LOGINจวนว่าการเมืองอันหยางในเวลานี้ครึกครื้นยิ่ง เนื่องจากสี่มือปราบจากเมืองหลวงเพิ่งเดินทางมาถึง หานลู่ผู้เป็นเจ้าเมืองไม่ได้รีบร้อนให้คนทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ในทันที เนื่องจากตามกำหนดการแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสามวันจึงจะถึงวันรายงานตัว
“อย่างไรเสียก็ใช้เวลาอีกสามวันที่เหลือสำรวจเมืองอันหยางให้ทั่ว ทำความคุ้นเคยเอาไว้”
“ขอบคุณใต้เท้า” หยางอวี่รับคำจากนั้นก็พาคนของตนทั้งสามออกไปจากห้อง
ไม่ถาม และไม่สงสัยว่าเหตุใดจวนท่านเจ้าเมืองจึงถูกปรับปรุงให้เป็นเรือนพำนักของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากรู้มาก่อนแล้วว่าหานลู่ใช้เงินของตนซื้อคฤหาสน์หลังใหม่เอาไว้ในเมืองอันหยาง ทั้งยังตั้งใจจะลงหลักปักฐานในเมืองนี้อย่างถาวรหลังเกษียณ
“ใต้เท้า” ถงหลี่ที่เอาแต่ยืนเงียบกระซิบ ทั้งที่มือปราบทั้งสี่เดินออกไปแล้ว
ครั้งนี้เขานับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ คนผู้หนึ่งกลับยังสามารถข่มขวัญผู้อื่นได้ เพียงแค่ก้าวเข้ามายืนนิ่งๆ และเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยค
ใบหน้าของหยางอวี่แม้หล่อเหลาโดดเด่น แต่กลิ่นอายรอบตัว กลับทำให้รู้สึกกริ่งเกรงและกีดกันผู้คนไม่ให้เข้าใกล้ เป็นกลิ่นอายแห่งความน่ากลัว ซึ่งแม่แต่เขาที่ไม่ได้สนทนากับอีกฝ่ายโดยตรงยังรู้สึกหวาดหวั่น
เมื่อครู่หานลู่ผู้เป็นนายสนทนากับมือปราบหนุ่มด้วยท่าทีเป็นกันเองยิ่ง นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกเลื่อมใส
“ใต้เท้า ท่านไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือขอรับ”
“ทำไมต้องอึดอัดเล่า” หานลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตายังคงมองตรงไปยังประตู ซึ่งมือปราบทั้งสี่เพิ่งเดินออกไป
“หยางอวี่ผู้นี้เป็นองครักษ์ข้างกายฝ่าบาทมาห้าปีเต็ม อายุแค่ยี่สิบสาม แต่กลับเป็นถึงองครักษ์ขั้นสี่ ฝีมือหรือก็เป็นหนึ่ง การตัดสินใจของเขาไม่ว่าครั้งใดล้วนแม่นยำ ข้ายังต้องกังวลสิ่งใดอีกที่ได้เขามาช่วยงาน”
“เฮ้อ ท่านอาจพูดถูก”
เห็นแล้วว่าผู้เป็นนายไม่รู้สึกว่าถูกอีกฝ่ายข่ม เขาเองก็โล่งใจ เพราะตัวเขานั้นนับว่าโดนหยางอวี่ผู้นั้นข่มจนหงอเสียแล้ว!!!
