LOGIN“หรงเอ๋อร์เจ้ามานี้สิ” หานเชี่ยนหนิงกวักมือเรียกน้องสาว “วันนี้ท่านพ่อบ้านเบิกเงินไปจ่ายค่าทำสวนเรือนท่านแม่ แต่ในนี้ไม่มีลงบันทึก”
“ข้าลืมไปเลย!” หานเยี่ยนหรงอุทานออกมาทันที “พี่ใหญ่ข้าผิดเอง ท่านคงไม่ได้ตำหนิท่านพ่อบ้านนะเจ้าคะ”
“ยัง แต่ครั้งหน้าระวังด้วย บัญชีต่างๆ ต้องรอบคอบกว่านี้”
หานเยี่ยนหรงกอดแขนผู้เป็นพี่สาวก่อนซบใบหน้าเข้าหาอย่างออดอ้อน “ข้าไหนเลยจะละเอียดรอบคอบเท่าพี่ใหญ่ เรื่องบัญชีข้าไม่ถนัดแม้แต่น้อย”
“ไม่ถนัดไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ เจ้าเรียนรู้เอาไว้ให้มาก ต่อไปในอนาคตย่อมทำได้ดีขึ้น บัญชีรายรับรายจ่ายหากไม่ระวังเกิดปัญหาขึ้นมาจะยุ่งไปกันใหญ่”
“ข้าทราบแล้ว แต่ว่า...” ใบหน้าที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มมองผู้เป็นพี่สาว “ข้าไม่อยากให้พี่ใหญ่ออกเรือนเลย ทำไมตระกูลหานของเราต้องมีกฎนี้ด้วย มีอย่างหรือบุตรคนโตต้องเป็นฝ่ายแยกเรือนออกไป ไม่ยุติธรรมสักนิด”
หานเชี่ยนหนิงยิ้มกว้าง “ไม่ยุติธรรมต่อใครเล่า”
“ข้าอย่างไรเล่าเจ้าคะ!” หานเยี่ยนหรงตอบอย่างมั่นใจ “ทั้งท่านและข้าอยู่แบบนี้ ออกเรือนแล้วยังอยู่ด้วยกันไม่ได้หรือ ข้าไม่อยากแยกจากท่านเลยสักนิด”
“ไม่อยากแยกจากพี่ใหญ่ หรือเพราะเจ้าขี้เกียจรับผิดชอบบัญชีของจวนกันแน่”
หานเยี่ยนหรงหัวเราะเสียงเบาแต่ยังคงกอดผู้เป็นพี่สาวแน่น “ไม่ช้าก็เร็วท่านพ่อต้องพูดถึงเรื่องนี้แน่ ล่วงเลยมาปีหนึ่งแล้ว”
นางหมายถึงพี่สาวที่ปักปิ่นมาแล้วปีกว่า ในขณะที่นางเพิ่งปักปิ่นไปเมื่อเดือนก่อน
“เหตุใดมามัวแต่กังวลเรื่องนี้เล่า ท่านพ่อกับท่านแม่ไหนเลยจะบังคับพี่ใหญ่กับเจ้าให้รีบออกเรือน หาไม่คงรีบยกให้พี่ใหญ่แต่งออกไปแล้ว ไม่รอจนย้ายมายังอันหยางเช่นนี้”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ แต่ยังคงกังวลว่าหากพี่ใหญ่แต่งออกไปแล้วข้าคงเหงาแน่นอน”
“เอาเถิด ยังไม่ถึงเวลาไยจึงมัวมานั่งครุ่นคิดเล่า ท่านพ่อกับท่านแม่รักเราที่สุด ไม่มีทางฝืนใจให้เราแต่งออกไปหากเราไม่ยินดี เราสองคนโชคดีในเรื่องนี้เจ้าต้องจำไว้ให้แม่น เจ้าเห็นตัวอย่างแล้ว สหายของเจ้าที่เมืองหลวง หลายคนถูกบังคับให้แต่งออกไปเพื่อผลประโยชน์ หลายคนถูกยกให้เป็นอนุของผู้อื่น”
“เจ้าค่ะ”
“เอาละกลับเรือนได้แล้ว ดึกแล้วพี่ใหญ่เองก็จะเข้านอนเช่นกัน เสี่ยวหลันพาคุณหนูของเจ้าไปนอนได้แล้ว” หานเชี่ยนหนิงหันไปบอกกับสาวใช้ต้นห้องของน้องสาว
“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่”
