Share

บทที่ 4

Author: จงหยินเสวี่ย
พิธีจบการศึกษาจบลง ทุกคนต่างพากันเดินกลับ

จนกระทั่งอวี๋เซิงเอ่ยเตือน พ่อแม่และจี้ซิวเหยียนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีฉันอยู่

“หมานหมาน ทำไมลูกชอบวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วอีกแล้วเนี่ย”

ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ก้าวขึ้นรถไปเงียบ ๆ

และเลือกเดินไปนั่งเบาะแถวหลังสุดด้วยตัวเอง

พวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร พอขึ้นรถก็พากันคุยเรื่องมหาวิทยาลัยและคณะที่จะเรียนต่ออย่างออกรส

“เซิงเซิง ลูกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งกับซิวเหยียน มีเขาคอยดูแลลูกแบบนี้ พวกเราก็หมดห่วงแล้วล่ะ”

อวี๋เซิงหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้ารับคำ

ส่วนเรื่องจะเลือกเรียนคณะอะไร พ่อกับแม่มีความเห็นไม่ตรงกันจนเถียงกันขึ้นมา

แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะให้เกียรติการตัดสินใจของอวี๋เซิง

“เซิงเซิงทั้งฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับหมานหมาน พวกเราไม่ต้องมานั่งปวดหัวเลยสักนิด”

ฉันยังคงปิดปากเงียบมาตลอดทาง

จนกระทั่งรถใกล้จะถึงบ้าน พวกเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นฉันที่นั่งอยู่เบาะหลังสุด

แม่หันมาถามฉัน “หมานหมาน แล้วลูกล่ะ ตั้งใจจะเอายังไงต่อ”

แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากตอบ จี้ซิวเหยียนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

“คุณน้าครับ หมานหมานทำคะแนนสอบได้ไม่ค่อยดี คงต้องซิ่วเตรียมสอบใหม่อีกปีครับ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมกับเซิงเซิงจะล่วงหน้าไปดูลาดเลาที่จิงต้าก่อน รอปีหน้าค่อยให้หมานหมานตามพวกเราไป”

พ่อกับแม่หันมามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“หมานหมาน ถ้าลูกทำตัวให้พ่อแม่เบาใจได้สักครึ่งของเซิงเซิงก็คงจะดีหรอกนะ”

ฉันกะพริบตา ปล่อยให้หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงบนหน้าจอโทรศัพท์

ตัวเลขคะแนน 686 ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้นช่างบาดตายิ่งนัก

พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยถามฉันเลยสักคำ

เพียงแค่จี้ซิวเหยียนพูดประโยคเดียว ก็พากันด่วนสรุปไปแล้วว่าฉันสอบตกจนต้องซิ่วเรียนใหม่

ฉันเริ่มทยอยนำเครื่องประดับที่พ่อแม่ซื้อให้ตั้งแต่เด็กไปขายทีละชิ้น

รวมไปถึงของขวัญที่จี้ซิวเหยียนมอบให้ในวันเกิดและวันเทศกาลต่าง ๆ ของทุกปีด้วย

เมื่อนำมารวมกับเงินอั่งเปาที่ฉันเก็บหอมรอมริบไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็ทำให้ฉันมีเงินเก็บก้อนใหญ่

มากพอที่จะจ่ายค่าเทอม และเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในช่วงหลายเดือนแรกของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้สบาย ๆ

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฉันก็เก็บหนังสือตอบรับเข้าศึกษาต่อจาก

มหาวิทยาลัยก่างต้าลงกระเป๋า แล้วรูดซิปปิดกระเป๋าเดินทาง

ตอนที่ฉันลากกระเป๋าเดินทางก้าวออกจากห้อง ในบ้านกลับว่างเปล่าไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

จี้ซิวเหยียนโทรศัพท์เข้ามาพอดี

“หมานหมาน โรงเรียนกวดวิชาสำหรับเตรียมสอบใหม่ ฉันดูไว้ให้เธอแล้วนะ”

