Masukฟางเฟยเดินตามคนงานในบ้านของคุณปู่เกาซูว่าน มาที่ห้องทำงานที่อยู่ภายในตัวบ้าน ไม่ใช่ในศาลเจ้าแบบเมื่อตอนเช้า มีแม่บ้านนำขนมและน้ำชามาให้หญิงสาว
“นายท่านอยู่ในสวน ขอคุณหนูรอสักครู่ค่ะ”
“ได้ค่ะไม่เป็นไร หนูมาถึงก่อนเวลานัด ไม่ได้บอกล่วงหน้าต้องขอโทษเช่นกันค่ะ”
แม่บ้านพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้เธอก่อนเดินออกไป
ในห้องทำงานคุณปู่ นอกจากโต๊ะทำงานที่มีปกติทั่วไป ยังมีภาพเขียน และภาพตัวอักษรจีนมงคลต่าง ๆ ยังมีชั้นวางอาวุธอยู่ที่มุมห้องด้วย ฟางเฟยรออยู่นานแต่ก็ยังไม่มีใครมา เธอเริ่มเดินสำรวจดูอาวุธต่าง ๆ ที่มีโชว์ในห้อง
“เธอสนใจอาวุธพวกนี้ด้วยเหรอ” คุณปู่เกาซูว่านเดินเข้ามาพร้อมกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้อันเล็ก
“หนูสนใจ ที่ดูสวยและเหมือนผ่านการใช้งานมาจริง ไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่ง”
“ใช่ ทุกชิ้นผ่านการใช้งานมาจริง ๆ ฉันเป็นครูสอนเพลงดาบพวกนี้เอง ถ้าหนูสนใจฉันจะช่วยสอนให้”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่ หนูคงถนัดร่ายรำมากกว่า แขนขาคงอ่อนแรงเกินกว่าจะใช้อาวุธ”
คุณปู่ยิ้มกว้างแล้วหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ตระกูลเราแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายมาแต่ครั้งอดีต ส่วนหนึ่งคือนักรบหรือผู้ทำลาย ส่วนหนึ่งคือผู้รักษาหรือผู้สร้าง แต่รวมกันแล้วก็คือผู้พิทักษ์”
“ผู้พิทักษ์ หนูไม่เคยรู้อะไรพวกนี้เลย คงเพราะครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่อื่น เลยไม่มีใครคิดพูดคุยถึงรายละเอียด”
“ถือว่าใช้ไม่ได้ น่าเสียดาย การที่ตระกูลเราได้รับพรจากสวรรค์ มันมีข้อแลกเปลี่ยนกันอยู่ ครอบครัวสายหนูไม่คิดกับเรื่องนี้คงมีผลเสียตามมา”
“ผลเสีย จะเกิดกับอะไรได้บ้างคะ”
“เคยได้รับ ก็ต้องรู้จักสูญเสีย”
ฟางเฟยเงียบลง นึกย้อนหลังในเวลาหลายปีมานี้ ตระกูลเกาฝั่งของเธอต่างสูญเสียญาติผู้ใหญ่ จนกระทั้งถึงพ่อแม่ของเธอ ธุรกิจต่าง ๆ พี่น้องแย่งชิงกันด้วยความโลภ จนเธอเองรู้สึกเบื่อหน่าย จนเมื่อเสร็จงานศพพ่อแม่ก็ตัดสินใจแยกตัวออกมา ไม่อยากเข้าไปสู่วังวนธุรกิจที่วุ่นวายอีก
“ตระกูลเรามีที่มาที่ไปอย่างไงกันแน่คะ”