“เจ้าก็พาพี่ใหญ่กลับเรือน” หานเยี่ยนหรงหันไปบอกเสี่ยวจิ่นสาวใช้ของผู้เป็นพี่สาว เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะกลับไปคร่ำเคร่งกับสมุดบัญชีอีกครั้ง
วัดไป๋จื่อเป็นอันดับหนึ่งของเมืองอันหยาง ตั้งอยู่บนเขาหูซานนอกกำแพงเมืองอันหยาง วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องของน้ำพุขอพร ซึ่งแน่นอนว่าจูเซวี่ยถิงย่อมพาบุตรสาวมาไหว้พระขอพรเป็นแห่งแรก หลังจากที่นางย้ายตามผู้เป็นสามีมายังเมืองอันหยาง
จูเซวี่ยถิงนัดแนะกับบุตรสาวคนเล็ก หลังจากที่ล่วงรู้มาว่าน้ำพุแห่งการขอพรแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง นางให้สาวใช้หลอกล่อหานเชี่ยนหนิงไปอีกด้าน ในขณะที่นางกับบุตรสาวคนเล็กแอบไปขอพรให้บุตรสาวคนโตได้มีคู่ครองที่ดี
แม้หานเยี่ยนหรงไม่ใคร่จะเห็นด้วย แต่เพราะเห็นมารดาตื่นเต้นกระทั่งลุกขึ้นมาเตรียมการด้วยตัวเอง นางจึงได้แต่คล้อยตาม ทั้งที่ตัวนางและพี่สาวหาได้เชื่อถือในเรื่องงมงายเช่นนี้ไม่
“ท่านแม่ทำเช่นนี้พี่ใหญ่จะโกรธเอาได้ ท่านเองก็เพิ่งอาการดีขึ้น” หานเยี่ยนหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“เชี่ยนเชี่ยนไม่เชื่อเรื่องนี้ ยังหาว่าแม่เชื่อเรื่องงมงาย แต่คนที่นี่ต่างก็ร่ำลือว่าน้ำพุแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก หากไม่ทำเช่นนี้นางจะยอมพาเราสองคนมาหรือ”
“ลูกพาท่านแม่มาต่างหาก”
“เอาเถิดเราสองคนรีบไปที่น้ำพุนั่นก่อนที่เชี่ยนเชี่ยนจะรู้ตัวดีกว่า”
หานเยี่ยนหรงพยุงมารดาเดินไปอีกทาง ในขณะที่เสี่ยวจิ่นหลอกล่อหานเชี่ยนหนิงไปอีกด้าน นางมองแผ่นหลังของผู้เป็นพี่สาวแล้วได้แต่ถอนหายใจ ดูเหมือนทั้งบิดาและมารดาของนางคงหวังให้พี่สาวของนางได้แต่งงานในปีนี้เป็นแน่กระมัง
ขณะเดียวกันหานเชี่ยนหนิงที่ถูกเสี่ยวจิ่นหลอกล่อให้เดินไปอีกทางก็เพิ่งรู้ตัว หญิงสาวหันกลับมาด้านหลังอีกครั้งก็พบว่าน้องสาวกับมารดาพร้อมกับคนติดตาม ทั้งหมดหายตัวไปแล้ว
“เสี่ยวจิ่น”
“เจ้าคะคุณหนูใหญ่”
“เป็นความคิดท่านแม่หรือหรงเอ๋อร์”
หวังอิงลี่ที่ตกตะลึงใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนแค้นเคือง นางมองสหายของตนที่มาเพื่อร่วมเยาะหยันผู้อื่น หากแต่พอถึงเวลากลับเดินเข้าไปร่วมดื่มสุรามงคลแทนมองดูหยางอวี่อุ้มเจ้าสาวที่เพิ่งลงจากเกี้ยว เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ หวังอิงลี่ทำได้เพียงกระทืบเท้าเดินจากไป แต่นางยังไม่ทันได้เดินพ้นหน้าคฤหาสน์ ขบวนรถม้าหรูหรากลับวิ่งมาจอด“มีราชโองการ!!”