LOGINคนในครอบครัวของนางมักจะเรียกนางว่า ‘เชี่ยนเชี่ยน’ คนนอกและบ่าวไพร่เรียกนางอย่างให้เกียรติว่า ‘คุณหนูใหญ่’ ไม่มีใครเรียกนางว่า ‘หนิงเอ๋อร์’ มาก่อน
ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ได้กล่าวอะไร เพียงฟังบทสนทนาที่หญิงสาวกลุ่มนี้ชี้ชวนให้นางสนใจ กระทั่งมารดาและน้องสาวมาถึง หานเชี่ยนหนิงเพียงแนะนำให้ทุกคนรู้จักพอเป็นมารยาท จากนั้นจึงขอตัวกลับ โดยอ้างว่ามารดาสุขภาพไม่ใคร่จะดี
จูเซวี่ยถิงรู้นิสัยของบุตรสาวทั้งสองคนดี ดังนั้นนางจึงอือออเป็นอย่างดีก่อนแยกตัวออกมาจากสตรีกลุ่มนั้น
“นี่มันอะไรกันหรือพี่ใหญ่” หานเยี่ยนหรงมองพี่สาวที่กำลังพยุงมารดาอยู่อีกฝั่ง
นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองกลุ่มคนด้านหลัง กระทั่งกวาดสายตามองการแต่งกายงดงามของแต่ละคนด้วยความประหลาดใจ
“พวกนางรู้จักท่านได้อย่างไร”
“เห็นชัดว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้ข่าวสารช่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่ง”
หานเชี่ยนหนิงถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ระหว่างที่นางกับผู้เป็นน้องสาวพยุงมารดาเดินลงบันไดมานั้น ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มกำลังเดินขึ้นไปไหว้พระขอพรเช่นกัน
จูเซวี่ยถิงตามองตามคนกลุ่มนั้น แต่หูยังคงฟังบทสนทนาของบุตรสาวทั้งสองคน กระทั่งหานเยี่ยนหรงสังเกตเห็น “ท่านแม่ มีอะไรหรือเจ้าคะ”
จูเซวี่ยถิงดึงสายตากลับมาจากแผ่นหลังบุรุษสี่คนที่เพิ่งเดินสวนทางเข้าไปในวัด หานเชี่ยนหนิงเองก็หันไปมอง เมื่อครู่มัวสนทนากับน้องสาว นางไม่ได้สังเกตเลยว่าบุรุษเหล่านั้นเดินผ่านด้านหลังนางไป
“ฝีเท้าแผ่วเบาเหลือเกิน” หญิงสาวมองอย่างพิจารณา “หรือจะเป็นมือปราบทั้งสี่ที่ท่านพ่อเคยบอกว่ากำลังจะย้ายมาประจำที่นี่”
“อาจเป็นได้” จูเซวี่ยถิงพยักหน้า ก่อนมองไปยังแผ่นหลังองอาจของชายหนุ่มทั้งสี่คน “ได้ยินมาว่าหนึ่งในนั้นเคยเป็นถึงองครักษ์ขั้นสี่ของวังหลวง”
หานเชี่ยนหนิงสบตากับมารดา ก่อนส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม ไม่ว่าอย่างไรพวกนางล้วนไม่สมควรพูดถึงทั้งสิ้น “เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” เอ่ยจบก็หันไปมองชายหนุ่มเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนดึงสายตากลับแล้วขึ้นรถม้าออกไปจากวัดไป๋จื่อ
กระทั่งรถม้าวิ่งลับตาไปก็ไม่ได้รับรู้เลยว่าชายหนุ่มทั้งสี่คนนั้นหยุดเดิน พร้อมกับมองส่งจนรถม้าวิ่งหายไปจากคลองสายตา
