Share

บทที่ 2

Author: จงหยินเสวี่ย
ตอนเดินออกจากสถานีรถไฟความเร็วสูง จี้ซิวเหยียนเข็นกระเป๋าเดินทางของอวี๋เซิงเดินนำหน้าไปก่อน

ฉันเดินตามอยู่ด้านหลัง บริเวณหน้าลิฟต์ทางออกมีคนต่อคิวอยู่ไม่น้อย

ทว่าทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้าไป ลิฟต์ก็แจ้งเตือนว่าคนเต็มเสียแล้ว

แต่อวี๋เซิงยังคงยืนรออยู่ข้างนอก

จี้ซิวเหยียนดันกระเป๋าเดินทางของฉันออกไป แล้วดึงตัวอวี๋เซิงเข้ามาในลิฟต์แทน

“หมานหมาน กระเป๋าเดินทางของเธอใบใหญ่ มันกินพื้นที่เกินไปน่ะ”

“เธอรอขึ้นรอบหน้าก็แล้วกันนะ เดี๋ยวพวกเราไปรอที่ทางออก”

ไม่ทันให้ฉันได้เอ่ยปากแย้ง ประตูลิฟต์ก็ปิดลงเสียแล้ว

ฉันยืนอยู่หน้าลิฟต์ รถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หอบเอาสายลมมาปะทะใบหน้าจนเย็นเยียบ... และพัดพาความเหน็บหนาวซึมลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

พอฉันเดินไปถึงทางออก กลับไม่เห็นวี่แววของทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย

แม้แต่พ่อกับแม่ที่นัดแนะว่าจะมารับพวกเรากลับบ้าน ตอนนี้ก็ไร้ร่องรอยเช่นกัน

สภาพอากาศในฤดูร้อนช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้

จู่ ๆ ฝนก็เทตกลงมา ซ้ำยังตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ

ฉันที่ไม่ได้พกร่มมาด้วย ทำได้เพียงยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคา พร้อมกับต่อสายหาพ่อกับแม่

ฉันถือสายรออยู่นานถึงครึ่งชั่วโมงเต็ม กว่าพวกท่านจะกดรับ

พ่อร้องอุทานด้วยความตกใจ: “หมานหมาน ลูกยังไม่ได้ขึ้นรถมาหรอกเหรอ?”

“โอย พ่อยุ่งจนเบลอไปหมด นึกว่าลูกขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้วซะอีก”

แม่บ่นกระปอดกระแปดพร้อมกับแย่งโทรศัพท์ไปพูดสายแทน

“ต้องโทษความสะเพร่าของพ่อลูกนั่นแหละ! แต่ตอนนี้พวกเราใกล้จะถึงบ้านกันแล้ว ลูกเรียกแท็กซี่กลับมาเองก็แล้วกันนะ”

ฉันทอดมองสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา ม่านน้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาบดบังจนภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว

รถหนึ่งคัน นั่งได้สี่คน... แต่มีคนหายไปทั้งคน พวกเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่ตัวตนของฉันในบ้านหลังนี้เริ่มเลือนลางจนกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ

สถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งใหม่ตั้งอยู่แถบชานเมือง การเรียกแท็กซี่จึงยากลำบากมาก

จวบจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ฉันถึงเพิ่งโบกเรียกแท็กซี่ที่เพิ่งส่งผู้โดยสารเสร็จได้คันหนึ่ง

คนขับเห็นฉันเปียกปอนไปทั้งตัว จึงหยิบผ้าขนหนูจากช่องเก็บของหน้ารถมายื่นให้

“เช็ดตัวหน่อยเถอะแม่หนู เดี๋ยวจะพาลไม่สบายเอา”

“สถานีรถไฟนี่เรียกรถยากจะตายไป ทำไมไม่ให้คนที่บ้านมารับล่ะ?”

ขอบตาของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอ้างว้าง

พวกเขามารับแล้ว...

เพียงแต่... ไม่ได้มารับฉันก็เท่านั้น

ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันเลื่อนดูหน้าโมเมนต์วีแชตของพ่อ...