“เดี๋ยวพองานเลี้ยงฉลองสอบติดมหาลัยของวันนี้จบลง ฉันจะพาเธอไปสมัครเรียน”

ฉันไม่ได้ตอบรับอะไร ทำเพียงทอดสายตามองภาพถ่ายครอบครัวที่ชั้นล่าง แล้วเอ่ยถามเขาไปว่า

“งานเลี้ยงฉลองสอบติดของใครเหรอ”

“ก็ต้องเป็นงานของฉันกับเซิงเซิงอยู่แล้วสิ”

คนทั้งบ้านพากันไปหมด มีแค่ฉันคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

เหมือนกับกรุ๊ปแชตที่พวกเขาคุยกันเป็นประจำนั่นแหละ

ทุกคนอยู่ในนั้นกันหมด ยกเว้นฉัน

“พ่อแม่ของฉันกับพ่อแม่ของเธอปรึกษากันแล้วว่า ไหน ๆ ฉันกับเซิงเซิงก็ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยกันทั้งคู่ เลยจัดงานรวบยอดพร้อมกันไปเลยน่ะ”

“อืม”

ความผิดหวังพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด ฉันไม่อยากจะพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว

จี้ซิวเหยียนสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของฉัน น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนโยนลง

“หมานหมาน พวกเราเองก็กลัวว่าเธอจะเสียใจ เลยไม่ได้ชวนเธอน่ะ”

“ยังไงเธอก็ต้องเตรียมตัวสอบใหม่ รอให้ถึงงานเลี้ยงของเธอปีหน้า พวกเราจะจัดงานให้ใหญ่โตไปเลย ดีไหม”

หัวใจของฉันราวกับถูกเข็มทิ่มแทง ความขมขื่นตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก

“จี้ซิวเหยียน ความจริงแล้วฉัน”

“ซิวเหยียน งานใกล้จะเริ่มแล้วนะ ทำอะไรอยู่น่ะ”

เดิมทีฉันตั้งใจจะพูดกับเขาให้รู้เรื่อง และถือโอกาสตัดขาดความสัมพันธ์ของพวกเราไปเลย

แต่ก็ถูกอวี๋เซิงพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน

จี้ซิวเหยียนรีบร้อนวางสายไป โดยไม่ทันได้ฟังประโยคครึ่งหลังของฉัน

ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เป็นการบอกลาสถานที่ที่เติบโตมาแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปยังสนามบิน

พ่อกับแม่นั่งอยู่ด้านล่างเวที ทอดสายตามองอวี๋เซิงและจี้ซิวเหยียน

ในใจรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก

จู่ ๆ พ่อก็เอ่ยขึ้นมาว่า “จะว่าไป เซิงเซิงกับซิวเหยียนนี่ก็เหมาะสมกันดีนะ”

แม่ยืดตัวตรงแล้วฟาดแขนเขาไปเต็มแรงหนึ่งที

“พูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ หมานหมานชอบซิวเหยียนมาตลอด คุณเองก็รู้ไม่ใช่หรือไง”

พอพูดถึงฉัน ในใจของทั้งคู่ก็พลันรู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่รู้เหมือนกันว่าหมานหมานตั้งใจจะไปเรียนซ้ำที่ไหน”

ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น โทรศัพท์จากครูประจำชั้นก็โทรเข้ามาพอดี

“คุณแม่ของเจียงไหลใช่ไหมครับ ผมอาจารย์เฉินนะครับ”

แม่เปิดลำโพงแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ครูพูดต่อว่า

“งานเลี้ยงฉลองสอบติดของเจียงไหล พวกคุณแม่เตรียมจะจัดกันที่ไหนเหรอครับ ผมพอจะมีเกียรติได้ไปร่วมงานด้วยไหมครับ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่แข็งค้างไปในทันที ก่อนจะฉายแววกระอักกระอ่วนใจออกมา

