทษ...คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า...หน้าคุณดูซีดจังเลย” “คุณสังเกตเห็นด้วยเหรอคะ” “เห็นสิผมสังเกตเห็นตั้งแต่คุณเดินเข้ามาในบ้านแล้ว” “แต่ก็ยังใจร้ายพูดไล่ฉันออกจากบ้านไปหน้าตาเฉยแบบไม่สะทกสะท้าน คุณคงจะเบื่อขี้หน้าฉันเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ” เธอพูดพร้อมกับค้อนเขา “ใครว่าที่จริงแล้วผมเสียใจมากเลยนะที่จะต้องคืนอิสระภาพให้คุณ แต่คุณตกลงรับปากแต่งงานกับผมแล้วนะ” “ค่ะแต่ว่า...” “ทำไมต้องมีแต่ด้วยล่ะตะวัน” “คุณฟังฉันให้จบก่อนได้ไหมคะ ฉันจะพูดว่าฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ แต่ว่าคุณต้องจัดพิธีแต่งงานของเราเร็วหน่อยนะคะ เพราะฉันกลัวว่าถ้าให้รอนานเกินไปจะใส่ชุดแต่งงานไม่ได้” “คุณหมายความว่ายังไง...นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าคุณกำลังตั
“ผู้ชายคนอื่นที่ไหน...ภูริเป็นน้องชายของผมนะครับป้าวรรณ” “ก็นั่นล่ะค่ะป้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคุณทำแบบนี้ทำไม” “เพื่อตะวัน ผมทำทุกอย่างเพื่อตะวัน ต่อไปนี้ผมจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเธอ ในเมื่อตะวันกับภูริรักกันผมจะจัดพิธีแต่งงานให้พวกเขาเอง” “คุณภัศร์ทราบได้ยังไงกันคะ ว่าคุณตะวันกับคุณภูรักกัน เธอเคยบอกคุณเหรอคะ” “ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอกเรื่องนี้กับผมหรอกครับ ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน และวันนี้ผมก็เห็นเขาไปเลือกซื้อแหวนแต่งงานด้วยกัน แถมยังกอดกันต่อหน้าต่อตาผม แล้วแบบนี้ป้าวรรณยังจะให้ผมขัดขวางความรักของพวกเขาอีกเหรอครับ การที่ผมตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่ผมไม่เสียใจ ที่จริงแล้วต้องบอกว่าผมหัวใจสลายถึงจะถูก และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไม่มีตะวันแล้วผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง” “ป้าว่ามันจะต้องมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น ทำไมคุณภัศร์ไม่ลองหันหน้าพูดคุยกับคุณตะวันล่ะคะ” “ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้วครับป้าวรรณ ผมให้อิสระเธอไปแล้วตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าตะวันจะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้เมื่อไรเท
“ผมรักคุณรับปากแต่งงานกับผมนะครับ” เธอมองแหวนวงนั้นมันสวยมากบอกถึงรสนิยมของคนเลือกได้เป็นอย่างดี “ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ” ชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ และหยิบแหวนวงนั้นสวมให้กับหญิงอันเป็นที่รักของเขาพร้อมกับยกมือของเธอขึ้นมาจูบ ภูริชวนญาดาไปพบพี่ชายของเขาและว่าที่พี่สะใภ้ที่บ้าน ญาดาเองรู้สึกประหม่าไม่น้อยที่จะต้องไปพบพี่ชายของเขา แต่ภูริจับมือของเธอไว้ตลอดเวลาราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจจากเขาไปสู่เธอนั่นเอง “ผมชักจะรู้สึกกลัวซะแล้วสิ ถ้าพี่ภัศร์เขาเข้าใจผมกับตะวันผิดเหมือนกับที่คุณเข้าใจจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่าครับ ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเรา จะตีกันตายไปข้างหนึ่งหรือยังก็ไม่รู้” “พี่ชายของคุณเคยลงไม้ลงมือกับผู้หญิงด้วยเหรอคะ” “ไม่หรอกครับผมหมายถึงตะวันต่างหาก ป่านนี้จะทุบพี่ผมช้ำไปทั้งตัวแล้วมั้ง โทษฐานที่เขาไม่เชื่อใจเธอเหมือนอย่างที่คุณเข้าใจผิดในตัวผม” เมื่อเมธาวีเดินเข้าไปในบ้านพบว่าปิยภัศร์นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกด้วยสีหน้าเงียบขรึม ท