หยางอวี่หมุนตัวกลับมา เขาวางฮูหยินของตนลงจากนั้นก็เดินมาคุกเข่ารับราชโองการผู้ที่ก้าวลงจากรถม้าหาใช่ใครอื่น เป็นเสิ่นม่อหรานที่ยังคงไม่ได้ไปไหนไกล หยางอวี่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาประหลาดใจ“องครักษ์ขั้นสี่แห่งวังหลวงหยางอวี่รับราชโองการ”เสียงฮือฮาดังขึ้นเป็นระลอก หวังลิงลี่ถึงกับเข่าอ่อนนั่งลงกับพื้น ชาวบ้านทุกคนที่ถูกรัศมีน่าเกรงขามของเสนาบดีต่างก็นั่งคุกเข่าลงทั้งหมด“ด้วยความซื่อสัตย์ภักดีของราชองครักษ์หยางอวี่ หลังจากร่วมล้มล้างกบฏ พระราชทานหยกงามหนึ่งรถม้า เงินจำนวนหนึ่งพันตำลึง กระบี่หวงหลงแห่งหานซาน พร้อมให้เดินทางเข้าวังหลวงในทันที”“กระหม่อมรับราชโองการ”เสิ่นม่อหรานส่งราชโองการให้หยางอวี่ จากนั้นก็มองไปรอบๆ “ข้ามาร่วมดื่มสุร
“เจ้าอยู่นิ่งๆ ตัวอะไรไต่เข้าไปในเสื้อของเจ้า”“เอ๋” หานเชี่ยนหนิงสะดุ้ง นางนั่งตัวแข็งทื่อปล่อยให้มือใหญ่สอดเข้าไปจับ ‘ตัวอะไร’ ดังกล่าว จนเสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ยกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังหลงกล นางก็ถูกเขาจับขึ้นนั่งคร่อมตักแกร่ง ซึ่งบัดนี้ความต้องการของเขาผงาดขึ้นดุนดันผิวอ่อนนุ่มจนรู้สึกได้ชัดเจน“พี่อวี่ ท่าน...”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้นางจนใจ ดวงตาเปล่งประกายซึ่งจดจ้องมา พร้อมกับริมฝีปากที่อยู่ห่างเพียงปลายนิ้ว ทำให้ลมหายใจของนางติดขัด“เชี่ยนเชี่ยน”“เจ้าคะ”“ข้าหิว”“เช่นนั้นข้าจะรีบไปตั้งสำรับ”นางพยายามลุกขึ้น แต่มือใหญ่กลับรั้งนางลง และการกระทำนั้นล่อแหลมจนนางเม้มปากหน้าแดงก่ำ ยิ่งในยามที่เสียงครวญครางของเขาดังขึ้น นางก็ยิ่งเขินอายจังหวะที่นางถูกเขารั้งลงนั้น ความต้องการของเขา กระทบเข้ากับความอ่อนนุ่มของนาง คล้ายกับจังหวะของการ...ลมหายใจของหยางอวี่เริ่มสับสน มือใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังของคนในอ้อมแขน เขาชิดหน้าเข้าไปแต่กลับเพียงพ่นลมหายใจอบอุ่นลงบนผิวเนียนละเอียดกระทั่งมือใหญ่ไล้ลงไปยังเอวอรชรเขาก็ใช้สองมือจับแน่น“เชี่ยนเชี่ยน”เขาบังคับให้นางบดเบียดกายเบื้องล่างเข้ากับความ