“อาจารย์เฉินคะ คงต้องทำให้ครูผิดหวังแล้วล่ะค่ะ พอดีเจียงไหลบ้านเราสอบได้ไม่ค่อยดี คงต้องให้ซิ่วอ่านหนังสือสอบใหม่อีกปีน่ะค่ะ”

อาจารย์เฉินในสายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสับสน

“คุณแม่ของเจียงไหลล้อผมเล่นหรือเปล่าครับ? การสอบครั้งนี้เจียงไหลทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเกินคาดเลยนะครับ สอบได้ตั้ง 686 คะแนน จะต้องซิ่วเรียนใหม่ได้ยังไงกันครับ?”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 9

    จี้ซิวเหยียนยืนอยู่หน้าตึกเรียน ท่าทางของเขาดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างขึ้นมาก ทว่าพอเขาหันมาเห็นฉัน นัยน์ตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายขึ้นมาทันที “หมานหมาน!” “ฉันมาหาเธอตั้งหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้เจอสักที” น้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมาเจือแววตัดพ้อจนฟังดูอู้อี้ เขาก้าวเข้ามาทำท่าจะจับมือฉัน แต่ฉันกลับถอยหลังหนีไปหลายก้าว “จี้ซิวเหยียน” “นายจะเอายังไงอีก? เล่นละครพอหรือยัง” ฉันเคยชอบจี้ซิวเหยียนมาหลายปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพูดจารุนแรงกับเขา วินาทีนี้เขาถึงกับชะงักค้างอยู่กับที่ “หมานหมาน... เธอพูดอะไรน่ะ” “เธอรู้ไหมว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน” “ฉันรอเธออยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งมาตลอด แล้วทำไมเธอถึงไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่างต้าล่ะ” ฉันเหลือบมองเวลา ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว จึงหมดความอดทนและตอบเขากลับไปตรง ๆ “เพราะฉันไม่อยากเห็นหน้านายกับอวี๋เซิงไง” “ฉันรำคาญลูกตานาย พอใจหรือยัง?” พูดจบฉันก็เดินเลี่ยงเขาเพื่อจะเข้าตึกเรียน ทว่าจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามาสวมกอดฉันจากด้านหลัง “หมานหมาน เธออย่าเป็นแบบนี้สิ”“ฉันกับอวี๋เซิงไม่ได้มีอะไรกันเลยจริง ๆ เธออย่าเข้าใจผิดแบบนี้ได้ไห

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 8

    เหรียญรางวัลในมือร่วงหล่นลงบนพื้น ฉันถอยหลังกรูดจนสะดุดก้อนหิน ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น พ่อกับแม่ปรี่เข้ามาหวังจะช่วยประคองฉันให้ลุกขึ้น แต่ความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้น... ความทรงจำที่ฉันเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว กลับจู่โจมเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับความเจ็บปวดร้าวที่หัวใจ“อย่ามาแตะตัวหนู! อย่ามาแตะ!” มือของพ่อกับแม่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ แววตาของพวกเขาทั้งสองเจือไปด้วยความขมขื่น “หมานหมาน…” “ลูกเป็นอะไรไป นี่แม่เองนะ” หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกจากหางตาไม่ขาดสาย ฉันสะอื้นไห้ เค้นคำพูดออกมาทีละคำ ๆ ถึงช่วงเวลาที่ถูกหมางเมินและไม่เคยได้รับความสำคัญ “ในใจหนู... คุณไม่ใช่แม่มาตั้งนานแล้ว” “หนูไม่มีแม่ที่จำได้แต่ของโปรดของคนอื่นหรอก” “หนูไม่มีแม่ที่ไม่เคยเห็นความพยายามของหนู แล้วเอาแต่คิดว่าหนูทำอะไรก็สู้คนอื่นไม่ได้หรอกนะ” ฉันหันไปมองพ่อที่ยืนเงียบ ๆ แต่มีน้ำตาอาบเต็มสองแก้ม “แล้วหนูก็ไม่มีพ่อที่มักจะทิ้งหนูไว้ข้างหลังเสมอเหมือนกัน”“พวกคุณก็มีอวี๋เซิงอยู่แล้วทั้งคน จะมาปั่นป่วนชีวิตใหม่ที่หนูอุตส่าห์ดิ้นรนแทบตายกว่าจะได้มาทำไมอีก!” แม่พังทลายลง เธอโผเข้ามาสวมกอดฉัน “ไ

