Masukเวลาผ่านไปสามชั่วโมง
แพรพรรณนอนพักฟื้นอยู่ในห้องส่วนตัวในโรงพยาบาล วิศรุตจัดการเลือกเป็นห้องส่วนตัวให้เธอพัก แต่แพรพรรณกลับไม่อยากเจอหน้าเขา เธอไล่ให้เขากลับอ้างว่าขอเวลาพักผ่อน วิศรุตเองก็จนใจจึงจำต้องถอยออกก่อน
หญิงสาวยังคงตั้งตัวไม่ทันกับเรื่องที่ได้ยิน ยังร้องไห้เพราะรู้สึกเสียใจระคนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่เธอก็ต้องสูญเสียชายหนุ่มคนรักไปอยู่ดี เมื่อหมอเข้ามาตรวจแต่คำพูดของเขากลับทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“ผมยินดีกับคุณแม่คนใหม่ด้วยนะครับ คุณท้องได้สิบหกสัปดาห์แล้วนะครับคนไข้”
แพรพรรณอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ผสมกับความตื่นเต้นและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน น้ำตาของคนเป็นแม่เริ่มคลอเบ้า เพราะหมอแจ้งให้ทราบว่าในตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของเขาอยู่
หมอพูดย้ำเสียงนุ่มพลางยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน “หลังจากพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณแม่ต้องการฝากครรภ์ติดต่อที่แผนกสูติด้านล่างเลยนะครับ”
“ต่อจากนี้คนไข้ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะครับ หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือกิจกรรมที่หักโหมจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบกับเด็กในครรภ์ได้” คุณหมอแนะนำอย่างใจ ทำให้แพรพรรณที่นั่งพิงพนักเตียงอยู่พยักหน้ารับก่อนจะตัดสินใจพูดขอร้องคุณหมอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ
“คุณหมอช่วยเก็บเรื่องที่ฉันท้องไว้เป็นความลับได้ไหมคะ คือฉันอยากเซอร์ไพรส์พ่อของลูกน่ะค่ะ"
เธอพูดยิ้ม ๆ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบท้องไปด้วย คุณหมอเองก็มองยิ้มอย่างยินดี คนไข้คงดีใจมาถึงอยากให้สามีเซอร์ไพรส์เหมือนกัน
“ครับ ยินดีครับ”
“ขอบคุณค่ะ คุณหมอ”
แพรพรรณยกมือไหว้ พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ แน่นอนว่าเธอไม่คิดจะบอกวิศรุตแม้แต่น้อย เธอไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายไปมากกว่านี้แค่นี้เธอก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้ว
วิศรุตเดินทางเข้ามารับตัวแฟนสาวในไม่ช้า ไม่มีเวลาให้แพรเตรียมตัวเพื่อหนีห่างจากเขา ดูเหมือนว่าวิศรุตจะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการหลบหน้าอยู่เรื่อยไปก็ตาม สี่เดือนก่อนหน้านี้เขาตามหาเธอแทบคลั่ง แต่ไม่เคยเจอตัวหญิงสาวสักที วันนี้วิศรุตจะพลาดไม่ได้ เขารับเธอกลับไปที่คอนโดของตัวเอง แม้ว่าแพรจะไม่ยินยอม