จุมพิตอ่อนโยนยังคงลากไล้ ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าแดงก่ำชื้นเหงื่อของนางอย่างรักใคร่หานเชี่ยนหนิงสบตากับเขาด้วยความเขินอาย แต่ในยามที่ขยับท่อนขาเพรียวทั้งสองข้างลง เขากลับไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น“อย่าขยับ” เขากระซิบบอก “อยู่แบบนี้สักพัก”หานเชี่ยนหนิงคอแห้งผาก แม้เขินอายแต่เพราะความสุขสมที่เพิ่งล้นปรี่ ทำให้นางตามใจเขา “พี่อวี่”หยางอวี่ยิ้มกว้าง จุมพิตปลายจมูกของนางเบาๆ ทาบทับกายเปลือยเปล่าของเขาลงไปบนเรือนกายนุ่มนิ่มหอมกรุ่น “หนักหรือไม่"หานเชี่ยนหนิงซบใบหน้าเข้าหาอกแกร่ง นางส่ายหน้า ก่อนต้องอุทานออกมาเมื่อเอวสอบขยับอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเริ่มอย่างเชื่องช้า“ท่าน...อ๊ะ”ร่างของนางโยกคลอนพร้อมกับร่างของเขา หยางอวี่หัวเราะในลำคอ “แย่แล้ว” เขาว่าเสียงแหบพร่า “เชี่ยนเชี่ยน”“พี่อวี่ ฟะ...ฟ้าสางแล้ว”“อืม”หยางอวี่ไล้จมูกลงไปยังลำคอขาวผ่อง กระทั่งประทับจุมพิตลงไป หลังจากรับรู้ว่าคนในอ้อมแขนตัวสั่นสะท้าน เขาบดเบียดตัวตนลงไปยังความอ่อนนุ่มโดยไม่ถอดถอน รับรู้ว่านางเองก็พร้อมพรั่งแม้เพิ่งผ่านครั้งแรกมาหมาดๆ“เราอยู่ที่นี่กันเพียงสองคน ดังนั้น...” เขาเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าให้นานหน
เขายังนึกว่านางจะรู้สึกลำบากใจที่เหล่าองครักษ์เกราะดำมากันมากมายถึงเพียงนั้น มาตอนนี้เห็นหานเชี่ยนหนิงเล่าเรื่องหลังจากที่เขาเมาหลับไปด้วยรอยยิ้ม ในหัวใจของเขาพลันรู้สึกหวานละมุนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเพราะหยางอวี่เงียบไป หานเชี่ยนหนิงพลันชะงัก นางสบตากับดวงตาคมที่แฝงประกายเจิดจ้า ในนั้นบอกความรู้สึกของเขาออกมาทั้งหมด โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่...“ข้ารักเจ้า” เขาพูดออกมาในที่สุดหญิงสาวจ้องตาเขานิ่งนาน นางยิ้มออกมา “ข้ารักท่าน”ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ นางหลับตาลงช้าๆ ซึมซับสัมผัสอ่อนโยน ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นอายของผู้เป็นสามี เขาไม่ได้เร่งเร้าแต่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แตะต้องนางอย่างระมัดระวัง ลูบไล้ผิวกายที่สั่นเทาเล็กน้อย เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับความแนบชิด“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว” เขากระซิบมือใหญ่เลื่อนลงไปดึงสายคาดเอวของนางออก ก่อนใช้มืออีกข้างแหวกสาบเสื้อของนางออกช้าๆ ผิวกายเนียนละเอียดทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะลูบไล้ฝ่ามือลงไปหานเชี่ยนหนิงสั่นสะท้าน ในยามที่มือร้อนไล้ผ่านความอวบอิ่มซึ่งเผยออกมา ทันทีที่สาบเสื้อเปิดออก นางหลับตาปี๋ตัวแข็งทื่อ แต่เพราะจุมพิตแผ่วเบาที่เปล