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 7

    ทันทีที่ฉันลงจากเครื่องบินและเปิดมือถือ ข้อความนับร้อยก็เด้งรัวขึ้นมาทันทีราวกับเครื่องติดไวรัส ซ้ำยังมีสายที่ไม่ได้รับจากหลายคนอีกด้วย แม่ทิ้งข้อความไว้ให้ในวีแชต [หมานหมาน ทำไมลูกถึงเอาแต่ใจแบบนี้นะ][ลูกสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกพ่อกับแม่ล่ะ][หมานหมาน ลูกไปไหนแล้ว? เมื่อไหร่จะทำให้แม่เลิกปวดหัวสักที]ซิวเหยียนก็ส่งข้อความมาหาฉันรัว ๆ เหมือนกัน [เจียงไหล ครั้งนี้เธอสอบได้คะแนนดีมาก ดีจริง ๆ! พวกเราไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยกันได้แล้วนะ][เลิกงอแงได้แล้ว ทำให้คุณน้าต้องเป็นห่วงอีก รีบกลับมาเถอะ][อีกไม่กี่วันพวกเราไปรายงานตัวที่มหาลัยด้วยกันนะ]ฉันขมวดคิ้วอ่านข้อความพวกนั้นจนจบ จากนั้นก็กดบล็อกแล้วลบทิ้งทันที ฉันก้าวเท้าออกจากสนามบิน สายลมของเมืองก่างพัดมาปะทะใบหน้า ด้วยความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันพร้อมมุ่งหน้าสู่อนาคตที่เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว ตอนที่เดินออกมา ฉันกำลังเปิดแอปพลิเคชันนำทางเพื่อหาเส้นทางไปมหาวิทยาลัย จู่ ๆ ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เอื้อมมือมาตบไหล่ฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เธอเป็นผู้หญิงที่ดูสุภาพอ่อนโยนและสง่างาม ทั่วทั้

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 6

    จี้ซิวเหยียนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนจะพุ่งเข้าไปแย่งโทรศัพท์มาอย่างรวดเร็ว เขาจ้องมองคะแนนและรหัสยืนยันผลบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็ล้วงโทรศัพท์ของตัวเองออกมาเทียบดู เขาเงยหน้ามองแม่ ริมฝีปากขยับเปิดปิด แต่กลับพูดแก้ตัวไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ เพราะฉันสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นจริง ๆ และเขาก็เป็นคนพูดเต็มปากเต็มคำว่าฉันต้องซิ่ว “คุณน้าครับ…” แม่ยกมือขึ้นตัดบท ก่อนจะหันหลังเดินออกไป ระหว่างทาง แม่โทรหาฉันไม่หยุด ส่วนจี้ซิวเหยียนก็ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่ตรงมุมห้องจัดเลี้ยง รัวข้อความส่งหาฉันมากมาย แต่ฉันที่อยู่บนเครื่องบิน ไม่ได้รับรู้อะไรเลย ทันทีที่ถึงบ้าน แม่ก็รีบร้อนเปิดประตูเข้าไป เธอตะโกนเรียกชื่อฉันลั่นบ้าน แต่ไม่ว่าจะเรียกดังแค่ไหน ก็ไม่มีเสียงใดตอบรับ พ่อเดินตามเข้ามาติด ๆ เมื่อทั้งสองคนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นไปชั้นบน สภาพภายในห้องยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เว้นเสียแต่ในถังขยะ... ที่มีกระดาษอัดรูปกองโตและรูปโพลารอยด์ถูกตัดขาดวิ่นทิ้งไว้อย่างสะดุดตา แม่ทรุดตัวลงข้างถังขยะ ค่อย ๆ เก็บเศษรูปเหล่านั้นขึ้นมาทีละชิ้น ภาพถ่ายครอ