รถยนต์คันหรูเลียบเข้ามาจอดใต้ตึก ชายหนุ่มกดลิฟต์เพื่อรอชั้นของตัวเอง เขาเอ่ยปากออกมาหลังจากแตะปุ่มรหัสล็อกห้องเรียบร้อย
“จำห้องของเราได้ไหมแพร ห้องที่คุณกับผมเคยรักกัน เรามีความสุขกันมากจนกระทั่งคุณหนีหายจากผมไปหลายเดือน” น้ำเสียงของเขามีความน้อยใจอยู่หลายส่วน
เขาวางเสื้อสูทลงพาดกับเก้าอี้ในห้อง ก่อนจะถอดเสื้อเชิ้ตตัวในออกหลังจากนั้น แพรมองเขาอย่างหวาดหวั่น พร้อมกับก้มมองหน้าท้องของตัวเอง ภาวนาให้เขาไม่ทำอะไรอย่างที่ใจคิด
“แต่คุณกำลังจะแต่งงานกับศศินะคะ อย่าทำแบบนี้เลยค่ะรุต ปล่อยแพรไปเถอะนะ”
“คุณฟังผมก่อนนะแพร” วิศรุตเข้ามาจับมือคนรัก
“ผมไม่ได้รักศศิ และไม่เคยคิดอะไรเกินไปกว่าน้องสาวของคุณ ที่เห็นวันนั้นผมไม่รู้เรื่อง ผมถูกใส่ร้าย คนพวกนั้นวางแผนคุณก็รู้”
น้ำเสียงกึ่งอ้อนวอนขอร้องคนรักให้เชื่อใจกัน แพรพรรณกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอพยายามบิดข้อมือหนีและหันหลังให้เขาพยายามข่มใจตนเองไม่ให้เข้าไปกอดคนตรงหน้า
“ไม่ว่าจะเป็นยังไงเรื่องมันก็เกิดขึ้นมาแล้วค่ะรุต มีหนทางเดียวคือต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา เต็มไปด้วยความพยายามจะเปล่งถ้อยคำที่ฝืนใจออกมา เพราะในใจของเธอก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานใช่ว่าจะตัดกันได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
ชายหนุ่มที่ยืนฟังเงียบ ๆ หน้าตาเริ่มมืดครึ้มลงทุกขณะ อารมณ์เดือดดาลภายในปะทุขึ้นจนแทบสะกดไม่อยู่ คิ้วหนาขมวดแน่น กรามแข็งขบกันจนเป็นสัน เส้นเลือดขมับเต้นตุบ ๆ อย่างน่ากลัว เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ แต่มันยากเหลือเกิน…ยากเหลือเกินที่จะเข้าใจว่า เหตุใดผู้หญิงที่เขารักถึงได้ยอมคนพวกนั้นอยู่ร่ำไป และในขณะที่เขาพร้อมจะสู้ไปด้วยกัน เธอกลับเลือกที่จะผลักไสเขาไปอยู่ข้างผู้หญิงคนนั้นแทน
“ไม่มีทางเสียหรอก! ผมรักคุณนะแพร ผมซื่อสัตย์กับคุณมาตลอด คอยอยู่เคียงข้างคุณ โอบกอดคุณ และก็พร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน ผมไม่เข้าใจผมทำเพื่อคุณขนาดนี้ ทำไมคุณถึงไม่สู้ไปกับผม!"
พูดจบก็เดินเข้าไปรวบร่างบางเข้ามากอดให้หายคิดถึงแต่ใครจะรู้ว่าแพรพรรณพยายามดิ้นรนขัดขืนออกจากอ้อมกอดของเขาราวกับรังเกียจ
“ทำไมล่ะแพร คนพวกนั้นสอนให้คุณรังเกียจผัวอย่างผมด้วยหรือไง” วิศรุตกล่าวเสียงพร่ากลิ่นหอม ๆ ที่คุ้นเคยจากคนตัวนุ่มในอ้อมกอดทำเอาอารมณ์ที่เต็มไปด้วยโทสะเมื่อกี้คลายลงไปมาก อาจเพราะความคิดถึงและการห่างหายไปนานจากเรื่องเซ็กส์ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว
“มะ..ไม่ใช่นะ ..”
