Beranda / รักโบราณ / ห้วงฝันใต้แสงจันทรา / บทที่ 2.4 ปกป้องคนสำคัญ

Share

บทที่ 2.4 ปกป้องคนสำคัญ

last update Tanggal publikasi: 2024-11-30 10:00:27

ไป๋อิงที่เห็นภาพอันน่าสยดสยองหลับตาปี๋ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของลู่เฟยเทียน

“ไป๋อิง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่” เขาถามนางด้วยความเป็นห่วง

นางกอดลู่เฟยเทียนอยู่เนิ่นนานราวกับต้องการคนปลอบใจ ภาพที่นางเห็นนั้นช่างน่ากลัวเกินบรรยาย เขาจึงโอบกอดนางและค่อย ๆ ลูบหัวนางให้ใจเย็นลง

“ลู่เฟยเทียน” นางเรียกชื่อเขาน้ำตานองหน้า

ลู่เฟยเทียนไม่อยากให้นางต้องคิดมากจึงพูดแกล้งนาง

“ครั้งนี้เจ้าไม่ต้องปีนต้นแปะก๊วยหรอก เดี๋ยวข้าพาเจ้าเดินเข้าข้างหน้า”

“อื้อ” ไป๋อิงเดินตามเขามาโดยไม่สงสัยว่าเขารู้ว่านางมาที่นี่ทำไมเพราะสติของนางยังคงกลับมาไม่ครบถ้วน

ไป๋อิงที่กำลังเหม่อลอยและเศร้าสร้อยนั่งฟังลู่เฟยเทียนพูดคุยหารือกับหรงหรงอย่างเงียบ ๆ หลังจากหรงหรงออกจากห้องไปเขาจึงถามไป๋อิง

“ไป๋อิง เจ้าเป็นอันใดถึงได้เงียบงันเช่นนี้”

“ข้า... เพิ่งจะพบเจอเรื่องที่น่ากลัวมา” นางมองหน้าเขา

“เจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่” ลู่เฟยเทียนตั้งใจฟังเรื่องที่นางเล่าพลางปลอบใจนาง

“ยังดีที่เจ้าไม่เป็นอันใด ครั้งนี้ข้าสัญญาว่าจะปกป้องเจ้าให้ได้”

“อื้อ กินถังหูลู่กันไหม ร่างกายต้องการความหวาน” นางชวนเขา

ลู่เฟยเทียนจึงพานางไปเดินเล่นและหาของกินที่ตลาดเพื่อผ่อนคลายจิตใจ

“ถังหูลู่ของเจ้า เอาซาลาเปาด้วยไหม เนื้อตุ๋นล่ะเจ้าอยากกินไหม” เขาถามนาง

“อื้อ ขอกินทุกอย่างที่มีเลยได้หรือไม่”

“ตามใจเจ้า ข้าเลี้ยงได้” เขาตอบพลางยิ้มให้นาง

ทั้งสองต่างพากันเดินชมนู่นนี่ทั่วทั้งเมืองก่อนขึ้นเขาไปนั่งชมดวงตะวันลับฟ้า

“ดีขึ้นบ้างหรือไม่” เขายังคงเป็นห่วงนาง

“อื้ม ขอบคุณท่านมากนะ คุณชายลู่”

ท้องฟ้าสีครามกำลังแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามยามที่ดวงอาทิตย์อัสดง สายลมพัดพาใบต้นแปะก๊วยร่วงหล่นลงมาดูสวยงาม ทั้งเมืองเริ่มจุดโคมไฟตามบ้านเรือน เผยให้เห็นแสงไฟยามค่ำคืน เมื่อมองจากด้านบนเขานั้นให้ความรู้สึกแตกต่าง ไป๋อิงอยากหยุดเวลาที่เงียบสงบไว้เพียงเท่านี้

“ค่ำแล้ว เรากลับกันเถิด ข้าจะไปส่งเจ้าที่สำนัก” เขาบอกนางพลางนั่งลงข้างหน้าแล้วชี้ให้นางขี่หลังเขา

“ลู่เฟยเทียน...” นางได้แต่มองเขาอย่างแปลกใจ ลู่เฟยเทียนไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหนก็ยังคงทำแบบเดิมเสมอ แม้ตอนแรกนางจะรู้สึกว่าเขาดูเป็นคนประหลาดก็ตาม หากตื่นจากฝันแล้วเจอคนแบบเขาคงจะดีไม่น้อย

ลู่เฟยเทียนให้นางขี่หลังแล้วเดินมาส่งถึงหน้าประตูสำนักตามที่ได้บอกไว้ เขายื่นนกหวีดที่ผูกกับสร้อยแล้วส่งให้นาง

“พรุ่งนี้ข้าจะมารอเจ้าแต่รุ่งสาง” เขาบอกนางก่อนเดินกลับไป

“อื้อ”