หลังจากเข้าไปในเรือนพำนัก หูพาน เหวินเคอ รวมไปถึงเหอชินห้าวไม่ได้ตรงไปพัก ทั้งสามเดินตามหยางอวี่เข้าไปในห้อง ก่อนปิดประตูอย่างแน่นหนา
“หัวหน้า” หูพานกระซิบเสียงเบา “ท่านจะไปดูฐานที่ตั้งที่ว่าเลยหรือไม่ขอรับ”
“ยังก่อน รอให้ทุกอย่างสงบลงกว่านี้เราค่อยเคลื่อนไหว เจ้ากำชับคนของเราว่าอย่าเผยตัวจนกลายเป็นจุดเด่น” หยางอวี่กางแผนที่ออกมาก่อนมองด้วยดวงตาครุ่นคิด
“ท่านจะส่งข่าวไปยังเมืองหลวงเลยหรือไม่ขอรับ”
“รออีกสามวันเถิด ตอนนี้ที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกคือตรวจค้นเรือนพักหลังนี้ หาหลักฐานที่เจ้าเมืองคนก่อนซ่อนเอาไว้ เหวินเคอ”
“คฤหาสน์หย่อนใจของตระกูลหวังหรือขอรับ”
“ใช่ หน้าที่จับตาดูที่นี่ให้อาไช่จัดการ ข้าเชื่อว่าไม่กี่วันหวังฟู่ต้องกลับเข้าเมืองอันหยางอย่างแน่นอน ขอเพียงเราจับตาดูหวังฟู่เอาไว้ ข้าเชื่อว่าเราต้องได้เบาะแสของเผิงอ๋องอย่างแน่นอน”
“หัวหน้า ที่นี่ถูกปรับปรุงจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม เช่นนี้ท่านสงสัยใต้เท้าเจ้าเมืองหรือไม่” หูพานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านเสนาบดีเลือกใต้เท้าหานด้วยตัวเอง สายตาเฉียบคมเช่นนั้นย่อมมองคนไม่พลาด อีกทั้งหากเขาสงสัยเขาย่อมไม่เลือกใต้เท้าหาน ข้าเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดใต้เท้าหานหาได้ระแคะระคายไม่”
ได้ยินดังนั้นแม้หูพานจะโล่งใจ แต่กระนั้นเขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ เพราะแม้จะเชื่อในการตัดสินใจของหยางอวี่ แต่เขาเองยังลังเลว่าอีกฝ่ายอาจเอนเอียงเข้าข้างหานลู่ เพียงเพราะหานเชี่ยนหนิง
ก่อนหน้านี้พวกเขาวางกำลังคนและสายสืบมากมายกว่าจะได้เบาะแสที่ซ่อนของกองกำลังเผิงอ๋อง สืบสาวจนพบว่าเจ้าเมืองคนก่อนของเมืองอันหยางมีแผนที่ดังกล่าว เนื่องจากกลัวว่าตนจะโดนฆ่าปิดปากจึงใช้แผนที่นี้ข่มขู่ผู้อื่น
แต่เรื่องราวกลับตาลปัตร เพราะเขาเองก็ยักยอกเงินของราชสำนักไปจำนวนไม่น้อย ในตอนที่ถูกจับได้และคนของทางการกำลังส่งตัวไปลงโทษ เผิงอ๋องกลับส่งมือสังหารมาฆ่าคนปิดปากเสียแล้ว
“น่าเสียดายเรารู้เพียงว่ามีแผนที่ซ่อนอยู่ แต่กลับไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนและจริงเท็จมากน้อยเพียงใด” เหวินเคอถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่งก่อนเงยหน้ามองไปโดยรอบ
“ข้าเชื่อว่าแผนที่ยังอยู่ หาไม่คนของเผิงอ๋องคงไม่วนเวียนอยู่ที่เมืองอันหยางเช่นนี้ แม้ต้องรื้อที่นี่หรือขุดลงไปใต้พื้นดิน จะอย่างไรก็คงต้องทำ” หยางอวี่เองก็มองไปโดยรอบเช่นกัน
ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อนหูพานมองตรงไปยังหยางอวี่ เขารอให้เหวินเคอและเหอชินห้าวเดินออกไปจากนั้นก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ท่านทำเช่นนี้คุ้มแล้วจริงๆ หรือ”