[เหล่าอวี๋ คุณหมดห่วงได้แล้วนะ ลูกสาวของพวกเราเก่งมากจริง ๆ]

ปลายนิ้วของฉันเผลอกำโทรศัพท์แน่น ความรู้สึกในอกราวกับถูกเจาะจนเป็นรูกลวงโบ๋

รูปประกอบคือภาพถ่ายครอบครัวสี่คนบริเวณหน้าสถานีรถไฟ

อวี๋เซิงยืนอิงแอบอยู่ข้างกายจี้ซิวเหยียน ในอ้อมแขนกอดช่อดอกทานตะวันสีเหลืองสดใส... ดอกไม้ที่เธอโปรดปรานที่สุด

ไม่มีในส่วนของฉันเลย...

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ... ไม่เคยมีใครคิดจะเตรียมมันไว้ให้ฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

อวี๋เซิงคือลูกสาวของเพื่อนร่วมรบของคุณพ่อ หลังจากที่เพื่อนของท่านพลีชีพในหน้าที่ พ่อก็รับเธอมาอุปการะที่บ้าน

เพื่อให้เธอปรับตัวได้ ทุกสิ่งที่ดีที่สุดจึงถูกประเคนให้กับเธอ

นานวันเข้า... แม้แต่ลูกสาวสายเลือดแท้ ๆ อย่างฉันก็ยังเทียบเธอไม่ติด

ทันทีที่ผลักประตูเดินเข้าบ้าน ทุกคนกำลังล้อมวงกินผลไม้หลังอาหารกันอย่างพร้อมหน้า

บรรยากาศชื่นมื่นนั้น ดูคลับคล้ายกับเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง

พ่อใช้ช้อนตักเนื้อแตงโมชิ้นโตตรงแกนกลางส่งให้อวี๋เซิง

“เซิงเซิง ลูกกินชิ้นนี้นะ หวานเจี๊ยบเลยล่ะ พ่อให้ป้าแม่บ้านเอาไปแช่เย็นเตรียมไว้ให้ลูกแต่เนิ่น ๆ เลยนะ”

จี้ซิวเหยียนเองก็ปอกเปลือกลิ้นจี่ใส่ถ้วยให้อย่างเอาใจใส่

“เซิงเซิง ช่วงนี้เธอเหนื่อยมามาก กินเยอะ ๆ บำรุงหน่อยนะ”

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่เนื้อแตงโมหวานฉ่ำตรงแกนกลาง หรือลิ้นจี่ที่ถูกปอกเปลือกเตรียมไว้ ไม่เคยปรากฏอยู่ในถ้วยของฉันอีกเลย

อวี๋เซิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาหาฉัน

เธอรับกระเป๋าเดินทางไปจากมือ พร้อมกับจูงมือฉันให้เดินไปที่โต๊ะอาหาร

ปากก็พร่ำบอกไปตลอดทาง “เจียงไหล ต้องโทษที่ฉันเดินเร็วเกินไป เธออย่าโกรธเลยนะ”

ฉันยกมือขึ้นกุมหน้าอกแน่น ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วจนก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว

ฉันสะบัดมือของเธอทิ้ง

ขณะที่กำลังเดินขึ้นบันได เสียงของพ่อก็ลอยตามหลังมา

“เซิงเซิง ลูกอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ”

“หมานหมานก็แค่ถูกพวกเราตามใจจนเสียคน ถ้าแกรู้จักความได้สักครึ่งหนึ่งของลูกก็คงจะดี”

ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายปิดประตูห้องลง ร่างกายของฉันรุม ๆ และร้อนผ่าวมาพักใหญ่แล้ว

ผลจากการตากฝนทำให้ฉันไข้ขึ้นสูง แต่จวบจนดึกดื่นค่อนคืน... ก็ไม่มีใครหน้าไหนแวะเวียนมาไถ่ถามฉันเลยสักคน

ไม่มีแม้แต่คำถามว่า... หนาวไหม? หรือหิวข้าวหรือเปล่า?