----------------------------------------------------------------------

เช้าวันต่อมา

ไป๋อิงที่นอนหลับสนิททั้งคืนด้วยความเหนื่อยใจลืมตาตื่นด้วยความสดชื่น วันนี้นางพร้อมแล้วที่จะตั้งหลักสู้กับทุกสิ่งอย่างไม่ย่อท้อ เมื่อออกมาหน้าสำนักนางเห็นลู่เฟยเทียนยืนอยู่

“ซาลาเปาให้เจ้ากินมื้อเช้า” เขายื่นซาลาเปาให้นางสองลูก

ไป๋อิงหยิบมาถึงไว้ในมือทั้งสองข้างก่อนจะกินไปเดินเล่นไปอย่างเบิกบานใจ

“เจ้าช่างเหมือนใครบางคนยิ่งนัก” ลู่เฟยเทียนพูดกับตัวเองเบา ๆ

“คุณชายลู่ ครั้งนี้ถ้าผ่านไปได้ ข้าจะเลี้ยงเจ้าตอบแทนสักหนึ่งปีเลยดีหรือไม่”

“ถือว่าตกลง เจ้าอย่าได้ลืม” เขายิ้มมุมปาก

ก่อนวันเกิดเหตุหนึ่งวัน ลู่เฟยเทียนได้มาหาไป๋อิงที่สำนัก

“ไป๋อิง ข้าจะกลับมาหาเจ้าให้เร็วที่สุด”

“อื้ม ข้าจะรอ” นางตอบเขาราวกับรู้ว่าครั้งนี้เขาจะมาช่วยนางได้แน่นอน

เมื่อถึงเวลาที่ลางบอกเหตุเริ่มต้นขึ้น ไป๋อิงทำทุกอย่างตามเดิมเพื่อพาทุกคนไปที่หลบภัย ก่อนจะเดินไปหาหรงหรง

“หรงหรง นี่ใช่แมวของหวังจางเหว่ยหรือไม่” ไป๋อิงถาม

“ใช่ ข้าพบระหว่างทางมาที่นี่”

ไป๋อิงรีบวิ่งเข้าเมืองและอุ้มแมวของหวังจางเหว่ยไปด้วย ในใจได้แต่ภาวนาให้เขาเชื่อนางแล้วรีบหนีให้ทันท่วงที นางรอเขาที่จุดเดิมเพื่อตะโกนเรียกเขา ก่อนไปดักรอเขาที่ห้าแยก

“หวังจางเหว่ย นี่แมวของเจ้า รีบหนีไปซะ” นางชูแมวของเขาขึ้นแล้วบอกให้เขารีบวิ่งหนีไปทางด้านขวา

“ลู่ลู่ของข้า” เขาดีใจน้ำตาไหลที่หาแมวของตนเจอก่อนจะวิ่งหนีไปตามทางที่นางบอกแต่โดยดี ระยะทางข้างหน้าอีกไม่กี่สิบลี้ก็จะถึงที่หลบภัยแล้ว ไป๋อิงวิ่งหนีด้วยความหวัง แต่ทว่าโจรคนหนึ่งกระโดดขวางระหว่างหวังจางเหว่ยและไป๋อิง โจรหันมาทางนางด้วยจุดประสงค์บางอย่าง นางจึงบอกให้หวังจางเหว่ยรีบหนีไป

“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้” โจรตาบอดข้างหนึ่งสั่งนาง

ไป๋อิงไม่สนใจรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็วก่อนที่จะรู้สึกว่าไม่ว่าจะวิ่งเร็วแค่ไหนก็ไปไม่ถึงจุดหมายที่อยู่ข้างหน้าสักที

โธ่เอ๊ย กับดักฝัน เวลาจะวิ่งหนี ทำไมภาพต้องช้าขนาดนี้ แล้วจะวิ่งหนีทันได้อย่างไร ไป๋อิงนึกถึงเวลาที่นางวิ่งหนีในฝัน

พลันมือข้างหนึ่งคว้าที่ชายเสื้อของไป๋อิงได้ นางจึงหันมาเตะและปล่อยหมัดใส่โจรอย่างแรง

กับดักฝันอย่างที่สอง เตะต่อยอย่างนุ่มนวล แล้วอย่างนี้โจรจะเจ็บไหมเล่า ไป๋อิงได้แต่ท้อในใจ นางขอให้ใครสักคนมาช่วยนาง ใบหน้าของลู่เฟยเทียนปรากฎขึ้นในความคิด ไป๋อิงจึงรีบหยิบนกหวีดออกมาเป่า โดยที่นางไม่รู้เลยว่าเขาจะมาเมื่อใดและจะช่วยนางไว้ได้หรือไม่

สิ้นเสียงนกหวีดดัง แสงวาบจากปลายมีดพกลอยเข้ามาปักหัวของโจรตาบอดในทันใด ไป๋อิงมองขึ้นไปด้านบนหลังคาเห็นชายชุดดำปิดหน้าผู้หนึ่งกำลังวิ่งบนหลังคาก่อนกระโดดมาทางนาง

