LOGINตอนที่ 9 มารับ
หลังแผ่นหลังบอบบางของเต้าหู้ที่เพิ่งลับสายตาไปคือสิ่งสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์ในตัวเขาไว้ เมื่อไร้ซึ่งเงาของคนตัวเล็ก จิตวิญญาณส่วนที่ดำมืดที่สุดก็ตื่นขึ้นมาแทนที่ เขาก้าวฉับๆ เข้าไปในโซนวีไอพีชั้นใต้ดินที่แสงไฟสลัวราง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาว เริ่มแตะจมูก ลูกน้องสองคนที่ยืนคุมอยู่หน้าประตูเหล็กบานหนาต่างรีบก้มหัวต่ำจนคางชิดอก ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากร่างสูง “มันยังเหลือลิ้นไว้พูดไหม?” คณินถามเสียงเรียบแต่น่าขนลุก มือหนาถอดเสื้อสูทราคาแพงส่งให้ลูกน้องพลางพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นอย่างใจเย็น เผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดนูนตามลำแขนแกร่ง เมื่อประตูเหล็กถูกผลักออก กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันที ใจกลางห้องที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวสั่นไหว ร่างของชายผู้โชคร้ายถูกตรึงอยู่กับเก้าอี้เหล็ก สภาพสะบักสะบอมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ คณินเดินเข้าไปหยุดตรงหน้า หยิบมีดพกใบสั้นที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องมือขึ้นมาหมุนเล่น แสงไฟสะท้อนคมมีดเข้ากับนัยน์ตาคมกริบที่บัดนี้ไร้แววของ "พี่คณิน" ผู้แสนใจดีโดยสิ้นเชิง “กูเลี้ยงทำไมมึงถึงจำไม่ได้ว่าใครคือเจ้าชีวิตมึง?” เขากระชากผมของมันให้แหงนขึ้น ก่อนจะกดปลายมีดลงที่มุมปากอย่างช้า ๆ แรงกดนั้นสม่ำเสมอจนเลือดสีข้นเริ่มรินไหลออกมาตามใบมีด เสียงกรีดร้องที่ดังแว่วออกมาจากลำคอที่แห้งผากของคนทรยศไม่ได้ทำให้คณินสะทกสะท้าน เขากลับยิ้มที่มุมปาก... เป็นยิ้มที่ชวนให้สั่นประสาทถึงขั้วหัวใจ “มึงชอบส่งข่าวให้พวกมันนักใช่ไหม? งั้นกูจะสงเคราะห์ให้... มึงจะได้ไม่ต้องพูดอะไรให้ใครฟังอีกตลอดกาล”คณินไม่ได้ลงมือรวดเดียวให้ตาย แต่เขากลับเริ่มเลาะความทะเยอทะยานของมันออกทีละชิ้นอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ เสียงเนื้อที่ถูกกรีดและเสียงกระดูกที่ลั่นเปรี๊ยะผสมปนเปไปกับเสียงอ้อนวอนขอชีวิตที่ไร้ความหมาย คณินโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของคนที่กำลังรวยริน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและหนักแน่น “จำไว้... ในโลกของกู ไม่มีที่ยืนให้คนทรยศ และความตาย... ยังถือว่าปรานีเกินไปสำหรับมึง” เขาทิ้งมีดที่เปื้อนเลือดลงบนพื้นเสียงดัง เคร้ง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดคราบเลือดบนหลังมืออย่างบรรจง สายตาที่มองซากร่างตรงหน้าไม่ได้มีความโกรธแค้นเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าสิ่งใด คณินหมุนตัวเดินออกจากห้องทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่ถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายของความตาย โดยไม่ลืมสั่งทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จัดการซากมันซะ อย่าให้เหลือ” เมื่อจัดการธุระจนเสร็จสิ้น คณินกลับขึ้นมายังห้องพักส่วนตัวเพียงลำพัง เขาเปิดขวดเหล้าราคาแพงแล้วรินใส่แก้วทรงเตี้ยด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาเปิดหน้าต่างแชทของคนตัวเล็กที่เขาเพิ่งบันทึกรายชื่อไว้ ‘ถึงบ้านหรือยัง?’ เขาพิมพ์ข้อความทิ้งไว้ แต่กลับยังไม่กดส่ง ความต้องการที่จะได้ยินเสียงหวานปนพยศนั่นมีมากกว่าการนั่งรอตัวอักษรตอบกลับ เขาจึงตัดสินใจกดโทรออกทันที ด้านเต้าหู้ที่เดินหน้าบึ้งตึงเข้าบ้านมาด้วยความหงุดหงิดระคนสับสน สมองของเขาทำงานหนักซ้ำไปซ้ำมากับคำพูดและสัมผัสของผู้ชายคนนั้นอย่างไม่รู้จบ “นี่เราไปมีอะไรกับคนพรรค์นั้นได้ยังไงกันนะ...” เขาพึมพำกับตัวเองขณะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอน ทว่าความเงียบในห้องกลับถูกทำลายลงด้วยแรงสั่นสะเทือนของโทรศัพท์ในมือ ชื่อที่ปรากฏเด่นหราบนหน้าจอทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งที [คณิน] “ถึงบ้านเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เต้าหู้กดรับ น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่งทว่ากลับทรงพลังอย่างประหลาด “จะถึงหรือไม่ถึงมันก็เรื่องของผม ทำไมผมต้องคอยรายงานด้วย?” เต้าหู้ตอกกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด พยายามแสดงออกว่าเขาไม่ได้แยแสคนปลายสายเลยสักนิด ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจนน่าขนลุก “เฮียบอกแล้วใช่ไหมว่าให้แทนตัวเองว่าหนู... ต้องให้เฮียย้ำอีกกี่ครั้งถึงจะจำใส่สมองครับ?” เต้าหู้กัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ก่อนจะสวนกลับทันควัน “ไม่พูดครับ! ผมสะดวกเรียกแบบนี้ ใครจะทำไม?” คณินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ คล้ายจะนึกเอ็นดูในความดื้อรั้นนั่น “โอเคครับ ไม่เป็นไร... งั้นพรุ่งนี้เฮียจะไปรับที่มหาวิทยาลัยนะ” “ไม่ต้องมา! ผมกลับเองได้ ผมโตแล้วไม่ใช่เด็กอนุบาล! อีกอย่างเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่มีความจำเป็นต้องมารับมาส่งกันทั้งนั้น!” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังแว่วมาอีกครั้งก่อนที่สัญญาณจะถูกตัดไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้เต้าหู้ยืนกำโทรศัพท์แน่นด้วยความร้อนรุ่มที่ลุกโชนอยู่ในอก เขาไม่ได้รู้สึกชนะเลยสักนิด กลับรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมมากขึ้นเรื่อยๆ . . . คืนนั้น... ท่ามกลางบรรยากาศอวลไปด้วยกลิ่นอายของราคะ ความสลัวของแสงสีม่วงแดงที่แผ่ซ่านภายในห้องรับรองพิเศษ สาดส่องกระทบผิวกายขาวนวลของเหล่าบรรดาหญิงสาวที่มามอบความสำราญให้กับชายเพียงผู้เดียว คณิน นั่งเอนหลังพิงโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้ม สองมือแกร่งที่เคยสัมผัสกับอะไรต่อมิอะไรมามากมายกลับวางนิ่งทิ้งไว้อย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวสวยของหญิงสาวสี่ห้าคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังได้ลูบไล้ สัมผัสไปตามแผงอก ลำแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึง และใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินอ่อนนั้น แม้เสียงดนตรีจะแผ่วเบา และเสียงหัวเราะต่อกระซิบอย่างมีความสุขของสาว ๆ จะคลอเคลียไปทั่วห้อง แต่ทว่า... นัยน์ตาคมกริบของคณินกลับดูว่างเปล่า ไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เย็นชา และเฉยเมยต่อการปรนนิบัติที่ดูพยายามเรียกร้องความสนใจจากเขาเหล่านั้น ทำให้เหล่าหญิงสาวรอบกายต้องลอบสบตากันด้วยความกังวล “คิดถึงเด็กคนนั้นอีกแล้วเหรอคะ...เฮีย” หญิงสาวคนหนึ่ง กระซิบชิดใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดตรงใบหู ทำให้เขาเผลอขมวดคิ้วเล็กน้อย “หุบปากซะ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด น้ำเสียงที่เย็นชาจนทำให้หญิงสาวคนนั้นถึงกับสะดุ้งตัวเล็กน้อย และรีบถอยกลับไปนั่งที่เดิมทันที คณินยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเพื่อดับความว้าวุ่นในใจ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราวแต่ภาพของลูกแมวตัวนั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หาย… . . . ในขณะเดียวกันที่บ้านไม้หลังเดิม