หญิงสาวยังไม่ทันพูดให้จบดี วิศรุตก็จู่โจมริมฝีปากของหญิงสาวอย่างเร่าร้อน โดยที่เธอยังไม่ทันตั้งตัว รสสัมผัสของเขาช่างเย้ายวนและหอมหวานมากมายเหมือนเมื่อก่อน และเป็นสิ่งเดียวที่แพรสัมผัสมาตลอด ความรักที่เธอมีให้กับเขายังเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแค่ตอนนี้เธอเลือกที่จะอยากหนีไปให้ไกลจากเขามากกว่า เธอคิดว่าหากรังรองและศศิรู้ว่าเธอท้องเธอคงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขแน่ ๆ
วิศรุตถอนริมฝีปากนุ่มออกจากความยืดหยุ่นที่น่าเย้ายวนของหญิงสาวเวลานี้แม้อยากห้ามใจก็ทำไม่ได้ เขาประคองเธอลงบนเตียงนอน พร้อมกับทาบทับร่างใหญ่บนร่างของเธอ
“ยะ..อย่านะรุต แพรทำแบบนี้ไม่ได้” เธอห้ามเขา แต่ความร้อนรุ่มเข้าครอบงำทั้งร่างกายและจิตใจเขาเต็มที แพรพรรณร้องขอเหมือนคนต้องการความเมตตา แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรรอบกายเลย นอกจากความต้องการที่จะครอบครองร่างบางตรงหน้า
“คุณห้ามผมไม่ได้หรอกแพร คุณทำให้ผมคลั่ง รู้ไหมผมโกรธแค่ไหนที่คุณหายไป วันนี้ผมจะไม่ยอมให้คุณไปจากผมอีกแล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาว ก่อนที่ฝังจมูกลงไปบนซอกคอขาวเนียนนั่นอีกครั้ง และไม่ยอมให้อะไรมาขวางกั้นความปรารถนาได้อีก แพรได้แต่หลั่งน้ำตาออกมากลัวลูกในท้องจะได้รับความกระทบกระเทือน
“ได้โปรดเถอะค่ะรุต แพรนอนกับคุณได้แต่คุณช่วยอ่อนโยนกับแพรได้ไหมคะ” เธอพูดอ้อนวอนทั้งน้ำเสียงและสายตาก่อนจะเป็นฝ่ายจูบเขาอย่างอ่อนโยน เป็นการสื่อสารทางกายให้เขาได้รับรู้
ซึ่งการกระทำของหญิงสาวทำให้วิศรุตโอนอ่อนตาม แม้ความโกรธเคืองจะมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่แรงกระแทกที่เขาใช้กับหญิงสาวนั้นเบาดุจปุยนุ่น แต่ยังเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและความปรารถนาแรงกล้าของจิตใต้สำนึกแห่งความรัก
“ผมยินดีทำตามที่คุณขอครับที่รัก”
เมื่อวิศรุตยอมในคำขอจากนั้นแพรพรรณก็เป็นฝ่ายพลิกตัวขึ้นมาอยู่บนร่างแกร่ง หญิงสาวรู้ว่าจะทำยังไงให้เขาพอใจ เธอโยกคลึงจุดซ่อนเร้นที่เขาชื่นชอบ แพรเลือกที่จะทำเองมากกว่าเพราะควบคุมความรุนแรงและความคลุ้มคลั่งในรักของวิศรุตได้ดีกว่ามาก
“อ่าห์..” ทั้งเขาและเธอร้องครางใส่กันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ จนกระทั่งทั้งคู่สำลักความสุขให้กันในเวลาต่อมา…
“คุณยังน่ารักเหมือนเดิมนะครับแพร คุณรู้ไหมว่าผมรักคุณมากนะ” เขากระซิบข้างหูเธอพร้อมกับพรมจูบอย่างคนที่รอคอยมานาน
“แพรรู้ค่ะ แต่อยากบอกคุณว่าแพรไม่ค่อยสบาย ให้แพรพักเถอะนะคะ”
เขาพยักหน้าก่อนจะโอบกอดหญิงสาวเอาไว้แนบอก ทั้งคู่นอนหลับไปพร้อมกันเพราะความเพลียจากการร่วมรัก เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนสายของอีกวัน แพรพรรณยังอยู่บนเตียงของเขา เธอเห็นวิศรุตนอนหลับอยู่ข้างกาย เขาไม่เคยทิ้งเธอไปไหนเลยตั้งแต่วันแรกที่คบกันจนถึงวันนี้ มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่เหมือนจะทำใจร้ายใจดำกับเขาได้ทุกที แพรลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา เธออาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะจากลาเขาไปอีกที และครั้งนี้เธอสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่ให้ชายหนุ่มพบเจอกับตัวเองอีกแล้ว
“ลาก่อนค่ะรุต เราคงมีวาสนาต่อกันเพียงเท่านี้”