“หัวหน้า มีอะไรหรือขอรับ” เหวินเคอเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นหัวหน้าของตนหยุดเดิน พร้อมกับมองไปยังรถม้าคันหนึ่งที่เพิ่งวิ่งออกไปจากบริเวณวัดไป๋จื่อ
“นั่นมิใช่ฮูหยินและบุตรสาวสองคนของท่านเจ้าเมืองหรอกหรือ” หูพานเคยพบพวกนางในยามที่เขาอยู่ที่เมืองหลวง ดังนั้นจึงจดจำได้ในทันที
“เป็นพวกนาง” หยางอวี่เอ่ยจบก็หมุนกายพร้อมกับเดินออกมา
“เอ๋ ไม่ไหว้พระแล้วหรือขอรับ” เหอชินห้าววิ่งตามมาพร้อมกับอีกสองคน
“ข้าไม่ได้มาเพื่อไหว้พระ” หยางอวี่ตอบสั้นๆ ก่อนเดินลงบันไดไป สายตาของเขายังคงมองไปยังโค้งถนนที่รถม้าวิ่งลับสายตาไปด้วยความเสียดาย
“แต่มาที่วัด แต่กลับไม่ได้ตั้งใจมาไหว้พระขอพร ข้าก็นึกว่าท่านอยากจะลองขอพรที่น้ำพุ...”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดีเหอชินห้าวก็โดนหูพานตบศีรษะไปคราหนึ่ง “เจ้าโง่” เขาส่ายหน้าก่อนเดินตามหยางอวี่ไปเงียบๆ ปล่อยให้เหอชินห้าวและเหวินเคอยืนมองหน้ากันไปมาด้วยความไม่เข้าใจ
เมื่อครู่ตอนเพิ่งจะมาถึงเมืองอันหยาง ยังไม่ทันได้ลงจากหลังม้า หยางอวี่ก็ได้ยินกลุ่มคนซุบซิบบอกกล่าวกันเรื่องบุตรสาวเจ้าเมืองพามารดามาไหว้พระขอพร เขาเห็นดวงตาวูบไหวของหัวหน้าก็รู้อยู่แล้ว ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอีกฝ่ายกลับดึงบังเหียนม้ากลับหลังหัน ก่อนควบออกมาจากประตูเมืองตรงมายังวัดไป๋จื่อ
ตอนเดินขึ้นบันไดมาเขายังคิดว่าหยางอวี่จะเข้าไปทักทายสตรีทั้งสาม ไหนเลยจะคาดคิดว่าหัวหน้าของตนจะเพียงแต่เดินเฉียดไปเสียอย่างนั้น
“เฮ้อ เอาแต่มองเช่นนี้ไหนเลยจะได้บุปผางามมาเชยชม” หูพานพึมพำกับตัวเองก่อนกระโดดขึ้นบนหลังม้า
“ไปรายงานตัวกับท่านเจ้าเมืองก่อน” หยางอวี่เอ่ยเสียงเรียบ
“หัวหน้า เรามาถึงก่อนกำหนด ข้ายังคิดว่าท่านอยากจะทำความคุ้นเคยกับเมืองอันหยางก่อน” เหอชินห้าวที่เพิ่งจะตามมาทันตะโกนถาม แต่กระนั้นหยางอวี่ที่ควบม้าออกไปแล้วไหนเลยจะได้ยิน
หูพานมองสหายทั้งสองก่อนถอนหายใจออกมา “รีบตามไปเถิด เจ้าไม่ต้องมามองข้า แต่ไหนแต่ไรมีใครเคยเดาใจเขาได้ด้วยหรือ”
“เจ้าอย่างไรเล่า!!” ทั้งเหวินเคอและเหอชินห้าวเอ่ยออกมาพร้อมกัน
หูพานเพียงหัวเราะก่อนกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง เขาตะโกนกลับมาเสียงดังให้สหายสองคนเจ็บใจเล่น “ถึงใช่แล้วอย่างไรเล่า ข้าไม่บอกพวกเจ้าแน่นอน”
“สมควรตาย!/ เจ้าคนน่าโมโห!”