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 5

    เคร้ง! โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นลงพื้น คนเป็นแม่ยืนอึ้งนิ่งงันอยู่กับที่ ผู้เป็นพ่อเองก็ตกใจกับท่าทีของเธอเช่นกัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “อาจารย์เฉินครับ คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” “อวี๋เซิงยังสอบได้แค่ 670 แล้วเจียงไหลลูกบ้านเราจะสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นได้ยังไงกันครับ” คราวนี้ครูประจำชั้นยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ เธอคิดไม่ออกเลยว่าทำไมถึงมีผู้ปกครองที่ไม่ใส่ใจลูกได้ขนาดนี้ เพิ่งจะมารู้คะแนนเอาป่านนี้ก็ว่าแย่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาแรกหลังจากที่รู้กลับไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็นการปฏิเสธไม่ยอมเชื่ออย่างสิ้นเชิง “คุณพ่อของเจียงไหลคะ ครูมั่นใจมาก ๆ ค่ะว่าครั้งนี้เจียงไหลทำข้อสอบได้ดีเยี่ยมเลยจริง ๆ” “เธอสอบได้ 686 คะแนนจริง ๆ ค่ะ” เรี่ยวแรงของผู้เป็นพ่อหดหายไปในพริบตา เขาทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ จังหวะนั้น พิธีกรบนเวทีก็ประกาศเรียกพวกเขาขึ้นไปกล่าวความรู้สึกในฐานะผู้ปกครองของอวี๋เซิง แสงไฟทั้งห้องจัดเลี้ยงสาดส่องมารวมกันที่ใบหน้าของพวกเขาทั้งสอง ทว่าในวินาทีนี้ บนใบหน้าของทั้งคู่กลับเหลือเพียงความขาวซีดไร้สีเลือด ภายใต้สายต

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 4

    พิธีจบการศึกษาจบลง ทุกคนต่างพากันเดินกลับ จนกระทั่งอวี๋เซิงเอ่ยเตือน พ่อแม่และจี้ซิวเหยียนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีฉันอยู่ “หมานหมาน ทำไมลูกชอบวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วอีกแล้วเนี่ย” ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ก้าวขึ้นรถไปเงียบ ๆ และเลือกเดินไปนั่งเบาะแถวหลังสุดด้วยตัวเอง พวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร พอขึ้นรถก็พากันคุยเรื่องมหาวิทยาลัยและคณะที่จะเรียนต่ออย่างออกรส “เซิงเซิง ลูกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งกับซิวเหยียน มีเขาคอยดูแลลูกแบบนี้ พวกเราก็หมดห่วงแล้วล่ะ”อวี๋เซิงหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้ารับคำ ส่วนเรื่องจะเลือกเรียนคณะอะไร พ่อกับแม่มีความเห็นไม่ตรงกันจนเถียงกันขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะให้เกียรติการตัดสินใจของอวี๋เซิง “เซิงเซิงทั้งฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับหมานหมาน พวกเราไม่ต้องมานั่งปวดหัวเลยสักนิด” ฉันยังคงปิดปากเงียบมาตลอดทาง จนกระทั่งรถใกล้จะถึงบ้าน พวกเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นฉันที่นั่งอยู่เบาะหลังสุด แม่หันมาถามฉัน “หมานหมาน แล้วลูกล่ะ ตั้งใจจะเอายังไงต่อ” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากตอบ จี้ซิวเหยียนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “คุณน้าครับ หมานหมานทำคะแนนสอบ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status