หลังจากดื่มสุราอวยพร จาก ‘หัวหน้า’ เปลี่ยนเป็น ‘พี่ใหญ่’ ได้ยินดังนั้นหานเชี่ยนหนิงก็ยิ้มออกมาด้วยใบหน้าอ่อนโยนในใจของนางได้แต่คิดว่าเมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร นางล้วนไม่ใส่ใจทั้งสิ้น เพราะที่สำคัญวันนี้เขาคือสามีของนาง และนางก็คือฮูหยินของเขากว่าจะผ่านด่านพี่น้องของตัวเองมาได้ หยางอวี่ก็แทบจะยืนไม่อยู่ พี่น้องของเขากว่ายี่สิบคน เขาก็ต้องแบ่งเหล้าคนละครึ่งกับทุกคนรวมยี่สิบไห ดังนั้นแน่นอนกว่าสามารถกลับเข้าห้องหอ หยางอวี่ก็ถูกเหล่าพี่น้องมอมเหล้า กระทั่งต้องแบกร่างที่หมดสติกลับมาคืนหานเชี่ยนหนิง“พี่สะใภ้ ท่านจนโทษพวกเราก็ไม่ได้นะ พวกเราแค่อยากดื่มสุรามงคลอวยพรให้ท่านกับพี่ใหญ่”“ใช่ๆ ตอนนี้พวกเราจะไสหัวไปก่อนที่พี่ใหญ่จะฟื้น”“พวกท่านไม่ต้องกังวล พวกเราจะเฝ้าทางขึ้นเขาไว้ มดตัวเดียวก็จะไม่ปล่อยให้ขึ้นเขามาได้”หานเชี่ยนหนิงกลั้นหัวเราะ มองดูเหล่าองครักษ์เกราะดำที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเฝ้าทางขึ้นเขา กระนั้นแม้แต่ยืนก็ยังโงนเงนแทบล้ม“พวกท่านก็ไม่ค้างที่นี่ก่อนหรือ” มองดูลานรอบกองไฟที่ยังมีร่างของหลายคนนอนเรียงราย หานเชี่ยนหนิงมั่นใจว่าพวกเขาคงไม่รังเกียจ“ไม่ได้ๆ!” เสียงปฏิเส
ทว่านางไหนเลยจะคิดว่าเสิ่นม่อหรานจะใช้แผนนี้ คนไม่อยู่ ราชโองการไหนเลยจะใช้ได้ถึงแม้จะกลับมาและใช้ราชโองการ ข้าวสารก็คงกลายเป็นข้าวสุก ถึงวันนั้นหยางอวี่ก็แต่งสตรีอื่นที่ไม่ใช่นางเป็นฮูหยินเสียแล้ว!!!“หนึ่ง ไหว้ฟ้าดิน”ช่วงเวลาเดียวกันนั้น งานมงคลเรียบง่ายก็กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น กระท่อมกลางป่าของคนจรถูกตบแต่งด้วยกลิ่นอายมงคลแต่ถึงอย่างนั้นงานมงคลที่ดูเรียบง่าย ผู้อาวุโสฝ่ายเจ้าบ่าวกลับเป็นถึงเสนาบดีของแคว้น ...เสิ่นม่อหราน“สองไหว้บุพการี” บ่าวสาวในชุดสีแดงก้มลงคำนับหานลู่และฮูหยิน ข้างๆ กันนั้นยังมีหานเยี่ยนหรงที่ยืนน้ำตาซึมเหลือบมองสมุดรายการสินสอดที่หยางอวี่เขียนเอาไว้ในสมุด นางเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางไหนเลยจะรู้ว่าพี่เขยของนางจะมั่งคั่งถึงเพียงนี้ ถึงกับมีที่ดินมากมายในเมืองหลวง ตั๋วเงินและคฤหาสน์หลังใหญ่ทั้งที่เมืองยินและเมืองอันหยางได้ยินมาว่าคฤหาสน์ที่อันหยาง เขาเพิ่งจะซื้อเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ นางจึงได้แต่สงสัยว่านี่คือความบังเอิญหรือความจงใจ เพราะคฤหาสน์หลังนั้น อยู่ติดกันกับจวนเจ้าเมืองซึ่งบิดาซื้อเอาไว้ อีกทั้งระยะเวลายังใกล้เคียงกันอีกด้วยหากบังเอิญก็แล้วไป แ







