Share

บทที่ 3

Author: จงหยินเสวี่ย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสียงโวยวายจากชั้นล่างปลุกฉันให้ตื่นขึ้น

ฉันฝืนลุกขึ้นไปดูด้วยอาการสะลึมสะลือ

จี้ซิวเหยียนแต่งตัวเต็มยศนั่งอยู่ชั้นล่าง

พอเห็นฉัน เขาก็กวักมือเรียก

“หมานหมาน วันนี้มีพิธีจบการศึกษานะ ทำไมเธอยังไม่เตรียมตัวอีก?”

ฉันที่พิษไข้ขึ้นจนสติเบลอ ไม่ได้เปิดดูข้อความในแชตกลุ่มของห้องเลยสักนิด

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบอะไร อวี๋เซิงก็เดินออกมาจากห้องเสียก่อน

ชุดราตรีที่เธอสวมอยู่นั้น เป็นชุดที่ฉันอุตส่าห์ไปเรียนตัดเย็บและลงมือทำด้วยตัวเองล่วงหน้าตั้งครึ่งปี

ปักเป็นลวดลายกระต่ายน้อยกับจิ้งจอกน้อย

แถมยังเป็นชุดคู่กับที่จี้ซิวเหยียนสวมอยู่พอดี

ชุดราตรีเรียบง่ายแค่สองชุด แต่ฉันจำไม่ได้แล้วว่าต้องโดนเข็มทิ่มนิ้วไปตั้งกี่หน

อวี๋เซิงในชุดราตรียืนบีบชายกระโปรงแน่นด้วยความประหม่า

“หมานหมาน ฉันชอบชุดนี้มากเลย... คุณน้าบอกว่าฉันใส่แล้วดูดี”

“แต่ถ้าเธอไม่พอใจ ฉันถอดคืนให้ตอนนี้เลยก็ได้นะ”

ปากก็พูดว่าจะถอด แต่มือกลับกำชายกระโปรงเอาไว้แน่นกว่าเดิม

จี้ซิวเหยียนรีบวิ่งขึ้นมาขวางหน้าเพื่อปกป้องอวี๋เซิงทันที

“หมานหมาน เธอมีชุดสวย ๆ ตั้งเยอะแยะ เซิงเซิงแค่อยากได้ชุดนี้ชุดเดียว ทำไมเธอต้องบีบบังคับให้เธอถอดคืนด้วย”

แม่ได้ยินเสียงเอะอะก็เดินออกมาดูเช่นกัน

“หมานหมาน ลูกเลิกคิดเล็กคิดน้อยสักทีได้ไหม”

“แม่เป็นคนให้เซิงเซิงใส่เองแหละ ก็แค่ชุดราตรีชุดเดียว ลูกก็ไปหาชุดอื่นใส่เอาก็สิ้นเรื่อง”

ลำคอของฉันตีบตัน ราวกับมีเศษแก้วแตกอัดแน่นอยู่ข้างใน

“ฉันยังไม่ได้บังคับอะไรเธอเลยนะ”

แต่คำอธิบายของฉัน กลับไม่มีใครคิดจะรับฟังเลยสักคน

กว่าฉันจะจัดการตัวเองเสร็จอย่างทุลักทุเล พวกเขาก็ทิ้งฉันแล้วล่วงหน้าไปโรงเรียนกันก่อนอีกตามเคย

ในพิธีจบการศึกษา จี้ซิวเหยียนและอวี๋เซิงได้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนนักเรียนดีเด่น

ทั้งสองคนสวมชุดคู่ยืนเคียงข้างกันอยู่บนเวที ดูโดดเด่นทัดเทียมและเหมาะสมกันที่สุด

จี้ซิวเหยียนคอยประคองเธออยู่ข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง

คงกลัวว่าเธอจะไม่ชินกับการสวมรองเท้าส้นสูงเป็นครั้งแรก

พอการกล่าวสุนทรพจน์จบลง เสียงฮือฮาจากที่นั่งด้านล่างก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย

“จี้ซิวเหยียนกับอวี๋เซิงเหมาะสมกันสุด ๆ! ได้ยินมาว่าทั้งคู่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันด้วยนะ ฟินจะตายอยู่แล้ว!”

“กรี๊ดดด ฉันก็ด้วย! หนุ่มหล่อสาวสวย ความสามารถสูสีกันขนาดนี้ ใครจะอดใจไม่ชิปไหว!”

“มีใครสังเกตบ้างไหม ชุดของพวกเขาเป็นชุดคู่กันด้วยนะ! แอบแจกโมเมนต์

หวาน ๆ แบบนี้มันฟินเกินไปแล้ว!”