“อย่านะ” นางตะโกนเพราะคิดว่าคงวิ่งหนีไม่ทัน

“ไป๋อิง นี่ข้าเอง” เขาพูดกับนางก่อนขยับผ้าปิดครึ่งหน้าลง

“ลู่เฟยเทียน นี่เจ้า...” ก่อนที่ไป๋อิงจะได้เอ่ยอันใดไปมากกว่านี้ เขารีบจูงมือนางวิ่งไปทางข้างซ้าย

“เจ้าตัวใหญ่หน้าบากกำลังมาทางนี้”

ไป๋อิงแทบจะไม่ต้องถามต่อ นางรู้ว่าโจรหน้าบากคือคนที่ทำร้ายนางได้ จึงพยายามเร่งฝีเท้าหนีอย่างสุดกำลัง

เสียงหอกลอยลิ่วตัดผ่านอากาศ ลู่เฟยเทียนโอบร่างของไป๋อิงหลบไปอีกทางก่อนที่หอกปักลงพื้นด้วยความเร็วแสงเพื่อหยุดการหนีของทั้งสองคน ทางด้านบนมีลูกธนูพุ่งตรงมาหาลู่เฟยเทียนก่อนที่เขาจะใช้ดาบตวัดป้องกันตัว ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบนหลังคาล้วนแต่มีกลุ่มโจรจ้องจะเอาชีวิตของเขา

ก่อนที่โจรบนหลังคาจะได้ยิงธนูดอกที่สอง ชายชุดดำอีกคนหนึ่งก็โผล่มาช่วยทั้งสองไว้พอดี ก่อนจะรีบวิ่งไปช่วยคนอื่น ๆ ต่อ ลู่เฟยเทียนไม่รอช้าหยิบมีดพกปาใส่โจรที่อยู่ด้านหน้า ก่อนจะหันกลับมารับคมดาบจากโจรหน้าบาก แต่พละกำลังของโจรหน้าบากนั้นมหาศาลนักแม้ว่าจะถูกลู่เฟยเทียนตัดกำลังไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งยังความโกรธจัดที่สู้กับลู่เฟยเทียนอยู่ดี ๆ เขาก็วิ่งหนีไปที่อื่น

โจรหน้าบากใช้กำลังทั้งหมดฟาดดาบใส่ลู่เฟยเทียนจนทำให้ดาบของเขาสะบัดกระเด็นไปอีกทาง ไป๋อิงไม่รอช้าให้เขาได้ลงดาบอีกครั้งรีบวิ่งไปขวางข้างหน้าลู่เฟยเทียน

ทันทีที่เห็นนางวิ่งมา ลู่เฟยเทียนโอบเอวนางหมุนตัวกลับ ก่อนจะดึงปิ่นปักผมของนางมาเป็นอาวุธ แล้วตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอของโจรหน้าบาก เลือดของมันพุ่งทะลักออกมาไม่ขาดสายก่อนล้มลงไป จากนั้นเขาพาไป๋อิงไปที่หลบภัย ระหว่างทางได้พบกับชายชุดดำอีกคนหนึ่งที่มาแจ้งข่าว

“ข้าจะพาเจ้าไปที่หลบภัยก่อน หากข้างนอกปลอดภัยแล้วข้าจะกลับมารับเจ้า” ลู่เฟยเทียนบอกนาง

เมื่อถึงที่หลบภัยไป๋อิงรู้สึกเบาใจที่เห็นหวังจางเหว่ยนั่งพักอยู่ตรงมุมเสากับแมวของเขา คิดในใจว่าอีกประเดี๋ยวเรื่องราวร้าย ๆ ก็จะไป แล้วนางก็อาจจะตื่นจากฝัน หลังจากรอคอยผ่านไปสองชั่วยาม ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง ไป๋อิงยังคงรอคอยลู่เฟยเทียนกับมาหานางอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งยังเป็นห่วงเขาเดินวนไปวนมาเป็นเวลานานแล้ว

หรงหรงที่เห็นนางเป็นกังวลจึงเดินมาหา

“ไป๋อิง เจ้านั่งพักบ้างเถิด เขาไม่เป็นอันใดหรอก” หรงหรงเอ่ย

“ป่านนี้ยังไม่เห็นเขา ข้ายังวางใจไม่ได้” นางตอบพลางชะเง้อมองไปข้างหน้า

ทันใดนั้น ไป๋อิงเห็นคนผู้หนึ่งค่อย ๆ เดินอย่างอ่อนล้า

“ลู่เฟยเทียน” นางรีบวิ่งไปหาเขา

“เลือด ท่านบาดเจ็บที่ใด” นางถามเขา

“เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าแค่เดินจนเหนื่อย แล้วก็ไม่ใช่เลือดข้า” เขาตอบนางให้หายร้อนใจ

ไป๋อิงประคองลู่เฟยเทียนไปนั่งพักก่อนที่เขาจะแจ้งข่าวแก่คนอื่น ๆ

“เวลานี้ในเมืองปลอดภัยแล้ว พวกท่านกลับเรือนให้สบายใจเถิด” เขาบอกทุกคนในที่หลบภัย

“โจรที่ยังรอดชีวิตถูกทางการจับกุมตัวไว้หมดแล้ว”