“เรื่องมันนานมาแล้ว ครั้งนั้นตระกูลเราลำบากยากจน ทั้งภัยแล้งทั้งโรคระบาด บรรพบุรุษเราได้ทำพิธีขอต่อสวรรค์ เพื่อทำการย้ายคนในตระกูล และชาวบ้านจำนวนหนึ่งลี้ภัยพิบัติในตอนนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าการออกจากที่อยู่ในตอนนั้นจะเป็นอย่างไง หลังจากวันที่ทำการเซ้นไหว้ คืนนั้นมีฟ้าผ่าลงมากลางลานบ้านทั้งที่อากาศแล้ง ไม่มีฝนสักหยด ปรากฏคันฉ่องทองแดงนี้ตรงจุดที่ฟ้าผ่า รอยสายฟ้าชี้ให้เรามุ่งหน้าไปทิศตะวันออก บรรพบุรุษเราเชื่อแบบนั้น ระหว่างเดินทางลูกสาวคนโตของตระกูลเกาเกิดล้มป่วย ทั้งที่เป็นแม่ทัพร่วมรบกับผู้เป็นพ่อมาตลอด ไม่มีวี่แววว่าจะเจ็บไขได้ป่วย จนสุดท้ายขบวนอพยพได้พบกับทุ้งหญ้ากว้างใหญ่ ป่าไม้ธรรมชาติสมบูรณ์ สายน้ำใสไหลเย็น จึงเลือกสถานที่แห่งนั้นเป็นที่อยู่อาศัยและตั้งเป็นชุมชน เริ่มกิจการค้าขายและรับราชการเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา แต่ก็แลกด้วยการเจ็บไข้ได้ป่วยของบุตรสาวคนโต ผู้มีหน้าที่ถือคันฉ่องทองแดงจากสวรรค์จนกระทั้งรุ่นที่สาม ตระกูลเราได้จัดตั้งศาลเจ้าฮั่นยุหวี่ขึ้น ตามคำบอกเล่าของบุตรสาวคนที่จากไป เราถึงรักษาบุตรสาวคนโตในรุ่นต่อมาเอาไว้ได้”
“มิน่าหนูต้องไปไหว้ท่านทุกปีในวันเกิด”
“ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าจะเกี่ยวข้องกันรึเปล่า แต่มันคือสิ่งที่สืบทอดกันมา บุตรชายในตระกูลต้องมี 1 คนที่ดูแลศาลเจ้า ในตอนแรกตระกูลเรายังไม่ใหญ่ ไม่มีฐานะมั่นคง ในตอนหลังอะไรเริ่มเข้าที่เข้าทาง ทุกอย่างถึงลงตัวและคลี่คลาย สายตระกูลฉันยึดหน้าที่ดูแลศาลอย่างเคร่งครัด แต่ทางตระกูลพี่สาวฉันไม่รู้ บางที่เหตุร้ายที่เกิดขึ้น อาจเพราะรุ่นก่อนนี้หายไป มาถึงหนูเป็นคนที่ 10 พอดี ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุอะไรรึเปล่า เพราะไม่มีบันทึกอะไรเอาไว้เลย เราใช้วิธีบอกเล่ากันปากต่อปาก บางทีข้อมูลอาจผิดพลาดบิดเบือนได้”
“หมดเวลาแล้วเกาจางจิ้ง ต่อจากนี้ระหว่างเจ้าและนาง คงขึ้นอยู่กับวาสนากำหนด”“ไม่นะท่านซื่อเว่ยต้าตี้ ท่านเห็นหรือไม่ คุณปู่เสียใจมากแค่ไหน ท่านคืนเธอมาเถอะ ผมขอร้อง เธอเป็นสมบัติล้ำค่าของสกุลเกา ท่านอย่างทำแบบนี้”“เกาจางจิ้ง ฟางเฟยไม่ใช้สมบัติของตระกูลเจ้ามาแต่แรก นางเป็นสมบัติของปัญจธาตุ เป็นสิ่งล้ำค่าของห้วงจักรวาลและแดนสวรรค์ ตามที่เจ้ารู้ ข้าคือผู้นำดวงจิตของนางออกจากเงาจันทร์ ไปกำเนิดเป็นเกาฟางเฟยทายาทอันดับที่สิบ ก็เพื่อวันนี้ วันนี้เท่านั้น ข้าเสียเวลาของนางให้เจ้าไปแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาของข้าแล้ว