ทว่าจู่ ๆ ก็มีใครบางคนโพล่งขึ้นมาลอย ๆ

“ฉันจำได้ว่า ก่อนหน้านี้จี้ซิวเหยียนชอบเพื่อนสมัยเด็กของเขาไม่ใช่เหรอ?”

ทุกคนรอบข้างเงียบกริบลงทันที เพื่อนร่วมชั้นที่รู้จักฉันหันมามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเห็นใจ

ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไป ทำเพียงแค่มองไปยังที่นั่งว่างเปล่าด้านหลัง

พิธีจบการศึกษาในวันนี้มีการจัดเตรียมที่นั่งสำหรับผู้ปกครองเอาไว้

เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามฉัน “เจียงไหล พ่อแม่ของเธอรักเธอที่สุดไม่ใช่เหรอ”

“วันนี้วันจบการศึกษาทั้งที ทำไมถึงไม่มาล่ะ?”

ฉันมองออกไปไม่ไกลนัก สายตาจับจ้องไปที่พ่อกับแม่ของตัวเอง ซึ่งกำลังนั่งอยู่ด้านหลังของอวี๋เซิงและจี้ซิวเหยียน

ฉันยิ้มขื่นแล้วส่ายหน้าเบา ๆ

“อืม พวกเขาไม่มาหรอก”

และฉันก็ไม่ต้องการแล้วเหมือนกัน

ครูประจำชั้นเรียกฉันไปพบที่ห้องพักครู

ครูชี้ไปที่ใบแสดงความจำนงเลือกมหาวิทยาลัยที่ฉันส่งไป ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“เจียงไหล ครั้งนี้เธอทำคะแนนสอบได้ดีมากเลยนะ ทำไมถึงไม่เลือกมหาวิทยาลัยปักกิ่งล่ะ?”

“ถึงมหาวิทยาลัยก่างต้าที่เธอเลือกจะเป็นสถาบันชั้นนำเหมือนกัน แต่มันก็อยู่ห่างจากที่นี่ตั้งสองพันกว่ากิโลเลยนะ”

“เธอลองกลับไปทบทวนดูดี ๆ อีกทีเถอะ”

ช่างน่าตลกดี... ตั้งแต่คะแนนสอบประกาศออกมาจนถึงตอนนี้ คนเดียวที่ใส่ใจเรื่องผลการเรียนของฉัน กลับมีแค่ครูประจำชั้นเท่านั้น

“อาจารย์คะ หนูตัดสินใจดีแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ”

เมืองก่างอยู่ห่างจากเมืองจิงไปกว่าสองพันกิโลเมตร

ระยะทางสองพันกว่ากิโลเมตรนี้... ฉันไม่อยากหวนกลับมาที่นี่อีกแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 9

    จี้ซิวเหยียนยืนอยู่หน้าตึกเรียน ท่าทางของเขาดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างขึ้นมาก ทว่าพอเขาหันมาเห็นฉัน นัยน์ตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายขึ้นมาทันที “หมานหมาน!” “ฉันมาหาเธอตั้งหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้เจอสักที” น้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมาเจือแววตัดพ้อจนฟังดูอู้อี้ เขาก้าวเข้ามาทำท่าจะจับมือฉัน แต่ฉันกลับถอยหลังหนีไปหลายก้าว “จี้ซิวเหยียน” “นายจะเอายังไงอีก? เล่นละครพอหรือยัง” ฉันเคยชอบจี้ซิวเหยียนมาหลายปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพูดจารุนแรงกับเขา วินาทีนี้เขาถึงกับชะงักค้างอยู่กับที่ “หมานหมาน... เธอพูดอะไรน่ะ” “เธอรู้ไหมว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน” “ฉันรอเธออยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งมาตลอด แล้วทำไมเธอถึงไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่างต้าล่ะ” ฉันเหลือบมองเวลา ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว จึงหมดความอดทนและตอบเขากลับไปตรง ๆ “เพราะฉันไม่อยากเห็นหน้านายกับอวี๋เซิงไง” “ฉันรำคาญลูกตานาย พอใจหรือยัง?” พูดจบฉันก็เดินเลี่ยงเขาเพื่อจะเข้าตึกเรียน ทว่าจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามาสวมกอดฉันจากด้านหลัง “หมานหมาน เธออย่าเป็นแบบนี้สิ”“ฉันกับอวี๋เซิงไม่ได้มีอะไรกันเลยจริง ๆ เธออย่าเข้าใจผิดแบบนี้ได้ไห