เหวินเคอและเหอชินห้าวรีบกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบตามไปทันที
หวังอิงลี่ที่ตกตะลึงใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนแค้นเคือง นางมองสหายของตนที่มาเพื่อร่วมเยาะหยันผู้อื่น หากแต่พอถึงเวลากลับเดินเข้าไปร่วมดื่มสุรามงคลแทนมองดูหยางอวี่อุ้มเจ้าสาวที่เพิ่งลงจากเกี้ยว เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ หวังอิงลี่ทำได้เพียงกระทืบเท้าเดินจากไป แต่นางยังไม่ทันได้เดินพ้นหน้าคฤหาสน์ ขบวนรถม้าหรูหรากลับวิ่งมาจอด“มีราชโองการ!!”หยางอวี่หมุนตัวกลับมา เขาวางฮูหยินของตนลงจากนั้นก็เดินมาคุกเข่ารับราชโองการผู้ที่ก้าวลงจากรถม้าหาใช่ใครอื่น เป็นเสิ่นม่อหรานที่ยังคงไม่ได้ไปไหนไกล หยางอวี่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาประหลาดใจ“องครักษ์ขั้นสี่แห่งวังหลวงหยางอวี่รับราชโองการ”เสียงฮือฮาดังขึ้นเป็นระลอก หวังลิงลี่ถึงกับเข่าอ่อนนั่งลงกับพื้น ชาวบ้านทุกคนที่ถูกรัศมีน่าเกรงขามของเสนาบดีต่างก็นั่งคุกเข่าลงทั้งหมด“ด้วยความซื่อสัตย์ภักดีของราชองครักษ์หยางอวี่ หลังจากร่วมล้มล้างกบฏ พระราชทานหยกงามหนึ่งรถม้า เงินจำนวนหนึ่งพันตำลึง กระบี่หวงหลงแห่งหานซาน พร้อมให้เดินทางเข้าวังหลวงในทันที”“กระหม่อมรับราชโองการ”เสิ่นม่อหรานส่งราชโองการให้หยางอวี่ จากนั้นก็มองไปรอบๆ “ข้ามาร่วมดื่มสุร
“เจ้าอยู่นิ่งๆ ตัวอะไรไต่เข้าไปในเสื้อของเจ้า”“เอ๋” หานเชี่ยนหนิงสะดุ้ง นางนั่งตัวแข็งทื่อปล่อยให้มือใหญ่สอดเข้าไปจับ ‘ตัวอะไร’ ดังกล่าว จนเสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ยกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังหลงกล นางก็ถูกเขาจับขึ้นนั่งคร่อมตักแกร่ง ซึ่งบัดนี้ความต้องการของเขาผงาดขึ้นดุนดันผิวอ่อนนุ่มจนรู้สึกได้ชัดเจน“พี่อวี่ ท่าน...”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้นางจนใจ ดวงตาเปล่งประกายซึ่งจดจ้องมา พร้อมกับริมฝีปากที่อยู่ห่างเพียงปลายนิ้ว ทำให้ลมหายใจของนางติดขัด“เชี่ยนเชี่ยน”“เจ้าคะ”“ข้าหิว”“เช่นนั้นข้าจะรีบไปตั้งสำรับ”นางพยายามลุกขึ้น แต่มือใหญ่กลับรั้งนางลง และการกระทำนั้นล่อแหลมจนนางเม้มปากหน้าแดงก่ำ ยิ่งในยามที่เสียงครวญครางของเขาดังขึ้น นางก็ยิ่งเขินอายจังหวะที่นางถูกเขารั้งลงนั้น ความต้องการของเขา กระทบเข้ากับความอ่อนนุ่มของนาง คล้ายกับจังหวะของการ...ลมหายใจของหยางอวี่เริ่มสับสน มือใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังของคนในอ้อมแขน เขาชิดหน้าเข้าไปแต่กลับเพียงพ่นลมหายใจอบอุ่นลงบนผิวเนียนละเอียดกระทั่งมือใหญ่ไล้ลงไปยังเอวอรชรเขาก็ใช้สองมือจับแน่น“เชี่ยนเชี่ยน”เขาบังคับให้นางบดเบียดกายเบื้องล่างเข้ากับความ