“อื้ม ท่านพักที่นี่ก่อน หายเหนื่อยแล้วเราค่อยกลับเข้าเมือง” นางพูดพลางเช็ดเลือดที่เปื้อนใบหน้าของเขา

ลู่เฟยเทียนยิ้มมุมปากก่อนจะขอพิงเสาเพื่อหลับตาสักพัก

---------------------------------------------------------------------

เมื่อมีเสียงเล่าลือว่ากลุ่มโจรพวกนี้จู่ ๆ ก็ปรากฎตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ครั้นทำลายบ้านเมืองและคร่าชีวิตของชาวเมืองจนสาแก่ใจแล้วก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ทางวังหลวงจึงคอยตามสืบข่าวนี้มานาน คาดการณ์ว่าเมืองที่อยู่ในแคว้นนี้อาจจะเป็นรายต่อไป จึงส่งกลุ่มรัตติกาลแฝงตัวหาข่าวตามเมืองต่าง ๆ คอยสอดแนมและวางแผนรับมือ เมื่อลู่เฟยเทียนส่งข่าวกลับไปถึงเวลาที่แน่ชัดของลางบอกเหตุ แผนการทั้งหมดจึงเริ่มต้นขึ้น กลุ่มรัตติกาลที่เป็นมือปราบฝีมือดีจากวังหลวงและทหารประจำเมืองร่วมมือกันเพื่อปกป้องชาวเมืองและจับกุมโจรทมิฬ ไม่ให้พวกมันเข่นฆ่าทำร้ายใครได้อีก

สองคืนก่อนหน้านั้น ลู่เฟยเทียนส่งกลุ่มชายชุดดำดักซุ่มตามจุดต่าง ๆ ที่เขาวางแผนเอาไว้รอบนอกเมือง คอยซุ่มโจมตีทำให้กำลังคนของกลุ่มโจรทมิฬถูกลดทอนลงไปบางส่วน และด้วยพละกำลังที่มากเกินคนของโจรพวกนี้ ราวกับรู้ว่าเรื่องสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น พวกมันเร่งบุกเข้ามาในเมืองหวังจะทำลายทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่ทว่าบ้านเรือนกลับไร้ผู้คนราวกลับเป็นเมืองร้าง ทั้งยังมีกองทหารคอยตั้งรับอยู่ ทำให้ความโมโหเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ พวกมันฟาดดาบ ยิงธนู ปาหอกใส่ทหารไม่ยั้งจนแทบจะพลิกโอกาสให้กลับมาชนะได้แต่แล้วกลุ่มชายชุดดำที่เหลืออยู่และลู่เฟยเทียนเข้ามาช่วย สถานการณ์ได้พลิกผันอีกรอบ โจรตัวใหญ่หน้าบากจึงเดินดุ่ม ๆ มาทางลู่เฟยเทียน ทั้งสองสู้รบกันอยู่พักหนึ่ง ลู่เฟยเทียนก็สบโอกาสหนีไปอีกทาง ทิ้งให้โจรหน้าบากสะสมความโกรธจัดขึ้นไปอีก

ลู่เฟยเทียนในเวลานั้นไม่คิดที่จะสู้กับโจรหน้าบากให้ยืดเยื้อ เขาแค่อยากลดพละกำลังของมันลงเพื่อถ่วงเวลา แล้วรีบวิ่งไปช่วยไป๋อิงก่อนที่โจรหน้าบากจะตามมาทัน เขาไม่อยากเห็นภาพคืนวันนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง

--------------------------------------------------------------

“ลู่เฟยเทียน ท่านตื่นแล้วหรือ เพิ่งจะผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ท่านจะพักต่ออีกหรือไม่” ไป๋อิงถามเขา

“กลับสำนักเจ้ากันเถิด ข้าจะไปส่ง แม่หมอคงกำลังเป็นห่วงเจ้า”

“อื้อ”

ทั้งสองเดินกลับสำนักด้วยความโล่งใจ ในที่สุดเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นวนไปวนมาได้สิ้นสุดลงเสียที ไป๋อิงคิดในใจว่าคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายก่อนที่นางจะตื่นจากฝัน

“ลู่เฟยเทียน ท่านอยากได้อะไรหรือไม่” นางถามเขา

“เอาไว้พรุ่งนี้ วันนี้เจ้ากลับไปพักผ่อนแล้วนอนให้เต็มอิ่มเถิด” เขาตอบพลางลูบหัวนาง ผมยาวสีดำของไป๋อิงที่ไม่มีปิ่นปักผมปลิวไสว

“พรุ่งนี้เกรงว่าไม่ได้ อาจจะสายไป ต้องวันนี้เท่านั้น”

“เจ้ารู้อันใดมาหรือ” ลู่เฟยเทียนรู้สึกแปลกใจ

“เปล่า ข้าแค่อยากตอบแทนท่าน”