จางจิ้งความทรงจำและพลังของเจ้า ข้าขอคืนให้กับแดนสวรรค์ ไม่มีนางสิ่งที่เจ้ามีอยู่ก็ไม่จำเป็น”เทพเจ้าซื่อเว่ยต้าตี้ยกฝ่ามือเรืองแสงส่องกลางใบหน้าของเข้า พลันทั้งห้องก็สว่างวาบขึ้นแล้วดับวูบลง“คุณพ่อครับ ผมมาแล้ว” เด็กผู้ชายหน้าตาน่ารัก วิ่งเข้ามาหาชายหนุ่มที่กำลังไล่จุดตะเกียงน้ำมันให้ความสว่างแก่ศาลเจ้าปัญจธาตุ ด้วยสิ่งที่จดจำได้คือคำสั่งเสียของน้องสาวที่จากไป เธอไม่ชอบแสงสว่างจากหลอดไฟ แต่ชอบแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน ทุกเย็นก่อนพลบค่ำ นายน้อยเกาจางจิ้งหากไม่ติดภารกิจอะไรสำคัญ ก็มักจะเป็นเข
ผู้เฒ่าเกาซูว่านที่ยืนรออยู่ ถึงกับมือไม้อ่อนแรงปล่อยทิ้งไม้เท้าจนหลุดจากมือ ร่วงลงกระทบพื้นเสียงดัง เกาจางจิ้งต้องรีบตั้งสติเข้าไปประคองผู้เป็นปู่ พร้อมกับอาสี่ที่เข้าถึงตัวผู้อาวุโสสูงวัย ที่ทำท่าเหมือนจะเป็นลมล้มลง “ไม่จริง…เมื่อวันก่อน เกาฟางเฟยยังนัดฉันเดินหมากอยู่เลย เป็นไปไม่ได้ นี่มันเรื่องโกหก จางจิ้ง…ไปดูน้อง รีบไป ปู่ไม่เชื่อนี้มันต้องเป็นเรื่องโกหก ลี่จูเธอแกล้งปู่ อย่ามาล้อเล่นแบบนี้นะ ปู่ไม่ชอบ จางจิ้งไปดูน้องฟางเฟยแค่หลับใช่ไหม เหมือนหลายเดือนที่ผ่านมาไง น้องแค่หลับ เดี๋ยวก็ตื่นกลับมา เล่าเรื่องประหลาดมากมายให้ปู่ฟัง”เกาจางจิ้งได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตาที่มันแทบจะไหลออกมา คุณปู่ใจเสียแล้วทั้งที่ดูเข้มแข็งกว่าเขามาก ตอนนี้เขาจะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด “คุณปู่ใจเย็นนะครับ ฟางเฟยแค่หลับ บางทีอีกชั่วโมงเธออาจตื่นขึ้นมา เหมือนที่เคยผ่านมา คุณปู่เราจะรอฟางเฟยไปด้วยกันนะครับ”ชายชราจับมือหลานชายแล้วพยักหน้าให้เขา สองปู่หลานเหมือนกำลังหลอกตัวเอง เพื่อให้ความจริงไม่ทำร้ายหัวใจตนเองไปมากกว่านี้ เกาเจียวเจี่ยเห็นทั้งคู่เป็นแบบนั้นเขาเองก็แทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน เมื่อหันไปมองดูภรรย
เกาจางจิ้งรีบวิ่งเข้ามายังห้องฉุกเฉิน พุ่งตรงเข้าไปเปิดประตู แต่ไม่สามารถเปิดได้ ด้วยประตูถูกล็อคจากด้านใน ชายหนุ่มร้องเรียกชื่อเกาฟางเฟยซ้ำ ๆ เสมือนต้องการให้เธอได้ยิน ว่าเขาไม่ยอมให้เธอจากไป อาฉู่และตงเจ๋อ ต่างรีบเข้ามาฉุดรั้งนายน้อยเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตน กำลังจะกลายเป็นคนคลุ้มคลั่ง จนอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่เกินจะควบคุมได้“เกาจางจิ้ง สงบสติอารมณ์หน่อย ลี่จูกำลังช่วยน้องอยู่ แกโวยวายแบบนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้าย”ชายหนุ่มเริ่มร้องไห้ออกมา ตงเจ๋อและอาฉู่มองหน้ากันด้วยสายตาเศร้าหมอง ไม่ใช่แค่จางจิ้งที่เสียใจ คุณปู่เกาซูว่าน หวังเจียอีและหลีกังจ้าน ทุกคนต่างมีความรู้สึกเสียใจและเป็นกังวลไม่ต่างกัน ผู้เฒ่าเกาซูว่าน เดินเข้ามาใกล้เกาจางจิ้ง แล้วยกมือขึ้นตบไหล่หลานชายเบา ๆ “จางจิ้ง ปู่ไม่เคยสอนให้แกอ่อนแอ ถ้าฟางเฟยรู้เข้า แกคิดว่าน้องจะภูมิใจในตัวแกอยู่ไหม ต่อหน้าพี่น้องสกุลเกา แกในฐานะนายน้อยเกาจางจิ้ง สมควรแล้วเหรอ ที่จะแสดงออกแบบนี้ต่อสายตาคนอื่น รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากขายหน้าต่อเหล่าผู้อาวุโสของตระกูล”เกาจางจิ้งเหมือนได้สติ เขารีบเช็ดน้ำตา และกดอารมณ์เสียใ
“เกาจางจิ้ง นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า ดูสิ โอ๊ย…หัวข้า โจวซานป๋อ เจ้าช่วยดึงข้าหน่อย” เทพเจ้าธาตุไม้ยกมือขึ้นสำรวจกวานบนศีรษะ แล้วจัดมันให้เข้าที่เพื่อความเรียบร้อย ขณะที่เทพเจ้าธาตุดินก็พยายามดึงเอวเขาให้กลับมาที่เบาะหลังชายหนุ่มหันหลังกลับมามองดูเทพเจ้าทั้งห้าด้วยอาการตกตะลึง เทพเจ้ากุ้ยอ้ายป๋อเฉินพยายามตะเกียดตะกายยันตัวออกมาจากซอกเบาะรถด้วยความยากลำบาก รวมทั้งเทพเจ้าตนอื่น ๆ ที่พยายามจัดทรงและท่านั่งให้เข้าที่ตามเดิม“พะ…พวกท่าน…มาอยู่ในรถผมได้อย่างไง ไม่สิ…พวกท่านมาในเวลาของผมกันได้อย่างไง…”“ทำไม พวกข้าจะมาบ้างไม่ได้หรืออย่างไง ว่าแต่เจ้าเถอะ อะไรกัน…ต้องตกใจขนาดนี้เชียวรึ พวกข้าเป็นเทพเจ้าใช่ว่าจะเจ็บไม่เป็น เหตุใดไม่ระวัง" “จะบ้าเหรอ พวกท่านเล่นโผล่มาแบบนี้ เป็นใครก็ต้องตกใจ ดีที่เราคุ้นเคยกัน ไม่อย่างนั้นคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผี เล่นใช่ชุดโบราณเต็มยศมาแบบนี้ ผม…เอ่อ…ข้า ก็ตกใจเป็นนะ ใครจะไปคุมสติได้ ยิ่งกำลังใจลอยคิดอะไรเพลิน ๆ แบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจอยู่แล้ว”รถคันหลังกดแตรเสียงดังไล่ใส่รถของนายน้อยเกาจางจิ้ง จนทั้งเทพและคนต่างตกใจพร้อมกัน เกาจางจิ้งเลยต้องรีบออกตัวเร่งเครื่องย