หยางอวี่หันมาสบตากับคนที่ได้ชื่อว่าติดตามเขามานานที่สุด ก่อนตอบออกมาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ไม่มีคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม มีแค่สิ่งที่ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว”
“แต่เรื่องนี้อาจทำให้ท่านไม่อาจหวนคืนสู่เมืองหลวง”
“เจ้าเล่า รู้ทั้งรู้เหตุใดยังเลือกที่จะติดตามข้ามา”
หวังอิงลี่ที่ตกตะลึงใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนแค้นเคือง นางมองสหายของตนที่มาเพื่อร่วมเยาะหยันผู้อื่น หากแต่พอถึงเวลากลับเดินเข้าไปร่วมดื่มสุรามงคลแทนมองดูหยางอวี่อุ้มเจ้าสาวที่เพิ่งลงจากเกี้ยว เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ หวังอิงลี่ทำได้เพียงกระทืบเท้าเดินจากไป แต่นางยังไม่ทันได้เดินพ้นหน้าคฤหาสน์ ขบวนรถม้าหรูหรากลับวิ่งมาจอด“มีราชโองการ!!”หยางอวี่หมุนตัวกลับมา เขาวางฮูหยินของตนลงจากนั้นก็เดินมาคุกเข่ารับราชโองการผู้ที่ก้าวลงจากรถม้าหาใช่ใครอื่น เป็นเสิ่นม่อหรานที่ยังคงไม่ได้ไปไหนไกล หยางอวี่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาประหลาดใจ“องครักษ์ขั้นสี่แห่งวังหลวงหยางอวี่รับราชโองการ”เสียงฮือฮาดังขึ้นเป็นระลอก หวังลิงลี่ถึงกับเข่าอ่อนนั่งลงกับพื้น ชาวบ้านทุกคนที่ถูกรัศมีน่าเกรงขามของเสนาบดีต่างก็นั่งคุกเข่าลงทั้งหมด“ด้วยความซื่อสัตย์ภักดีของราชองครักษ์หยางอวี่ หลังจากร่วมล้มล้างกบฏ พระราชทานหยกงามหนึ่งรถม้า เงินจำนวนหนึ่งพันตำลึง กระบี่หวงหลงแห่งหานซาน พร้อมให้เดินทางเข้าวังหลวงในทันที”“กระหม่อมรับราชโองการ”เสิ่นม่อหรานส่งราชโองการให้หยางอวี่ จากนั้นก็มองไปรอบๆ “ข้ามาร่วมดื่มสุร
“เจ้าอยู่นิ่งๆ ตัวอะไรไต่เข้าไปในเสื้อของเจ้า”“เอ๋” หานเชี่ยนหนิงสะดุ้ง นางนั่งตัวแข็งทื่อปล่อยให้มือใหญ่สอดเข้าไปจับ ‘ตัวอะไร’ ดังกล่าว จนเสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ยกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังหลงกล นางก็ถูกเขาจับขึ้นนั่งคร่อมตักแกร่ง ซึ่งบัดนี้ความต้องการของเขาผงาดขึ้นดุนดันผิวอ่อนนุ่มจนรู้สึกได้ชัดเจน“พี่อวี่ ท่าน...”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้นางจนใจ ดวงตาเปล่งประกายซึ่งจดจ้องมา พร้อมกับริมฝีปากที่อยู่ห่างเพียงปลายนิ้ว ทำให้ลมหายใจของนางติดขัด“เชี่ยนเชี่ยน”“เจ้าคะ”“ข้าหิว”“เช่นนั้นข้าจะรีบไปตั้งสำรับ”นางพยายามลุกขึ้น แต่มือใหญ่กลับรั้งนางลง และการกระทำนั้นล่อแหลมจนนางเม้มปากหน้าแดงก่ำ ยิ่งในยามที่เสียงครวญครางของเขาดังขึ้น นางก็ยิ่งเขินอายจังหวะที่นางถูกเขารั้งลงนั้น ความต้องการของเขา กระทบเข้ากับความอ่อนนุ่มของนาง คล้ายกับจังหวะของการ...ลมหายใจของหยางอวี่เริ่มสับสน มือใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังของคนในอ้อมแขน เขาชิดหน้าเข้าไปแต่กลับเพียงพ่นลมหายใจอบอุ่นลงบนผิวเนียนละเอียดกระทั่งมือใหญ่ไล้ลงไปยังเอวอรชรเขาก็ใช้สองมือจับแน่น“เชี่ยนเชี่ยน”เขาบังคับให้นางบดเบียดกายเบื้องล่างเข้ากับความ