“เวลานี้ในเมืองคงจะไม่มีใครทำอะไรมากนัก เจ้ามานั่งเล่นเป็นเพื่อนข้าก็พอ”

“อื้อ”

ลู่เฟยเทียนพานางไปที่หอสูง เขาหยิบสุราที่เก็บไว้ตรงมุมมาหนึ่งมาดื่มพลางชี้ไปที่ดวงดาวท่ามกลางผืนฟ้ากว้างใหญ่

ไป๋อิงทอดสายตามองไปที่ดวงดาวระยิบระยับ นางถอนหายใจยาวนึกถึงเรื่องที่นางพบเจอ

“ลู่เฟยเทียน ท่านเป็นใครหรือ” นางถามเขาเพราะเห็นเขาแต่งกายเหมือนชายชุดดำคนอื่น ๆ

“กลุ่มรัตติกาล มือปราบจากวังหลวง ข้าเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มาเมืองนี้” เขาตอบนางสบาย ๆ

“มิน่าเล่า แต่ท่านควรจะหลบซ่อนตัวไม่ใช่หรือ เหตุใดข้าเห็นท่านทั้งวันเพียงนั้น”

“จะหาข่าวก็ต้องกลมกลืนไปกับชาวเมือง” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง

“รวมถึงการต้องเป็นคุณชายเจ้าสำราญที่หอโคมแดงด้วยน่ะหรือ”

“เรื่องนั้นก็ใช่ หรงหรงก็เป็นสายข่าวข้าเหมือนกัน เจ้าสบายใจได้”

“นั่นเรื่องของท่าน ข้าไม่ได้สงสัยตรงนั้น” ไป๋อิงเริ่มเลิ่กลั่ก นางรีบถามเรื่องอื่นต่อ

“ถ้าเช่นนั้น แบบใดคือตัวจริงของท่าน”

“แบบที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เจ้าเวลานี้”

“ขี้เมาน่ะหรือ” นางแกล้งตอบเขากลบเกลื่อน

“ไป๋อิง เจ้านี่ เดี๋ยวนะเจ้าหน้าแดงอีกแล้ว ไม่สบายหรือ” เขาแกล้งถามต่อพลางเอามือแตะหน้าผากนาง

“ท่านเมาจนตาฝ้าฟางแล้วลู่เฟยเทียน”

“เอาล่ะ ดึกดื่นแล้ว เดี๋ยวข้าไปส่งเจ้าที่สำนักเยว่เทียน”

“อื้อ”

ทั้งสองต่างพากันเดินผ่านสถานที่หลายแห่งที่คุ้นเคยก่อนจะมาถึงหน้าสำนัก

“ไป๋อิง รุ่งเช้าข้าจะมารอเจ้าที่นี่” ลู่เฟยเทียนบอกนาง

“อื้ม” ไป๋อิงมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มให้ราวกับเป็นการเอ่ยลา

ไป๋อิงยืนมองเขาจนลับตาก่อนกลับเข้าสำนัก เพื่อบอกลาเมิ่งเจียอีกคน

ค่ำคืนนี้คงจะเป็นคืนสุดท้ายแล้ว หวังว่าพวกท่านจะอยู่ดีมีสุขในความฝันนี้ นางมองดวงดาวบนฟ้าก่อนนอนหลับใหล

------------------------------------------------------------------

เช้าวันต่อมา

“ไป๋อิง วันนี้เจ้าไม่ออกไปข้างนอกหรือ” เสียงเมิ่งเจียดังมา

เมื่อได้ยินเสียง นางรีบลืมตาแล้วมองไปรอบห้อง

นี่ข้ายังอยู่ในฝันหรือ ไป๋อิงคิดในใจนึกเหตุผลไม่ออกว่าทำไมนางจึงยังคงอยู่ในฝันนี้ต่อ

“ไป๋อิง ลู่เฟยเทียนมารอเจ้าที่หน้าประตูแล้ว” เมิ่งเจียบอกนางอีกรอบเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ

“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” นางรีบตอบก่อนหันไปพูดกับลู่เฟยเทียน

“ท่านคงเจอคนผู้นั้นแล้วใช่หรือไม่”

“ข้าเจอนางแล้ว” เขาตอบพลางยิ้มเขิน

“ดวงชะตาของนางซับซ้อนนัก ราวกับมีชะตาของคนหลายคนรวมอยู่ด้วย ข้ามองไม่ชัดเท่าใด แต่เร็ว ๆ นี้ฤกษ์หมั้นหมายปรากฏชัด คืนที่จันทร์เต็มดวง เดือนเจ็ด”

“เดือนเจ็ดหรือ” เขาถามด้วยความสงสัย

“ใช่ ท่านต้องคอยดูแลนางให้ดีนะคุณชายลู่” เมิ่งเจียฝากฝังเขา

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ไป๋อิงแวะไปหาเมิ่งเจียก่อนออกมาหาลู่เฟยเทียน