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 8

    เหรียญรางวัลในมือร่วงหล่นลงบนพื้น ฉันถอยหลังกรูดจนสะดุดก้อนหิน ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น พ่อกับแม่ปรี่เข้ามาหวังจะช่วยประคองฉันให้ลุกขึ้น แต่ความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้น... ความทรงจำที่ฉันเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว กลับจู่โจมเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับความเจ็บปวดร้าวที่หัวใจ“อย่ามาแตะตัวหนู! อย่ามาแตะ!” มือของพ่อกับแม่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ แววตาของพวกเขาทั้งสองเจือไปด้วยความขมขื่น “หมานหมาน…” “ลูกเป็นอะไรไป นี่แม่เองนะ” หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกจากหางตาไม่ขาดสาย ฉันสะอื้นไห้ เค้นคำพูดออกมาทีละคำ ๆ ถึงช่วงเวลาที่ถูกหมางเมินและไม่เคยได้รับความสำคัญ “ในใจหนู... คุณไม่ใช่แม่มาตั้งนานแล้ว” “หนูไม่มีแม่ที่จำได้แต่ของโปรดของคนอื่นหรอก” “หนูไม่มีแม่ที่ไม่เคยเห็นความพยายามของหนู แล้วเอาแต่คิดว่าหนูทำอะไรก็สู้คนอื่นไม่ได้หรอกนะ” ฉันหันไปมองพ่อที่ยืนเงียบ ๆ แต่มีน้ำตาอาบเต็มสองแก้ม “แล้วหนูก็ไม่มีพ่อที่มักจะทิ้งหนูไว้ข้างหลังเสมอเหมือนกัน”“พวกคุณก็มีอวี๋เซิงอยู่แล้วทั้งคน จะมาปั่นป่วนชีวิตใหม่ที่หนูอุตส่าห์ดิ้นรนแทบตายกว่าจะได้มาทำไมอีก!” แม่พังทลายลง เธอโผเข้ามาสวมกอดฉัน “ไ

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 7

    ทันทีที่ฉันลงจากเครื่องบินและเปิดมือถือ ข้อความนับร้อยก็เด้งรัวขึ้นมาทันทีราวกับเครื่องติดไวรัส ซ้ำยังมีสายที่ไม่ได้รับจากหลายคนอีกด้วย แม่ทิ้งข้อความไว้ให้ในวีแชต [หมานหมาน ทำไมลูกถึงเอาแต่ใจแบบนี้นะ][ลูกสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกพ่อกับแม่ล่ะ][หมานหมาน ลูกไปไหนแล้ว? เมื่อไหร่จะทำให้แม่เลิกปวดหัวสักที]ซิวเหยียนก็ส่งข้อความมาหาฉันรัว ๆ เหมือนกัน [เจียงไหล ครั้งนี้เธอสอบได้คะแนนดีมาก ดีจริง ๆ! พวกเราไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยกันได้แล้วนะ][เลิกงอแงได้แล้ว ทำให้คุณน้าต้องเป็นห่วงอีก รีบกลับมาเถอะ][อีกไม่กี่วันพวกเราไปรายงานตัวที่มหาลัยด้วยกันนะ]ฉันขมวดคิ้วอ่านข้อความพวกนั้นจนจบ จากนั้นก็กดบล็อกแล้วลบทิ้งทันที ฉันก้าวเท้าออกจากสนามบิน สายลมของเมืองก่างพัดมาปะทะใบหน้า ด้วยความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันพร้อมมุ่งหน้าสู่อนาคตที่เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว ตอนที่เดินออกมา ฉันกำลังเปิดแอปพลิเคชันนำทางเพื่อหาเส้นทางไปมหาวิทยาลัย จู่ ๆ ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เอื้อมมือมาตบไหล่ฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เธอเป็นผู้หญิงที่ดูสุภาพอ่อนโยนและสง่างาม ทั่วทั้