จุมพิตอ่อนโยนยังคงลากไล้ ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าแดงก่ำชื้นเหงื่อของนางอย่างรักใคร่หานเชี่ยนหนิงสบตากับเขาด้วยความเขินอาย แต่ในยามที่ขยับท่อนขาเพรียวทั้งสองข้างลง เขากลับไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น“อย่าขยับ” เขากระซิบบอก “อยู่แบบนี้สักพัก”หานเชี่ยนหนิงคอแห้งผาก แม้เขินอายแต่เพราะความสุขสมที่เพิ่งล้นปรี่ ทำให้นางตามใจเขา “พี่อวี่”หยางอวี่ยิ้มกว้าง จุมพิตปลายจมูกของนางเบาๆ ทาบทับกายเปลือยเปล่าของเขาลงไปบนเรือนกายนุ่มนิ่มหอมกรุ่น “หนักหรือไม่"หานเชี่ยนหนิงซบใบหน้าเข้าหาอกแกร่ง นางส่ายหน้า ก่อนต้องอุทานออกมาเมื่อเอวสอบขยับอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเริ่มอย่างเชื่องช้า“ท่าน...อ๊ะ”ร่างของนางโยกคลอนพร้อมกับร่างของเขา หยางอวี่หัวเราะในลำคอ “แย่แล้ว” เขาว่าเสียงแหบพร่า “เชี่ยนเชี่ยน”“พี่อวี่ ฟะ...ฟ้าสางแล้ว”“อืม”หยางอวี่ไล้จมูกลงไปยังลำคอขาวผ่อง กระทั่งประทับจุมพิตลงไป หลังจากรับรู้ว่าคนในอ้อมแขนตัวสั่นสะท้าน เขาบดเบียดตัวตนลงไปยังความอ่อนนุ่มโดยไม่ถอดถอน รับรู้ว่านางเองก็พร้อมพรั่งแม้เพิ่งผ่านครั้งแรกมาหมาดๆ“เราอยู่ที่นี่กันเพียงสองคน ดังนั้น...” เขาเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าให้นานหน
เขายังนึกว่านางจะรู้สึกลำบากใจที่เหล่าองครักษ์เกราะดำมากันมากมายถึงเพียงนั้น มาตอนนี้เห็นหานเชี่ยนหนิงเล่าเรื่องหลังจากที่เขาเมาหลับไปด้วยรอยยิ้ม ในหัวใจของเขาพลันรู้สึกหวานละมุนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเพราะหยางอวี่เงียบไป หานเชี่ยนหนิงพลันชะงัก นางสบตากับดวงตาคมที่แฝงประกายเจิดจ้า ในนั้นบอกความรู้สึกของเขาออกมาทั้งหมด โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่...“ข้ารักเจ้า” เขาพูดออกมาในที่สุดหญิงสาวจ้องตาเขานิ่งนาน นางยิ้มออกมา “ข้ารักท่าน”ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ นางหลับตาลงช้าๆ ซึมซับสัมผัสอ่อนโยน ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นอายของผู้เป็นสามี เขาไม่ได้เร่งเร้าแต่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แตะต้องนางอย่างระมัดระวัง ลูบไล้ผิวกายที่สั่นเทาเล็กน้อย เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับความแนบชิด“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว” เขากระซิบมือใหญ่เลื่อนลงไปดึงสายคาดเอวของนางออก ก่อนใช้มืออีกข้างแหวกสาบเสื้อของนางออกช้าๆ ผิวกายเนียนละเอียดทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะลูบไล้ฝ่ามือลงไปหานเชี่ยนหนิงสั่นสะท้าน ในยามที่มือร้อนไล้ผ่านความอวบอิ่มซึ่งเผยออกมา ทันทีที่สาบเสื้อเปิดออก นางหลับตาปี๋ตัวแข็งทื่อ แต่เพราะจุมพิตแผ่วเบาที่เปล