“ไปเที่ยวกัน วันนี้ข้าเลี้ยง” ลู่เฟยเทียนบอกนางให้ทำตัวตามสบาย

เขาพานางเดินไปทุกที่ที่นางอยากไป ก่อนแวะที่ร้านปิ่นปักผม

“เจ้าชอบอันไหน ข้าจะซื้อให้แทนอันเก่า” เขาถามนางพลางชี้ไปที่ปิ่นปักผมหลากหลายแบบ

“สวยไปหมด เลือกไม่ถูก” นางตอบด้วยความลังเลใจ

ลู่เฟยเทียนจึงหยิบปิ่นปักผมดอกไม้สีขาวให้นางลอง เมื่อเห็นสีหน้าพอใจของไป๋อิง เขาก็ค่อย ๆ ปักปิ่นให้นาง ก่อนจัดผมให้เรียบร้อย

โบราณว่าอย่างไรนะ เขาซื้อปิ่นปักผมให้ข้า ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง แต่ไม่หรอก ไม่น่าใช่ ไป๋อิงทะเลาะกับตัวเองในใจ

คืนนั้น ไป๋อิงมองดูปิ่นปักผมที่ลู่เฟยเทียนซื้อให้ก่อนหลับตานอนอย่างมีความสุข

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.5 นิจนิรันดร์(ตอนจบ)

    หลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านมาครบหนึ่งร้อยวัน เทพพิทักษ์กฎสั่งให้นำตัวเหรินฮ่าวหรานและหลิวลี่เซียงเข้ามาที่ท้องพระโรงเพื่อไต่สวนครั้งสุดท้าย หากดูจากภายนอกแล้ว หลิวลี่เซียงเหมือนกลับมาเป็นปกติ แต่เหล่าเทพเซียนทั้งหลายยังคงกังขาว่านางหายจากมนตร์ปีศาจแล้วหรือไม่ ส่วนเหรินฮ่าวหรานนั้น ร่างกายภายนอกดูไม่เป็นอันใดเพราะยาจากชิวฉือ แต่ภายในนั้นบอบช้ำเกินพรรณนา“เทพบุปผา ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าสติของท่านกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว” เทพพิทักษ์กฎถามนางขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยของเหล่าเทพเซียน“อื้ม” นางพยักหน้า สายตายังคงมองไปที่เหรินฮ่าวหรานด้วยความเป็นห่วง เวลานี้ไม่คิดสนใจผู้ใดนอกจากเขา“เรื่องของท่านกับเขา เหรินฮ่าวหรานเคยกล่าวว่าเขาไม่ได้ทำเรื่องเช่นนั้น ท่านยืนยันได้หรือไม่”“ข้ายืนยันได้ เขาไม่มีวันทำร้ายข้า ทั้งไม่จำเป็นต้องใช้มนตร์ปีศาจเพื่อให้ข้าหลงรักเขา ไม่ว่าจะอยู่ในชาติภพใด เขาจะคอยปกป้องข้า ไม่มีวันทอดทิ้ง” หลิวลี่เซียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ท่านเพิ่งได้พบเจอเขา เหตุใดถึงเชื่อใจเขา” เทพวารีก

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.4 ผีเสื้อสีขาว

    “เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าคอยรักษานางจนครบหนึ่งร้อยวัน แล้วข้าจะไต่สวนเรื่องราวอีกครั้ง” เทพพิทักษ์กฎกล่าวโดยสรุปก่อนจะหันไปทางคนที่เหลือ“พวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์จิ้งจอก ดินแดนเทพไม่อาจตัดสินความถูกผิดได้ ข้าส่งจะตัวพวกเจ้าไปที่แคว้นชิงชิว”ซือมู่เฉินยืนขึ้นเผชิญหน้ากับเทพพิทักษ์กฎ ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรง“หากข้าไม่ได้ทำความผิด ไม่ว่าผู้ใดก็ตัดสินข้าไม่ได้” ซือมู่เฉินเผยตราราชวงศ์เมืองฉางให้พวกเขาดู“องค์รัชทายาทเช่นนั้นหรือ” เทพองค์หนึ่งพูดขึ้น“พวกเจ้าอย่าทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ไปเลย ข้ายืนยันว่าข้าและสหายบริสุทธิ์ใจ ระหว่างที่เหรินฮ่าวหรานรักษานาง พวกข้าจะออกตามหาคนต้นเหตุเพื่อมารับโทษให้ได้”“ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของจิ้งจอกเก้าหาง วาจาที่เอ่ยออกมาแล้วไม่สามารถบิดพลิ้วได้ มิเช่นนั้นจะถูกวาจาศักดิ์ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง รวมถึงนางด้วยใช่หรือไม่” เทพพิทักษ์กฎทวนเขาอีกครั้งถึงสิ่งที่เขาเดิมพันเอาไว้ขณะหันไปมองไป๋เยว่ซิน“ข้า