จู่ ๆ หน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับการแจ้งเตือนข้อความเข้า

ความหวังอันริบหรี่จุดประกายขึ้นในใจฉัน

[หมานหมาน พ่อของลูกพูดถูกแล้ว เป็นเพราะพวกเราตามใจลูกมากเกินไปจริง ๆ]

[ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แม่จะงดให้ค่าใช้จ่ายประจำเดือนของลูก]

[หัดดูอวี๋เซิงเป็นแบบอย่างเสียบ้างสิ ไม่อย่างนั้นตอนลูกเข้ามหาวิทยาลัย จะให้พ่อกับแม่วางใจปล่อยลูกไปได้ยังไง ]

ความหวังเฮือกสุดท้ายแตกสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี

ฉันทิ้งตัวลงนั่งคุดคู้กับพื้น ราวกับฟองน้ำที่ถูกบีบเค้นจนแห้งผาก จู่ ๆ ก็สูญสิ้นเรี่ยวแรงที่จะเรียกร้องความสนใจใด ๆ อีกต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 9

    จี้ซิวเหยียนยืนอยู่หน้าตึกเรียน ท่าทางของเขาดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างขึ้นมาก ทว่าพอเขาหันมาเห็นฉัน นัยน์ตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายขึ้นมาทันที “หมานหมาน!” “ฉันมาหาเธอตั้งหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้เจอสักที” น้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมาเจือแววตัดพ้อจนฟังดูอู้อี้ เขาก้าวเข้ามาทำท่าจะจับมือฉัน แต่ฉันกลับถอยหลังหนีไปหลายก้าว “จี้ซิวเหยียน” “นายจะเอายังไงอีก? เล่นละครพอหรือยัง” ฉันเคยชอบจี้ซิวเหยียนมาหลายปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพูดจารุนแรงกับเขา วินาทีนี้เขาถึงกับชะงักค้างอยู่กับที่ “หมานหมาน... เธอพูดอะไรน่ะ” “เธอรู้ไหมว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน” “ฉันรอเธออยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งมาตลอด แล้วทำไมเธอถึงไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่างต้าล่ะ” ฉันเหลือบมองเวลา ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว จึงหมดความอดทนและตอบเขากลับไปตรง ๆ “เพราะฉันไม่อยากเห็นหน้านายกับอวี๋เซิงไง” “ฉันรำคาญลูกตานาย พอใจหรือยัง?” พูดจบฉันก็เดินเลี่ยงเขาเพื่อจะเข้าตึกเรียน ทว่าจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามาสวมกอดฉันจากด้านหลัง “หมานหมาน เธออย่าเป็นแบบนี้สิ”“ฉันกับอวี๋เซิงไม่ได้มีอะไรกันเลยจริง ๆ เธออย่าเข้าใจผิดแบบนี้ได้ไห

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 8

    เหรียญรางวัลในมือร่วงหล่นลงบนพื้น ฉันถอยหลังกรูดจนสะดุดก้อนหิน ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น พ่อกับแม่ปรี่เข้ามาหวังจะช่วยประคองฉันให้ลุกขึ้น แต่ความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้น... ความทรงจำที่ฉันเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว กลับจู่โจมเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับความเจ็บปวดร้าวที่หัวใจ“อย่ามาแตะตัวหนู! อย่ามาแตะ!” มือของพ่อกับแม่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ แววตาของพวกเขาทั้งสองเจือไปด้วยความขมขื่น “หมานหมาน…” “ลูกเป็นอะไรไป นี่แม่เองนะ” หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกจากหางตาไม่ขาดสาย ฉันสะอื้นไห้ เค้นคำพูดออกมาทีละคำ ๆ ถึงช่วงเวลาที่ถูกหมางเมินและไม่เคยได้รับความสำคัญ “ในใจหนู... คุณไม่ใช่แม่มาตั้งนานแล้ว” “หนูไม่มีแม่ที่จำได้แต่ของโปรดของคนอื่นหรอก” “หนูไม่มีแม่ที่ไม่เคยเห็นความพยายามของหนู แล้วเอาแต่คิดว่าหนูทำอะไรก็สู้คนอื่นไม่ได้หรอกนะ” ฉันหันไปมองพ่อที่ยืนเงียบ ๆ แต่มีน้ำตาอาบเต็มสองแก้ม “แล้วหนูก็ไม่มีพ่อที่มักจะทิ้งหนูไว้ข้างหลังเสมอเหมือนกัน”“พวกคุณก็มีอวี๋เซิงอยู่แล้วทั้งคน จะมาปั่นป่วนชีวิตใหม่ที่หนูอุตส่าห์ดิ้นรนแทบตายกว่าจะได้มาทำไมอีก!” แม่พังทลายลง เธอโผเข้ามาสวมกอดฉัน “ไ