หลังจากดื่มสุราอวยพร จาก ‘หัวหน้า’ เปลี่ยนเป็น ‘พี่ใหญ่’ ได้ยินดังนั้นหานเชี่ยนหนิงก็ยิ้มออกมาด้วยใบหน้าอ่อนโยนในใจของนางได้แต่คิดว่าเมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร นางล้วนไม่ใส่ใจทั้งสิ้น เพราะที่สำคัญวันนี้เขาคือสามีของนาง และนางก็คือฮูหยินของเขากว่าจะผ่านด่านพี่น้องของตัวเองมาได้ หยางอวี่ก็แทบจะยืนไม่อยู่ พี่น้องของเขากว่ายี่สิบคน เขาก็ต้องแบ่งเหล้าคนละครึ่งกับทุกคนรวมยี่สิบไห ดังนั้นแน่นอนกว่าสามารถกลับเข้าห้องหอ หยางอวี่ก็ถูกเหล่าพี่น้องมอมเหล้า กระทั่งต้องแบกร่างที่หมดสติกลับมาคืนหานเชี่ยนหนิง“พี่สะใภ้ ท่านจนโทษพวกเราก็ไม่ได้นะ พวกเราแค่อยากดื่มสุรามงคลอวยพรให้ท่านกับพี่ใหญ่”“ใช่ๆ ตอนนี้พวกเราจะไสหัวไปก่อนที่พี่ใหญ่จะฟื้น”“พวกท่านไม่ต้องกังวล พวกเราจะเฝ้าทางขึ้นเขาไว้ มดตัวเดียวก็จะไม่ปล่อยให้ขึ้นเขามาได้”หานเชี่ยนหนิงกลั้นหัวเราะ มองดูเหล่าองครักษ์เกราะดำที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเฝ้าทางขึ้นเขา กระนั้นแม้แต่ยืนก็ยังโงนเงนแทบล้ม“พวกท่านก็ไม่ค้างที่นี่ก่อนหรือ” มองดูลานรอบกองไฟที่ยังมีร่างของหลายคนนอนเรียงราย หานเชี่ยนหนิงมั่นใจว่าพวกเขาคงไม่รังเกียจ“ไม่ได้ๆ!” เสียงปฏิเส
ทว่านางไหนเลยจะคิดว่าเสิ่นม่อหรานจะใช้แผนนี้ คนไม่อยู่ ราชโองการไหนเลยจะใช้ได้ถึงแม้จะกลับมาและใช้ราชโองการ ข้าวสารก็คงกลายเป็นข้าวสุก ถึงวันนั้นหยางอวี่ก็แต่งสตรีอื่นที่ไม่ใช่นางเป็นฮูหยินเสียแล้ว!!!“หนึ่ง ไหว้ฟ้าดิน”ช่วงเวลาเดียวกันนั้น งานมงคลเรียบง่ายก็กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น กระท่อมกลางป่าของคนจรถูกตบแต่งด้วยกลิ่นอายมงคลแต่ถึงอย่างนั้นงานมงคลที่ดูเรียบง่าย ผู้อาวุโสฝ่ายเจ้าบ่าวกลับเป็นถึงเสนาบดีของแคว้น ...เสิ่นม่อหราน“สองไหว้บุพการี” บ่าวสาวในชุดสีแดงก้มลงคำนับหานลู่และฮูหยิน ข้างๆ กันนั้นยังมีหานเยี่ยนหรงที่ยืนน้ำตาซึมเหลือบมองสมุดรายการสินสอดที่หยางอวี่เขียนเอาไว้ในสมุด นางเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางไหนเลยจะรู้ว่าพี่เขยของนางจะมั่งคั่งถึงเพียงนี้ ถึงกับมีที่ดินมากมายในเมืองหลวง ตั๋วเงินและคฤหาสน์หลังใหญ่ทั้งที่เมืองยินและเมืองอันหยางได้ยินมาว่าคฤหาสน์ที่อันหยาง เขาเพิ่งจะซื้อเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ นางจึงได้แต่สงสัยว่านี่คือความบังเอิญหรือความจงใจ เพราะคฤหาสน์หลังนั้น อยู่ติดกันกับจวนเจ้าเมืองซึ่งบิดาซื้อเอาไว้ อีกทั้งระยะเวลายังใกล้เคียงกันอีกด้วยหากบังเอิญก็แล้วไป แ