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.3 มิตรภาพผองเพื่อน

    เหรินฮ่าวหรานไม่รอช้าหยิบมีดขึ้นมากรีดลงที่ตรงหน้าอก พลันเลือดสีแดงฉานไหลริน เขารีบนำภาชนะรองมาให้หลิวลี่เซียงดื่มจนกว่านางจะดีขึ้น“พอแล้ว” ซือมู่เฉินห้ามปราม“แต่นาง...” เหรินฮ่าวหรานมองหลิวลี่เซียงด้วยสีหน้ากังวล“วันนี้พอเท่านี้ อีกครู่หนึ่งนางจะหาย”หลิวลี่เซียงมีท่าทีสงบลง สีตาของนางกลับมาเป็นเช่นเดิม สติที่หายไปเริ่มกลับมาจนแก้มของนางสีแดงระเรื่ออีกครั้ง นางรีบหันหลังหลบสายตาของเหรินฮ่าวหราน“เป็นอันว่า นางหายดีแล้ว ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะเสี่ยวหราน เจ้าตามข้ามา เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ซือมู่เฉินบอกเขาแล้วเดินออกจากห้องไปรอข้างนอก“เถอะน่า รีบตามไปเร็วเข้า เดี๋ยวข้าอยู่กับนางเอง” ไป๋เยว่ซินเห็นท่าทีของเขาก็รีบบอกให้คลายกังวล เหรินฮ่าวหรานพยักหน้าแล้วตามออกไป“ซินซิน เมื่อครู่ข้าทำอันใดไปบ้าง” หลิวลี่เซียงหามาถามไป๋เยว่ซิน“อาเซียง ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีท่าทางเช่นนี้ แต่เจ้าไม่ต้องคิดอันใดมากหรอก เจ้าเพิ่งจะโดนมนตร์ปีศาจจิ้งจอกมา”“ถ

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.2 มนตร์ปีศาจจิ้งจอก

    เหรินฮ่าวหรานลงจากล่างเขาดินแดนเทพมาอยู่ในดินแดนมนุษย์ได้สามสี่วัน เขาใช้เวลาว่างคิดทบทวนเรื่องของตนเองกับหลิวลี่เซียง ระยะเวลาสองพันปีที่เขารอคอยนางมา หากคำตอบไม่เป็นอย่างที่ใจหวัง เขาจะทำเช่นไรทว่าเรื่องหัวใจของตนเองนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดให้นานนัก ใช่ว่าเรื่องแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเสียหน่อย ความฝันที่ผ่านมาแต่ละครั้งก็เปรียบเสมือนชาติภพที่เขาและนางต้องเผชิญร่วมกันในฐานะที่แตกต่างกันไป เหรินฮ่าวหรานตัดสินใจได้แล้วว่า ไม่ว่าคำตอบเป็นเช่นไร เขาจะยังคงรอนางอย่างที่เคยรอเสมอมา ความรักของเขาจะมอบให้นางแต่เพียงผู้เดียว เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว เหรินฮ่าวหรานเริ่มยิ้มออก ใจที่เคยสับสนค่อยผ่อนคลายลงเหรินฮ่าวหรานเก็บของเตรียมจะออกจากโรงเตี๊ยม จู่ ๆ เขาก็เห็นผีเสื้อสีขาวบินมาจากทางหน้าต่างห้องผีเสื้อนำทาง ผู้ใดกำลังตามหาข้าอยู่หรือ เหรินฮ่าวหรานเอื้อมมือแตะที่ผีเสื้อตัวนั้นก่อนจะออกมายืนริมหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปยังเบื้องล่าง พลันได้พบเจอคนผู้หนึ่งยืนส่งยิ้มมาให้ก็ใจเต้นรัวหลิวลี่เซียง เขาไม่รอช้ากระโดดลงมาจากชั้นสองของโรงเต

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.1 การรอคอยที่เนิ่นนาน

    ท้องฟ้าสีครามแต้มด้วยปุยเมฆขาว ๆ ในวันนี้ก็ยังคงเป็นดั่งเช่นทุกวันที่ผ่านมา ฝูงปักษาสวรรค์ที่นานครั้งจะปรากฏตัวอวดโฉมต่างพากันโผบินไปยังตำหนักเทพเบื้องบนราวกับมีงานชุมนุมรื่นเริง ด้านล่างทางขึ้นเขาดินแดนเทพมีหอเซียนต่าง ๆ มากมายสำหรับเซียนที่คอยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพ มนุษย์ และเผ่าอื่น ๆ ในใต้หล้าริมทะเลสาบด้านหลัง มีเซียนหนุ่มผู้หนึ่งที่มีหน้าที่รับคำวิงวอนจากมนุษย์ส่งให้เหล่าเทพได้ปลีกตัวจากความวุ่นวายในหอเซียนไปนั่งชื่นชมธรรมชาติที่เงียบสงบอย่างเช่นเคยหลิวลี่เซียง เจ้าอยู่ที่ใดกัน เซียนหนุ่มผู้นี้ถอนหายใจพลางมองไปยังเป็ดยวนยางคู่หนึ่งเป็ดยวนยางยังมีคู่แล้วเจ้าอยู่แห่งหนใด ความฝันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน แต่ไม่มีเจ้าราวกับชีวิตมีบางสิ่งขาดหายไปความรำพึงรำพันของเขาเช่นนี้คงจะไม่เกิดขึ้นหากได้พบนางในฝัน แต่ความฝันครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน ครั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองได้เกิดเป็นเซียนก็คอยแต่จะตามหานางทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะดินแดนเซียน ดินแดนมนุษย์ เผ่าอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เคยไปมาทั้งหมด หากแต่ไม่มีวี่แววจะได้พบกับนาง เหลือเพียงแต