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 7

    ทันทีที่ฉันลงจากเครื่องบินและเปิดมือถือ ข้อความนับร้อยก็เด้งรัวขึ้นมาทันทีราวกับเครื่องติดไวรัส ซ้ำยังมีสายที่ไม่ได้รับจากหลายคนอีกด้วย แม่ทิ้งข้อความไว้ให้ในวีแชต [หมานหมาน ทำไมลูกถึงเอาแต่ใจแบบนี้นะ][ลูกสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกพ่อกับแม่ล่ะ][หมานหมาน ลูกไปไหนแล้ว? เมื่อไหร่จะทำให้แม่เลิกปวดหัวสักที]ซิวเหยียนก็ส่งข้อความมาหาฉันรัว ๆ เหมือนกัน [เจียงไหล ครั้งนี้เธอสอบได้คะแนนดีมาก ดีจริง ๆ! พวกเราไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยกันได้แล้วนะ][เลิกงอแงได้แล้ว ทำให้คุณน้าต้องเป็นห่วงอีก รีบกลับมาเถอะ][อีกไม่กี่วันพวกเราไปรายงานตัวที่มหาลัยด้วยกันนะ]ฉันขมวดคิ้วอ่านข้อความพวกนั้นจนจบ จากนั้นก็กดบล็อกแล้วลบทิ้งทันที ฉันก้าวเท้าออกจากสนามบิน สายลมของเมืองก่างพัดมาปะทะใบหน้า ด้วยความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันพร้อมมุ่งหน้าสู่อนาคตที่เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว ตอนที่เดินออกมา ฉันกำลังเปิดแอปพลิเคชันนำทางเพื่อหาเส้นทางไปมหาวิทยาลัย จู่ ๆ ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เอื้อมมือมาตบไหล่ฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เธอเป็นผู้หญิงที่ดูสุภาพอ่อนโยนและสง่างาม ทั่วทั้

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 6

    จี้ซิวเหยียนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนจะพุ่งเข้าไปแย่งโทรศัพท์มาอย่างรวดเร็ว เขาจ้องมองคะแนนและรหัสยืนยันผลบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็ล้วงโทรศัพท์ของตัวเองออกมาเทียบดู เขาเงยหน้ามองแม่ ริมฝีปากขยับเปิดปิด แต่กลับพูดแก้ตัวไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ เพราะฉันสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นจริง ๆ และเขาก็เป็นคนพูดเต็มปากเต็มคำว่าฉันต้องซิ่ว “คุณน้าครับ…” แม่ยกมือขึ้นตัดบท ก่อนจะหันหลังเดินออกไป ระหว่างทาง แม่โทรหาฉันไม่หยุด ส่วนจี้ซิวเหยียนก็ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่ตรงมุมห้องจัดเลี้ยง รัวข้อความส่งหาฉันมากมาย แต่ฉันที่อยู่บนเครื่องบิน ไม่ได้รับรู้อะไรเลย ทันทีที่ถึงบ้าน แม่ก็รีบร้อนเปิดประตูเข้าไป เธอตะโกนเรียกชื่อฉันลั่นบ้าน แต่ไม่ว่าจะเรียกดังแค่ไหน ก็ไม่มีเสียงใดตอบรับ พ่อเดินตามเข้ามาติด ๆ เมื่อทั้งสองคนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นไปชั้นบน สภาพภายในห้องยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เว้นเสียแต่ในถังขยะ... ที่มีกระดาษอัดรูปกองโตและรูปโพลารอยด์ถูกตัดขาดวิ่นทิ้งไว้อย่างสะดุดตา แม่ทรุดตัวลงข้างถังขยะ ค่อย ๆ เก็บเศษรูปเหล่านั้นขึ้นมาทีละชิ้น ภาพถ่ายครอ