เต้าหู้นอนพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้างอย่างกระสับกระส่าย จะขยับตัวไปทางไหนก็รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย ทั้งที่เปิดพัดลมจนสุดแรงแต่ความร้อนในใจกลับไม่จางหายไป “คนบ้าอะไร ทั้งเจ้าชู้ ทั้งบงการ เผด็จการที่สุด... ทำไมต้องมายุ่งกับเราไม่เลิกด้วยนะ” เขาถอนหายใจยาวเหยียดแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิดหัว พยายามจะข่มตาหลับเพื่อหนีจากโลกที่แสนวุ่นวายนี้ “เมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากคนแบบนี้ไปได้สักที...” แต่ลึกๆ ในใจเขากลับรู้ดี... ว่าสำหรับผู้ชายที่ชื่อคณิน เมื่อเขาตัดสินใจจะครอบครองสิ่งใดแล้วหลุดพ้นนั้นไม่มีอยู่จริง และเขากำลังจะต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอนตอนที่ 10 บนรถ 🔥🔞แสงแดดอ่อนในยามเช้าทอแสงลงมายังกลุ่มนักศึกษาที่นั่งล้อมวงหัวเราะร่าริมระเบียงคณะ เต้าหู้พยายามปั้นหน้ายิ้ม แสร้งหัวเราะไปกับมุกตลกของเพื่อนเรื่องอาจารย์ประจำวิชา ทว่าในใจกลับว้าวุ่นกระวนกระวายจนต้องแกล้งเอ่ยถามออกไปอย่างหยั่งเชิง“สมมุตินะเว้ย... ถ้ามีคนตามตื๊อเราไม่เลิกแบบคุกคามนิด ๆ พวกมึงจะมีวิธีปฏิเสธยังไงให้เด็ดขาดบ้างวะ?”“หือ? ถามแบบนี้แสดงว่ามีแฟนแล้วใช่ไหม หรือมีหนุ่มที่ไหนมาตามจีบกันแน่บอกมาซะดี ๆ” เพื่อนคนหนึ่งหันมาแซวทันควันพร้อมสายตาจับผิด“ไม่มี๊! จะไปมีได้ยังไงเล่า!” เต้าหู้รีบปฏิเสธเสียงสูงจนผิดปกติ ใบหน้าเนียนขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ ท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากเพื่อนในกลุ่มที่พากันล้อเลียนอย่างสนุกสนานเมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงเวลาเลิกเรียน ทั้งห้าคนเดินลงมาจากอาคารเรียนเตรียมจะแยกย้าย เดิมทีกลุ่มเพื่อนอาสาจะไปส่งเต้าหู้ที่บ้านจู่ ๆ ทุกคนกลับมีธุระด่วนกะทันหันอย่างน่าประหลาด จนสุดท้ายเต้าหู้จึงต้องเดินปลีกตัวออกมาเพียงลำพังเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถทว่าที่ตรงนั้น... รถ SUV คันหรูสีดำขลับที่แสนคุ้นตาจอดนิ่งสนิทอยู่ก่อนแล้ว
ตอนที่ 9 มารับหลังแผ่นหลังบอบบางของเต้าหู้ที่เพิ่งลับสายตาไปคือสิ่งสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์ในตัวเขาไว้ เมื่อไร้ซึ่งเงาของคนตัวเล็ก จิตวิญญาณส่วนที่ดำมืดที่สุดก็ตื่นขึ้นมาแทนที่เขาก้าวฉับๆ เข้าไปในโซนวีไอพีชั้นใต้ดินที่แสงไฟสลัวราง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาว เริ่มแตะจมูก ลูกน้องสองคนที่ยืนคุมอยู่หน้าประตูเหล็กบานหนาต่างรีบก้มหัวต่ำจนคางชิดอก ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากร่างสูง“มันยังเหลือลิ้นไว้พูดไหม?”คณินถามเสียงเรียบแต่น่าขนลุก มือหนาถอดเสื้อสูทราคาแพงส่งให้ลูกน้องพลางพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นอย่างใจเย็น เผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดนูนตามลำแขนแกร่ง เมื่อประตูเหล็กถูกผลักออก กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันทีใจกลางห้องที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวสั่นไหว ร่างของชายผู้โชคร้ายถูกตรึงอยู่กับเก้าอี้เหล็ก สภาพสะบักสะบอมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ คณินเดินเข้าไปหยุดตรงหน้า หยิบมีดพกใบสั้นที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องมือขึ้นมาหมุนเล่น แสงไฟสะท้อนคมมีดเข้ากับนัยน์ตาคมกริบที่บัดนี้ไร้แววของ "พี่คณิน" ผู้แสนใจดีโดยสิ้นเชิง“กูเลี้ยงทำไมมึงถึงจำไ