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 6

    จี้ซิวเหยียนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนจะพุ่งเข้าไปแย่งโทรศัพท์มาอย่างรวดเร็ว เขาจ้องมองคะแนนและรหัสยืนยันผลบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็ล้วงโทรศัพท์ของตัวเองออกมาเทียบดู เขาเงยหน้ามองแม่ ริมฝีปากขยับเปิดปิด แต่กลับพูดแก้ตัวไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ เพราะฉันสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นจริง ๆ และเขาก็เป็นคนพูดเต็มปากเต็มคำว่าฉันต้องซิ่ว “คุณน้าครับ…” แม่ยกมือขึ้นตัดบท ก่อนจะหันหลังเดินออกไป ระหว่างทาง แม่โทรหาฉันไม่หยุด ส่วนจี้ซิวเหยียนก็ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่ตรงมุมห้องจัดเลี้ยง รัวข้อความส่งหาฉันมากมาย แต่ฉันที่อยู่บนเครื่องบิน ไม่ได้รับรู้อะไรเลย ทันทีที่ถึงบ้าน แม่ก็รีบร้อนเปิดประตูเข้าไป เธอตะโกนเรียกชื่อฉันลั่นบ้าน แต่ไม่ว่าจะเรียกดังแค่ไหน ก็ไม่มีเสียงใดตอบรับ พ่อเดินตามเข้ามาติด ๆ เมื่อทั้งสองคนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นไปชั้นบน สภาพภายในห้องยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เว้นเสียแต่ในถังขยะ... ที่มีกระดาษอัดรูปกองโตและรูปโพลารอยด์ถูกตัดขาดวิ่นทิ้งไว้อย่างสะดุดตา แม่ทรุดตัวลงข้างถังขยะ ค่อย ๆ เก็บเศษรูปเหล่านั้นขึ้นมาทีละชิ้น ภาพถ่ายครอ

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 5

    เคร้ง! โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นลงพื้น คนเป็นแม่ยืนอึ้งนิ่งงันอยู่กับที่ ผู้เป็นพ่อเองก็ตกใจกับท่าทีของเธอเช่นกัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “อาจารย์เฉินครับ คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” “อวี๋เซิงยังสอบได้แค่ 670 แล้วเจียงไหลลูกบ้านเราจะสอบได้คะแนนสูงขนาดนั้นได้ยังไงกันครับ” คราวนี้ครูประจำชั้นยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ เธอคิดไม่ออกเลยว่าทำไมถึงมีผู้ปกครองที่ไม่ใส่ใจลูกได้ขนาดนี้ เพิ่งจะมารู้คะแนนเอาป่านนี้ก็ว่าแย่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาแรกหลังจากที่รู้กลับไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็นการปฏิเสธไม่ยอมเชื่ออย่างสิ้นเชิง “คุณพ่อของเจียงไหลคะ ครูมั่นใจมาก ๆ ค่ะว่าครั้งนี้เจียงไหลทำข้อสอบได้ดีเยี่ยมเลยจริง ๆ” “เธอสอบได้ 686 คะแนนจริง ๆ ค่ะ” เรี่ยวแรงของผู้เป็นพ่อหดหายไปในพริบตา เขาทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ จังหวะนั้น พิธีกรบนเวทีก็ประกาศเรียกพวกเขาขึ้นไปกล่าวความรู้สึกในฐานะผู้ปกครองของอวี๋เซิง แสงไฟทั้งห้องจัดเลี้ยงสาดส่องมารวมกันที่ใบหน้าของพวกเขาทั้งสอง ทว่าในวินาทีนี้ บนใบหน้าของทั้งคู่กลับเหลือเพียงความขาวซีดไร้สีเลือด ภายใต้สายต

  • ห่างกันแค่ขุนเขา   บทที่ 4

    พิธีจบการศึกษาจบลง ทุกคนต่างพากันเดินกลับ จนกระทั่งอวี๋เซิงเอ่ยเตือน พ่อแม่และจี้ซิวเหยียนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีฉันอยู่ “หมานหมาน ทำไมลูกชอบวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วอีกแล้วเนี่ย” ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ก้าวขึ้นรถไปเงียบ ๆ และเลือกเดินไปนั่งเบาะแถวหลังสุดด้วยตัวเอง พวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร พอขึ้นรถก็พากันคุยเรื่องมหาวิทยาลัยและคณะที่จะเรียนต่ออย่างออกรส “เซิงเซิง ลูกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งกับซิวเหยียน มีเขาคอยดูแลลูกแบบนี้ พวกเราก็หมดห่วงแล้วล่ะ”อวี๋เซิงหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้ารับคำ ส่วนเรื่องจะเลือกเรียนคณะอะไร พ่อกับแม่มีความเห็นไม่ตรงกันจนเถียงกันขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะให้เกียรติการตัดสินใจของอวี๋เซิง “เซิงเซิงทั้งฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับหมานหมาน พวกเราไม่ต้องมานั่งปวดหัวเลยสักนิด” ฉันยังคงปิดปากเงียบมาตลอดทาง จนกระทั่งรถใกล้จะถึงบ้าน พวกเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นฉันที่นั่งอยู่เบาะหลังสุด แม่หันมาถามฉัน “หมานหมาน แล้วลูกล่ะ ตั้งใจจะเอายังไงต่อ” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากตอบ จี้ซิวเหยียนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “คุณน้าครับ หมานหมานทำคะแนนสอบ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status