จุมพิตอ่อนโยนยังคงลากไล้ ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าแดงก่ำชื้นเหงื่อของนางอย่างรักใคร่หานเชี่ยนหนิงสบตากับเขาด้วยความเขินอาย แต่ในยามที่ขยับท่อนขาเพรียวทั้งสองข้างลง เขากลับไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น“อย่าขยับ” เขากระซิบบอก “อยู่แบบนี้สักพัก”หานเชี่ยนหนิงคอแห้งผาก แม้เขินอายแต่เพราะความสุขสมที่เพิ่งล้นปรี่ ทำให้นางตามใจเขา “พี่อวี่”หยางอวี่ยิ้มกว้าง จุมพิตปลายจมูกของนางเบาๆ ทาบทับกายเปลือยเปล่าของเขาลงไปบนเรือนกายนุ่มนิ่มหอมกรุ่น “หนักหรือไม่"หานเชี่ยนหนิงซบใบหน้าเข้าหาอกแกร่ง นางส่ายหน้า ก่อนต้องอุทานออกมาเมื่อเอวสอบขยับอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเริ่มอย่างเชื่องช้า“ท่าน...อ๊ะ”ร่างของนางโยกคลอนพร้อมกับร่างของเขา หยางอวี่หัวเราะในลำคอ “แย่แล้ว” เขาว่าเสียงแหบพร่า “เชี่ยนเชี่ยน”“พี่อวี่ ฟะ...ฟ้าสางแล้ว”“อืม”หยางอวี่ไล้จมูกลงไปยังลำคอขาวผ่อง กระทั่งประทับจุมพิตลงไป หลังจากรับรู้ว่าคนในอ้อมแขนตัวสั่นสะท้าน เขาบดเบียดตัวตนลงไปยังความอ่อนนุ่มโดยไม่ถอดถอน รับรู้ว่านางเองก็พร้อมพรั่งแม้เพิ่งผ่านครั้งแรกมาหมาดๆ“เราอยู่ที่นี่กันเพียงสองคน ดังนั้น...” เขาเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าให้นานหน
เขายังนึกว่านางจะรู้สึกลำบากใจที่เหล่าองครักษ์เกราะดำมากันมากมายถึงเพียงนั้น มาตอนนี้เห็นหานเชี่ยนหนิงเล่าเรื่องหลังจากที่เขาเมาหลับไปด้วยรอยยิ้ม ในหัวใจของเขาพลันรู้สึกหวานละมุนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเพราะหยางอวี่เงียบไป หานเชี่ยนหนิงพลันชะงัก นางสบตากับดวงตาคมที่แฝงประกายเจิดจ้า ในนั้นบอกความรู้สึกของเขาออกมาทั้งหมด โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่...“ข้ารักเจ้า” เขาพูดออกมาในที่สุดหญิงสาวจ้องตาเขานิ่งนาน นางยิ้มออกมา “ข้ารักท่าน”ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ นางหลับตาลงช้าๆ ซึมซับสัมผัสอ่อนโยน ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นอายของผู้เป็นสามี เขาไม่ได้เร่งเร้าแต่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แตะต้องนางอย่างระมัดระวัง ลูบไล้ผิวกายที่สั่นเทาเล็กน้อย เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับความแนบชิด“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว” เขากระซิบมือใหญ่เลื่อนลงไปดึงสายคาดเอวของนางออก ก่อนใช้มืออีกข้างแหวกสาบเสื้อของนางออกช้าๆ ผิวกายเนียนละเอียดทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะลูบไล้ฝ่ามือลงไปหานเชี่ยนหนิงสั่นสะท้าน ในยามที่มือร้อนไล้ผ่านความอวบอิ่มซึ่งเผยออกมา ทันทีที่สาบเสื้อเปิดออก นางหลับตาปี๋ตัวแข็งทื่อ แต่เพราะจุมพิตแผ่วเบาที่เปล