ตอนที่ 8 เจรจาเต้าหู้ไม่รอช้า เขาพุ่งตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวกว้าง แววตากลมโตสั่นระริกไปด้วยความโกรธจัดก่อนจะแผดเสียงใส่ด้วยความเหลืออดให้กับคนตรงหน้านี้“เฮียต้องการอะไรจากผมกันแน่! ตามไปเฝ้าที่มหาลัย ตามเหมาน้ำเต้าหู้ที่บ้านทุกวันแบบนี้เพื่ออะไรครับ!”คณินปรายตามองใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ เขาสูบบุหรี่เข้าปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดับมันลงในถาดเขี่ยบุหรี่อย่างใจเย็น กิริยาทุกอย่างราบเรียบจนน่าโมโหก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ชัดเจนทุกถ้อยคำ“ก็ไปเฝ้าเมีย”คำตอบสั้น ๆ นั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์มหึมาที่เหวี่ยงเข้าใส่กลางอกจนเต้าหู้รู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกึก เขาชะงักไปชั่วครู่ด้วยความอึ้ง ก่อนจะเรียกสติแล้วแผดเสียงกลับไปอย่างเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม“เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันเฮีย! ผมไม่ใช่เมียเฮีย!”“ทำไมหนูจะไม่ใช่...” คณินเอียงคอเล็กน้อย แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่มด้วยท่าทางกวนประสาทอย่างถึงที่สุด “ในเมื่อเราได้เสียกันแล้ว จะให้เฮียเรียกหนูว่าอะไร? หรืออยากให้เร
ตอนที่ 7 เฝ้าเมียแสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายค่อย ๆ ผ่อนแรงลง ทิ้งไว้เพียงไออุ่นรำไรที่ลอดผ่านพุ่มใบของต้นไม้ใหญ่ริมทาง รถยนต์คันหรูสีดำขลับที่จอดสนิทอยู่ริมฟุตบาทดูโดดเด่นและเคร่งขรึม ภายในห้องโดยสารที่ถูกปรับอุณหภูมิไว้จนเย็นฉ่ำ คณินนั่งพิงพนักเบาะด้วยท่วงท่าสง่างาม นัยน์ตาคมเข้มภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีเข้มยังคงจับจ้องไปยังแผ่นหลังบางที่เพิ่งเดินหายเข้าไปในร้านเค้กเล็กๆ ข้างมหาวิทยาลัยอย่างไม่วางตาเขาลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบา คล้ายกำลังชั่งใจกับความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในอก ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรถแล้วก้าวลงมา ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงพาเขามุ่งตรงไปยังจุดหมายโดยไร้ซึ่งความลังเลวินาทีที่ก้าวเท้าเข้าไปภายในร้าน กลิ่นหอมหวานของแป้งและเนยสดก็โชยมาปะทะจมูก บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสดใส เต้าหู้กำลังหัวเราะต่อกระซิกกับกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข มือเล็กถือช้อนคันสั้นเตรียมจะจัดการกับเค้กมะพร้าวอ่อนตรงหน้า ทว่าเสียงกระดิ่งที่ประตูร้านกลับดึงความสนใจให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมองและในจังหวะนั้นเอง... โลกทั้งใบของเต้าหู้ก็เหมือนจะหยุดหมุน ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทที่แสนคุ้นตา
ตอนที่ 6 เหมาน้ำเต้าหู้ แสงแดดอ่อนละมุนยามเช้าทอแสงลงมากระทบกับผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ตัวโปรดของม๊า กลิ่นหอมละมุนที่เป็นเอกลักษณ์ของน้ำเต้าหู้ต้มสดใหม่ลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วบริเวณหน้าบ้าน ผสมผสานกับไอความร้อนจากเตาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เต้าหู้ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงผ้าขายาวใส่สบาย ยืนพิงเสาไม้เก่า ๆ หน้าบ้าน สายตาเหม่อมองเตี่ยที่กำลังบรรจุบรรจงแพ็กปาท่องโก๋ใส่ถุงด้วยความคล่องแคล่วและชำนาญ ผ่านมาสามวันเต็มแล้วที่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น... มีใครบางคนมาเหมาน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋จนเกลี้ยงร้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ในคราแรกเต้าหู้ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร หนำซ้ำยังนึกขำอยู่ในใจว่าสูตรเด็ดของที่บ้านคงจะถูกปากใครเข้าอย่างจังจนถึงขั้นต้องผูกขาดกันขนาดนี้ “เตี่ย ทำไมวันนี้เก็บร้านเร็วจังครับ?” เต้าหู้เอียงคอถามด้วยความฉงน ขณะที่ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย เตี่ยที่กำลังคลายปมผ้ากันเปื้อนถอนหายใจออกมาเบาๆ ทว่าใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง “มีคนมาเหมาหมดร้านอีกแล้วลูก วันนี้ก็วันที่สามเข้าไปแล้วนะ มาต