“คนฆ่าตัวตาย ไม่ใช่คนคิดน้อยหรอกนะพ่อหนุ่ม แต่เพราะเขาคิดมากต่างหากเล่า คิดมากมายจนหาทางออกไม่เจอ จนสุดท้ายเลยต้องจบชีวิตด้วยเรื่องแบบนั้น ว่าแต่คุณเถอะ ถ้าไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ แล้วทำไมมายืนที่นี่ในเวลาแบบนี้ ที่นี่เวลามืดค่ำมันน่ากลัวนะคุณ”“ตอนนี้น้องสาวผมกำลังป่วยหนัก แล้วเธอก็ชอบที่นี่มาก ครอบครัวเราอยู่ที่นี่ก็จริง แต่ผมก็ไม่เคยมีเวลาพาเธอมาเที่ยวด้วยกันเลยสักครั้ง”“เสียดายเหรอ จะเสียดายทำไมกัน ในเมื่อได้เกิดมารู้จักกันแล้ว เท่านี้ก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน กำไรชีวิตแล้ว”เกาจางจิ้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “วาสนาที่ได้พบ กำไรแล้ว แบบนั้นเหรอ” เขาหัวเราะออกมา เหมือนเห็นว่าคำพูดของชายชราเป็นเรื่องขบขัน “การได้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตซิ ถึงจะเรียกว่ากำไร แบบนี้ไม่ใช่ ผมอยากให้เธอมีชีวิตอยู่กับผมตลอดไป มันต้องเป็นแบบนั้นสิ”“มนุษย์หนอ ได้คืบแล้วมักจะเอาศอก คิดดูให้ดีพ่อหนุ่ม คนเราเกิดตายกันตลอดเวลา โลกใบนี้ก็กว้างใหญ่ คุณจะรู้ได้อย่างไงว่าในชาติใดชาติหนึ่ง จะมีโอกาสได้เกิดมาอยู่ด้วยกัน แบบนี้แล้ว ที่ผมพูดกับคุณมันถูกหรือผิดล่ะ คิดให้ดี เอาล่ะ ผมต้องไปทำงานแล้ว ที่นี้กล้องวงจรปิดอย่างกับตาแม
"ไม่เลยท่านซื่อเว่ยต้าตี้ ข้าไม่คิดเปลี่ยนวงล้อของมนุษย์ผู้นั้น แต่พวกข้าทั้งห้า จะสนับสนุนท่าน หากท่านทำเพื่อนาง เพื่อพวกเราทั้งปัญจธาตุเทพเจ้าวื่อเว่ยต้าตี้ หัวเราะขึ้นเสียงดัง“นั่นอย่างไร เทพเจ้าแห่งปัญจธาตุ สุดท้ายพวกท่านก็จับข้าโยนใส่ลำแสงแห่งอสนีบาตเข้าจนได้”“มิได้ พวกเราสนับสนุนท่าน ก็เท่ากับพวกข้าสมรู้ร่วมคิด หากเกิดการลงทัณฑ์ ครั้งนี้ท่านไม่โดดเดียวแน่ ซื่อเว่ยต้าตี้” ซูเหลียงเจียวจิงพูดด้วยดวงตาที่มีแต่ความแน่วแน่มั่นคง จนเทพเจ้าซื่อเว่ยต้าตี้ กลับต้องเป็นฝ่ายหลบสายตานั้นแทน“ท่านรู้เช่นนั้นรึ ว่าข้ากำลังคิดทำการใด”เกาจางจิ้งสะดุ้งตื่นขึ้นในกลางดึก ความฝันที่เหมือนจริงเกิดขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มลุกขึ้นมาลูบคลำดาบปัญจธาตุ ด้วยลมหายใจหอบถี่“ฝันบ้าอะไรแบบนี้ หน้าที่สุดท้ายของเทพผู้พิทักษ์อย่างนั้นเหรอ ฟางเฟยพี่ควรทำอย่างไง เธอบอกพี่มาสิ เธอจากไปโดยไม่เอาความทรงจำไปด้วยได้อย่างไง เธอรู้บ้างไหมว่าเธอได้ทิ้งความทรงจำให้พี่และทุกคนที่นี่ แต่เธอกลับไม่สนใจพาพวกเราติดตัวไปด้วย”เกาจางจิ้งยังคงจดจำภาพฝันที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก ภาพของเกาฟางเฟยที่เดินหันหลังจากไป ด้วยสายตาเย็นช