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 6.4 ห่วงหาอาวรณ์

    “เทียนเทียน” ถานลี่อิงร้องไห้เรียกเขา จิตใจของนางเริ่มสั่นไหวทีเล็กทีละน้อย ทำให้ผนึกที่อยู่ในตัวนางเกิดรอยร้าวใหญ่ขึ้น“ช้าก่อน” เสียงของต้วนจื่อเยี่ยนดังขึ้นพร้อมกับคนในพรรคฝนโลหิตราวห้าสิบคน“เพิ่งจะโผล่มาตอนนี้ เจ้านี่มันจอมฉวยโอกาส” หวังเหว่ยตวาดเขา“หุบปาก เจ้าพวกโง่” ต้วนจื่อเยี่ยนตอกกลับ แล้วถามเหออี้เทียน“หลี่หงจวิ้นเล่า เจ้าฆ่าเขาหรือยัง”“...” เหออี้เทียนไม่ตอบอันใด เรี่ยวแรงของเขาเริ่มจะหมด ทั้งยังเจ็บปวดบาดแผลไปทั่วร่าง“ยังไม่ฆ่ามันสินะ” ต้วนจื่อเยี่ยนเห็นท่าทีของเหออี้เทียนก็พอเดาได้ เมื่อรู้ข่าวจากคนในพรรคว่าหาตัวหลี่หงจวิ้นไม่เจอ เขาก็รีบมาที่นี่ทันที“...” เหออี้เทียนยังคงนิ่งเงียบ“หรือว่าเจ้าโดนเสน่ห์มารของมันแล้ว เฮอะ เจ้าหลี่หงจวิ้นคิดจะเก็บของดีไว้กินผู้เดียว” หวังเหว่ยพูดออกมา“แล้วเจ้านั่นหายไปที่ใด ทำไมไม่มาชิงเหยื่อของตนกลับไป” พรรคหมอกทมิฬสงสัยมองไปรอบ ๆ ตัว“หม

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 3.3 เขาคือคนผู้นั้น

    “ฮูหยิน เจ้าจะลงเขาไปเที่ยวตลาดในเมืองหรือ” ประมุขเว่ยถาม ฮูหยินพลางเก็บของเตรียมพร้อม“ใช่ อย่าบอกนะว่าเจ้าจะไปด้วย” ฮูหยินถามกลับ“ข้าต้องไปกับเจ้าอยู่แล้ว ข้าเป็นสามีเจ้า”“แต่ข้าไปกับเพ่ยเพ่ยสองคนเป็นปกติ”“มีข้าไปด

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 3.0 เที่ยวนอกเมืองวันหยุด

    เช้าวันต่อมาเมื่อหลิวลี่เซียงลืมตาตื่นขึ้นมา เธอถึงกับตกใจที่เห็นไป๋เยว่ซินกำลังนั่งจ้องเธออยู่“อาเซียง ฝันดีเหรอ ยิ้มไม่หุบเลยนะ”“อ่อ อ้อใช่ ฝันดีมาก”หลิวลี่เซียงรีบตอบก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไม่ยอมเล่าให้ไป๋เยว่ซินฟัง วันนี้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงไปเรียนด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และนัดไป๋เยว่ซินม

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 2.3 เหตุการณ์ซ้ำรอย

    ไป๋อิงหลับตากรีดร้องสุดเสียงที่เห็นภาพของหวังจางเหว่ยสิ้นชีวิตลงต่อหน้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก นางได้ยินเสียงจอแจของผู้คนจึงลืมตาขึ้นทำไมสว่างจัง นี่ข้าตายแล้วหรือ แต่ทำไมมีคนอื่นเดินไปเดินมาเต็มไปหมด ไป๋อิงคิดในใจก่อนเดินดูรอบ ๆหอโคมแดง นั่นหวังจางเหว่ยนี่ เขาขึ้นส

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 2.2 ความอบอุ่นใจในยามเดียวดาย

    เช้าวันต่อมา“ท่านป้า ดูลายมือให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าจะทำงานวันนี้สำเร็จลุล่วงไหมเจ้าคะ” ไป๋อิงถามเมิ่งเจีย“ไป๋อิง นี่เจ้าเห็นข้าเป็นใคร ดวงชะตาก็ดูได้แค่คร่าว ๆ เหตุใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ว่าแบมือดี ๆ ข้าขอดูตรงนี้ให้ชัด ๆ” เมิ่งเจียเพ่งดูลายมือของไป๋อิงอยู่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status