บทที่ 5 ตามสืบท่ามกลางความเงียบสงัดของเช้าวันใหม่ มีเพียงเสียงนกกระจิบตัวน้อยที่ส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดอ่อนรำไรทอแสงผ่านม่านสีขาวสะอาดตกลงบนผ้าห่มผืนหนา ร่างเล็กที่ซุกตัวอยู่ใต้กองผ้าขยับกายอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกหนักอึ้งที่เปลือกตาค่อย ๆ จางหายไปก่อนที่ดวงตากลมโตจะเปิดขึ้นมองโลกอีกครั้งเต้าหู้ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกมึนงงที่ยังตกค้างอยู่ในศีรษะ สมองของเขาทำงานช้าลงคล้ายกับคนเพิ่งฟื้นจากความฝันอันยาวนาน เขากวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความฉงน ห้องกว้างขวางที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรูดูราคาแพงแต่กลับให้ความรู้สึกแปลกถิ่นและเย็นเยียบอย่างประหลาดทันใดนั้นเอง ความทรงจำที่ขาดช่วงไปเมื่อคืนก็พุ่งวาบเข้ามาในหัว เสียงดนตรีจังหวะหนักหน่วง กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ชวนคลื่นไส้ สัมผัสอุ่นร้อนของใครบางคนที่โอบประคองเขาไว้ในห้องน้ำ และที่สำคัญที่สุด... สัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นบนเตียงหลังนี้เต้าหู้สะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เขารีบหันมองข้างกายด้วยความตื่นตระหนก และต้องหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู เมื่อพบว่าชายหนุ่มเจ้าของห้องยั
ตอนที่ 3 รับน้องเหตุการณ์ของคืนที่วุ่นวายใน “Neon Reverie” ยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำ แต่ความจริงของชีวิตนักศึกษาก็หมุนวนกลับมาอีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องเรียนช่วงบ่ายที่ควรจะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระวนกระวาย เมื่อกลุ่มรุ่นพี่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เดาใจยาก"เย็นนี้รวมตัว! เรามีน
ตอนที่ 2 ไปฉลองกันหลังจากเสร็จสิ้นความวุ่นวายในวันแรกของการลงทะเบียนเรียน เต้าหู้เดินออกจากตึกคณะพร้อมกระเป๋าเป้ใบเก่งที่อัดแน่นไปด้วยเอกสารรับน้องใหม่ แม้จะเหนื่อยล้าจนอยากทิ้งตัวลงนอน แต่หัวใจกลับเบาสบายขึ้นเมื่อก้าวผ่านวันแรกมาได้สำเร็จ“เฮ้ย! ไปฉลองกันหน่อยไหม วันนี้รอดมาได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ตอนที่ 1 นักศึกษา“เหลือเวลาอีกเพียงห้านาทีครับ...” เสียงประกาศราบเรียบจากอาจารย์คุมสอบกรีดผ่านความเงียบงันในห้องกว้าง เต้าหู้สะดุ้งเล็กน้อย เขาพยายามบังคับปลายนิ้วที่สั่นเทาให้กระชับปากกาแน่นขึ้น ดวงตาที่พร่าเบลอจากการอดนอนจ้องมองตัวเลขบนกระดาษคำตอบแผ่นสุดท้าย หัวใจเต้นระรัวแข่งกับเสียงเข็มนาฬิกาท
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ”สถานที่ในเรื่องย่านสถานบันเทิงและคลับหรูในกรุงเทพฯสถานที่ในเรื่องนี้ถูกเซตขึ้นเพื่อดึงบรรยากาศความหรูหรา แสงสีเสียง และความลึกลับของยามค่ำคืนมาเป็นฉากหลัง ผสมผสานกับกลิ่นอายความวุ่นวายในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เหตุการณ์และบริบทต่างๆ ภายในเรื่องถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากจ