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 5

    เคร้ง! โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นลงพื้น คนเป็นแม่ยืนอึ้งนิ่งงันอยู่กับที่ ผู้เป็นพ่อเองก็ตกใจกับท่าทีของเธอเช่นกัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “อาจารย์เฉินครับ คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” “อวี๋เซิงยังสอบได้แค่ 670 แล้วเจียงไหลลูกบ้านเราจะสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นได้ยังไงกันครับ” คราวนี้ครูประจำชั้นยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ เธอคิดไม่ออกเลยว่าทำไมถึงมีผู้ปกครองที่ไม่ใส่ใจลูกได้ขนาดนี้ เพิ่งจะมารู้คะแนนเอาป่านนี้ก็ว่าแย่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาแรกหลังจากที่รู้กลับไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็นการปฏิเสธไม่ยอมเชื่ออย่างสิ้นเชิง “คุณพ่อของเจียงไหลคะ ครูมั่นใจมาก ๆ ค่ะว่าครั้งนี้เจียงไหลทำข้อสอบได้ดีเยี่ยมเลยจริง ๆ” “เธอสอบได้ 686 คะแนนจริง ๆ ค่ะ” เรี่ยวแรงของผู้เป็นพ่อหดหายไปในพริบตา เขาทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ จังหวะนั้น พิธีกรบนเวทีก็ประกาศเรียกพวกเขาขึ้นไปกล่าวความรู้สึกในฐานะผู้ปกครองของอวี๋เซิง แสงไฟทั้งห้องจัดเลี้ยงสาดส่องมารวมกันที่ใบหน้าของพวกเขาทั้งสอง ทว่าในวินาทีนี้ บนใบหน้าของทั้งคู่กลับเหลือเพียงความขาวซีดไร้สีเลือด ภายใต้สายต

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 4

    พิธีจบการศึกษาจบลง ทุกคนต่างพากันเดินกลับ จนกระทั่งอวี๋เซิงเอ่ยเตือน พ่อแม่และจี้ซิวเหยียนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีฉันอยู่ “หมานหมาน ทำไมลูกชอบวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วอีกแล้วเนี่ย” ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ก้าวขึ้นรถไปเงียบ ๆ และเลือกเดินไปนั่งเบาะแถวหลังสุดด้วยตัวเอง พวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร พอขึ้นรถก็พากันคุยเรื่องมหาวิทยาลัยและคณะที่จะเรียนต่ออย่างออกรส “เซิงเซิง ลูกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งกับซิวเหยียน มีเขาคอยดูแลลูกแบบนี้ พวกเราก็หมดห่วงแล้วล่ะ”อวี๋เซิงหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้ารับคำ ส่วนเรื่องจะเลือกเรียนคณะอะไร พ่อกับแม่มีความเห็นไม่ตรงกันจนเถียงกันขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะให้เกียรติการตัดสินใจของอวี๋เซิง “เซิงเซิงทั้งฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับหมานหมาน พวกเราไม่ต้องมานั่งปวดหัวเลยสักนิด” ฉันยังคงปิดปากเงียบมาตลอดทาง จนกระทั่งรถใกล้จะถึงบ้าน พวกเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นฉันที่นั่งอยู่เบาะหลังสุด แม่หันมาถามฉัน “หมานหมาน แล้วลูกล่ะ ตั้งใจจะเอายังไงต่อ” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากตอบ จี้ซิวเหยียนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “คุณน้าครับ หมานหมานทำคะแนนสอบ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status