“พี่นิดหน่อย!”“ป้านิดหน่อย!”สองเสียงเล็กและใหญ่ดังเกือบพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่แม่ลูกจะพากันวิ่งตรงเข้าไปหานิดหน่อย ซึ่งถูกเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้เช่นกัน“พี่นิดหน่อยมาได้ไงคะ ละ…แล้วนั่น พี่นิดหน่อยท้องเหรอคะ?”แพรพรรณร้องถามเสียงสูง ทั้งดีใจที่เห็นคนซึ่งเธอเคารพไม่ต่างจากพี่สาวมาหา แต่พอได้มองใกล้ ๆ เห็นหน้าท้องที่นูนชัด ก็ทำเอาดวงตาเธอเบิกกว้างแทบถลน"สวัสดีป้านิดจ้า น้องขวัญคิดถึงจัง"เจ้าหญิงตัวน้อยวิ่งปรี่มากอดขานิดหน่อยแน่นด้วยความคิดถึง ยังไม่ทันที่นิดหน่อยจะก้มลงคุยกับหลานสาว คนเป็นสามีก็ขยับเข้ามาอุ้มพาขวัญขึ้นแทน เพราะเกรงว่าภรรยาก้มตัวแล้วจะอึดอัด“สวัสดีจ้ะคุณลุงธนินทร์” พาขวัญเอ่ยอย่างสนิทสนม ไม่ได้ตกใจเลยที่ถูกอุ้ม เพราะเธอรักและคุ้นเคยกับชายคนนี้ไม่แพ้ป้านิดหน่อยเลย ตอนที่แม่พาไปเชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ ตอนที่แม่ไปเยี่ยมป้านิดที่ทำงาน"เด็กดี เดี๋ยวลุงอุ้มนะลูก ป้านิดหน่อยมีน้องในท้อง อุ้มหนู
"เอาละครับ ตอนนี้พร้อมแล้ว หมอจะเปิดผ้าแล้วนะครับ"เสียงคุณหมอวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างใจดี และในตอนนั้นเองคนที่อยู่ในชุดผู้ป่วยก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมกันเอาไว้ข้างนึงพร้อมด้วยฝ่ามือเล็ก ๆ ของลูกสาวที่จับมือเธอเอาไว้อีกข้างก็ทำเอาเธออุ่นซ่านในใจ"แม่จ๋า แม่ไม่ต้องตื่นเต้นนะจ๊ะ เดี่ยวแม่ก็จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้วน้า เย้ ๆ แม่จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้ว " เสียงเด็กน้อยที่พูดอยู่ข้าง ๆ แลดูตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นแม่เสียอีก ทำเอาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อทั้งเจ้าสัวไพบูลย์ ทั้งคุณหญิงอาภาและป้าแป้นต่างก็พากันยิ้มออกมา ส่วนคนเป็นพ่อเองนั้นก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้คนป่วยเลยเหมือนกันในที่สุดดวงตาของเธอก็จะได้มองเห็นอีกครั้งนึงแล้ว "เรียบร้อยแล้วครับ ค่อย ๆ ลืมตานะครับ" คุณหมอพูดหลังจากที่เอาผ้าออกจากดวงตาของหญิงสาวทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณหมอค่อย ๆ เอาผ้าปิดตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างของแพรพรรณ ความมืดที่เธอคุ้นชินมาตลอดช่วงพักรักษาตัวก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย
“ขออนุญาตคร๊าบ~ ท่านประธาน”เสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงลากยาวที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจขัดจังหวะ ทำเอาวิศรุตถึงกับจิ๊ปากออกมาอย่างหงุดหงิด“เข้ามา”วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับปล่อยมือจากหญิงสาว แพรพรรณรีบจัดเสื้อผ้าแล้วขยับไปนั่งห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอาย แต่ก็ไม่พ้นสายตาของปรินทร์ที่มองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ แต่พอดีมีงานด่วนเข้ามาน่ะคร๊าบบ~” น้ำเสียงที่ยังคงลากยาวแซว ๆ ทำเอาแพรพรรณขัดเขินไม่น้อย ส่วนวิศรุตที่เห็นท่าทางของลูกน้องก็ถลึงตาใส่ ปรินทร์ที่เห็นก็สะดุ้ง รีบหุบยิ้มแล้วยกแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ทันที“โอ๊ะ! เจ้านายครับ นี่ครับ ผมตรวจสอบทุกแฟ้มอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยนะครับ!”ปรินทร์พูดจบก็รีบหมุนตัวจะเดินออกไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้านายตัวเองที่ยังไม่หายขัดใจจากการถูกขัดจังหวะ‘แต่กระผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะครับ งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปสวีทกันต่อที่บ้านนะครับท่านป