หลังจากดื่มสุราอวยพร จาก ‘หัวหน้า’ เปลี่ยนเป็น ‘พี่ใหญ่’ ได้ยินดังนั้นหานเชี่ยนหนิงก็ยิ้มออกมาด้วยใบหน้าอ่อนโยนในใจของนางได้แต่คิดว่าเมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร นางล้วนไม่ใส่ใจทั้งสิ้น เพราะที่สำคัญวันนี้เขาคือสามีของนาง และนางก็คือฮูหยินของเขากว่าจะผ่านด่านพี่น้องของตัวเองมาได้ หยางอวี่ก็แทบจะยืนไม่อยู่ พี่น้องของเขากว่ายี่สิบคน เขาก็ต้องแบ่งเหล้าคนละครึ่งกับทุกคนรวมยี่สิบไห ดังนั้นแน่นอนกว่าสามารถกลับเข้าห้องหอ หยางอวี่ก็ถูกเหล่าพี่น้องมอมเหล้า กระทั่งต้องแบกร่างที่หมดสติกลับมาคืนหานเชี่ยนหนิง“พี่สะใภ้ ท่านจนโทษพวกเราก็ไม่ได้นะ พวกเราแค่อยากดื่มสุรามงคลอวยพรให้ท่านกับพี่ใหญ่”“ใช่ๆ ตอนนี้พวกเราจะไสหัวไปก่อนที่พี่ใหญ่จะฟื้น”“พวกท่านไม่ต้องกังวล พวกเราจะเฝ้าทางขึ้นเขาไว้ มดตัวเดียวก็จะไม่ปล่อยให้ขึ้นเขามาได้”หานเชี่ยนหนิงกลั้นหัวเราะ มองดูเหล่าองครักษ์เกราะดำที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเฝ้าทางขึ้นเขา กระนั้นแม้แต่ยืนก็ยังโงนเงนแทบล้ม“พวกท่านก็ไม่ค้างที่นี่ก่อนหรือ” มองดูลานรอบกองไฟที่ยังมีร่างของหลายคนนอนเรียงราย หานเชี่ยนหนิงมั่นใจว่าพวกเขาคงไม่รังเกียจ“ไม่ได้ๆ!” เสียงปฏิเส
ทว่านางไหนเลยจะคิดว่าเสิ่นม่อหรานจะใช้แผนนี้ คนไม่อยู่ ราชโองการไหนเลยจะใช้ได้ถึงแม้จะกลับมาและใช้ราชโองการ ข้าวสารก็คงกลายเป็นข้าวสุก ถึงวันนั้นหยางอวี่ก็แต่งสตรีอื่นที่ไม่ใช่นางเป็นฮูหยินเสียแล้ว!!!“หนึ่ง ไหว้ฟ้าดิน”ช่วงเวลาเดียวกันนั้น งานมงคลเรียบง่ายก็กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น กระท่อมกลางป่าของคนจรถูกตบแต่งด้วยกลิ่นอายมงคลแต่ถึงอย่างนั้นงานมงคลที่ดูเรียบง่าย ผู้อาวุโสฝ่ายเจ้าบ่าวกลับเป็นถึงเสนาบดีของแคว้น ...เสิ่นม่อหราน“สองไหว้บุพการี” บ่าวสาวในชุดสีแดงก้มลงคำนับหานลู่และฮูหยิน ข้างๆ กันนั้นยังมีหานเยี่ยนหรงที่ยืนน้ำตาซึมเหลือบมองสมุดรายการสินสอดที่หยางอวี่เขียนเอาไว้ในสมุด นางเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางไหนเลยจะรู้ว่าพี่เขยของนางจะมั่งคั่งถึงเพียงนี้ ถึงกับมีที่ดินมากมายในเมืองหลวง ตั๋วเงินและคฤหาสน์หลังใหญ่ทั้งที่เมืองยินและเมืองอันหยางได้ยินมาว่าคฤหาสน์ที่อันหยาง เขาเพิ่งจะซื้อเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ นางจึงได้แต่สงสัยว่านี่คือความบังเอิญหรือความจงใจ เพราะคฤหาสน์หลังนั้น อยู่ติดกันกับจวนเจ้าเมืองซึ่งบิดาซื้อเอาไว้ อีกทั้งระยะเวลายังใกล้เคียงกันอีกด้วยหากบังเอิญก็แล้วไป แ