พ่อของเธอแม้จะเคยดื้อรั้นและหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้กลับยินยอมรับความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าหากไม่รับ สิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตอาจสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา และอย่างน้อยเขายังพอเหลือมรดกไว้ให้ลูกสาวและหลานสาวได้ใช้เป็นหลักประกันในวันข้างหน้าส่วนเรื่องของเธอกับวิศรุต แม้ว่าเขาจะพาเธอเข้ามาอยู่ในฐานะแม่ของลูกและพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่แล้วยังจะให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาแต่เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลจะให้มาจมปลักอยู่กับคนตาบอดแบบเธอได้ยังไง ถึงแม้ว่าเธอเต็มใจยอมมาอยู่ด้วยกับเขาแต่เธอก็มาในฐานะแม่ของลูกเขา หากอนาคตข้างหน้าลูกเรื่องมากกว่านี้วันหนึ่ง จะมีผู้หญิงที่พร้อมที่เพียบพร้อมสามารถเดินคู่กับเขาอย่างเชิดหน้าชูตาได้ และเธอคิดว่าวันนั้นลูกเธอก็คงจะเข้าใจและนั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพรพรรณใจแข็ง และปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสกับเขาทางด้านของวิศรุตเขานั่งพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูห้องน้ำ ไอแพดในมือยังเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อโรงพยาบาลชั้นนำจากต่างป
“ถ้าทะเลาะกันแบบนี้ แม่ไม่กินข้าวจริง ๆ ด้วย”เท่านั้นแหละ ทุกอย่างเงียบสนิท สองพ่อลูกหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน ใบหน้าหงอยเป็นลูกหมาพร้อมใจกันหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากตนเองทันที ทำเอาเจ้าสัวไพบูลย์และคุณหญิงอาภาถึงกับหัวเราะลงคอด้วยความชอบใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้ ใครใหญ่ที่สุดจากนั้นแพรพรรณก็เริ่มทานอาหาร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถตักอาหารได้แต่อาหารที่เธอชอบก็มาอยู่วันจานเธออยู่ตลอดไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใครนอกจากคนเป็นเจ้าของบ้านและลูกสาวของเธอ วิศรุตคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง ไม่เพียงแค่ตักอาหารเท่านั้นเขายังใช้ทิชชูซับมุมปากเธอเมื่อเห็นว่ามีอะไรเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาลูกสาวที่นั่งมองอยู่ทำหน้าตูม มองค้อนใส่พ่อทันทีเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคุณพ่อแย่งหน้าที่ของเธอไปอีกแล้วไงล่ะ!หลังจากจบมื้ออาหาร ก็เป็นดั่งทุกครั้ง เมื่อวิศรุตอุ้มแพรพรรณทันทีเพื่อพาเธอไปยังห้องนอนของพวกเขา โดยมีลูกสาววิ่งดุ๊กดิ๊กตามไปไม่ห่าง“อ๊ะ! รุต ปล่อยแพรนะคะ แพรจะเดินเอง” เสียงหวานเอ่ยค้านขึ้นทันทีที่ร่างบางถูกอุ้มลอ
เธอจ้องไปยังแม่ของเธอ คนที่เธอเฝ้ารอ ร้องไห้ด้วยความคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้กำลังกอดเด็กที่นั่งตักตัวเองอยู่ และยังมีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่ แต่ก็ปวดใจที่แม่ไม่มองเธอเลย น้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้แปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่น้อยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและโกรธคนเป็นแม่ เธอมองแม่ด้วยความน้อยใจ'แม่ลืมหนูแล้วเหรอ? ทำไมแม่ถึงกอดคนอื่น ไม่มองหนูเลย?'พอวิศรุตเห็นลูกสาวเสียใจที่ผู้เป็นแม่กอดเด็กคนอื่น เขาก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกทันที มือใหญ่อบอุ่นลูบผมลูกเบา ๆ ก่อนจะกระซิบอย่างอ่อนโยนตรงข้างหู“ชู่ว...ไม่ร้องนะคนเก่งของพ่อ หนูดูเงียบ ๆ ก่อนนะลูก ดูแม่ก่อน แล้วเราค่อยไปหาแม่ด้วยกัน เข้าใจไหมครับ”พาขวัญพยักหน้าทั้งน้ำตา กอดคอพ่อแน่นแล้วมองผู้เป็นแม่ตรงหน้าขณะนั้นเอง ครูบัวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หวังจะมาตามเด็ก ๆ ไปทานอาหารที่มีผู้ใจบุญมามอบให้ ทว่าเมื่อสายตาเธอปะทะเข้ากับภาพตรงหน้าสองพ่อลูกที่ยืนกอดกันอยู่ ดวงตาของเด็กน้อยแ







